Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ 'ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน' ครั้งที่ 12

แม่โจ้ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดยิ่งใหญ่! การประชุมวิชาการและนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ชวนร่วมเรียนรู้คุณค่าทรัพยากรไทยผ่านกาลเวลา ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 68) เวลา 18.00 น. ณ.ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกันแถลงการเตรียมความพร้อมในการจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน The 12th Academic Conference and Exhibition on Thai Resources: Thai Treasures Through Time  ระหว่างวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2568  ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้  กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ในวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมวิชาการและนิทรรศการครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568ภายใต้แนวคิดหลัก “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดโอกาสให้เยาวชน ประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบายได้ตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรไทย ผ่านแนวคิด “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เฉลิมฉลองในโอกาสที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ครบรอบ 90 ปี อันเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดนิทรรศการพิเศษ “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้” ภายใต้แนวคิด “รากแก้วมั่นคงมั่งคั่ง” สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่เก่าแก่และมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 จากโรงเรียนครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ จนพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน

มหาวิทยาลัย ยังดำเนินงานสืบสานพระราชปณิธานในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ โดยเฉพาะ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ซึ่งได้จัดตั้ง ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำหน้าที่เป็น “ขุมคลังปัญญาคู่ผืนถิ่น” ประสานงานและพัฒนาบุคลากร พร้อมจัดเก็บข้อมูลฐานทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และชุมพร

กว่า 3 ทศวรรษของการดำเนินงาน (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537) มหาวิทยาลัยได้สั่งสมองค์ความรู้ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ และได้นำเสนอผลงานเด่นภายใต้หัวข้อ “ของขวัญล้ำค่าจากแผ่นดิน” ได้แก่ เอื้องคำ สารสายใยให้คุณค่า เพาะพันธุ์เพาะภูมิปัญญา ผลิบานสร้างคุณค่าสู่มหาชน

เห็ด จากป่าท้องถิ่นไทย สู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แตงไทย รักษ์พืช รักษ์พันธุ์ คัดสรรสู่แผ่นดิน พุทธศิลป์ล้านนา จากลายพันธุ์สู่พันลายสู่งานนวัตกรรมสร้างสรรค์ มะเกี๋ยง ผลไม้ไทยอันเป็นที่หนึ่ง หวนดูอดีต ศึกษาปัจจุบัน เพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ความหลากหลายของทรัพยากรจากยอดเขาถึงใต้ทะเล

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังได้ขับเคลื่อนแนวทาง “คาร์บอนคลีนอย่างยั่งยืน” ตามแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะที่ 8 (พ.ศ.2570–2574) ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “IWA : การเกษตรอัจฉริยะเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน” โดยผลการวิจัยชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 84,750 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกันสามารถดูดซับคาร์บอนได้จากป่าไม้และพื้นที่สีเขียวมากถึง 88,996.56 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนศักยภาพในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนสมดุลอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานยังประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประชุมวิชาการและนิทรรศการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 98 โรงเรียน การประชุมและนิทรรศการงานฐานทรัพยากรท้องถิ่น 38 หน่วยงานนิทรรศการหน่วยงานสนองพระราชดำริฯ 126 หน่วยงาน การประชุมชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ.แปลงสาธิตและฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร 

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ “งานเกษตรแม่โจ้” มหกรรมต้นไม้ ผลิตภัณฑ์เกษตร สินค้าชุมชน ร้านอาหาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม จากสถานศึกษาและศิลปินรับเชิญ ตลอด 7 วัน 7 คืน

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เที่ยวชมงาน “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมเรียนรู้คุณค่าทรัพยากรไทย อิ่มเอมทั้งองค์ความรู้และความบันเทิงครบครัน

‘ฮุนเซน’ ลั่น!! ปิดชายแดน 100 ปี เขมรก็ไม่ตาย ขอบคุณไทยที่ช่วยให้สินค้าในประเทศได้โอกาสเติบโต

(16 ต.ค. 68) สมเด็จเตโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์กล่าวถึงกรณีไทยปิดชายแดนว่า การปิดด่านฝ่ายเดียวของไทยกลับส่งผลให้สินค้าที่ผลิตในประเทศกัมพูชาเติบโตอย่างมาก พร้อมยืนยันว่าประเทศไม่ได้เดือดร้อนจากการขาดสินค้าจากไทยแม้แต่น้อย

