Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

ทบ.แจงกรณีข่าวบิดเบือนจากสื่อกัมพูชา อ้างคําพูด ‘สว.อังคณา’ ผิดจากข้อเท็จจริง

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชานําเสนอข่าวโดยระบุว่า นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาไทย “ออกมายอมรับกับสื่อว่าไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด MK-84 โจมตีกัมพูชาก่อน” ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่า เป็นการนําคําพูดของนางอังคณาฯ ที่กล่าวว่า “การใช้ F-16 ของไทยโจมตีกัมพูชาก็ทําให้กัมพูชาได้รับความสูญเสียไม่น้อย” มาบิดเบือนและสร้างเนื้อหาข่าวให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม 

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีนี้ว่า การใช้อากาศยาน F-16 เข้าสนับสนุนปฏิบัติการในครั้งนั้น เพื่อเป็นการทําลายขีดความสามารถในการโจมตีจากฝั่งทหารกัมพูชา ในลักษณะที่สามารถควบคุมและจํากัดวงความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทําลายเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลคุกคามต่อกําลังทหารฝ่ายเราและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งถูกฝ่ายกัมพูชาโจมตีทําร้ายอย่างไร้มนุษยธรรม นับเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ การปฏิบัติการดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลและอยู่ในกรอบของหลักสากล 

การที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาเผยแพร่ข่าวสารบิดเบือน โดยหยิบเนื้อหาบางส่วนไปขยายความในมุมที่ตนเองได้ประโยชน์ เพื่อหวังทําลายภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ ถือเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่คนไทยด้วยกันออกมาสื่อสารในลักษณะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน จากความไม่เข้าใจข้อเท็จจริงของสถานการณ์ หรือด้วยเจตนาส่วนบุคคล จนถูกฝ่ายกัมพูชาหยิบนําไปกล่าวอ้างเพื่อใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติการข่าวสาร เพราะในยุคปัจจุบัน การต่อสู้อาจมิได้จํากัดอยู่เพียงในมิติของสนามรบเท่านั้น หากยังมีมิติของการสื่อสาร ที่มีบทบาทสําคัญไม่แพ้กันในการต่อสู้ยุคปัจจุบัน 

ทั้งนี้ เชื่อว่าพี่น้องประชาชนสามารถใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารได้ โฆษกกองทัพบกยังได้กล่าวย้ำาว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ความสามัคคีของคนไทยทุกภาคส่วน” เป็นปัจจัยสําคัญยิ่งที่จะนําพาประเทศให้ผ่านพ้นความท้าทายต่าง ๆ ไปได้ ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนชัดเจนแล้วว่า เมื่อใดที่คนไทยขาดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากความแตกแยกที่เกิดขึ้น

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

(17 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย 

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน 

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย 

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ 

และขอให้ทุกครั้งที่พวกเราเหล่าข้าราชการตำรวจได้เผชิญหน้ากับคนร้าย อริราชศัตรู จะยังให้พวกเราทุกคนได้ย้อนรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนยันปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน ซึ่งขอให้ตำรวจทุกนายๅได้โอบกอดครอบครัวของตำรวจกล้าเหล่านั้นให้ได้ผ่านพ้นห้วงเวลาที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัว และพวกเราจะดูแลให้ความช่วยเหลือปกป้องครอบครัววีรชนเหล่านั้นเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของเราวีรชนผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ผู้กล้าทั้งหลาย ที่ได้ทำหน้าที่ของตนจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต นำพาความสงบสุขมาสู่พี่น้องประชาชนประเทศชาติและสังคม

โดยรวมขอให้พลังที่สองแห่งการเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของเราคือจะชนทั้งหลายเหล่านี้ประกอบกับกำลังกุศลที่ได้ร่วมสนุก

‘อี แจ-มยอง’ ย้ำ ‘ชาวเกาหลีใต้ไม่เคยลืมไทย’ เชื่อมสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ท่ามกลางวิกฤตคาบสมุทร

(17 ต.ค. 68) ความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ถูกย้ำชัดอีกครั้งในวันนี้ เมื่อประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ว่า “เกาหลีใต้ไม่เคยลืมความเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลี” พร้อมยกย่องบทบาทของไทยในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการภายใต้ธงสหประชาชาติเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้มีเพียงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขยายสู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาความไม่มั่นคงจากแก๊งสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ท่าทีของ อี แจ-มยอง ครั้งนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองระดับภูมิภาค เพราะเกิดขึ้นในห้วงที่เกาหลีใต้กำลังตึงเครียดกับ กัมพูชา จากกรณีพลเมืองเกาหลีถูกล่อลวง–ทรมานในศูนย์สแกม ขณะเดียวกันไทยกลับถูกมองว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน

