Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-เทศบาลตำบลแพรกษา มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่คณะครู นักเรียน ที่เข้าแข่งขันสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน

ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา เป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้แก่คณะครู นักเรียน ในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคตะวันออก วังน้ำเย็นวิชาการ ครั้งที่ 29 และการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย วังน้ำเย็นเกมส์ ครั้งที่ 38

โดยมี นายวรรณวุฒิ มาสุข รองปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา รักษาราชการแทนปลัดเทศบาลตำบลแพรกษา เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายในห้องประชุม ชั้น 5 สำนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา อ.เมือง สมุทรปราการ โดยมี คณะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลแพรกษา หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา และคณะครูโรงเรียนวัดแพรกษา ร่วมในกิจกรรมครั้งนี้

ด้าน ตร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 25 กล่าวว่า เทศบาลตำบลแพรกษา ได้จัดส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ระดับภาคตะวันออก”วังน้ำเย็นวิชาการ” ครั้งที่ 29 และการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย”วังน้ำเย็นเกมส์” ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 25-27 กรกฎาคม เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว

โดยสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา ได้ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 74 รายการ จากทั้งหมด 107 รายการ แบ่งเป็นคณะครูจำนวน 118 คน นักเรียนจำนวน 266 คน รวมทั้งสิ้น 384 คน โดยมีโรงเรียนอนุบาลแพรกษาวิเทศศึกษา ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 7 รายการ ได้รับรางวัลเหรียญทอง 4 รางวัล เหรียญเงิน 2 รางวัล เหรียญทองแดง 1 รางวัล โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา ส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 39 รายการ

ได้เหรียญทอง 20 รางวัล เหรียญเงิน 11 รางวัล เหรียญทองแดง 4 รางวัล -ได้รับรางวัลเข้าร่วม 3 รางวัล โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 28 รายการ
ได้เหรียญทอง 14 รางวัล เหรียญเงิน 9 รางวัล เหรียญทองแดง 4 รางวัล และมี 11 รายการได้ผ่านเข้าแข่งขันในระดับประเทศ ณ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงรายในวันที่ 2-5 กันยายน 256

นอกจากนี้ เทศบาลตำบลแพรกษา ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย วังน้ำเย็นเกมส์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 20-29 มิถุนายน เทศบาลเมืองวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว โดยสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลตำบลเเพรกษา
ได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนหลายรายการ นอกจากนี้ มีจำนวน 8 รายการ ได้ผ่านเข้าแข่งขันในระดับประเทศ ณ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 14-24 สิงหาคม อาทิเช่น หมากรุกไทย รุ่นไม่เกิน 12 ปี ชาย แบดมินตัน รุ่นไม่เกิน 12 ปี ประเภทชายเดี่ยว ประเภทชายคู่ ประเภทหญิงเดี่ยว ประเภทหญิงคู่ และประเภทคู่ผสม กรีฑา วิ่ง 200 เมตร ชาย และเทเบิลเทนนิส  ประเภทหญิงคู่

ทั้งนี้ ทางเทศบาลตำบลแพรกษา จึงได้มอบประกาศเกียรติคุณเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีแก่คณะครูและนักเรียนที่ร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้แก่เทศบาลตำบลแพรกษาระดับภาคตะวันออก  รวมถึงส่งกำลังใจให้กับคณะครูและนักเรียนที่จะเดินทางเข้าร่วมการแข้งขันระดับประเทศ ณ เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย รวมถึงคณะครูและนักเรียนที่จะเดินทางเข้าร่วมแข่งขัน
กีฬานักเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ในระดับประเทศ ที่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ดต่อไป

ประกอบกับ ในวันนี้ได้นำอาหารต่างๆ หลายรายการนำมาจัดเลี้ยงแจกจ่ายให้แก่นักเรียนที่ทำคุณประโยชน์สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนทานฟรีอีกด้วย

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

เชียงใหม่-กรมสุขภาพจิต พัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เขตสุขภาพที่ 1 และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 เชียงใหม่

วันที่ 6 สิงหาคม 2567 เวลา 11.00 น. นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างพลังใจ คืนเด็กไทยสู่สังคม สำหรับ ผู้ดูแลเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เขตสุขภาพที่ 1, ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 7 เชียงใหม่/ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุขสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด/โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปและหน่วยงานในสังกัดกรมสุขภาพจิต เขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 50 คน โดยมี นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมนพเก้า โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ 

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนกระทำความผิดเป็นสถานการณ์ที่พบได้ทั่วโลก จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2564 พบว่าในแต่ละปีมีเด็กและเยาวชนทั่วโลกกระทำความผิดประมาณ 10 ล้านคน สำหรับประเทศไทยพบว่าปี 2561–2565 การกระทำความผิดที่เกิดจากเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 45.91 แต่กลับมีการถูกจับซ้ำในอัตราที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ 3 ปีหลัง จากการถูกปล่อยตัวซึ่งสูงถึงร้อยละ 41 โดยคดีที่มีการจับกุมมากที่สุด 3 อับดับแรก ได้แก่ 1) ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ 2) ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และ 3) ความผิดเกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด การกระทำผิดเหล่านี้ส่งผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ด้านความมั่นคงของประเทศ และด้านการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกรมสุขภาพจิตและกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างปัจจัยปกป้องให้เด็กและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันทางใจป้องกันไม่ให้กลับไปก่อความรุนแรงหรือก่อคดีซ้ำ อันจะนำไปสู่การป้องกันปัญหาความรุนแรงและการมีสุขภาวะที่ดีในวัยผู้ใหญ่ต่อไป