ฮุนเซนระบุว่า กัมพูชาไม่เคยเรียกร้องให้ไทยเปิดชายแดนอีกครั้ง เพราะถือว่า “ไทยเป็นฝ่ายปิด ก็มีสิทธิจะเปิดเอง” และหากไทยจะปิดต่ออีก 100 ปีก็ไม่เป็นไร พร้อมกล่าวขอบคุณไทยที่ช่วยให้สินค้าในประเทศได้โอกาสเติบโต โดยชาวกัมพูชาหันมาสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นมากขึ้นจนตลาดภายในประเทศเข้มแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ฮุนเซนย้ำว่า แม้จะไม่มีสินค้าจากไทยมานานกว่า 3 เดือน แต่ตลาดกัมพูชายังมีเสถียรภาพ มีสินค้าบริโภคเพียงพอ อัตราเงินเฟ้อต่ำ และเศรษฐกิจมหภาคยังบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขนส่งสินค้าผ่านด่านไทย–กัมพูชา ควรติดต่อฝ่ายไทยโดยตรง เพราะกัมพูชาอนุมัติไปแล้ว

ทั้งนี้ ท้ายแถลงการณ์ ฮุนเซนขอให้ประชาชนชาวกัมพูชามีความอดทน และเชื่อมั่นในรัฐบาลว่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งกับไทยได้ด้วยสันติวิธี โดยย้ำว่า “ไทยจะปิดต่ออีกนานแค่ไหนก็ตาม กัมพูชาจะไม่ตาย” และจะเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเองต่อไป

‘ฐาปนีย์’ โพสต์ให้กำลังใจ ‘อังคณา’ นักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสโจมตี ‘ล่าแม่มด’ ปมดราม่ากัมพูชา

(16 ต.ค. 68) ฐาปนีย์ เอียดศรีชัย ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้กำลังใจ อังคณา นีละไพจิตร สว.และนักสิทธิมนุษยชน หลังถูกกระแสเรียกร้องให้ปลดจากตำแหน่งกรณีให้ความเห็นเรื่องกัมพูชา โดยฐาปนีย์ย้อนเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนทำข่าวโรฮิงญา จนถูกเรียกว่า 'โรฮิงแยม' ทำให้ถูกโจมตีในลักษณะเดียวกัน

เธอย้ำว่า การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหรือการพูดเรื่องความเป็นมนุษย์ ไม่ได้หมายความว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “ขายชาติ” แต่คือการยืนหยัดในหลักการ เพื่อเปิดมุมมองที่ต่างจากกระแสหลัก พร้อมยอมรับว่าทุกฝ่ายผู้มีเจตนาดีอย่างคุณ “กัน จอมพลัง” ต่างมีสิทธิ์เห็นต่างกันได้ แต่ไม่ควรตัดสินใครแบบสุดโต่ง

นอกจากนี้ ฐาปนีย์ระบุว่า เธอเคยผ่านช่วงเวลา “ถูกล่าแม่มด” และเข้าใจดีว่าการถูกโจมตีเพียงเพราะยืนหยัดในความเชื่อมั่นหนักหนาเพียงใด จึงอยากให้กำลังใจอังคณาและทุกฝ่ายที่ทำงานเพื่อประเทศชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่ ทหาร และประชาชน พร้อมขอให้ทุกคนอย่าลืม “ความเป็นมนุษย์” ของกันและกัน

ท้ายที่สุด เธอเรียกร้องให้สื่อมวลชนหยุดกระพือดราม่า แล้วหันมานำเสนอสาระสำคัญของปัญหาความขัดแย้งไทย–กัมพูชา รวมถึงการแก้ปัญหาสแกมเมอร์และสร้างสันติภาพร่วมกัน โดยย้ำว่า “เราต่างรักชาติได้ โดยไม่ต้องเกลียดกันเอง”

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ล็อกอินแอปครั้งแรก รับส่วนลดเครื่องดื่มอินทนิล 50% 

