Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

สหรัฐอเมริกา ต้องการช่วยเหลือจีน ไม่ใช่ทำร้าย!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ดูเหมือนจะกำลังพิจารณามาตรการภาษีนำเข้าสินค้า #จีน 100% อีกครั้ง ซึ่งประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 

ล่าสุดทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ว่า 

“อย่ากังวลเรื่องจีน ทุกอย่างจะเรียบร้อย!! ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้เป็นที่เคารพนับถือเพิ่งประสบช่วงเวลาเลวร้าย เขาไม่ต้องการให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และผมก็เช่นกัน สหรัฐอเมริกาต้องการช่วยเหลือจีน ไม่ใช่ทำร้าย!!”

คุณคิดว่าทรัมป์ ‘ช่วยจีน’ จริง หรือแค่หาเสียง?? 🤔 คอมเมนต์มุมมองของคุณด้านล่างได้เลย!!

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

ผบ.ตร.ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว รับฟังสถานการณ์ และให้กำลังใจกำลังพล ยืนยันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมร่วมปกป้องอธิปไตยของชาติ

(13 ต.ค. 68) เวลา 08.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว และตรวจเยี่ยมกำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนที่จุดตรวจบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง 

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ประชุมรับฟังสถานการณ์ และตรวจเยี่ยมกองร้อยควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรภาค 2 (ภ.2) โดยมี พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผบก.อก.ภ.2 พร้อมด้วย รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, หัวหน้าสถานีตำรวจ, ผู้แทนฝ่ายทหาร, ฝ่ายปกครอง, ป่าไม้ ร่วมประชุม ณ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 พัน 3 รอ.) ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการภายใต้ยุทธการของกองทัพในการปกป้องแผ่นดินไทยและอธิปไตยของชาติ โดยแนวหน้าได้ส่งกำลังพลคือตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจควบคุมฝูงชน สนับสนุนการปฏิบัติ ส่วนแนวหลังได้สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชน หากเกิดสถานการณ์ให้เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญฯ ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ การลงพื้นที่วันนี้เพื่อตรวจดูสถานการณ์และให้ขวัญกำลังใจกำลังพลทุกนาย ซึ่งได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลอย่างเต็มที่ รวมทั้งในส่วนของเครื่องมือยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้วย ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมบูรณาการสนับสนุนการปฏิบัติอย่างเต็มที่ และพร้อมดำเนินการด้านกฎหมาย เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย

ปธน.เกาหลีใต้ สั่งลุย!! 'กัมพูชา' หลังคนเกาหลี ‘ถูกล่อลวง - ฆาตกรรม’ เดินหน้ายกระดับ!! ปกป้องประชาชน พลเมือง จากอาชญากรรมข้ามชาติ

(13 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เมืองอาชญากรรมกัมพูชา’ ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงหลายรูปแบบที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา รวมถึงการหลอกลวงงาน การลักพาตัว การจำคุก การทรมาน และการฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีอีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากอาชญากรรมของกัมพูชา"

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการขอความร่วมมือจากรัฐบาลกัมพูชา และวางแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็น"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โช ฮยอน ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเกาหลีใต้ ควน พรรัตนัค เข้าพบกระทรวงการต่างประเทศ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉ้อโกงการจ้างงานและการกักขังพลเมืองของเราในกัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชา นักศึกษาชาวเกาหลีวัย 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม

พบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงโดยบริษัทอาชญากรที่ลักลอบเปิดบัญชีธนาคาร และเดินทางไปกัมพูชา ก่อนจะถูกฉ้อโกงในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่พบเหยื่อมีร่องรอยการถูกทรมานทั้งรอยฟกช้ำและคราบเลือดอยู่ทั่วร่างกาย และได้รับการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า เหยื่อเดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา

ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า “นักศึกษารายดังกล่าว ก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน หรือ 38,500 ดอลลาร์สหรัฐ (1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขา”

ครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 ส.ค. ศพของเหยื่อ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ จากการสืบสวนของตำรวจท้องถิ่น อาชญากรชาวจีน 3 คนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งล่อลวงนักศึกษาวิทยาลัยก็ถูกจับกุมในเกาหลีใต้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คดีหลอกลวงเรื่องงาน การกักขัง และการทรมานที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 10-20 คดีต่อปี ระหว่างปี 2022-2023 แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 220 คดีในปีที่แล้ว และ 330 คดีในเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยองค์กรอาชญากรรมหลังจากถูกหลอกให้ "ทำงานในต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูง"