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้ช่วยอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวนปรุง กล่าวว่า การจัดโครงการเสริมสร้างพลังใจ คืนเด็กไทยสู่สังคม ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในสถานพินิจและศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนฯ มีความรู้และทักษะในการจัดการกับอารมณ์/พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนได้อย่างเหมาะสม และสร้างแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนให้ไปในทางที่ถูกต้อง รวมถึงพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้รับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฯ ให้มีทักษะในการคัดกรอง ดูแล และส่งต่อเด็กและเยาวชนในรายที่จำเป็นเข้ารับบริการในหน่วยบริการสาธารณสุขต่อไป

นภาพร/เชียงใหม่ (ภาพ-ข่าว)

‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้!! 18 ทูตต่างชาติ รู้มารยาททางการทูตดี ฟาก ‘รัชดา’ โต้กลับ รู้มารยาท แต่ก็ต้องใช้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจบริบททางสังคมนั้นๆ ด้วย

(6 ส.ค. 67) จากรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ ดำเนินรายการโดย ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา’ ได้สัมภาษณ์ ‘ช่อ-พรรณิการ์ วานิช’ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และอดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ และต่อสายสนทนาสดกับ ‘รัชดา ธนาดิเรก’ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ถึงกรณี ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีภาพถ่ายร่วมกับทูตต่างประเทศ และมีข้อมูลว่าจะเชิญทูตจำนวน 18 ประเทศมาร่วมฟังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค 

โดยในบางช่วงบางตอน ช่อ-พรรณิการ์ ได้กล่าวถึงประเด็นการมีมารยาททางการทูตว่า “ในเรื่องความรู้อันเกี่ยวกับมารยาททางการทูต ดิฉันเชื่อว่าบรรดาทูต 18 ประเทศมีไม่น้อยกว่าคุณรัชดาหรอก และมีมากกว่าดิฉันแน่นอน…

“ดิฉันก็ไม่คิดว่าดิฉันมีความรู้เรื่องมารยาท หรือวิธีการอันนุ่มนวลในการดําเนินการระหว่างประเทศเทียบเท่ากับทูต 18 ประเทศนี้ เพราะนั่นเป็นอาชีพของเขา ไม่ใช่อาชีพของดิฉัน เพราะฉะนั้นดิฉันว่าเรื่องมารยาท ทุกคนโดยเฉพาะคนที่เขาเป็นเอกอัครราชทูตของประเทศ ที่เป็นประเทศชนชั้นนําระดับโลกเขาทราบ…

“คุณสรยุทธ คุณไบร์ท เป็นนักข่าวก็ย่อมรู้เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพนักข่าว ดิฉันเป็นนักการเมืองก็รู้เรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพของนักการเมือง นักการทูตย่อมรู้จรรยาบรรณวิชาชีพของนักการทูต อนุสัญญากรุงเวียนนาทุกคนก็ต้องอ่านว่าหน้าที่ทางการทูตมันมีอะไรบ้าง”

ต่อมาทางด้าน ‘รัชดา ธนาดิเรก’ ก็ได้กล่าวตอบกลับระหว่างสนทนากันว่า “ประเด็นที่คุณช่อบอกว่าทูตเจ้าหน้าที่ทูต 18 ประเทศ เขารู้ดีอยู่แล้วว่ามารยาททางการทูตคืออะไร ความรู้ที่ใช้บนอคติ ใช้บนฐานความคิดของเขาเพียงด้านเดียว ไม่เอามาประยุกต์ใช้กับบริบทสังคมไทย วัฒนธรรมไทย กฎหมายไทย อันนี้ดิฉันก็ไม่เชื่อว่าความรู้ในเรื่องมารยาทจะสามารถนํามาใช้ได้อย่างถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ…

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญกําลังวินิจฉัยว่าพฤติกรรมของพรรคก้าวไกล ที่ศาลท่านเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทําลายสถาบัน ซึ่งอันนั้นคือสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตย ศาลกําลังจะวินิจฉัยในทางใดทางหนึ่ง ไม่มีใครรู้ แต่ท่านเคยวินิจฉัยไปแล้วว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทําลาย ดังนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องมีการวินิจฉัย ทําไมต่างชาติไม่เข้าใจในเรื่องตรงนี้ พฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมันเซาะกร่อนบ่อนทําลายเสาหลักของประชาธิปไตย…

