Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

ขวางรถฉุกเฉิน!! เข่าทรุดไหว้ขอชีวิต แต่ไม่ทัน รถกระบะขวางรถฉุกเฉิน คร่าชีวิตผู้ป่วย โรงพยาบาลปลายพระยา แถลง!! ขอโทษ CPF ต้นสังกัด สั่งปลด!! ฟ้าผ่า สั่ง!! เลิกจ้างพนักงานทันที

(19 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุการณ์สะเทือนใจ ‘กระบะขวางรถฉุกเฉิน’ รับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและหายใจล้มเหลวเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 16 ต.ค. เจ้าของรถกระบะจอดปิดท้ายทางเข้าออกรถพยาบาล ขณะพาแม่ที่มีอาการเวียนศีรษะมาโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยวิกฤตร้องขอให้เลื่อนรถ กลับเอะอะโวยวายด้วยความไม่พอใจที่ไม่มีใครมาบริการแม่ตน จนกระทั่งผู้ป่วยวิกฤตรายดังกล่าวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากกรณีเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจ เมื่อรถกระบะคันหนึ่งปิดท้ายรถฉุกเฉินที่กำลังเตรียมนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเคลื่อนย้าย

รายงานระบุว่า ขณะที่ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังจะนำผู้ป่วยวิกฤตขึ้นรถฉุกเฉิน หนุ่มคนขับรถกระบะได้จอดปิดทาง ทำให้ญาติผู้ป่วยถึงกับเข่าทรุดและยกมือไหว้ร้องขอให้ช่วยขยับรถออก แต่ต้องใช้เวลาในการเจรจากว่ารถกระบะจะยอมเคลื่อนย้าย

ด้านหนุ่มคนขับรถกระบะให้เหตุผลว่ารีบพาแม่มารักษาเนื่องจากมีอาการเวียนศีรษะและตาลาย แม้ว่าแม่ของเขายังสามารถถามตอบรู้เรื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ป่วยวิกฤตรายนี้ได้เสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (18 ต.ค. 68) โรงพยาบาลปลายพระยาออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าวว่า …

โรงพยาบาลปลายพระยา และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปลายพระยาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงพยาบาลปลายพระยาขอชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 23.10 น. ภายในห้องฉุกเฉิน โซนผู้ป่วยวิกฤต เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ พนักงานเปล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กำลังให้การช่วยเหลือ และช่วยชีวิตผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมีภาวะการหายใจล้มเหลว ซึ่งต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจ หลังจากนั้นย้ายผู้ป่วยเพื่อส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลกระบี่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีศักยภาพการรักษาที่สูงกว่า

เวลา 23.15 น. รถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล คันที่จอดปิดท้ายรถพยาบาล นำส่งผู้ป่วยหญิงวัย 69 ปี รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง มีอาการเวียนศีรษะ ตาลาย ญาติเข็นผู้ป่วยหญิงรายนั้นเข้าห้องฉุกเฉินเอง และได้พบกับพยาบาลหัวหน้าเวรห้องฉุกเฉิน ซึ่งกำลังจัดเตรียมเอกสาร และประสานการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤตไปโรงพยาบาลกระบี่อยู่ และพยาบาลหัวหน้าเวรได้อธิบายให้ญาติผู้ป่วยทราบว่าขณะนี้คนไข้อาการหนัก กำลังเตรียมส่งไปโรงพยาบาลกระบี่ ให้รอสักครู่ และให้ญาติเข็นผู้ป่วยไปนอนบนเตียง จากนั้นพยาบาลหัวหน้าเวรก็ได้เข้าไปซักประวัติ และประเมินอาการผู้ป่วยที่เตียง แต่ญาติก็ยังโวยวายเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลแม่ของตน

