Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

สภาคองเกรสสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย H.R.5490 ล่าแก๊งสแกมข้ามชาติ Benjamin–Yim Leak–Huione

(14 ต.ค. 68) สภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกครั้งใหญ่กับ 'ขบวนการสแกมข้ามชาติ' ที่กำลังสร้างความเสียหายทั่วโลก โดยล่าสุดมีการเสนอร่างกฎหมายชื่อว่า 'Dismantle Foreign Scam Syndicates Act' (H.R.5490) เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีอำนาจจัดตั้ง คณะทำงานพิเศษระดับชาติ (Task Force) สำหรับ 'ล้างบาง' เครือข่ายอาชญากรรมที่ใช้แรงงานบังคับและระบบออนไลน์ในการหลอกลวงผู้คน — โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาว

ผู้เสนอร่างกฎหมายคนสำคัญคือ นายเจฟเฟอร์สัน ชรีฟ (Jefferson Shreve) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐอินดีแอนา พรรครีพับลิกัน ซึ่งร่วมกับ สส.จอห์น มูลีนาร์ และสส.ไมเคิล รูลลี เสนอร่างเข้าสภาเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา โดยกฎหมายนี้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและด้านยุติธรรมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือ การตั้งคณะทำงานข้ามหน่วยงานขึ้นมานำโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนและปิดล้อม “ศูนย์สแกม” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้แรงงานบังคับของเหยื่อค้ามนุษย์ในการดำเนินการหลอกลวงแบบ 'Pig Butchering' หรือ 'หลอกให้รัก หลอกให้ลงทุน' ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วภูมิภาค

สภาคองเกรสระบุในรายงานประกอบร่างว่า เครือข่ายสแกมเหล่านี้ส่วนใหญ่มี รากฐานจากองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เข้าไปตั้งศูนย์ปฏิบัติการในประเทศที่มี “รัฐบาลอำนาจนิยมและขาดความโปร่งใส” เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา และในหลายกรณี “มีความร่วมมือโดยตรงกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง” ของประเทศเหล่านี้

ตัวเลขความเสียหายรุนแรงถึงขั้นที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉพาะในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการถูกหลอกลงทุน และทั่วโลกอาจมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

สิ่งที่ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาอย่างมาก คือ รายชื่อบุคคลและองค์กรที่อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเบื้องต้นกว่า 30 ราย ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่ในกัมพูชา เช่น Huione Group, Prince Group, K99 Group, Union Development Group, และบุคคลที่ใกล้ชิดกับครอบครัวผู้นำกัมพูชาอย่าง ฮุน เซน

ในรายชื่อยังปรากฏชื่อของ Yim Leak และ D. Chen Zhi ที่มีบทบาทสำคัญในธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ในพนมเปญ Hun To และ Dy Vichea ซึ่งเป็นสมาชิกในตระกูลผู้นำกัมพูชา รวมถึง Chou Bun Eng และ Sar Sokha เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับการปล่อยให้มีศูนย์สแกมเกิดขึ้นในประเทศ

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถใช้กฎหมาย Global Magnitsky Act และ Executive Order 13581 เพื่อคว่ำบาตรบุคคลเหล่านี้ทันที ทั้งในรูปแบบการอายัดทรัพย์สิน ห้ามทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินสหรัฐฯ และตัดสิทธิ์ในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ภายใต้ร่างนี้ ยังมีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดตั้ง Task Force ภายใน 30 วัน และต้องจัดทำยุทธศาสตร์ภายใน 180 วัน เพื่อ
1. ประสานกับพันธมิตรระหว่างประเทศในการปิดศูนย์สแกม
2. กดดันรัฐบาลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กัมพูชา ให้รับผิดชอบ
3. และให้ใช้ “ขีดความสามารถทางไซเบอร์เชิงรุก” เพื่อโจมตีและทำลายโครงสร้างเทคโนโลยีของขบวนการเหล่านี้โดยตรง

กฎหมายนี้ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกม รวมถึงการนำพวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย

นักวิเคราะห์ในวอชิงตันมองว่า “Dismantle Foreign Scam Syndicates Act” คือก้าวสำคัญของนโยบายความมั่นคงใหม่ของสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง “อาชญากรรมไซเบอร์ – การค้ามนุษย์ – อำนาจรัฐอำนาจนิยม” เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกัมพูชา ซึ่งชื่อของเครือข่ายใกล้ชิดกับ ฮุน เซน ปรากฏอยู่ในบัญชีคว่ำบาตรเกือบทั้งหมด

สหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดว่า “จะไม่เพียงแค่ปราบสแกมเมอร์รายย่อย” แต่จะสืบสวนไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อยุติวงจรของอาชญากรรมและการคอร์รัปชันที่บั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคนี้มานานหลายปี

‘พัค มิน-โฮ’ นักศึกษาผู้ถูกทรมานจนเสียชีวิต จุดไฟเดือดกลางกรุงโซล สะเทือนสัมพันธ์เกาหลีใต้–กัมพูชา

'เดือดถึงโซล!' เกาหลีใต้ปะทุโกรธ หลังนักศึกษาถูกแก๊งสแกมกัมพูชาทรมานตาย — ผู้นำสั่งลุยทุกทางปกป้องพลเมือง โซล / 14 ตุลาคม 2025 — เกาหลีใต้ระอุทั้งประเทศ หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญ 'นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลี' ถูกหลอกลวงไปกัมพูชา ก่อนถูกแก๊งสแกมจับขัง ทรมานจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม — จุดชนวนให้ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง สั่งระดม 'ปฏิบัติการทางการทูตเต็มรูปแบบ' และยกระดับคำเตือนการเดินทางไปกัมพูชาเป็นระดับพิเศษ พร้อมประกาศกร้าว “ชีวิตของพลเมืองเกาหลีทุกคน คือความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐ!”

🔥 คดี 'พัค มิน-โฮ' จุดไฟเดือด — เหยื่อถูกทรมานจนตายกลางค่ายสแกม
เหยื่อคือ พัค มิน-โฮ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยจากกรุงโซล ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกขังในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พยานผู้รอดชีวิตเล่าว่า “เขาถูกซ้อมด้วยท่อเหล็ก ถูกช็อตไฟ จนเดินไม่ได้ หายใจไม่ออก และตายในรถระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล” ศพของพัคยังคงถูกเก็บในห้องเย็นที่พนมเปญมานานกว่าสองเดือน ขณะที่ครอบครัวร่ำไห้เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างลูกชายกลับบ้าน “อย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์” อัยการกัมพูชาได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับผู้ต้องสงสัยชาวจีน 3 คน และยังมีอีก 2 รายที่หลบหนีไปได้ — จุดกระแสโกรธแค้นในเกาหลีใต้ราวกับระเบิดเวลา!

🧨 โซลตั้งโต๊ะพิเศษในพนมเปญ — สส.เสนอ 'ถึงขั้นใช้กำลังทหาร'
ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด่วน พร้อมสั่งตั้ง 'ทีมเฉพาะกิจฉุกเฉิน' ภายใต้การกำกับของที่ปรึกษาความมั่นคง วี ซอง-รัก (Wi Sung-lac) เพื่อเร่งช่วยเหลือและนำพลเมืองกลับประเทศโดยเร็วที่สุด รัฐบาลเตรียมส่งตำรวจชุดพิเศษไปตั้ง “โต๊ะตำรวจเกาหลี (Korean Desk)” ในพนมเปญ เพื่อร่วมสอบสวนกับตำรวจท้องถิ่นโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการและขอคำชี้แจงเร่งด่วน แต่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด คือคำกล่าวของ อี อึน-จู สส.พรรคประชาธิปไตย ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กอย่างดุเดือดว่า
> “ถ้ากัมพูชาไม่รับผิดชอบต่อชีวิตพลเมืองของเรา รัฐบาลเกาหลีควรพิจารณาทุกมาตรการ — แม้แต่การปฏิบัติการทางทหาร!”