“แล้ววันนี้ศาลรัฐธรรมนูญคืออํานาจตุลาการเป็นอํานาจอธิปไตย เรากําลังจะใช้ คุณมายุ่งอะไร ดิฉันย้ำไม่ใช่ปฏิเสธสิทธิในการเห็นต่างของชาติอื่น ๆ เห็นต่างได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องมาแสดงออกในสถานการณ์วันนี้ แบบนี้ โพสต์เช่นนี้ อันนี้แย่หนักเข้าไปใหญ่ คุณจะเอาข้อมูลที่คุณได้รับทราบจากการพูดคุยกับนักการเมือง และไปประเมินสถานการณ์กับรัฐบาลของคุณ ทําได้ เป็นสิ่งที่ต้องทําอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่มาโพสต์ว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญกําลังจะวินิจฉัย ใช้อํานาจศาลตัดสินคดีที่มันเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญเป็นวิกฤติ อันนี้มันไม่ใช่เรื่องจะต้องทํา”

'ดร.หิมาลัย' เปิดงาน 'มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้างร่างที่เป็น' สะท้อนอีกแง่มุมประวัติศาสตร์ 2475 ที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้

(6 ส.ค. 67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธานการเปิดกิจกรรมเสวนา 'มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้างร่างที่เป็น' และรับชมภาพยนตร์ 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยมีตัวแทนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ อาทิ ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ / นายภัทรพล แก้วสกุณี อดีตผู้สมัคร สส.เขต 6 จ.ปทุมธานี พรรครวมไทยสร้างชาติ / น.ส.พัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรครวมไทยสร้างชาติ / นาย อิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม.พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และนักศึกษาประชาชนร่วมงานจำนวนมาก

โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้กล่าวเปิดงานว่า วันนี้เราจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งจากมุมมองของนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้

"เรามาร่วมไขความจริงกันอีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 นั้น เป็นความหวังในการสร้างระบอบประชาธิปไตย หรือที่มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย ที่มองว่าเป็นเพียงภาพลวงตาหรือความฝันที่ไม่สามารถตอบโจทย์การเมืองการปกครองของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง...

"หวังว่าการเสวนาครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดี ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเส้นทางแห่งประชาธิปไตยของไทย ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อประโยชน์ของสังคมและการเมืองของเราต่อไป"

สำหรับการเสวนาในหัวข้อ 'มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้างร่างที่เป็น' นั้นได้มีวิทยากรร่วมในการบรรยายจำนวน 5 ท่าน ซึ่งล้วนแต่แสดงความคิดเห็นในหลากหลายแง่มุม ได้แก่...

นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์ แอนิเมชัน 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ได้พูดถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันด้านประวัติศาสตร์ และยังแก้ไขความเข้าใจผิดให้กับบุคคลในประวัติศาสตร์ รวมถึงความพยายามที่จะถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 ที่ผ่านการศึกษาและค้นคว้าแจกแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือและบิดเบือน 

ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้กล่าวถึง ความสำคัญในการจัดการกับประวัติศาสตร์ที่จะทำให้ชี้นำอนาคตของสังคมได้ จึงมีการพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ผ่านการให้ความจริงเพียงครึ่งเดียวในฐานะประชาชนจะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน และในอีกด้านหนึ่งบรรดาผู้ก่อการต่างยอมรับความผิดพลาดของตนเองที่ก่อในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นสามารถนำมาเป็นบทเรียนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยก แม้จะมีอุดมการณ์และความเห็นต่างทางการเมืองของแต่ละกลุ่มบุคคลก็ตาม

ด้านนายจิตรากร ตันโห นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อสังเกตถึงการพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัชกาลที่ 7 ที่พยายามประนีประนอมกับทุกกลุ่มอำนาจในสังคม และไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรแต่อย่างใด รวมการตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใด ในหลวงรัชกาลที่ 7 จึงได้ทรงร่างรัฐธรรมนูญไว้ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในปี 2475 อีกด้วย

ขณะที่ นางสาวปัณฑา สิริกุล ผู้เขียนบทภาพยนตร์แอนิเมชัน 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ได้เล่าถึงเส้นเรื่องของประวัติศาสตร์และตั้งข้อสังเกตถึงบางช่วงบางตอนของประวัติศาสตร์ที่ไม่ปรากฏในตำราและหนังสือใด ๆ โดยเฉพาะการฉ้อโกง และดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของคณะราษฎร ประกอบกับการนำข้อมูลของศาลพิเศษของหลวงพิบูลสงครามมาเป็นข้อมูลประกอบในหนังสือซึ่งขาดความน่าเชื่อถือ เพราะจากการสืบค้นและตรวจสอบข้อมูลพบว่า การให้การภายในศาลพิเศษนั้น ล้วนเต็มไปด้วยคำให้การเท็จเป็นจำนวนมาก 

ด้าน นายฤกษ์อารี นานา อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตนักเรียนไทยในฝรั่งเศส ได้ให้ข้อสังเกตถึงการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ได้เริ่มต้นจากที่ประชาชนต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่มาจากการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาความอดอยาก เรียกร้องให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่หลายปัจจัยนำไปสู่การล้มล้างระบอบกษัตริย์ที่สุด และต้องใช้ระยะเวลานานนับร้อยปีหลังการปฏิวัติประเทศถึงเป็นรูปเป็นร่างอย่างทุกวันนี้