เวลา 23.16 น. ขณะเคลื่อนผู้ป่วยฉุกเฉิน ออกจากห้องฉุกเฉินเพื่อขึ้นรถพยาบาล พบว่ามีรถกระบะ 4 ประตูยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล จอดกีดขวางปิดท้ายรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลได้ หลังจากนั้นพยาบาลได้แจ้งให้เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวมาเลื่อนรถออก แต่ไม่ได้รับความร่วมมือโดยทันที เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวได้กล่าวเอะอะโวยวายเสียงดังด้วยท่าทีโมโหเรื่องที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาบริการแม่ของตนเอง ขณะเดียวกันญาติของผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังจะส่งต่อได้ร้องไห้พร้อมนั่งทรุดลงกับพื้น และยกมือไหว้ร้องขอให้เจ้าของรถกระบะช่วยเลื่อนรถออก แต่ยังคงมีปากเสียงเอะอะโวยวายกับเจ้าหน้าที่ และญาติผู้ป่วยบริเวณท้ายรถนำส่งผู้ป่วยตอบเป็นระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นถึงจะเดินไปเลื่อนรถกระบะของตนออก เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลกระบี่ได้

การกระทำของเจ้าของรถกระบะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤตโดยด่วน ซึ่งสุดท้ายผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เสียชีวิต ส่วนผู้ป่วยที่เป็นญาติของเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าวแพทย์ได้ทำการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉินจนอาการทุเลา และให้ยากลับไปรับประทานที่บ้าน โรงพยาบาลปลายพระยาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวต่อการจากไปของผู้ป่วย และขอยืนยันว่าได้ให้การดูแลรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตลอดระยะเวลาการดูแลผู้ป่วย

ความคืบหน้าในโลกออนไลน์ ได้มีกระแสว่า เจ้าของรถกระบะ ที่จอดปิดทางเข้าออกรถพยาบาล ดังกล่าวนั้น เป็นพนักงานของ CPF 

ต่อมาทาง CPF ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ...

บริษัทขอเรียนชี้แจงว่า ภายหลังจากที่ได้รับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และพบว่าบุคคลในเหตุการณ์นั้น เป็นพนักงานของบริษัทจริง

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรอบแล้ว บริษัทเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สอดคล้องกับค่านิยมและหลักการดำเนินงานขององค์กร จึงมีมติให้ยุติการจ้างพนักงานรายดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ตำรวจจับกุมได้แล้วภายใน 24 ชั่วโมง โจรชิงทอง จ.สมุทรปราการ คาด่านบ้านแหลม จ.จันทบุรี ก่อนข้ามแดน

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม นาย Yong Ouch หรือ “ยง” หรือ “เบาะ” อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชกรุงเทพ สาขาบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้แล้ว ขณะพยายามหลบหนีออกนอกประเทศทางชายแดนด้านจันทบุรี

โดยเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี ประจำด่านผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตลาดบ้านแหลม ว่าพบชายชาวกัมพูชาต้องสงสัยมีลักษณะตรงตามภาพจากกล้องวงจรปิด จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบว่าเป็นบุคคลตามที่ต้องสงสัยจริง จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุปล้นร้านทองดังกล่าวจริง

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย โดยประสานทุกช่องทางเฝ้าระวังเพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถจับกุมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ช่วยแจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาในครั้งนี้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่ลดละ จนสามารถปิดคดีได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานรับตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป

“รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” เปิดมุมมองอนาคตการศึกษาไทย: จากระบบผลิตบัณฑิต สู่ระบบสร้างศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต

(19 ต.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ทุกวัน ‘การศึกษา’ คือเครื่องมือสำคัญที่จะสร้างคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ธุรกิจและการบริการ) สภาการศึกษา
เปิดมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อพาการศึกษาไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

🧭 บทสัมภาษณ์พิเศษ: “การศึกษาไทยในวันที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม”
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่สอนให้จำ ไปสู่ระบบที่สร้างให้คิด และเปลี่ยนจากการผลิตบัณฑิต เป็นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต”
รองศาสตราจารย์ ดร.ดนุวัศ สาคริก