⚠️ ยกระดับเตือนภัยกัมพูชา “ห้ามเดินทางถ้าไม่จำเป็น!”
หลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีใต้ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา — รวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ — ขึ้นเป็น “ระดับพิเศษ” (Special Advisory) รัฐบาลประกาศชัดให้พลเมือง “หลีกเลี่ยงการเดินทางทุกกรณีที่ไม่จำเป็น” และให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง “รีบออกจากประเทศทันที”

📊 ตัวเลขสะท้อนวิกฤต — คดีเพิ่ม 20 เท่าภายใน 2 ปี!
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้:
ปี 2023 มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียง 17 ราย
ปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 220 ราย และในปี 2025 จนถึงเดือนสิงหาคม ตัวเลขทะลุ 330 รายแล้ว! หลายคดีมีลักษณะคล้ายกัน — ถูกหลอกให้มาทำงาน, ถูกยึดพาสปอร์ต, ขังในค่าย, และบังคับให้ร่วมหลอกลวงออนไลน์

⚖️ Amnesty ชี้ 'กัมพูชาเพิกเฉย' ต่อค่ายสแกมกว่า 50 แห่ง
องค์กร Amnesty International เปิดเผยรายงานล่าสุด ระบุว่ามีค่ายสแกมขนาดใหญ่กว่า 53 แห่งทั่วกัมพูชา และกล่าวหาว่ารัฐบาลพนมเปญ “ปล่อยปละละเลย” จนปัญหาลุกลามเป็นระดับภูมิภาค ในโซล กระแสสังคมกำลังกดดันอย่างหนักให้รัฐบาลใช้ “มาตรการตอบโต้เชิงรุก” ต่อกัมพูชา — บางสำนักข่าวถึงกับพาดหัวว่า “เกาหลีอาจไม่ทนอีกต่อไป”

📍สรุป:
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ 'คดีอาชญากรรม' อีกต่อไป แต่กลายเป็น 'จุดแตกหักทางการทูต' ที่สั่นสะเทือนระหว่าง เกาหลีใต้–กัมพูชา และอาจกลายเป็นครั้งแรกที่กรุงโซล “ขู่ใช้มาตรการทางทหาร” ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากรัฐบาลพนมเปญยังคงนิ่งเฉยต่อชีวิตคนเกาหลี!

📰 อ้างอิง:
The Guardian (14 Oct 2025) — Student’s alleged torture death by Cambodia scammers sparks turmoil in South Korea
Yonhap News Agency (Oct 2025)
Reuters (10 Oct 2025) — South Korea summons Cambodian ambassador over job scams

ตำรวจภาค 1 ถลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าล็อตยักษ์! ยึดทะลุ 4.8 หมื่นชิ้น มูลค่าพุ่ง 20 ล้าน – ขนจากใต้ส่งภาคกลาง แฉคนขับได้เที่ยวละ 3 พัน

(14 ต.ค. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1)พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 แถลงผลการปฏิบัติการ กวาดล้างขบวนการบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายหลังเจ้าหน้าที่สืบสวนภาค 1 ทลายเครือข่ายลักลอบขนสินค้าต้องห้ามรายใหญ่ ยึดของกลางได้กว่า 48,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท

คดีนี้ปูทางมาจากเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้จับกุม นายจีรพิวัฒน์ คนขับรถบรรทุก ลอบขนบุหรี่ไฟฟ้ากว่า 4,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เข้าสู่จังหวัดลพบุรี โดยสกัดจับได้ที่บริเวณแยกไฟแดงนิคมสร้างตนเอง ถนนพหลโยธิน

หลังจากนั้นชุดสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง จนพบว่าเครือข่ายนี้โยงใยกว้างขวาง มีเส้นทางลำเลียงสินค้าจาก อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขึ้นมาส่งในพื้นที่ ภาคกลางและปริมณฑล ก่อนจะกระจายต่อให้ร้านค้ารายย่อย

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมและวางแผนปิดล้อมสกัดจับ จนสามารถรวบผู้ต้องหาเพิ่มอีก 2 ราย ขณะขับรถตู้ทึบขนบุหรี่ไฟฟ้าล็อตใหญ่จากภาคใต้ขึ้นเหนือได้สำเร็จ

ผลการตรวจค้นถึงกับตะลึง! พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้ากองโต กว่า 48,000 ชิ้น อัดแน่นเต็มคันรถ มูลค่ารวมทะลุ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาทั้งคู่ให้การรับสารภาพตรงกันว่า ได้รับค่าจ้างเพียง เที่ยวละ 3,000 บาท โดยขับรถไปจอดตามจุดนัดหมายให้เครือข่ายมารับช่วงกระจายต่อ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตาม พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ฐาน “นำหรือพาของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง” เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า ก่อนส่งตัวผู้ต้องหาและของกลางให้ พนักงานสอบสวน สภ.นิคมสร้างตนเอง จ.ลพบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 กล่าวย้ำว่า การลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยร้ายต่อสังคม โดยเฉพาะต่อเยาวชนที่อาจตกเป็นเหยื่อ “ตำรวจภูธรภาค 1 จะเดินหน้ากวาดล้างอย่างเข้มข้นทุกมิติ เพื่อสกัดสินค้าผิดกฎหมายไม่ให้แพร่ระบาดในพื้นที่ภาคกลาง