'รมว.ปุ้ย' อัดฉีดสินเชื่อสีเขียว 15,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 3% ด้าน SME D Bank ขานรับนโยบาย ดันเอสเอ็มอีมุ่งสู่อุตฯ สีเขียว

(6 ส.ค.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิด 'โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ยกระดับเพิ่มผลิตภาพเอสเอ็มอีสู่อุตสาหกรรมสีเขียว' ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียนเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สานต่อนโยบาย Carbon Neutrality เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ 

ทางกระทรวงฯ จึงมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ยกระดับเพิ่มผลิตภาพเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ 'Green Industry' ซึ่งจะสร้างประโยชน์ช่วยให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพการแข่งขันสูงขึ้น ลดต้นทุนธุรกิจ และสามารถปรับตัวเข้ากับกฎกติกาการค้าใหม่ระดับสากลได้ ควบคู่กับเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรมอยู่คู่ชุมชน เกิดการสร้างงาน กระจายรายได้ นำไปสู่สังคมแห่งความสุข สร้างรากฐานแข็งแรงอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่อุตสาหกรรมสีเขียว จำเป็นต้องใช้ความรู้ควบคู่เงินทุน เพื่อปรับเปลี่ยนระบบ อุปกรณ์ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ทว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบที่มีกว่า 3.2 ล้านราย มากกว่าครึ่งเข้าไม่ถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินในระบบ จำเป็นที่รัฐบาลต้องมาช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุน ผ่านโครงการ 'สินเชื่อ SME Green Productivity' วงเงิน 15,000 ล้านบาท 

ทั้งนี้ รมว.อุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นหน่วยงานหลัก ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ภาครัฐและเอกชน สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีจุดเด่นเป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ เพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี แถมปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือนแรก อีกทั้ง ผ่อนปรนเงื่อนไขและหลักทรัพย์ค้ำประกัน ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีระยะผ่อนชำระนานเพียงพอที่จะสามารถพัฒนายกระดับเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างราบรื่น

ตั้งเป้าจะสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนและเพิ่มผลิตภาพได้กว่า 1,500 ราย อีกทั้ง สร้างประโยชน์ เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 68,700 ล้านบาท อีกทั้ง ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจเอสเอ็มอีได้ประมาณ 345,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ด้าน นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวว่า SME D Bank ขานรับนโยบายรัฐบาล ในการยกระดับเพิ่มผลิตภาพแก่เอสเอ็มอีให้เข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ Green Industry ผ่านโครงการสินเชื่อ 'SME Green Productivity' โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เบื้องต้น 11 แห่ง ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สถาบันยานยนต์, สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึง 'การพัฒนา' เติมทักษะความรู้ควบคู่กับพาเข้าถึง 'แหล่งทุน' ดอกเบี้ยต่ำ นำไปพัฒนา ปรับเปลี่ยนระบบ อุปกรณ์ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีผลิตภาพสูงขึ้น พร้อมก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว สร้างการเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนให้ประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของรัฐบาล  

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจ 'สินเชื่อ SME Green Productivity' แจ้งความประสงค์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ สาขาของ SME D Bank ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

‘วิคเตอร์ อเซลเซ่น’ เปิดใจ เหตุผลที่เรียนรู้ ‘ภาษาจีน’ จนคล่องปร๋อ เพราะเป็นอีกทักษะ 'สร้างสัมพันธ์-เรียนรู้ทริก' จากเพื่อนแบดฯ ต่างถิ่น

(6 ส.ค. 67) จากเพจ Tutustory 图图是道 ได้แชร์ข้อมูลของ เพจ Main Stand ระบุว่า…

#MainStand : ภาษาจีน ... การเรียนรู้ของ วิคเตอร์ อเซลเซ่น ทำให้เป็นนักแบดมินตันที่ดีขึ้น
การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกสมัย 2 แถมยังเป็นการชนะนักกีฬาขวัญใจชาวไทยอย่าง ‘วิว’ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ทำให้แฟนกีฬาแดนสยามจำนวนไม่น้อย ได้รับรู้เรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ ของ วิคเตอร์ อเซลเซ่น นักตบลูกขนไก่ชาวเดนมาร์ก Final Boss แห่งแบดมินตันชายเดี่ยวยุคนี้มากขึ้น

และหนึ่งในเรื่องที่ทำให้หลายคนทึ่งคือ นอกจากภาษาเดนิช ภาษาบ้านเกิด และภาษาอังกฤษแล้ว วิคเตอร์ยังสามารถพูดภาษาจีนได้ชนิดคล่องปร๋อเลยทีเดียว และเรื่องนี้มีที่มา …

วิคเตอร์เล่าถึงการเรียนภาษาจีนว่า ตัวเขาเริ่มเรียนเมื่อปี 2014 ส่วนเหตุผลนั้น เจ้าตัวพูดแบบติดตลกว่า "การเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ จะช่วยให้เขาเป็นนักแบดมินตันที่ดีขึ้นได้"

ทว่าเมื่อเรียนอย่างจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ วิคเตอร์ก็ได้รู้ว่า การเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ ช่วยให้เขาเป็นนักแบดมินตันที่ดีขึ้นได้จริง ๆ และมันช่วยเขาได้ทั้งในและนอกสนามเลยทีเดียว

