Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หนุนไทยก้าวสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) ที่ผ่านมา นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ณ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด จังหวัดสมุทรปราการ

โดย นายธนกร กล่าวว่า “การติดตามความคืบหน้าการพัฒนา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นหนึ่งในพันธกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม”

นายธนกร กล่าวต่ออีกว่า “อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย ที่ได้รับการกําหนดให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 

โดยเป็นอุตสาหกรรมที่มีการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้มีความชาญฉลาดและสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ การแพทย์อัจฉริยะ และเกษตรกรรมแม่นยํา

โดยที่ผ่านมา บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด มีบทบาทสําคัญ ต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งการยกระดับเทคโนโลยี Smart Electronics การพัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมรับยุคดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สําคัญ บริษัทฯ ยังเป็นแหล่งสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ กว่า 4,000 คน 

ซึ่งมีส่วนสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยอย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ผ่าน แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566–2570) โดยส่งเสริมการพัฒนาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ําถึงปลายน้ํา ทั้งการสนับสนุนการ ลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น การยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐาน การพัฒนาโครงสร้าง

พื้นฐานด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงการสร้างตลาดภายในประเทศสําหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ” ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของไทยมีศักยภาพสูง และคนไทยมีความสามารถไม่แพ้ชาติ ใดในโลก หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็น ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของโลกได้อย่างมั่นคง” 

นครปฐม-ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 4.1 ล้านเม็ด และคดีอาชญากรรมที่สำคัญ

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์, พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย และ พล.ต.ต.ประสพชัย  มัตสยะวนิชกูล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7, พล.ต.ต.กานต์  ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7, นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชจังหวัดนครปฐม, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ตามนโยบายรัฐบาล โดยได้ทำการจับกุมนายประภากร หรือยุ่ง (นามสมมุติ)อายุ 42 ปี ชาวตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้ที่บริเวณสี่แยกปากท่อ ถนนเพชรเกษม ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. พร้อมของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 4,100,000 เม็ด มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เคตามีน 3.15 กรัม รถยนต์ 3 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมจากการสืบข้อมูลทางว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดราชบุรี และได้มีการติดตามความคืบหน้ากว่าสี่เดือน 

จึงทราบว่าจะมีการลักลอบนำยาบ้าเข้าสู่จังหวัดราชบุรีโดยใช้ยานพาหนะสี่คัน ซึ่งเมื่อเป้าหมายไปถึงจึงได้มีการปิดล้อมและสามารถจับกุมพร้อมของกลางได้เป็นจำนวนมาก

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวถึงการดำเนินการประสานงานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ทหาร และอีกหลายภาคส่วน อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการประสานความร่วมมือกันอย่างชัดเจนและได้มีการใช้เทคโนโลยีด้วยการติดตามผู้ต้องหาและขบวนการผู้ค้ายาเสพติดจากกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่มีอยู่รอบเมืองจึงทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจังหวัดนครปฐมยืนยันว่าจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อทำให้เกิดความผาสุกกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ได้มีการแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุอาชญากรรมหลายคดี ได้แก่ คดีก่อเหตุแทงกันทำร้ายร่างกายจนจนถึงชีวิต คดีเกี่ยวกับการรับจ้างยิงเพื่อหักยอดหนี้มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท และคดีที่มีมีการยิงกันระหว่างพ่อตาและลูกเขย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สนธิระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ จังหวัดนครปฐม กอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ทำให้มีผลการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพและเป็นการเริ่มปฏิบัติการเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันเหตุและติดตามจับกลุ่มผู้ต้องหาหลังก่อเหตุ ซึ่งในครั้งนี้ยังได้มีการใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาดำเนินการในกระบวนการดังกล่าว อีกด้วย

ร้อยเอ็ด…มณฑลทหารบกที่ 27 จัดพิธีวันสถาปนาหน่วย ครบรอบ 42 ปี 

(16 ต.ค. 68) มณฑลทหารบกที่ 27 จัดพิธีเนื่องในวันสถาปนาหน่วย ครบรอบปีที่ 42 ณ สโมสรนายทหาร ค่ายประเสริฐสงคราม จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี พลตรี วิชิต มักการุณ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 27 เป็นประธานในพิธี

ภายในงานมีอดีตผู้บังคับบัญชาของมณฑลทหารบกที่ 27 นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติของหน่วย