ศาลยกฟ้อง!! ‘ณวัฒน์’ คดีหมิ่น ‘อนุทิน’ ปมวิจารณ์โควิด ฝ่ายนายกฯ ยังไม่จบ!! เดินหน้ายื่นอุทธรณ์ ขอสู้ต่อ!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ Executive Director องค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีถูก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ยื่นฟ้องในคดีหมิ่นประมาทจากการวิจารณ์สถานการณ์และมาตรการรับมือโรคระบาดโควิด-19 โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้อง แต่ฝ่ายโจทก์ได้ใช้สิทธิ์ยื่น อุทธรณ์ต่อ

ทั้งนี้คดีหมิ่นประมาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2564 ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้มอบหมายทนายความยื่นฟ้อง ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

มูลเหตุของการฟ้องร้องมาจากการที่ นายณวัฒน์ได้ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับร่าง พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำกัดความรับผิดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 โดยฝ่ายโจทก์ระบุว่า การแสดงความคิดเห็นและการสอดแทรกถ้อยคำตำหนิให้ร้ายของคุณณวัฒน์ มีเจตนาทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า นายอนุทิน เป็นผู้เสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่เป็นความจริง และทำให้เสียชื่อเสียง

ล่าสุด!! นายณวัฒน์ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่ง ยกฟ้อง ไปแล้ว เนื่องจากเห็นว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นไปตามสิทธิ์ของพลเมืองในการตรวจสอบและวิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะและรัฐบาลโดยสุจริต ซึ่งมูลเหตุแห่งการฟ้องร้องไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม นายณวัฒน์ได้ระบุในโพสต์ว่า "ศาลยกฟ้องแต่นายกอุทธรณ์ต่อ" พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิว่า "คนสาธารณะวิจารณ์ก็ไม่ได้ศาลบอกมูลเหตุไม่เพียงพอท่านนายกก็สั่งให้ทีมอุทธรณ์ จนศาลรับเข้าสู่ขบวนการสืบสวน เรื่องแค่นี้เองอยากให้ท่านเอาเวลาไปช่วยประชาชนให้มากที่สุดดีกว่าครับ"

‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธ!! กรณีตำหนิ ‘รองณัฎฐ์’ ขอเงินวัด 15 ล้าน เตรียม!! ดำเนินคดีผู้เผยแพร่

(13 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า …

ข่าวนี้เป็นข่าวลวงนะครับ ขอยืนยันเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเนื้อข่าวชิ้นนี้ ผมจะให้นักกฎหมายดำเนินคดีต่อผู้นำเสนอข้อมูลนี้ด้วยครับ

ทั้งนี้ ข่าวปลอมดังกล่าวระบุ อนุทินตำหนิพล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้าน

ปัตตานี - “ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวัน 'นวมินทรทรมหาราช'

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ (10 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  กำลังพลจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมกิจกรรม บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน "วันนวมินทรมหาราช" 13 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย กองพลทหารราบที่ 15 โดยมี พันเอก รุ่งโรจน์ อนันตโท รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 พร้อมด้วย คุณ สุภัทรา ตันติสิทธิพร ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองพลทหารราบที่ 15 เเละสมาชิกฯ เดินทางมาพบปะให้กำลังใจแก่กำลังพลและผู้ร่วมบริจาคโลหิต พร้อมกล่าวชื่นชมในความเสียสละเพื่อส่วนรวม และการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน

การบริจาคโลหิตในครั้งนี้ มีข้าราชการ ทหาร และเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงจิตสำนึกแห่งการให้ การแบ่งปัน และการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ทั้งนี้ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณประโยชน์ และร่วมสร้างสังคมแห่งการ “ให้” ตามรอยพระบาทอย่างแท้จริง

‘กัมพูชา’ หลอน!! ‘เสียงผี - หมาหอน’ ขวัญอ่อนกลางดึก ชี้!! ‘ปชช. - คนป่วย - คนชรา’ ตกใจขวัญผวา เครียดหนัก

(12 ต.ค. 68) พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประสานคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ( IOT) ลงพื้นที่หมู่บ้านซุกค์ และหมู่บ้านเปรยจันของจังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อสังเกตการณ์ ตรวจสอบ และรายงาน หลังจากได้รับข้อมูลว่ามีลำโพงเสียงดังคล้ายเสียงผี เสียงหมาเห่า และเสียงหอน จากฝั่งไทย ทำให้ชาวกัมพูชา โดยเฉพาะคนป่วย คนชรา เด็กและผู้พิการ ได้รับผลกระทบ แต่ยังสงบนิ่งกับเสียงดังกล่าว

ด้านนายเนตร ภักตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Neth Pheaktra” พร้อมภาพประกอบ ระบุว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ทีมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของกัมพูชาได้เดินทางไปยังหมู่บ้านซุกค์ (บ้านหนองจาน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดน เพื่อตรวจสอบกิจกรรมของฝ่ายไทย

รัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีการแพร่ภาพและเปิดเสียงดัง (เสียงผี) ในช่วงเวลากลางคืน จนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เห็นว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็น “การข่มขู่และคุกคามทางจิตใจต่อพลเมืองกัมพูชา”

การโพสต์ของนายเนตร ภักตรา ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนทั้งสองประเทศ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดเล็กน้อยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในช่วงที่ทั้งสองฝ่าย กำลังพยายามสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างกัน

รัฐบาลทรัมป์ ไล่ออก!! พนักงาน หลายพันคน พิษการเมือง!! ทำราชการ อัมพาตทั่วประเทศ

(12 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางหลายพันรายทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะ “ชัตดาวน์” ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 พร้อมโยนความรับผิดชอบให้พรรคเดโมแครตเป็นต้นเหตุ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและมาตรการขยายสิทธิประกันสุขภาพ

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่าการปลดครั้งนี้เริ่มมีผลในหลายหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยเฉพาะในแผนกความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทรัมป์ไม่พอใจอย่างหนัก หลังอดีตผู้อำนวยการออกมาชี้ว่า “ไม่มีหลักฐานโกงเลือกตั้ง” ในปี 2020

ตามเอกสารของกระทรวงยุติธรรม มีพนักงานกว่า 4,200 คน ได้รับหนังสือแจ้งเลิกจ้างจากอย่างน้อย 7 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ตำแหน่ง และกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 1,100 ตำแหน่งทั้งนี้สหภาพแรงงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลกลางเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วง “ชัตดาวน์” อาจขัดต่อกฎหมายแรงงานกลาง ศาลมีกำหนดไต่สวนคดีในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

ทรัมป์ระบุระหว่างแถลงในทำเนียบขาวว่า “พวกเขา (เดโมแครต) เป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง” พร้อมอ้างว่าการปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ลดขนาดภาครัฐ” ที่เขาผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 300,000 คน เตรียมออกจากตำแหน่งอยู่แล้วตามแผนปรับโครงสร้างของฝ่ายบริหาร

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงยืนยันไม่ยอมถอย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นสิทธิสำคัญของประชาชนกว่า 24 ล้านคน ที่พึ่งพาระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า

“ตราบใดที่รีพับลิกันยังไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งงานที่หายไป ครอบครัวที่ลำบาก และบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ”

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่ง “อายัดงบโครงสร้างพื้นฐาน” กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและพื้นที่ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่งบประมาณประจำทำเนียบขาวเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “RIFs had begun” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการ “ลดกำลังคน (Reduction in Force)” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปลดครั้งนี้จะเป็น “ขนาดใหญ่” แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขทั้งหมด

ในกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สื่อสารยืนยันว่ามีพนักงานราว 41% ถูกสั่งพักงานและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งกระทบต่อการติดตามโรคระบาด การวิจัยทางการแพทย์ และโครงการสาธารณสุขหลายด้าน ส่วนกระทรวงการคลังเองก็เริ่มปลดพนักงานในหน่วยจัดเก็บภาษี (IRS) ที่ถูกระบุว่าอาจถูกตัดตำแหน่งกว่า 1,300 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการปลดยังลามไปถึงกระทรวงที่ทรัมป์เคยประกาศจะ “ปิดให้หมด” อย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านข้อมูลเศรษฐกิจ การพยากรณ์อากาศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายในพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดย ซูซาน คอลลินส์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยว่า

“ไม่ว่าจะทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกพักงาน พนักงานรัฐบาลเหล่านี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง”

ความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ครั้งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างหนัก พนักงานหลายแสนคนทั่วประเทศต้องรอรับเงินเดือนที่ลดลง หรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย ขณะที่กองทัพกว่า 2 ล้านนายอาจไม่ได้รับเงินเดือนวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลยังไม่สามารถกลับมาเปิดทำการได้ทันเวลา

เผย “ฮุน เซน” อารมณ์ร้อน คาดเวียดนามยังครองอิทธิพลในกัมพูชา

(12 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 1986 ว่า สมเด็จฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นคน “คาดเดาได้ยาก อารมณ์ร้อน และระแวดระวังคนแปลกหน้า” พร้อมคาดการณ์ว่าแม้เวียดนามจะถอนทหารออกจากกัมพูชา แต่ก็จะยังคงมีอิทธิพลเหนือลูกศิษย์การเมืองของตนต่อไป