🔹 Q: หลายคนมองว่าการศึกษาไทยยังไม่เท่าทันโลกดิจิทัล ท่านเห็นอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ปัญหาหลักของการศึกษาไทยไม่ใช่คนไทยไม่เก่ง แต่ระบบของเรายังไม่เปิดโอกาสให้คนเก่งได้เติบโตเต็มศักยภาพ เรามักสอนเพื่อสอบ แต่โลกอนาคตต้องการคนที่คิดเชิงระบบ แก้ปัญหาเป็น และสร้างคุณค่าใหม่ได้”

“วันนี้โลกเปลี่ยนด้วยความเร็วของเทคโนโลยี ตั้งแต่ AI, Big Data, ไปจนถึงเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แต่ระบบการศึกษายังเดินด้วยความเร็วแบบเดิม หากไม่เร่งปรับโครงสร้างและแนวคิด เราจะเจอช่องว่างทักษะมหาศาลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

🔹 Q: การศึกษาไทยควรปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์อนาคต?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“เราต้องเปลี่ยนจากระบบที่ ‘สอนเหมือนกันหมด’ ไปสู่ระบบที่ ‘เรียนรู้ตามสมรรถนะ’ (Competency-Based Education) เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบตัวเองและเติบโตตามศักยภาพ”

“นโยบายสำคัญมี 3 ด้านที่ควรขับเคลื่อนควบคู่กันคือ
 1. พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะชีวิตไปพร้อมกัน,
 2. ใช้เทคโนโลยีช่วยครูให้สอนง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระ และ
 3. เชื่อมการศึกษาเข้ากับเศรษฐกิจจริง ให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้สามารถต่อยอดสู่อาชีพและรายได้ได้จริง”

🔹 Q: ในบทบาทของนักวิชาการท่านเสนอแนวนโยบายอะไรบ้าง?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แนวคิดที่ผมผลักดันคือ Education for Economy — การศึกษาต้องเดินไปพร้อมเศรษฐกิจ ต้องรู้ว่าประเทศต้องการแรงงานและทักษะแบบไหน แล้วปรับระบบการเรียนให้ตอบโจทย์นั้น ต้องสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนและภาคการศึกษา เพื่อให้กำลังคนที่ผลิตได้ตอบโจทย์โลกการทำงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต”

“ เราจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษาและยกระดับคุณภาพคนไทยเพื่อมุ่งสู่การสร้างทักษะและการทำงานที่มีรายได้สูงขึ้น เพิ่ม Productivity หรือสร้าง Higher-Paid Job ให้คนไทยสามารถทำงานที่มีค่าตอบแทนสูง แทนการใช้นโยบายแบบประชานิยมพวกการขึ้นค่าแรงหรือการแจกเงิน”

“เราควรจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งผลลัพธ์ (Performance-Based Budgeting) เพื่อให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ระบบแบบนี้จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง”

🔹 Q: บทบาทของครูในอนาคตควรเป็นอย่างไร?
รศ.ดร.ดนุวัศ:


“ครูยุคใหม่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้สอน’ มาเป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้’ (Learning Designer) เพราะเด็กยุคนี้เรียนรู้จากทุกที่ ครูต้องชี้ให้เห็นว่าความรู้มีความหมายและสามารถเปลี่ยนชีวิตได้”

“เราควรมีโครงการ Re-skill ครู ที่ให้ครูทุกคนเรียนรู้การใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ครูต้องเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคน ไม่ใช่แค่ผู้สอนในห้องเรียน”

🔹 Q: Lifelong Learning คือกุญแจสำคัญของอนาคตหรือไม่?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“แน่นอนครับ โลกยุคนี้ไม่มีใครเรียนจบแล้วจบจริง ทุกคนต้องเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต เราจึงควรมี ระบบเครดิตการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning Credit System) และ Learning Wallet ที่ให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนในมหาวิทยาลัย เรียนออนไลน์ หรือเรียนจากการทำงานจริง”

🔹 Q: การศึกษาของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการสนับสนุนอย่างไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย การศึกษาไม่ควรจบแค่ในวัยเด็ก แต่ต้องขยายไปสู่ทุกช่วงชีวิต ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้เรื่อง ‘Green Skills’ และ ‘Digital Skills’ เพื่อให้เขายังสร้างรายได้และมีคุณค่าในชุมชน”

“ผมมองว่าศูนย์การเรียนรู้ของผู้สูงอายุควรถูกพัฒนาให้เป็น Community Learning Hub ที่ให้ทั้งการเรียนรู้ การทำงาน และการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี”

🔹 Q: ภาพอนาคตของการศึกษาไทยที่ท่านอยากเห็นในอีก 10 ปีคืออะไร?