กิจกรรมสำคัญในพิธีประกอบด้วย พิธีสักการะ ศาลเจ้าพ่อธรรมโหราประเสริฐศักดิ์ พิธีสักการะ อนุสาวรีย์พลตรี พระยาประเสริฐสงคราม พิธีถวายราชสักการะ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่เสียสละชีวิตในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้บังคับบัญชา และกำลังพลในอดีต ตลอดจนเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย และเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว

มณฑลทหารบกที่ 27 เดิมคือ จังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ซึ่งได้รับอนุมัติให้จัดตั้งตามคำสั่งกองทัพบก ที่ 275/2526 เรื่อง “การจัดตั้งจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด” ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2526 โดยมีที่ตั้งถาวรอยู่ที่ บ้านหนองตากล้า หมู่ที่ 11 ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

ก่อนได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามค่ายว่า “ค่ายประเสริฐสงคราม” เพื่อเป็นเกียรติแด่ พลตรี พระยาประเสริฐสงคราม ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2558 กองทัพบกมีคำสั่งให้ แปรสภาพหน่วยจากจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด เป็นมณฑลทหารบกที่ 27 และกำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนาหน่วย และปัจจุบันทางรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี เป็นนวันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทางหน่วยจึงได้เลื่อนการประกอบพิธีออกมาเป็นวันดังกล่าว

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกกัมพูชา เสนอ ‘คว่ำบาตร–ขึ้นบัญชีดำเขมร’ เอี่ยวทุนเทา

(16 ต.ค. 68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน 3 คน ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ชรีฟ จากรัฐอินเดียนา, จอห์น มูลีนาร์ จากมิชิแกน และไมเคิล รูลี จากโอไฮโอ ได้เสนอร่างมติ H.R. 5490 ต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ “ขึ้นบัญชีกัมพูชาเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมเรียกร้องให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมายและเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน

ร่างมติดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ “Promoting International Fraudsters Accountability Act” โดยระบุรายชื่อบุคคลกว่า 40 รายที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมถึงสมาชิกครอบครัวและผู้มีอิทธิพลในวงการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจคาสิโน เช่น เนต ซาโวเอิน, ฮุน โต, ก๊ก อัน และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารเครือข่ายทุจริตแทนกลุ่มฮุนเซน

รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบุว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมเมอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงจีน ครอบคลุมถึงไทย ลาว และเวียดนาม โดยสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่ามีแรงงานกว่า 120,000 คนในกัมพูชาถูกกักขังหรือบังคับทำงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้

ด้านทางการกัมพูชายังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าร่างมติของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สารวันตำรวจ 2568 ผบ.ตร.ย้ำ ต้องมีสำนึกในหน้าที่ของตำรวจอยู่ทุกขณะ ทุกข์ร้อนประชาชนรอไม่ได้ต้องพร้อมช่วยเหลือ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา

(16 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีสารถึงข้าราชการตำรวจกว่า 2 แสนนาย ทั่วประเทศ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ดังนี้

พี่น้องข้าราชการตำรวจทุกท่าน วันตำรวจได้เวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่ง นับเป็นโอกาสอันดีที่ข้าราชการตำรวจทุกนาย จะได้มาทบทวนบทบาทหน้าที่ของตนเอง ในฐานะ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจนั้นสูงมาก หากจะมีใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด คน ๆ นั้นคือ “ตำรวจ” 

ทุกท่านย่อมตระหนักดีว่า การเป็นตำรวจไม่ใช่เพียงแค่การสวมใส่เครื่องแบบอันทรงเกียรตินี้ แต่คือความมีสำนึกในหน้าที่ของความเป็นตำรวจอยู่ทุกขณะ ในปีนี้ผมจึงขอให้ตำรวจทุกนายได้ร่วมกันทบทวนหน้าที่ของตัวเอง 2 ประการ

ประการที่หนึ่ง ความสำนึกในบทบาทหน้าที่ของตนเอง สำนึกในหน้าที่ของการเป็นตำรวจ ที่พร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ความทุกข์ร้อนของประชาชนเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ ตำรวจจึงต้องเข้าช่วยเหลือ แก้ปัญหา เพื่อคลายความทุกข์ร้อนของประชาชนเหล่านั้น