ในทางยุทธศาสตร์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า ความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นแกนใหม่ของ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) และ “พันธมิตรเชิงคุณธรรม” ที่อาจมีบทบาทคานอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐอ่อนแอและเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต — ทำให้คำกล่าวของประธานาธิบดีอีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรำลึกอดีต หากยังเป็น “สัญญาณทางการทูต” ถึงอนาคตของสมดุลอำนาจในเอเชียอีกด้วย

หัวใจใหญ่กว่าล้อ 'พนมดงรัก' โรงพยาบาลพ่อหลวงสร้าง พวกเราจะช่วยซ่อม

 

"อะไรขาด วิ่งไปซื้อเลยหมอ" ประชาชนเค้าฝากเงินมาให้นะ คำพูดให้กำลังใจสั้นๆ แต่สร้างรอยยิ้ม และ เติมเต็มหัวใจของ แพทย์ พยาบาล ในพื้นที่มากมาย

เมื่อวันที่ (15 ต.ค. 68) สมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทยร่วมกับ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นำโดย พลตรีพิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล รองผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.สมท.กอ.รมน.) พร้อมมวลชนคาราวานทีมออฟโรดทั่วประเทศ ร่วมหลายสิบคัน ได้แก่

1.สมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทย
2.ชมรมออฟโรดไทยใจรักษ์แผ่นดิน กอ.รมน.
3.อาสาสมัครออฟโรด มูลนิธิ พอ.สว.
4.ชมรม 44×4bigfoot shop
5.ชมรมร้อยป่า
6.Burirum off road
7.ชมรมเรารักชนบท
8.ชมรมบิ๊กไบค์ไทยใจรักษ์แผ่นดิน กอ.รมน.
9.ชมรมหนองปรือออฟโรด
10.บริษัท MT เจริญยนต์
11.ชมรมศรีราชาออฟโรด
12.ชมรมสะแกนาออฟโรด
13.สมาคมสื่อมวลชนเพื่อสังคม
14.ศักดิ์พระราม๕
15.แสงทองอะไหล่ยนต์บางบัวทอง

ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก เพื่อนำเงิน จำนวน 360,00บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่เสียหาย ชำรุด โดยครอบครัวสวนศิลป์พงศ์ และคณะสมาพันธ์ออฟโรดแห่งประเทศไทยร่วมกับ สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมีแพทย์หญิงวรวรรณ กอปรกิจงาม และคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นผู้ร่วมรับมอบ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้ตำรวจยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ

(17 ต.ค. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงผู้ ปฏิบัติงาน พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรง ใจ เสียสละเวลาที่จะต้องอยู่กับครอบครัว หรือมีความสุขส่วนตัว แต่ท่านใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจนประสบความสำเร็จในหลายมิติ หลายด้าน 

พร้อมกันนี้ขอฝากถึงพี่น้องข้าราชการตำรวจทุกคน ว่า เราเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามบทบาทและหน้าที่ของเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสบายใจ สุขใจ มีความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม อยากให้พวกเราร่วมมือร่วมใจ และก้าวไปด้วยกันด้วยการที่เราใช้ mindset ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในใจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก ในขณะเดียวกันอยากจะฝากให้ทุกท่านได้มีการพัฒนาตัวเอง ในหน้าที่ของท่านเอง ทั้งเรื่องของวิชาชีพการสอบสวน สืบสวน การป้องกันปราบปราม ตลอดจนชุดปฏิบัติการพิเศษ เพราะอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ให้มีมาตรการที่ดี ที่เข้มข้น ซึ่งหากจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากให้ท่านได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวฝากถึงพี่น้องประชาชนเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ว่า สำหรับพี่น้องประชาชน ตนจะนำพาข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ในตลอดระยะเวลาที่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง “วันตำรวจ” ไม่ใช่วันหยุดสำหรับตำรวจ แต่ถือว่าเป็นวันที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดเชื่อมั่น และสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โอกาสนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และหวังว่าในอนาคตจะมีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศของเรา และทุกท่านอยู่ดีมีสุขตลอดไป 

เชียงใหม่-เทศบาลนครเชียงใหม่ เตรียมจัด 'งานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ 2568' อย่างยิ่งใหญ่ อลังการ 

เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดแถลงข่าวงาน ประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ 2568 “มรดกแห่งนพบุรี สืบสานวิถีแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรมงามล้ำค่า ยี่เป็งล้านนาสู่สากล” ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่ด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรม

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ร่วมจัดพิธีแถลงข่าวงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2568 โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เพ็ชรมุณี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่
นายวัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ และ นายมานพ แย้มอุทัย ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมแถลงข่าวบนเวที 
ณ โถงอาคาร 5 ชั้น 1 สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่

นายอัศนี บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยถึงรายละเอียดของการจัดกิจกรรมประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ว่า ในปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “มรดกแห่งนพบุรี สืบสานวิถีแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรมงามล้ำค่า ยี่เป็งล้านนาสู่สากล” โดย เทศบาลนครเชียงใหม่ บูรณาการร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 4 - 6 พฤศจิกายน 2568 อย่างเต็มรูปแบบและยิ่งใหญ่

โดยกิจกรรมสำคัญในปีนี้ คือ การประกวดขบวนแห่กระทงใหญ่ชิงถ้วยพระราชทานพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 25 ขบวน ที่จัดให้มีการแสดงประกอบริ้วขบวนแห่อย่างอลังการ การประดับตกแต่งเมืองให้สว่างไสวสวยงาม โดยเฉพาะรอบคูเมืองเชียงใหม่ และ ริมลำน้ำปิงตั้งแต่ท่าน้ำวัดศรีโขงจนถึงเชิงสะพานนครพิงค์ การแสดงประกอบแสงสีเสียงและสื่อผสมด้วยเทคนิคพิเศษอย่างยิ่งใหญ่ การประกวดเทพี - เทพบุตรยี่เป็งเชียงใหม่ การประกวดหนูน้อยยี่เป็งเชียงใหม่ การประกวดกระทงฝีมือใบตองดอกไม้สด 


การประกวดโคมยี่เป็งล้านนา (โคมแขวนใหญ่) การปล่อยกระทงสายล้านนา การประกวดประดิษฐ์สะเปา 
ณ บริเวณท่าน้ำศรีโขง การจัดซุ้มประตูป่า พิธีบวงสรวงศาลพระภูมิ - เจดีย์ขาว และขอขมาแม่น้ำปิง ประเพณี
ตั้งธรรมหลวง การตกแต่งถนนตั้งแต่ถนนท่าแพจนถึงสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้เป็นถนนสายวัฒนธรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรมอีกมากมาย เพื่อให้เข้ากับเทศกาลการท่องเที่ยวและเปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว 

นอกจากนี้ เทศบาลนครเชียงใหม่ยังเพิ่มจุด Landmark ให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ได้มาถ่ายรูปเช็คอินและแชร์งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ต้อนรับลมหนาวที่ใกล้จะมาเยือนนี้

จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาสัมผัสความงดงามของวัฒนธรรมล้านนา ในงานประเพณีเดือน
ยี่เป็งเชียงใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 4 - 6 พฤศจิกายน 2568 เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองวัฒนธรรม
ระดับโลก และร่วมส่งเสริมให้เชียงใหม่มุ่งสู่เมืองมรดกโลกต่อไป

เปิดเรื่องช็อกจาก ‘ปาร์ค ฮัง ซอ’ เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ เฉียดถูก ‘ลักพาตัว’ ในเวียดนาม!! หลังกลับจากเที่ยวกัมพูชา

(17 ต.ค. 68) อดีตโค้ชทีมชาติเวียดนาม 'ปาร์ค ฮัง ซอ' กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังเขาเปิดเผยในรายการทีวีเกาหลีว่าเคย “เกือบถูกลักพาตัว” ระหว่างเดินทางกลับจากเที่ยวที่กัมพูชากับภรรยา เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคนขับแท็กซี่ขับรถออกนอกเส้นทางขึ้นเขา แม้เขาสั่งให้หยุดแต่คนขับยังฝืน จนไปจอดในลานเปล่าที่มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ก่อนจะมีชายคนหนึ่งจำเขาได้และรีบช่วยให้รอดออกมาอย่างหวุดหวิด

“ผมได้รับวันหยุดยาว 4 วันเนื่องในวันประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และได้เดินทางไปกัมพูชากับภรรยาเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ตอนที่เรากลับมาถึงสนามบินเวียดนาม เป็นเวลา 5 ทุ่ม ขณะที่เรากำลังมองไปรอบๆ เพราะไม่มีรถแท็กซี่ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเราพร้อมโบกมือ แต่ทันทีที่เราขึ้นรถแท็กซี่ เสียงดนตรีก็ฟังดูแปลกๆ คนขับมองกระเป๋าสตางค์ของผมอยู่ตลอด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ” 