"ผมไม่รู้ว่าภาษาจีนกลางช่วยผมในสนามได้มากแค่ไหน สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือการได้พูดคุยกับผู้เล่นหลาย ๆ คน โดยเฉพาะผู้เล่นชาวจีน รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกัน นั่นทำให้คุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง คุณสามารถเรียนรู้บางอย่างจากผู้เล่นชาวจีนได้"

หลังจบการแข่งขันโอลิมปิก ริโอ 2016 วิคเตอร์ที่คว้าเหรียญทองแดงในครั้งนั้น จากการชนะ หลิน ตัน ตำนานนักตบลูกขนไก่อาร์ตตัวพ่อชาวจีน CCTV สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของแดนมังกรยื่นไมค์สัมภาษณ์เขา และวิคเตอร์ตอบด้วยภาษาจีนกลางชนิดคล่องปร๋อ

เหตุการณ์นั้น ทำให้เขากลายเป็นชาวต่างชาติคนดังในประเทศจีน หนึ่งในชาติที่แบดมินตันเป็นกีฬายอดนิยมทันที โดยตอนนี้เขามีผู้ติดตามบน Weibo โซเชียลมีเดียดังแดนมังกรมากกว่า 1.2 ล้านคนแล้ว

แน่นอนว่า เพื่อให้เข้าถึงตลาดจีน วิคเตอร์ก็มีชื่อจีนด้วย ซึ่งคุณครูสอนภาษาจีนกลางของเขาตั้งให้ว่า ‘อัน ไซ่ หลง’ (ซึ่งอันที่จริงก็คือการนำนามสกุล อเซลเซ่น มาดัดแปลงเป็นภาษาจีนนั่นเอง) โดยมีความหมายว่า ‘มังกรนักสู้ผู้เยือกเย็น’

ไม่เพียงแค่ในประเทศจีนเท่านั้น การเรียนรู้ภาษาจีนของวิคเตอร์ ยังทำให้เขาได้สร้างสัมพันธ์กับนักแบดมินตันอีกมากมาย รวมถึงในประเทศที่มีคนเชื้อสายจีนอยู่ด้วย เพราะหนึ่งในเพื่อนที่เขาสนิทสนมจากการเรียนภาษาจีนคือ ‘ลี ชอง เหว่ย’ ตำนานนักตบลูกขนไก่ชาวมาเลเซีย ซึ่งมีเชื้อสายจีน

วิคเตอร์ยังเล่าด้วยว่า การที่เขาเป็นนักแบดมินตันอาชีพ ทำให้เขาเกิดแพชชั่นในการเรียนภาษาใหม่ ๆ เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลายยิ่งขึ้น

"เมื่อคุณเป็นนักกีฬา คุณจะต้องเดินทางบ่อย ๆ คุณจะได้ยินภาษาต่าง ๆ ดังนั้น ผมคิดว่ามันน่าสนใจ มันเป็นสิ่งที่คุณเรียนรู้ได้ในขณะที่คุณอยู่บนท้องถนน"

และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับ วิคเตอร์ อเซลเซ่น ทำให้มุกตลกที่เขาเล่น ไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป เพราะการเรียนรู้ภาษาใหม่ ทำให้ วิคเตอร์ อเซลเซ่น เป็นนักแบดมินตันที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

‘นายกฯ’ ลั่น!! ไม่มีใครมีสิทธิไปก้าวก่ายตุลาการ ชี้!! ทุกคนและตนเองก็อยู่ใต้ความยุติธรรมเดียวกัน

(6 ส.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล หารือกับทูต 18 ประเทศ ถึงคดียุบพรรค จนหลายฝ่ายกังวลว่าจะเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่ ว่า ก่อนอื่นต้องบอกว่าตนไม่ทราบว่ามีการคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ เพราะมีการพบกันแต่ไม่ทราบเนื้อหาว่ามีการพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ส่วนตัวคิดว่าทั้ง 18 ประเทศ ระบบยุติธรรมและระบบบริหารแยกกันชัดเจน ฝ่ายบริหารไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายกับกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว และกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยก็เป็นกลางและเป็นสากล ได้รับการยอมรับจากทุก ๆ ฝ่ายอยู่แล้ว