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือ ‘อนุทิน’ จี้ยกเลิก MOU43-44 เหตุเขมรละเมิดข้อตกลงร้ายแรง ให้มีผล 8 เดือนข้างหน้า

‘ปานเทพ’ ยื่นหนังสือให้ยายกฯ ที่รัฐสภา เรียกร้อง ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง โดยให้มีผลใน 8 เดือนข้างหน้า ระหว่างนี้ให้ระงับการประชุม JBC, GBC และ RBC ไว้ก่อน

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ (14 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงอาคารรัฐสภา เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเวลา 10.00 น. ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมรัฐสภา โดยเมื่อมาถึง นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเรียกร้องให้ยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงร้ายแรง โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก 8 เดือนข้างหน้า และระหว่างนี้ให้ระงับการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไว้ก่อน จนกว่าจะมีมติยกเลิก MOU43 และ MOU44 ด้านนายกฯรับหนังสือ พร้อมระบุว่าขอไปอ่านเอกสารก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้นายกฯได้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งเป็นวันแรก จากเดิมใช้รถยนต์ส่วนตัวโรลส์รอยซ์ ทะเบียน วอ3333 กรุงเทพมหานคร มาเป็นรถยนต์ Mercedes-Benz S600 Guard Sedan Long สีดำ ทะเบียน 4 กค 29 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ

สำหรับหนังสือขอให้ยกเลิก MOU2543 และ MOU2544 มีรายละเอียดดังนี้

ด่วนที่สุด
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

เรื่อง ขอให้ยกเลิก MOU2543 เนื่องจากประเทศกัมพูชาละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ตาม มาตรา ๖๐ และให้ยกเลิก MOU2544 เนื่องจากเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติ ได้จริงตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

สิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) บทความเรื่องไทยควรยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๒) ข้อดี ข้อเสีย และวิธีจัดการ MOU 2543 และ MOU 2544 โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๓) บทความเรื่อง การเลิกสนธิสัญญาหนึ่งใดที่ไม่มีบทบัญญัติให้เลิกได้ โดย ดร. ธเนศ สุจารีกุล

(๔) บทความเรื่องเขตแดนทางบกไทย- กัมพูชา ตอนที่ ๑ : สิ่งที่เป็นปัญหาของ MOU 2543 โดย ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม

(๕) บทความเรื่อง MOU 2544 กับดักกินบ้านกินเมืองด้วยบันไดสามขั้น โดยพลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์

ตามที่ประเทศกัมพูชาได้กระทำการละเมิดบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำเขตหลักเขตแดนทางบก MOU 2543 อย่างร้ายแรง ทำการรุกรานโดยการใช้อาวุธสงครามและใช้กำลังทหารเข้าล่วงล้ำดินแดนไทย มีเจตนาใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวด BM.21 ยิงใส่ในพื้นที่ของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทำให้โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนเสียหาย มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและล้มตาย ทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนเสียหายทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่บริเวณแนวชายแดน มีการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจนทหารและประชาชนเหยียบจนได้รับบาดเจ็บ พิการ และล้มตาย ในระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ด้วยเหตุที่กองทัพกัมพูชาได้กระทำการละเมิดรุกรานประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นการละเมิดข้อ ๘ และ ๓ ของข้อ ๓ และข้อ ๕ ของ MOU 2543 อย่างร้ายแรง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิกได้ตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ มาตรา ๖๐ ได้กำหนดเหตุแห่งการยกเลิกสนธิสัญญาไว้ว่า “...การฝ่าฝืนสนธิสัญญาอย่างร้ายแรงโดยรัฐภาคีฝ่ายหนึ่ง หรือรัฐใดรัฐหนึ่ง (material breach) เป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือรัฐภาคีอื่นยกเป็นเหตุเพื่อเลิกหรือระงับการใช้บังคับของสนธิสัญญาได้ เมื่อปรากฏการณ์ละเมิด...”