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Cambodia: How Viable the Heng Samrin Regime?” จัดทำขึ้นในปี 1986 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ภายหลังซีไอเอเปิดคลังข้อมูลกว่า 12 ล้านหน้าออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเข้าถึงได้เฉพาะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ในรัฐแมรีแลนด์

วิเคราะห์โดยซีไอเอ: เวียดนามยังคงครอบงำกัมพูชา
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น 7 ปีหลังจากที่กองทัพเวียดนามและกองกำลังกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ รวมถึงฮุน เซน ได้ร่วมกันโค่นล้มระบอบโพล พต ซีไอเอวิเคราะห์ว่า เวียดนามไม่มีความพร้อมจะ “ส่งมอบอำนาจอย่างแท้จริง” ให้แก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ที่นำโดยผู้นำซึ่งต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่า การถอนกำลังของเวียดนามที่ประกาศไว้เมื่อปี 1985 จำนวนประมาณ 130,000–140,000 นายภายในปี 1990 นั้น “ไม่อาจเป็นไปได้จริง” เนื่องจากรัฐบาลและกองทัพกัมพูชายัง “ไร้ประสิทธิภาพและพึ่งพาเวียดนามอย่างมาก”

> “สถาบันของ PRK พัฒนาได้ช้าและไม่มั่นคง รัฐบาลยังอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ปรึกษาชาวเวียดนาม กองทัพก็ยังไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองและยุทธวิธี”

ซีไอเอยังระบุว่า เวียดนามอาจต้องใช้ “มาตรการลับ” เพื่อปกปิดอิทธิพลที่แท้จริงของตน เช่น การสอดแทรกทหารเวียดนามเข้าไปในหน่วยรบของกัมพูชา เพื่อแสร้งทำเป็นว่ากัมพูชาปกครองตนเองได้

> “ฮานอยเข้าใจดีว่าความอ่อนแอของ PRK ทำให้กำหนดเวลาถอนทัพไม่เป็นจริง และเราคาดว่าเวียดนามจะใช้เล่ห์กล เช่น ผนวกทหารของตนเข้าไปในหน่วยกัมพูชา เพื่อคงการปรากฏตัวหลังปี 1990”

ความเกลียดชังเวียดนามในหมู่กัมพูชาฝังรากลึก
รายงานของซีไอเอระบุว่า “ความรู้สึกต่อต้านเวียดนามฝังแน่นในหมู่ชาวกัมพูชาและในรัฐบาล PRK เอง” ซึ่งเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ของผู้นำประเทศ เพราะหากเวียดนามถอนตัวเร็วเกินไป อาจเปิดทางให้เขมรแดงกลับมาก่อการอีกครั้ง

เอกสารยังกล่าวถึงการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา ว่าแม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งผู้อพยพอย่างเป็นทางการ แต่ “ฮานอยก็ไม่ได้พยายามหยุดยั้งอย่างจริงจัง และชาวเวียดนามบางส่วนยังได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ PRK บางข้อ”

การประเมินผู้นำกัมพูชา: ฮุน เซน และเฮง สัมริน
ในภาคผนวกของรายงาน ซีไอเอให้ข้อมูลประเมินผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้น

ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภารัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985) ถูกมองว่า “น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล PRK” แต่ก็ได้รับการประเมินเชิงลบจากฝ่ายอเมริกันว่าเป็น “บุคคลที่คาดเดาไม่ได้ อารมณ์ร้อน และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

เฮง สัมริน ประธานาธิบดีในนาม ถูกมองว่าเป็นผู้นำ “ตามตำแหน่งมากกว่าความจริง”
บู ถัง ผู้ว่าราชการจังหวัดราตานักคีรี ถูกเรียกว่า “รถไถ” (the bulldozer) เพราะมีสไตล์การบริหารที่แข็งกร้าว

ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์
เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปี 1989 เปิดทางให้มี ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1991 และ การเลือกตั้งทั่วไปปี 1993 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง ฮุน เซน และ เจ้าชายโนโรดม รณฤทธิ์
แต่ในปี 1997 ฮุน เซนได้ขับฝ่ายพันธมิตร “ฟุนซินเปก” ออกจากอำนาจ และกลับมาครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน

มุมมองนักประวัติศาสตร์
เดวิด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านกัมพูชา กล่าวในอีเมลว่า หากซีไอเอรู้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีกสามปีต่อมา รายงานฉบับนั้นคงจะต่างออกไปอย่างมาก

> “ในปี 1986 ไม่มีใคร—including CIA—คาดการณ์ได้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มในอีกสามปีต่อมา” แชนด์เลอร์กล่าว
“แต่ก็จริงที่ว่า เวียดนามในเวลานั้นหวังจะคงอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาไว้ให้ได้ เหมือนที่เคยมีต่อประเทศลาว”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top