“ผมคงพูดแทนท่านอื่นไม่ได้ แต่ส่วนตัวของผมมีความเคารพกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ซึ่งผู้สื่อข่าวทุกคนก็คงทราบ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของผมเอง ผมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าหากมีประเด็นหรือมีผู้ร้องเรียน ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องแจ้งไปที่ระบบยุติธรรมและคอยการตัดสิน อย่างของผมเองก็ได้แจ้งไปแล้วว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ยื่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คอยวันตัดสินคือวันที่ 14 ส.ค. และผมก็ไม่ได้มีการไปพูดคุยอะไรกับใครทั้งสิ้น และประเทศของเราก็เป็นเอกราช แต่ก็ต้องให้เกียรติทางนั้นเขาเหมือนกัน ผมไม่ทราบว่ารายละเอียดการพูดคุยสนทนามีเรื่องอะไรบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะเดียวกันก็มีความกังวลเนื้อหาในหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศที่ชี้แจงต่อองค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อแปลเป็นภาษาไทยมีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงเกี่ยวกับคดียุบพรรคก้าวไกล นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องเรียนอย่างนี้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกันในเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องมีการชี้แจงไปยัง UN ส่วนของการแปลก็คงต้องขอให้กระทรวงการต่างประเทศมาชี้แจงดีกว่าว่าแปลไปว่าอะไร แต่จุดยืนของเรา เราไม่ก้าวก่ายระบบตุลาการอยู่แล้ว และเราก็จะไม่ยอมให้ใครมาก้าวก่ายระบบตุลาการของเรา และเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศจะมีการแถลงชี้แจงในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายเป็นห่วงสถานการณ์ โดยเฉพาะในวันที่ 7 ส.ค. ที่จะมีการตัดสินคดีของพรรคก้าวไกล ได้มีการพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนตนไม่ได้มีการพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคง และมั่นใจว่าทุกคนตั้งอยู่บนความสงบและยอมรับคำตัดสินของกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว และความจริงแล้วเราก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

คิกออฟ!! 'ไฮโดรเจน' พลังงานทางเลือกใหม่ ภายใต้แนวคิดของ ‘พีระพันธุ์’ หลัง 'ซาอุฯ' ไฟเขียว ร่วมอุตฯ การผลิต ‘ไฮโดรเจน’ เชิงพาณิชย์ในไทย

ความเป็นจริงเกี่ยวกับเชื้อเพลิงพลังงานที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราทุกวันนี้ เกือบทั้งหมดต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ 

ด้วยเพราะทรัพยากรเชื้อเพลิงพลังงานที่มีอยู่เองในประเทศนั้น จะมีช่วงเวลาที่ค่อย ๆ หมดไป ๆ และไม่เพียงพอต่อการรองรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีแต่เร่งความต้องการเชื้อเพลิงพลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

แต่ในขณะที่เชื้อเพลิงพลังงานที่ต้องนำเข้า ต้องซื้อจากประเทศอื่น ๆ มานั้น ก็ใช่ว่าประเทศที่ขายให้จะไม่ตระหนักถึงทรัพยากรตนที่พร้อมจะหมดไป หรือไม่เพียงพอใช้ในประเทศเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ตามมา จึงเป็นเรื่องของราคาเชื้อเพลิงพลังงาน ที่ผู้ซื้อจำใจต้องยึดราคาภายใต้กรอบของผู้ผลิตที่จะกำหนดได้เองเป็นส่วนใหญ่ 

พอภาพโดยรวมเป็นแบบนี้ ก็ทำให้หลายประเทศเริ่มหันมาจริงจังกับ 'พลังงานใหม่' ไม่ว่าจะเป็นพลังทดแทนหรือพลังงานทางเลือก ที่ต้องให้ความสำคัญ มีการคิดค้น และพัฒนาให้กลายมาเป็นพลังงานที่จะถูกนำมาใช้แทนพลังงานในปัจจุบัน หรือพลังงานฟอสซิลมากขึ้นเรื่อย ๆ

‘ไฮโดรเจน’ (Hydrogen, H2) ถือเป็นเชื้อเพลิงพลังงานที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกสำหรับอนาคต เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด เป็นธาตุที่เบาที่สุดและเป็นองค์ประกอบของน้ำ (H2O) 

ขณะเดียวกัน ยังเป็นธาตุที่รวมอยู่ในโมเลกุลของสารประกอบอื่น ๆ เช่น สารประกอบจําพวกไฮโดรคาร์บอน (HC) คุณสมบัติทั่วไปของ ‘ไฮโดรเจน’ คือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ติดไฟง่าย ไม่เป็นพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมยังไม่มีสารประกอบคาร์บอน ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจก 

นอกจากนี้ ‘ไฮโดรเจน’ ยังถูกนำมาใช้ในการทำปฏิกิริยาไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงกลั่นน้ำมันเพื่อลดค่ากำมะถันในน้ำมัน, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมกระจก, อุตสาหกรรมเคมี และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านี้ ‘ไฮโดรเจน’ ยังสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้และให้ความร้อน โดยมีค่าพลังงานความร้อนต่อน้ำหนักสูงกว่าน้ำมันเบนซินประมาณ 3 เท่า หรือนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) 

ดังนั้น ไฮโดรเจน จึงถือเป็นแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงที่สำคัญอย่างมากในอนาคต โดยหลายประเทศทั่วโลกได้มีการวิจัยและพัฒนาในเรื่องนี้อย่างแพร่หลาย เช่น สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, ฯลฯ

ทั้งนี้ ‘ไฮโดรเจน’ สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบหลัก 3 แหล่ง ได้แก่ (1) เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม (2) พลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล น้ำ และ (3) พลังงานนิวเคลียร์ 

ส่วน ‘ไฮโดรเจน’ สำหรับเป็นเชื้อเพลิงพลังงานสามารถจำแนกจากชนิดของแหล่งพลังงานและวิธีในการผลิตไฮโดรเจน โดยกำหนดเป็นสีต่าง ๆ ไว้ 4 สี ดังนี้...