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU 2543 โดยอาศัยมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ จะต้องแสดงความตระหนักเพื่อรักษาสิทธิในนามรัฐบาลไทยโดยทันที มิใช่การแสดงความลังเลสงสัยด้วยการออกเสียงประชามติหรือความสัมพันธ์ดีขึ้น หรือกลับไปประชุมใดๆ ที่เป็นการแสดงออกเสมือนว่าไม่ได้มีการละเมิดร้ายแรง หรือเสมือนว่ายอมรับ MOU 2543 เหมือนเดิม อันอาจจะทำให้ประเทศไทยเสียสิทธิการใช้มาตรา ๖๐ ตามข้อจำกัดในมาตรา ๔๕ ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙

ดังนั้น จึงขอให้ท่านประกาศยกเลิก MOU 2543 โดยทันที และ แจ้งให้รัฐบาลกัมพูชาได้ทราบตามมาตรา ๖๕ และให้มีผลการยกเลิกในอีก ๘ เดือนข้างหน้า อันเป็นการรักษาสิทธิในการยกเลิกเพื่อรอการออกเสียงประชามติอีกครั้งหนึ่ง โดยในระหว่างนี้จะทำให้การเจรจาใดๆ ภายใต้กลไกของ JBC GBC และ RBC ต้องไม่กระทบสิทธิของไทยในการยกเลิก MOU 2543 รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) และ (๒) ทั้งนี้ได้ส่งวิธีการยกเลิกมาแล้วตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๓) ซึ่งหากยกเลิกแล้วย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาข้อกำหนดในข้อ ๑(ค) และข้อ ๕ ประกอบข้อ ๘ ใน MOU2543 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย (๔)

ส่วน MOU 2544 การเจรจาไม่สามารถคืบหน้าได้ตลอดระยะเวลา ๒๔ ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลส่วนหนึ่งของการจัดทำเขตแดนทางบกตาม MOU 2543 ไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเขตที่ ๗๓ ซึ่งเป็นหลักจุดเริ่มต้นการแบ่งเขตทางทะเลยังไม่แล้วเสร็จ โดยประเทศกัมพูชายึดเส้นไหล่ทวีปที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายทะเลสากลและกฎหมายระหว่างประเทศทำให้พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีปใหญ่เกินจริง ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทยและเกินสิทธิของประเทศกัมพูชา ประกอบกับพื้นที่ที่อ้างว่าจะไปพัฒนาร่วมนั้น ยังเป็นพื้นที่อ้างเกินสิทธิของประเทศกัมพูชาและยังเป็นพื้นที่ตายตัวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ขัดประกาศพระบรมราชโองการกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะผู้ไปเจรจาไม่มีอำนาจในการเจรจากำหนดเขตพัฒนาร่วมตายตัวได้เช่นนี้ ดังนั้น MOU2544 ซึ่งเป็นข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ประเทศไทยจึงมีสิทธิยกเลิก MOU2544 ตามมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ รายละเอียดปรากฏตามส่งที่ส่งมาด้วย (๕)

จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ให้ประเทศไทยเสียสิทธิและความชอบธรรมในการยกเลิกสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ในระหว่างนี้ให้สั่งการระงับการประชุม JBC GBC และ RBC ไว้ก่อนจนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติดังต่อไปนี้

(๑) ยกเลิก MOU 2543 ทันที โดยอ้างเหตุแห่งการที่ประเทศกัมพูชาละเมิดร้ายแรงตามมาตรา ๖๐ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิตามมาตรา ๔๕ โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๘ เดือนข้างหน้า ตามมาตรา ๖๕ ของอนุสัญญาเดียวกัน และ

(๒) ยกเลิก MOU 2544 ทันที โดยอ้างเหตุข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และให้มีผลบังคับใช้ในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ตามหลักการของมาตรา ๕๖ ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙
ขอแสดงความนับถือ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานกรรมการมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน

ดร.ธเนศ สุจารีกุล, นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม, ดร.สุวันชัย แสฃสุขเอี่ยม, ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี, มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ บุรุษรัตนพันธุ์, นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์, นางสาวรสนา โตสิตระกูล, คมสัน โพธิ์คง, นายนิติธร ล้ำเหลือ และพี่น้องประชาชนอีกหลายคน