ประการที่สอง ผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือ สนับสนุน ดูแล ปกป้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนอย่างเต็มกำลัง รวมถึงครอบครัวของพวกเขาเหล่านั้นด้วย เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หากพวกเขามีขวัญและกำลังใจที่ดีแล้ว ย่อมมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างครบถ้วน สมบูรณ์

หากพวกเราทุกคนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตน และสำนึกในความเป็น “ตำรวจ”แล้ว ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคน ในฐานะ “ตำรวจ” จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับสังคมไทย และความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติของเราต่อไป 

ในโอกาสนี้ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ตลอดจนเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพร ให้ข้าราชการตำรวจทุกท่าน และครอบครัว  มีความสุข  ความเจริญ มีความก้าวหน้า ในชีวิตราชการ มีพลานามัยที่สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยและภยันตรายทั้งปวง พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ “ตำรวจ” ให้กับพี่น้องประชาชน ต่อไป

‘เลขาธิการนาโต้’ โว!! นาโต้เหนือกว่ารัสเซียทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจและกองทัพ ยืนยันพร้อมหนุนยูเครนต่อเนื่อง

(16 ต.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่องค์การนาโต้ กล่าวในที่ประชุมสมัชชารัฐสภานาโต้ครั้งที่ 71 ณ กรุงลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่า องค์กรพันธมิตรนาโต้กำลัง “ยกระดับการตอบสนอง” ต่อภัยคุกคามทั่วโลก โดยพันธมิตรยุโรปและแคนาดาเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี พร้อมเร่งขยายการผลิตอาวุธและสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

รุตเต้เปิดเผยว่า โครงการ “Prioritised Ukraine Requirements List” หรือ PURL ของนาโต้ ได้ส่งมอบยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ยูเครนภายในสองเดือนหลังเปิดตัว พร้อมย้ำว่า “สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ยูเครนยังอยู่ในสนามรบ แต่ยังช่วยชีวิตผู้คน” นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

เลขาธิการนาโต้ยังกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจของกลุ่มพันธมิตรนาโต้มีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียถึง 25 เท่า และมีกองทัพที่ “เหนือกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ทั้งด้านเทคโนโลยีและศักยภาพทางอากาศ โดยยกตัวอย่างเครื่องบินรบ MiG-31 ของรัสเซียว่า “ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เงาของนาโต้” 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียตอบโต้ทันที โดยมองว่าคำพูดของรุตเต้เป็นเพียง “สงครามข้อมูล” ที่สะท้อนถึงความวิตกของนาโต้ต่อการพัฒนาทางทหารของมอสโก ซึ่งยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกคว่ำบาตรและกดดันจากชาติตะวันตกก็ตาม

‘แมรี่ เลาลอว์’ ผู้แทนยูเอ็น ห่วงสวัสดิภาพ ‘อังคณา’ ถูกขู่ฆ่า ผบ.ตร. เผยยังไม่มีรายงาน วอนสังคมเห็นต่างได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง

(16 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่นางแมรี่ เลาลอว์ (Mary Lawlor) ผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา หลังมีรายงานว่าถูกขู่ฆ่า ว่าขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการในเรื่องดังกล่าว แต่ได้รับทราบจากสื่อมวลชนเท่านั้น

ผบ.ตร.ระบุว่า หากนางอังคณาถูกคุกคามจริง ขอให้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าตำรวจพร้อมให้ความคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้ตำรวจสันติบาลและตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ามีการโพสต์ข่มขู่จริงหรือไม่ รวมถึงจะพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมืองเป็นสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์หรือความรุนแรง พร้อมย้ำว่า “เราทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน” และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันด้วยสติและความรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

เปิดตัวเลขนักท่องเที่ยว 5 ชาติ แห่เข้าไทยมากสุด ‘มาเลย์-จีน’ นำโด่ง!! ยอดรวมพุ่งแตะ 25 ล้านคน

(16 ต.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเผยตัวเลขล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 12 ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้วกว่า 25.09 ล้านคน ลดลง 7.54% จากปีก่อน แต่ยังสร้างรายได้รวมกว่า 1.15 ล้านล้านบาท โดย 5 ชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด ได้แก่ มาเลเซีย (3.6 ล้านคน), จีน (3.58 ล้านคน), อินเดีย (1.85 ล้านคน), รัสเซีย (1.31 ล้านคน) และ เกาหลีใต้ (1.20 ล้านคน)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (6–12 ต.ค. 68) พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากสิ้นสุดช่วงวันหยุดยาวของหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย รวมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 522,169 คน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 74,600 คน