(1) ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน ซึ่งไฮโดรเจนสีเทาคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของไฮโดรเจนที่ผลิตได้ในปัจจุบัน โดยกระบวนการผลิตนี้จะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศ 

(2) ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) คล้ายกับไฮโดรเจนสีเทา ยกเว้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ในพื้นดิน ใช้การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS: Carbon Capture and Storage) โดยไฮโดรเจนสีน้ำเงินเป็นทางเลือกที่สะอาดกว่าไฮโดรเจนสีเทา แต่มีราคาแพงกว่าเนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอน 

(3) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คือ ไฮโดรเจนที่ผลิตขึ้นโดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด ซึ่งไฮโดรเจนสีเขียวถือเป็นไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำหรือเป็นศูนย์ เนื่องจากใช้แหล่งพลังงานสะอาด เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอิเล็กโทรไลซิสในกระบวนการแยกน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (O2) 

(4) ไฮโดรเจนสีอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมพลังงาน อาจใช้สีอื่น ๆ เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างชนิดของไฮโดรเจน แม้ว่าสีเทา, สีฟ้า และสีเขียวเป็นสีทั่วไป แต่มีสีดำ, สีน้ำตาล, สีแดง, สีชมพู, สีเหลือง, สีเขียวขุ่น และสีขาว เป็นสีสำหรับ Molecular Hydrogen (H2) ที่ผลิตจากแหล่งพลังงานและกระบวนการผลิตอื่น ตัวอย่างเช่น ไฮโดรเจนสีดำและสีน้ำตาลเป็นไฮโดรเจนสีเทาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยไฮโดรเจนสีดำคือ การใช้ถ่านหินบิทูมินัส ส่วนไฮโดรเจนสีน้ำตาลคือ การใช้ถ่านหินลิกไนต์ ผ่านกระบวนการ Gasification process เพื่อการผลิต ‘ไฮโดรเจน’ 

จากปัจจัยต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมานั้น จึงทำให้ ‘ไฮโดรเจน’ เป็นหนึ่งในพลังงานใหม่ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

สำหรับประเทศไทย ได้มีการใช้ ‘ไฮโดรเจน’ เป็นพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพลังงานจาก ‘ไฮโดรเจน’ จะทำหน้าที่สนับสนุนการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลม เพื่อเพิ่มความเสถียรในการผลิตกระแสไฟฟ้า และได้มีการนำร่องทดลองใช้เชื้อเพลิง ‘ไฮโดรเจน’ รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV) โดยใช้รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนรับส่งนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจในพื้นที่พัทยา - ชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง 

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งสถานีต้นแบบเติม ‘ไฮโดรเจน’ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของประเทศไทย (Hydrogen Station) ที่ อำเภอบางละมุง ชลบุรี อีกด้วย

แม้ว่าขณะนี้ ‘ไฮโดรเจน’ ยังไม่ใช่พลังงานทดแทนหลักที่ได้รับความนิยม แต่พลังงานจาก ‘ไฮโดรเจน’ ก็ยังมีการคิดค้นในเชิงนวัตกรรม เพื่อให้เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้นเรื่อย ๆ พอที่จะนำมาแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการปลดปล่อยมลพิษ ช่วยพาสังคมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) เพื่อขจัดต้นตอของปัญหาโลกร้อนให้สำเร็จได้อย่างแท้จริงเสียที

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในวันนี้ ก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับสุดยอดพลังงานทางเลือกนี้ และยังดูจะเอาจริงเอาจังกับการผลิต ‘ไฮโดรเจน’ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงพลังงานหลักให้ประเทศอีกด้วย เพราะนี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ด้านเชื้อเพลิงพลังงานของ ‘นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ที่ต้องการให้ไทยผลิต ‘ไฮโดรเจน’ ได้เองภายในประเทศ 

เหตุผลเพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้าแทนที่ ‘LNG’ ที่ปัจจุบันต้องนำเข้าจากต่างประเทศด้วยราคาที่ไม่มีความแน่นอน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน จนส่งผลกระทบต่อต่อค่า ‘Ft’ ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าในบ้านเรามีราคาแพง และสำหรับเป็นเชื้อเพลิงพลังงานในภาคการขนส่งแทนที่ ‘CNG’ ซึ่งกำลังการผลิตจากแหล่งผลิตในอ่าวไทยและนำเข้าจากเมียนมามีปริมาณที่ลดลงเรื่อย ๆ 

โดย ‘พีระพันธุ์’ ได้มอบนโยบายนี้ให้ ‘บมจ.ปตท.’ ผู้ประกอบการด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดของไทยได้ทำการศึกษาและขับเคลื่อน ซึ่งทาง ‘บมจ.ปตท.’ เอง ก็ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวแล้ว โดยร่วมกับ ‘บริษัท แอควา พาวเวอร์ จำกัด’ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 