‘ประธานาธิบดีมาดากัสการ์’ เผ่นออกนอกประเทศแล้ว หลังม็อบ Gen Z ลุกฮือทั่วเมือง!! กองทัพทหารกำลังยึดอำนาจ

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีแอนดรี ราโจเอลินา (Andry Rajoelina) แห่งมาดากัสการ์ หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อวันอาทิตย์ หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน Gen Z ที่บานปลายจนกองทัพบางส่วนประกาศเข้าข้างผู้ชุมนุม ทำให้รัฐบาลสูญเสียการควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวเผยว่า ผู้นำรายนี้ออกเดินทางด้วยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคมของประเทศ

ราโจเอลินากล่าวผ่านเฟซบุ๊กในคืนวันจันทร์ว่า ตน “ต้องย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยเพื่อปกป้องชีวิต” แต่ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มาดากัสการ์ 'ถูกทำลาย' ขณะที่ฝรั่งเศสยังไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับการหลบหนี แต่เรียกร้องให้ประเทศกลับคืนสู่ระเบียบรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

การประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ 25 กันยายน จากปัญหาขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า ก่อนลุกลามเป็นความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาทุจริตและบริหารล้มเหลว กลุ่มเยาวชนและหน่วยทหารพิเศษ CAPSAT ซึ่งเคยช่วยราโจเอลินายึดอำนาจเมื่อปี 2009 ได้หันมาสนับสนุนผู้ชุมนุมแทน โดยประกาศจะไม่ยิงใส่ประชาชน แต่จะแต่งตั้งผู้นำทหารคนใหม่

ทั้งนี้ ม็อบนับพันยังคงปักหลักในจัตุรัสกลางกรุงอันตานานาริโว เรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทะลุ 22 รายแล้ว โดยมาดากัสการ์มีประชากรราว 30 ล้านคน และกว่า 75% อยู่ในภาวะยากจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับความสิ้นหวังทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นชนวนสำคัญของการลุกฮือครั้งนี้

ผบ.ตร.สั่งการตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอก 11 คนไทยไปทำงานประเทศเพื่อนบ้าน และให้ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบเพจหางานผิดกฎหมาย คุมเข้มต่อเนื่องปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ สร้างความปลอดภัยให้ประเทศและภูมิภาค

(14 ต.ค. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณี สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีประชาชนขอความช่วยเหลือหลังถูกหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานที่ประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา เข้าให้การช่วยเหลือ 11 คนไทย เป็นชายจำนวน 7 คน หญิงจำนวน 4 คน นั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กำชับให้ตำรวจภูธรภาค 2 เร่งรัดสืบสวนขยายผล จับกุมผู้กระทำผิดและผู้ร่วมขบวนการทั้งหมดโดยเด็ดขาด พร้อมมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบเพจหางานและช่องทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว จากการสอบถามเบื้องต้นผู้เสียหายทั้งหมดให้การตรงกันว่า ได้สมัครงานผ่านเพจหางานในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการโฆษณาชักชวนให้ไปทำงานในประเทศกัมพูชา ระบุรายได้เดือนละประมาณ 20,000 – 25,000 บาท ด้วยความอยากมีงานทำจึงโทรติดต่อไปยังเบอร์ที่ปรากฏแล้วนัดหมายจุดนัดพบ โดยทั้งหมดเดินทางไปถึง อ.อรัญประเทศ ในช่วงบ่ายถึงค่ำ จากนั้นได้มีชายไทยไม่ทราบชื่อ ขับรถกระบะมารับจากจุดนัดหมายต่าง ๆ เช่น สถานีขนส่งผู้โดยสารอรัญประเทศ และสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อนพามาพักรวมกันที่บ้านหลังดังกล่าว โดยอ้างว่ารอเดินทางข้ามไปทำงานที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งในระหว่างรอได้มีผู้เสียหายคนหนึ่งเกิดความสงสัยว่าเมื่อไปถึงกัมพูชาแล้วจะได้ทำงานจริงหรือไม่ และเกรงว่าจะถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมาย โดยคาดว่าจะถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติให้แจ้งขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับทหารกองกำลังบูรพาเข้าให้การช่วยเหลือได้ทัน ก่อนทั้งหมดจะถูกพาออกนอกพื้นที่  ส่วนเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวไหวตัวหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่จะถึงจุดเกิดเหตุ เบื้องต้นได้สอบถามปากคำผู้เสียหายทั้งหมดไว้เป็นพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการสืบสวนและติดตามหาตัวผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสมัครงานผ่านเพจหรือช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือมีข้อเสนอรายได้สูงเกินจริง เพราะอาจเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ หากประชาชนพบเห็นเพจรับสมัครงานที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงแรงงาน สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ สายด่วน 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้คุมเข้มอย่างต่อเนื่องในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ ในทุกมิติอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประเทศและภูมิภาค 