แม้ยอดนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 13.63% แต่ตลาดมาเลเซียยังเติบโตขึ้น 7.31% ขณะที่จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซียลดลงในสัดส่วนต่างกัน โดยจีนลดลงมากที่สุดเกือบ 47% สะท้อนแนวโน้มการเดินทางที่เข้าสู่ช่วงพักตัวระยะสั้นหลังวันหยุดยาว

กระทรวงฯ คาดว่าในสัปดาห์ถัดไปจำนวนนักท่องเที่ยวจะทรงตัว โดยยังมีปัจจัยบวกจากเทศกาล “ดิวาลี” ของอินเดีย และฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกของรัฐบาล ทั้งการยกเลิกบัตร ตม.6 และการเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งจะช่วยหนุนให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักต่อเนื่องในช่วงปลายปีนี้

ตร.กัมพูชาปฏิบัติการใหญ่!! รวบต่างชาติ 200 คน มั่วสุมเสพยากลางพนมเปญ สอบโยงขบวนการสแกมเมอร์

(16 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติกัมพูชา พร้อมตำรวจท้องที่ บุกตรวจค้นอาคารชื่อ “พิช เล เมฆ” หรือ “Diamond in the Sky” ในเขตเกาะเพชร กรุงพนมเปญ เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังสืบทราบว่ามีการเปิดสถานที่ให้บริการเสพยาเสพติดอย่างลับ ๆ โดยใช้เวลาปฏิบัติการยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชายและหญิงได้รวมประมาณ 200 คน มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวกัมพูชา เบื้องต้นทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจหาสารเสพติดและสอบสวนเพิ่มเติม โดยตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม รายงานอีกกระแสระบุว่า อาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ใช้สถานที่แห่งนี้กักขังเหยื่อหลายร้อยคน ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในพื้นที่อื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลตรวจสอบเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติการทลายอาคารแห่งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ทีมตอบโต้สถานการณ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางมาถึงพนมเปญเมื่อคืนที่ผ่านมา

อว. ปิดอบรม 'นบม. รุ่น 32' มอบวุฒิบัตร 46 ผู้บริหารมหา‘ลัย ทั่วประเทศ “วราภรณ์” รองปลัด อว. ชี้ เครือข่ายผู้บริหารคือทัพหลักที่สำคัญ ดันมหาวิทยาลัยไทย สู่เวทีโลก

(16 ต.ค. 68) นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมและมอบประกาศนียบัตร พร้อมเข็มเชิดชูเกียรติแก่ ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร “การพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง” (นบม.) รุ่นที่ 32 ซึ่งจัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมทบวงมหาวิทยาลัย โดยมี นายสุทน เฉื่อยพุก ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาทุนทางปัญญา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมในพิธี พร้อมด้วยรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ และผู้บริหารจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวม 46 คน จาก 37 แห่ง และบุคลากรจาก สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ

นางสาววราภรณ์ กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งรวมทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าและเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิปัญญา วิชาการ และการผลิตกำลังคนของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก การบริหารสถาบันอุดมศึกษา จึงต้องอาศัยผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพและเป็นสากล เพื่อสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุค Disruptive World ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร การจัดหลักสูตร นบม. จึงมุ่งส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในเชิงวิชาการและประสบการณ์การบริหาร ผ่านการอบรม การอภิปราย และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบอุดมศึกษาไทยอย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ด้าน นายสุทน กล่าวว่า หลักสูตร นบม. รุ่นที่ 32 จัดขึ้นเพื่อ พัฒนาผู้บริหารสายวิชาการให้มีวิสัยทัศน์ ความรู้ ความสามารถ และขีดสมรรถนะในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในระดับบุคคลและระดับสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

หลักสูตรการพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง (นบม.) รุ่นที่ 32 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 16 ตุลาคม 2568 โดยมีการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ณ สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ–เอกชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สมาพันธรัฐสวิส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 

เนื้อหาสาระการอบรมครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น แนวโน้มอุดมศึกษาไทยยุคใหม่ ยุทธศาสตร์การบริหารสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาและขับเคลื่อนภาวะผู้นำ การจัดการเชิงนวัตกรรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการศึกษาด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีความพร้อมในการยกระดับคุณภาพสถาบันอุดมศึกษาไทย สู่มาตรฐานสากล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top