สำหรับความคืบหน้าของเรื่องนี้ เกิดขึ้นจากการที่ ‘พีระพันธุ์’ ได้นำเรื่องของการผลิต ‘ไฮโดรเจน’ เชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงพลังงานไปเจรจาหารือกับรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ระหว่างการเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อ วันที่ 15-17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และเพื่อเป็นการขยายผลต่อยอดโครงการฯ ดังกล่าว ทางรัฐบาลซาอุดีอาระเบียก็ได้ตอบรับและแสดงความสนใจที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต ‘ไฮโดรเจน’ เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นเชื้อเพลิงพลังงานในประเทศไทยแล้ว 

โดยการร่วมมือนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิสัยทัศน์ซาอุดีฯ 2030 (Saudi Vision 2030) จากรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย เพื่อที่จะลดการพึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวของประเทศ และเพิ่มช่องทางการหารายได้ทางเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น 

นี่จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ภาคการผลิตกระแสไฟฟ้าและการคมนาคมขนส่งของประเทศไทย จะมีโอกาสและทางเลือกในการใช้เชื้อเพลิงพลังงานที่สามารถผลิตได้ในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ทำให้ความมั่นคงทางพลังของไทยมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลแก่พี่น้องประชาชนคนไทยโดยรวมทั้งหมดทั้งมวลต่อไป

เตรียมเชียร์!! 'น้องเทนนิส' ล่าทอง-ป้องกันแชมป์โอลิมปิก จ่อลุ้นพร้อมกัน 7 ส.ค.นี้ นับเป็นการแข่งขันวันเดียวจบ

(6 ส.ค. 67) ‘เทนนิส’ พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักเทควันโดหญิง เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่แล้ว เตรียมลงป้องกันแชมป์ เทควันโดรุ่น 49 กก.หญิงในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ กรองด์ ปาเลส์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เริ่มในวันพุธที่ 7 สิงหาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะแข่งขันวันเดียวจบ

ล่าสุด ได้มีการแบ่งสายแข่งขันออกมาเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า ในรอบแรก ‘เทนนิส’ ได้บาย โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ‘อนา เบโล่’ จากติมอร์เลสเต หรือ ‘อูเมมะ เอล บุชชี่’ จากโมร็อกโก ในรอบ 16 คนสุดท้าย แข่งขันในเวลา 15.47 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

จากนั้น หากผ่านเข้าสู่รอบ 8 คน เทนนิส จะต้องลงแข่งขันในเวลา 19.53 น.ซึ่งหากชนะอีกก็จะเข้าสู่รอบรองชนะเลิศจะทำการแข่งขันในเวลา 21.21 น. และถ้าเอาชนะคู่แข่งผ่านเข้าสู่รอบชิงเหรียญทองการแข่งขันจะมีขึ้นในเวลา 02.19 น.หรือเช้ามืดวันพฤหัสบดีตามเวลาประเทศไทย

สำหรับช่องทางการรับชมติดตามได้ทาง ช่อง 7HD , 9 MCOT HD , PPTV HD36 , True , T-Sports7 และ AIS Play

‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ เตือนภัย!! มิจฉาชีพ สาวก ‘iPhone’ ห้ามกดอนุญาตหากพบข้อความให้รีเซ็ตรหัสผ่าน Apple ID

(6 ส.ค.67) ‘มิจฉาชีพออนไลน์’ ถือเป็นภัยสังคมที่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนโดยเฉพาะในระยะหลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงให้โอนเงิน หรือหลอกให้คลิกลิงก์เพื่อกระทำการต่าง ๆ บนสมาร์ตโฟนของเรา สร้างความเสียหายมาแล้วมากมาย

ด้วยเหตุนี้ ‘ตำรวจสอบสวนกลาง’ ออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับหนึ่งในกลวิธีการหลอกลวงของมิจฉาชีพออนไลน์ สำหรับผู้ใช้งาน ‘iPhone’ พร้อมระบุว่า หากมีการแจ้งเตือนในลักษณะนี้ ห้ามกดอนุญาตเด็ดขาด

โดยตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า ผู้ใช้ iPhone โปรดระวัง หาก iPhone มีข้อความแจ้งเตือนว่า "รีเซ็ตรหัสผ่าน ใช้ iPhone เครื่องนี้เพื่อรีเซ็ตรหัสผ่าน Apple ID" โดยที่เราไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กับโทรศัพท์ หรือ มีข้อความว่า "Apple ID Sign in Requested" มีการแจ้งว่ามีการเข้าระบบของ Apple โดยที่เราไม่ได้เข้าระบบ และมีการแสดงตำแหน่งแปลก ๆ ที่เราไม่เคยไป หรืออยู่ต่างประเทศ

ขอเตือนว่า อย่ากดอนุญาตโดยเด็ดขาด เพราะมีความเป็นไปได้ว่า มิจฉาชีพกำลังพยายามเข้าระบบของเรา

ทั้งนี้ เมื่อกดไม่อนุญาตแล้ว ขอแนะนำให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่าน บังคับให้ทุกเครื่องออกจากระบบ และเปิดการเข้าระบบแบบ 2 ชั้น (2FA) ในทันที

หากพบเจอมิจฉาชีพออนไลน์ ต้องการแจ้งความ หรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับมิจฉาชีพ สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนศูนย์ AOC 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top