หุ้น ‘Xiaomi’ ดิ่งแรงเกือบ 9% ร่วงหนักสุดในรอบครึ่งปี หลังรถยนต์ไฟฟ้า SU7 ไฟไหม้!! ประตูเปิดไม่ออกทำคนขับดับ

(14 ต.ค. 68) หุ้นของเสี่ยวหมี่ (Xiaomi) ร่วงลงกว่า 5% ในวันจันทร์ และเคยดิ่งสูงสุดถึง 8.7% ซึ่งถือเป็นการตกหนักที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายน หลังเกิดเหตุรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 Ultra ชนและเกิดไฟไหม้ในเมืองเฉิงตู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และเกิดกระแสวิพากษ์เรื่องความปลอดภัยของรถรุ่นดังกล่าว

รายงานระบุว่า ย้อนกลับไปในช่วงเกิดเหตุ รถยนต์ไฟฟ้าคันดังกล่าวเกิดไฟลุกท่วมจนผู้เห็นเหตุการณ์พยายามช่วยแต่ไม่สามารถเปิดประตูได้ เพราะประตูไฟฟ้าล็อก ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ถังดับเพลิงเข้าช่วยควบคุมเพลิงในที่สุด สุดท้ายตำรวจท้องถิ่นเผยว่า มีผู้เสียชีวิตเป็นชายวัย 31 ปี คาดว่าขับรถในสภาพมึนเมาและชนกับรถอีกคันก่อนเกิดเพลิงไหม้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงของรถ Xiaomi SU7 อีกคัน ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีและมีผู้เสียชีวิตเช่นกัน โดยในครั้งนั้น มีรายงานว่ารถสูญเสียการควบคุมขณะเปิดใช้งานระบบขับขี่อัจฉริยะ (smart driving) ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของเทคโนโลยีช่วยขับของเสี่ยวหมี่ และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงอย่างหนัก ซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนและผู้ใช้ต่อความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อใหม่จากแบรนด์ดังจีน

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังทำให้ประเด็น มือจับประตูไฟฟ้าแบบพับเรียบกับตัวรถ กลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้ง โดยรายงานจากสื่อของรัฐจีนเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลกำลังพิจารณาสั่งห้ามใช้เทคโนโลยีนี้ เนื่องจากเสี่ยงต่อชีวิตในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เริ่มสอบสวนปัญหาคล้ายกันในรถ Tesla Model Y กว่า 174,000 คัน หลังมีรายงานว่าประตูเปิดไม่ออกในเหตุไฟไหม้เช่นกัน

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชื่นชม อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ร.๙ สวยงามไม่แพ้ที่ใดในโลก สะท้อนพระราชดำริ ‘น้ำคือชีวิต’

เมื่อวานนี้ (13 ต.ค. 68) ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง ร.๙ สวนที่ทำได้มาตรฐานระดับโลก

ระหว่างทางที่เดินไปวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน 'วันนวมินทรมหาราช' พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ วันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ ผมมีโอกาสได้ฟัง พี่ ดร.เอ้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เล่าความประทับใจเกี่ยวกับสวนแห่งนี้ ให้ผมฟังว่า

พี่ ดร.เอ้ มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก และมักไปเยี่ยมชมสวนสาธารณะหรืออุทยานต่าง ๆ แต่เมื่อมาเห็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในประเทศไทย รู้สึกว่า ไม่แพ้ต่างประเทศเลย 

พี่ ดร. เอ้ ชื่นชมว่าสวยงามมาก และยังเป็นสถานที่ที่ช่วยให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙

ภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ มีทั้งสนามหญ้า ต้นไม้ และ โครงการแก้มลิง ที่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำทะเลหนุน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำและสร้างความยั่งยืนให้แผ่นดินไทย 'น้ำคือชีวิต'