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้แก่สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ (Bangchak GreenMiles) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบางจากและเข้าสู่ระบบสมาชิกครั้งแรก รับทันทีคูปองส่วนลด 50% สำหรับซื้อเครื่องดื่มอินทนิล โดยรับสิทธิ์ได้ในฟีเจอร์ “คูปองของฉัน” เมนูที่ร่วมรายการ ได้แก่ เอสเพรสโซ่เย็น, อเมริกาโน่เย็น, โกโก้เย็น, ชาเขียวลาเต้เย็น (22 ออนซ์) และชาไทยพรีเมียมลาเต้สูตรดั้งเดิม (16 ออนซ์) จากราคาปกติ 60–65 บาท (1 สิทธิ์/สมาชิก) ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 รวมกว่า 280,000 สิทธิ์ตลอดโครงการ 

สำหรับแอปพลิเคชัน 'บางจาก' ล่าสุดได้ปรับโฉมใหม่ที่มาพร้อมรูปแบบและฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย สะดวก และครบครันยิ่งกว่าเดิมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่  และยังทำให้ทุกการใช้จ่ายคุ้มค่า ยิ่งใช้ยิ่งได้ ยิ่งเติมยิ่งอัปเวลดาวน์โหลดแอป 'บางจาก' เวอร์ชันใหม่ได้แล้ววันนี้ ทั้งบน iOS / Android / Huawei : https://bit.ly/3YZxWQu

วันหยุด ทัพเรือภาคที่ 1 ไม่หยุด ยังคงลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่วงเวลาแห่งวันหยุด เมื่อ 10 – 13 ต.ค.68 และในทุกๆ วัน ทัพเรือภาคที่ 1 ยังคงปฏิบัติการลาดตระเวนตลอดตามแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย-กัมพูชา โดยส่งกำลังทางเรือและอากาศยาน ลาดตระเวนในอาณาเขตทางทะเลของไทย ตั้งแต่หลักเขตที่ 73 ถึงแท่นขุดเจาะแก๊สธรรมชาติจัสมิน โดยได้ตรวจสอบเรือต่างๆ ในพื้นที่เพื่อค้นหาสิ่งผิดกฏหมาย และสินค้าต้องห้าม ตลอดจนดูแลความปลอดภัยให้เรือไทย และแท่นขุดเจาะแก๊สธรรมชาติของไทย

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่ต้องสงสัยว่าจะผิดกฏหมายทางทะเล เช่น เรือประมงต่างสัญชาติลักลอบเข้ามาทำการประมงในเขตไทย เรือลำเลียงขนถ่ายน้ำมันเถื่อนและสิ่งผิดกฎหมาย หรือพบเห็นเรือหรือบุคคลที่ประสบภัยในทะเล สามารถแจ้งเหตุทัพเรือภาคที่ 1 สายด่วน! โทร.1696  โทร. 038-438-008 ได้ตลอด 24 ชม.

จีนจัดประชุม World Conference on China Studies เวทีวิชาการระดับนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อจีนยุคใหม่

(15 ต.ค. 68) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้เปิดฉากงานประชุมระดับนานาชาติ 'World Conference on China Studies' ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ 'Historical and Contemporary China: A Global Perspective' โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากว่า 500 คนจากทั่วโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเทศจีนทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ภายในงานจัดขึ้นทั้งเวทีเสวนาย่อย นิทรรศการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเน้นหัวข้อสำคัญ เช่น ความทันสมัยของจีน, บทบาทของคนรุ่นใหม่ในวงการศึกษาของจีน, และการศึกษาจีนในยุคปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของจีนในการเปิดกว้างทางความคิดและส่งเสริมความเข้าใจจากมุมมองจากนานาชาติ

ทั้งนี้ การประชุมนี้จัดโดย สำนักงานข้อมูลแห่งคณะรัฐมนตรีจีน (SCIO) และรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ พร้อมด้วยหน่วยงานและสถาบันการศึกษาหลายแห่งร่วมสนับสนุน อีกทั้งยังมีการประกาศ 'ข้อริเริ่มพัฒนาจีนศึกษาโลก' และเปิดตัวหนังสือแนะนำสำหรับการวิจัยด้านจีนศึกษา เพื่อผลักดันองค์ความรู้เชิงลึกของจีนในระดับสากล
 

ตม.กัมพูชา ยืนยันพบแล้วชาวเกาหลีใต้ 80 คน อ้างทั้งหมด 'มีความสุขดี' และปฏิเสธกลับประเทศ