รศ.ดร.ดนุวัศ:
“ผมอยากเห็นระบบการศึกษาที่ทุกคนรู้สึกว่า ‘การเรียนรู้คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ’ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แห่งนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และครูอาจารย์ควรเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคนดี คนเก่ง และคนที่กล้าเปลี่ยนโลก”

“ถ้าเราสร้างระบบการเรียนรู้ที่ทำให้คนไทยคิดเป็น ทำเป็น และเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเอง — ประเทศไทยจะไม่มีวันล้าหลัง”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน แก๊ง "ม้าไทย กระโดดข้ามแดน" ระวังจะโดนข้อหาหนัก "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" โทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

วันนี้ (19 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีคนไทยบางส่วนไปมีส่วนร่วมในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน คนไทยด้วยกัน โดยการรับจ้างเปิดบัญชีม้า และข้ามแดนไปอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสแกนหน้าในการทำธุรกรรมโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่คิดจะแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ จากการรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) และเดินทางไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการสแกนหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด 

การกระทำดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดเกี่ยวกับบัญชีม้า ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2568 มาตรา 9 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท แล้ว  ยังจะเข้าข่ายเป็นความผิดฐาน "มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 25 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000 บาท ถึง 300,000 บาท อีกด้วย

ยกตัวอย่างกรณีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้มีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อ319/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ อ1230/2568 พิพากษาจำคุกผู้กระทำความผิด (บัญชีม้า) ถึง 41 ปี 258 เดือน กรณีเป็นเจ้าของบัญชีม้าและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และพิพากษาจำคุกผู้เป็นธุระจัดหา (ผู้ดูแลคอกม้า) ถึง 119 ปี 234 เดือน

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นหรือมีเบาะแสของผู้ที่ชักชวนหรือเป็นธุระจัดหาบุคคลให้ไปเปิดบัญชีม้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191, 1599 หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศผู้ผลิต Rare Earth

(19 ต.ค. 68) เวลาพูดถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุดิบอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “หัวใจลับของเทคโนโลยี” นั่นคือ Rare Earth หรือแร่หายาก 
.
ถึงแม้จะมีชื่อว่าหายาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่การขุดและการแยกสกัดอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง บวกกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้
.
เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมกลางทะเล หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มี Rare Earth และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างทุกวันนี้
.
ตัวอย่าง Rare Earth ที่สำคัญ
• แม่เหล็กถาวร Neodymium-Iron-Boron (NdFeB) คือหัวใจที่ทำให้มอเตอร์ EV มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง และทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแม่เหล็กถาวรชนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในเชิงพาณิชย์เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• Lanthanum (La) และ Cerium (Ce) อยู่เบื้องหลังหน้าจอที่คมชัด และกระบวนการผลิตแผงโซลาร์
• Europium (Eu), Terbium (Tb), Praseodymium (Pr) เติมเต็มสีสันให้ LED และจอทีวี
• ขณะที่ในอดีต แบตเตอรี่ NiMH ของรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรก ๆ ก็ต้องพึ่ง Rare Earth เช่นกัน
.
มิติด้านความมั่นคง
ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้จำกัดอยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังลึกไปถึงเทคโนโลยีทางทหาร โดยเครื่องบินรบ F-35 หนึ่งลำใช้แร่หายากกว่าหลายร้อยกิโลกรัม รวมถึงในระบบนำวิถีจรวด เรือดำน้ำ และเรดาร์ ล้วนต้องพึ่ง Rare Earth ทั้งสิ้น 
.
นี่คือเหตุผลที่ ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) เคยนิยามว่า Rare Earth เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ เพราะการครอบครองหรือควบคุมห่วงโซ่อุปทานหมายถึงการได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
จีน จักรพรรดิแห่ง Rare Earth
หากน้ำมันเคยถูกเรียกว่า ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ของตะวันออกกลาง Rare Earth เองก็เป็น ‘อาวุธเงียบของจีน’ 
• ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
• มีปริมาณสำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
• และที่สำคัญที่สุดคือ เกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน
.
นั่นหมายความว่า ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งจีนในขั้นตอนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์
จีนยังเดินเกมครบวงจร ตั้งแต่เหมืองยักษ์ ไป๋หยันโอโบ (Baiyun Obo) การควบคุมโควตาการผลิต ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth แบบเดียวกับที่โลกเคยเห็นในยุทธศาสตร์น้ำมัน
.
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก
.
ประเทศอื่น ๆ พยายามไล่ตาม
• สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
• เมียนมา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
.
ออสเตรเลีย, ไทย และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี
• ออสเตรเลีย เดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
• ไทย มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
• ไนจีเรีย กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
.
กลุ่มยักษ์หลับ ประเทศที่มีปริมาณสำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
• รัสเซีย แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ล่าช้า
• อินเดีย มีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
• เวียดนาม มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน

สมุทรปราการ-แห่กฐินแพรกษาใหม่คึกคัก!! ประชาชนหลายพันคนร่วมในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ วัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้มีพิธีแห่องค์กระฐินสามัคคี ประจำปี 2568 โดยได้รับความเมตตาจากท่านพระครูสุวรรณสิทธิธาดา เจ้าอาวาสวัดน้อยสุวรรณาราม (วัดคลองเก้า) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ร่วมประกอบพิธีรับองค์กฐินสามัคคี ประจำปี 2568 มีพี่น้องประชาชนทั้งในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนหลายพันคนเดินทางมาร่วมในพิธี

โดยในปี 2568 นี้ มีทางคณะเจ้าภาพกฐินสามัคคีประกอบไปด้วย คุณแม่สังเวียน สาธุพากษ์ พร้อมด้วย คุณอุษา สาธุพากษ์ คุณบรรจง แสงเปล่ง คุณมาลี ลิมานันท์ คุณซ่อนกลิ่น กล่อมพิรุณ นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนาย อำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมในพิธี


ทั้งนี้ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ได้นำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ร่วมกันนำผ้าแพรห่มองค์พระพุทธภายในวิหารเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกทั้งยังได้นำไก่ย่างนำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน 

รวมถึงมีประชาชนและญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมากนำอาหารปรุงสุก ลูกชิ้นปิ้ง น้ำดื่ม ไอศกรีม ขนมหวาน เกี๊ยวทอด และอื่นๆ อีกมากมาย นำมาออกร้านตั้งโรงทานแจกจ่ายให้แก่ประชาชนสร้างความคึกคักให้กับงานกฐินในปีนี้


ทั้งนี้ งานทอดกฐินสามัคคี ของทางวัดน้อยสุวรรณาราม มีคณะเจ้าภาพร่วมกับญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมทำบุญมียอดกฐินที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเป็นเงินรวมกว่า 1 ล้านบาท

ลำปาง- แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 คึกคัก! นักวิ่งทั่วโลกกว่า 4 พันคนร่วมชิงชัย

เช้านี้ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 04.30 น. จังหวัดลำปาง ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง สมาคมการค้าผู้จัดงานกีฬามวลชนไทย และ กฟผ.แม่เมาะ จัดการแข่งขันวิ่ง เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32 (Mae Moh Half Marathon 2025) ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และนางทวิวรรณ ด่านวิไล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. ร่วมเปิดงาน ณ กฟผ.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง

สนามวิ่งระดับโลก “แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 32” ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 3,971 คน ทุบสถิติผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน พิสูจน์มาตรฐาน World Athletics Road Race Label ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต กล่าวว่า งานวิ่งแม่เมาะฯ เป็นสนามใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้หมุนเวียน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ของจังหวัดลำปางให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