พี่ ดร.เอ้ ขอให้เราทุกคนร่วมสานต่อแนวทางของพระองค์ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญมั่นคงสืบไป 

ผมฟัง พี่ ดร.เอ้ แล้ว ดูบรรยากาศสวนแห่งนี้ จริงครับ
“สวนแห่งนี้ ไม่แพ้ที่ใดในโลกครับ”

เพลงพระราชนิพนธ์ ในมุมมอง ‘3 ลุง เฉลียง’ พบกับความงดงาม!! ที่มากกว่า ‘เสียงดนตรี’

(13 ต.ค. 68) 🎶 เปิดรายการตอนแรกอย่างอบอุ่นใจ... กับ “ถูกทุกข้อ”
ชวนคุณมานั่งฟังเรื่องราวสุดพิเศษจาก ‘3 ลุงเฉลียง’

พี่แต๋ง พี่เจี๊ยบ และพี่ดี้ ที่จะพาเราย้อนรำลึกถึง

‘เพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๙’

ผ่านสายตา...และหัวใจของคนทำดนตรีมืออาชีพ
🎹✨
เรื่องราวของพระราชอัจฉริยภาพทางดนตรีที่ไม่ได้แค่ ‘ไพเราะ’ 
แต่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจที่ไม่รู้จบ

📌 พรุ่งนี้ (14 ตุลาคม) | เวลา 19.00 น.
อย่าพลาด! รายการ “ถูกทุกข้อ” ตอนแรก
รับชมพร้อมกัน ที่ ‘เฉลียง 3 ลุง’ ตามลิงก์ข้างล่างนี้  

https://www.youtube.com/@Chaliang3Lung  

อาจารย์อุ๋ย ชี้!! ไทยตอบโต้ ‘โล่มนุษย์’ ด้วยเสียง ไม่ใช่อาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิ!! แต่คือการปกป้องอธิปไตยอย่างมีชั้นเชิง

(13 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยใช้การเปิดเสียหลอน เสียงผีและสารคดีที่ชี้แจงความจริงทางประวัติศาสตร์ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของฝ่ายกัมพูชา คือการใช้พลเรือนรุกล้ำดินแดนไทยและเข้าข่ายการใช้ 'โล่มนุษย์' (human shield) คือการที่ฝ่ายกัมพูชาจัดตั้งหรือใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันกองกำลังตนเอง หรือแทรกพลเรือนเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไทยไม่สามารถใช้กำลังตอบโต้ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามประเภทหนึ่งและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 (Protocol I) ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) มาตรา 8(2)(b)(xxiii) และละเมิดจารีตประเพณีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ICRC Customary IHL Rule 97)

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิตอบโต้ (Retorsion) ด้วยวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง โดยการเปิดเสียงผี/สารคดีชี้แจงความจริง ซึ่งไม่เป็นการคุกคามทางทหารโดยตรง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือชีวิต อันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน (proportional) เพราะเป็นการตอบโต้ในระดับต่ำกว่าความรุนแรงของการละเมิดจากอีกฝ่าย (รุกล้ำดินแดนโดยใช้โล่มนุษย์ เช่น เด็ก สตรี พระสงฆ์ ฯลฯ) และไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่าการกระทำของไทยอาจขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมาน (UNCAT) หรือไม่นั้น ผมมองว่า ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายการทรมาน เพราะการเปิดเสียงไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ และมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังโล่มนุษย์ และเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาชั่วคราวบริเวณชายแดน และไม่ได้มุ่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด 'สารภาพ' หรือ 'ลงโทษ' ดังนั้น ถ้าดำเนินไปในลักษณะ 'มาตรการข่มขวัญโดยทั่วไป' โดยไม่เจาะจงต่อบุคคลและไม่มีผลรุนแรงต่อสุขภาพจิต ก็ยังไม่ถึงขั้น 'ทรมาน' ตาม มาตรา 1 หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 16 ของ UNCAT 

นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้เรียกร้องไปยังนานาชาติ ประณามกัมพูชาในการใช้ 'โล่มนุษย์' มาปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจานด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้เกียรติและไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งสากลโลกไม่ยอมรับ

ด้วยความปรารถนาดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top