(15 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนไว้ในความดูแล โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จากเกาหลีใต้จะเข้ามาประสานงานแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้เปิดเผยโดยนายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ผ่านสำนักข่าวซินหัว ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้ง 80 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับพลเมืองเกาหลีใต้ที่รัฐบาลโซลกำลังติดตามหาหรือไม่ หลังมีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน “หายตัวไป” ในกัมพูชา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ที่ถูกพบเป็นศพในจังหวัดกำปอต

คดีดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คน และทางการกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน โฆษกกัมพูชายังยืนยันว่า ครอบครัวของนักศึกษาผู้เสียชีวิตและสถานทูตเกาหลีใต้ในพนมเปญ ไม่ได้แจ้งบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการเข้ามา

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

‘ปูติน’ มอบเอกสารลับของสหภาพโซเวียตให้ ‘ทรัมป์’ หวังคลี่คลายปริศนาการลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอเล็กซานเดอร์ ดาร์ชีเยฟ (Alexander Darchiev) ได้ส่งมอบจดหมายจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเอกสารลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 โดยมีการส่งมอบผ่านนางแอนนา พอลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา

เอกสารดังกล่าวอ้างอิงจากบันทึกลับของสหภาพโซเวียต ซึ่งบางส่วนเคยถูกมอบให้สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยที่ อนาโตลี มิคอยาน (Anastas Mikoyan) ประธานสภาระดับสูงแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีศพของเคนเนดี โดยรัสเซียระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของผู้ถือสิทธิ์ในเอกสาร และมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนเพิ่มเติมตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญากับประชาชนอเมริกัน

ด้านนางลูนาได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า เธอได้รับรายงานต้นฉบับจากเอกอัครราชทูตรัสเซียแล้ว และทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งแปลและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเร็ว โดยระบุว่า “นี่คือเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล”

อดีต ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ลั่นหากเกิดสงครามกับ ‘รัสเซีย’ NATO พร้อมตอบโต้!! ถล่มฐานทัพรัสเซียในพริบตา

(15 ต.ค. 68) อดีตผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำยุโรป พล.อ. เบน ฮอดจ์ส (Ben Hodges) กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า หากเกิดการปะทะโดยตรงระหว่างรัสเซียกับนาโต้ ผลลัพธ์จะไม่เหมือนสงครามรัสเซีย-ยูเครน และนาโต้มีศักยภาพตอบโต้ด้วยกำลังอากาศและหน่วยรบภาคพื้นดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ฐานทัพสำคัญของรัสเซีย เช่น คาลินินกราด และเซวาสโทพอล ถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการปะทะ

ฮอดจ์สย้อนเหตุการณ์ปี 2014 ว่า แม้ยุโรปและชาติพันธมิตรจะสนับสนุนยูเครน แต่หลายประเทศยังพึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจนไม่ยอมปรับมาตรการ การคว่ำบาตรในช่วงนั้นจึงไม่สามารถหยุดยั้งพฤติกรรมของรัสเซียได้ เขาจึงมองว่าการปะทะหากเกิดกับสมาชิกนาโต้จะต้องได้รับการตอบโต้ที่เด็ดขาดกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้การรุกรานลุกลาม

“ผมคงไม่พูดว่าถ้าพวกเขาโจมตีประเทศสมาชิกนาโต้ สถานการณ์คงจะต่างไปจากยูเครน ไม่เลย ประการแรก มันเป็นภูมิประเทศที่แตกต่าง ภูมิศาสตร์ที่แตกต่าง หากรัสเซียโจมตีโปแลนด์ในปี 2025 ในลักษณะเดียวกับที่โจมตียูเครน รัสเซียคงถูกทำลายโดยกองทัพอากาศนาโต้และกองกำลังภาคพื้นดินของพันธมิตร มั่นใจได้เลยว่าคาลินินกราดจะถูกทำลายภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก ภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกคาลินินกราดจะหายไปหมด ฐานทัพรัสเซียทั้งหมดถูกทำลาย รวมถึงฐานทัพรัสเซียในเซวาสโทพอลด้วย” พล.อ. เบน ฮอดจ์ส กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top