ด้าน นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ กฟผ. เผยว่า การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. จำนวน 1,248 คน
- มินิมาราธอน 10 กม. จำนวน 1,504 คน
- ฟันรัน 5 กม. จำนวน 1,219 คน

เส้นทางแข่งขันได้มาตรฐานระดับสากล ปิดถนน 100% พร้อมวิวสวยตลอดทางทั้งภูเขาหินปูน อ่างเก็บน้ำ และเหมืองแม่เมาะ

ผลการแข่งขัน (Overall):
- ฮาล์ฟมาราธอน ชาย: อนุชา พาดา สถิติ 1:13:02 ชม. ทำลายสถิติสนาม คว้าแชมป์สมัยที่ 2
- ฮาล์ฟมาราธอน หญิง: ปารียา สนเส็ม สถิติ 1:27:30 ชม. คว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อน พร้อมรับถ้วยพระราชทานฯ ใบจริง
- มินิมาราธอน ชาย: รัฐพล ไชยเสน สถิติ 35:22 นาที
- มินิมาราธอน หญิง: วันวิสา ยิ้มประเสริฐ สถิติ 42:09 นาที

สนามแม่เมาะฯ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางวิ่งมาตรฐานระดับโลก ที่สามารถใช้อ้างอิงยื่นสมัครเข้าร่วมการแข่งขันในสนาม World Athletics อื่น ๆ ได้อีกด้วย

 

เริ่มแล้ว กิจกรรมน้อมเกล้าฯ ถวายปลากะตักแห้ง ปลาทูเค็มและอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ครั้งที่ 30 ประจำปี 2569”

พลเรือตรี ไพฑูรย์ เส็งเจริญ รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปเยี่ยมพบปะกลุ่มสมาคมการประมงในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ได้แก่ สมาคมประมงในจังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และองค์การสะพานปลา กรุงเทพฯ 

เพื่อสรุปผลการดำเนินกิจกรรมฯ ในปีที่ผ่านมา และเรียนเชิญสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมน้อมเกล้าฯ ในปี 2569 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 30 ของกิจกรรมฯ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพระราชทานอาหารทะเลที่มีสารไอโอดีน ให้แก่เด็กและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพระราชทานให้แก่เด็กในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน (คอพอก) รวมทั้งเรียนเชิญผู้แทนจากสมาคมประมงต่าง ๆ เข้าร่วมประชุมใหญ่ เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรม ใน 19 พ.ย. 69 ณ โรงแรม ซีพาราไดซ์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยหลังจากนี้ ยังคงมีแผนการเดินทางไปเยี่ยมพบปะเชิญชวนหน่วยงานและสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 68 นี้อีกด้วย
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน เยี่ยมชมดูงาน รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เมื่อ 18 ต.ค. 68 พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมคณะผู้บริหารรพ.ฯ ให้การต้อนรับหมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน นำคณะโดย นาวาเอกพิเศษ Zhou Lin หน.คณะหน่วยภารกิจทางการแพทย์ และ น.อ. LI HaiJun รอง ผบ.มฝ.นรร.จีน พร้อมด้วยนักศึกษาแพทย์ ชั้นปีที่ ๓ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ทหารเรือจีน จำนวน 20 นาย เข้าเยี่ยมหน่วยและรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม 20 ปี รพ.ฯ และเยี่ยมชมหน่วยหน้างาน ประกอบด้วย ห้องสวนหัวใจ (Cath Lab ศูนย์เวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูงฯ (HBO) และห้องฉุกเฉินฯ ระบบ Telemedicine การเข้าเยี่ยมชมครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะฯ เป็นอย่างยิ่ง 

ในการนี้ หมู่เรือฝึกนักเรียนนายเรือจีน ประกอบด้วยเรือ CNS QI JIGUANG (83) และ CNS YIMENG SHAN (988) มีกำหนดเข้ามาเยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 16-20 ต.ค. 68 โดยจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top