“ในที่สุดรถก็หยุดในลานจอดรถว่างๆ ผมคิดว่า เราถูกลักพาตัวแน่ๆ ผมจึงบอกภรรยาให้ใจเย็นๆ ไว้ ขณะนั้น มีคนนั่งดื่มชาอยู่ราว 10 คน ผมลงจากรถด้วยความหวังว่าจะมีคนจำได้ ซึ่งหนึ่งในคนกลุ่มนั้นมีคนพูดว่า ‘คุณปาร์ค? ปาร์ค ฮังซอ?’ ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังบอกให้หัวหน้าแก๊งรีบส่งพวกเราออกไป ชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาและขับรถพาผมและภรรยาออกไป ตอนนี้ผมหัวเราะกับเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ตอนนั้นมันน่าตกใจมาก” ปาร์ค ฮัง ซอ เปิดเผยในรายการ 'Take Off Your Shoes and Be a Single Man' ทางช่อง SBS ของเกาหลีใต้

เรื่องเล่านี้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางกระแสอาชญากรรมต่อคนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเผยว่า คดีลักพาตัวและหลอกลวงแรงงานพุ่งจากราวปีละ 20 เคสในปี 2022–2023 เป็นกว่า 220 เคสในปีที่แล้ว และทะลุ 330 เคสภายในแค่เดือนสิงหาคมปีนี้ โดยหลายกรณีเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งสแกมเมอร์

หนึ่งในคดีล่าสุดคือ นักศึกษาหนุ่มเกาหลีวัย 20 ปีที่เดินทางมากัมพูชา ถูกพบเป็นศพโดยตำรวจระบุสาเหตุ “หัวใจวายจากการถูกทรมานอย่างรุนแรง” อีกกรณีคือชายวัย 50 ปี ถูกอุ้มกลางถนนในกรุงพนมเปญและถูกทำร้ายจนเจ็บสาหัส

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับคำเตือนการเดินทางไปพนมเปญเป็น “คำแนะนำพิเศษระดับสูงสุด” ขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางทั้งหมดหากไม่จำเป็น พร้อมเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาดำเนินมาตรการป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีอย่างจริงจัง

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยือนประเทศไทย

เมื่อวานนี้ (16 ต.ค.68) กองเรือปฏิบัติการ ทัพเรือภาคที่ 1 จัดเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ออกเรือพร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 (s-76B) แสดงกำลังต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือ CNS QI JIGUANG(83) และเรือ CNS YIMENG SHAN (988) ในโอกาสที่เข้ามาเยือนประเทศไทย 

การนี้ กองเรือยุทธการ  จัดเรือหลวงช้าง ซึ่งเป็นเรือที่ ทร. จัดหาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมการฝึก PASSEX กับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือดังกล่าว บริเวณตอนใต้ของเกาะจวง
จังหวัดชลบุรี

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด จับมือ 17 ประเทศ 30 เครือข่ายปราบปรามระดับโลก 'อาชยน' ลุยเชิงรุกอัปเกรดข้อมูล 

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ( ผบช.ปส. ) จัดงาน The 1st NSB - International Agencies Coordination Meeting ประชุมหารือเจ้าหน้าที่ประสานงานด้านยาเสพติดและหน่วยงานต่างประเทศที่มีความร่วมมือด้านการปราบปรามยาเสพติดกับประเทศไทย โดยมีสมาชิกจาก 17 ประเทศ ประกอบด้วย ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมัน อิตาลี ไอร์แลนด์ สเปน แคนาดา ออสเตรีย อิสราเอล มาเลเซีย สิงคโปร์ ซาอุดิอาระเบียอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และหน่วยงานด้านการปราบปรามยาเสพติด อาทิ Australian Federal Police (AFP), U.S. Drug Enforcement Administration (DEA), German Federal Criminal Police Office (BKA), Embassy of Japan, Royal Canadian Mounted Police (RCMP), Austrian Ministry of Interior เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่ห้องพรหมนอกกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 

พล.ต.ท.อาชยน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รวมภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านยาเสพติดในไทยและภูมิภาคเอเชีย เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างตำรวจปราบปรามยาเสพติดกับเจ้าหน้าที่ประสานงานของต่างประเทศ และหน่วยงานด้านความมั่นคงจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียและยุโรป 

ผบช.ปส.กล่าวด้วยว่าการพบกันของ 17 ประเทศ และ 30 เครือข่ายครั้งนี้ เป็นการผสานความร่วมมือด้านการข่าว การสืบสวน และการปฏิบัติการร่วมระหว่างประเทศ สนับสนุนกันทางการข้อมูล และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top