Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

อีอีซี ผนึกกำลัง อบจ.ระยอง สถานศึกษา ภาคเอกชน ส่งเสริมการใช้ระบบสารสนเทศในการขนส่งสาธารณะ ในพื้นที่ อีอีซี

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2567 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การสนับสนุนการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับการขนส่งสาธารณะ ร่วมกับ ดร.ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง รองอธิการบดีวิทยาเชตศรีราชามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายอินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านระบบแอปพลิเคชั่นให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ผ่านความร่วมมือจากหน่วยงานดังกล่าว ณ ห้อง Conference 1-2 สำนักงานอีอีซี ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือสำคัญ เพื่อสร้างต้นแบบการใช้ระบบสารสนเทศสำหรับการขนส่งสาธารณะในพื้นที่อีอีซี โดยนำระบบแอปพลิเคชั่น ViaBus ที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนมาใช้ประโยชน์ในการติดตามรถโดยสารสาธารณะ ในแบบเรียลไทม์ โดยจะนำร่องให้บริการในรถโดยสารสวัสดิการของ มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงรถโดยสารสาธารณะของ อบจ.ระยอง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบฯ ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ให้มีความทันสมัย ปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้เกิดการบริหารเวลา รองรับการวางแผนเดินทางของประชาชนในพื้นที่อีอีซี

ทั้งนี้ ความร่วมมือตาม MOU จะเป็นการร่วมกันผลักดันให้เกิดการใช้ระบบสารสนเทศ สำหรับระบบขนส่ง สาธารณะในพื้นที่อีอีซี ให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลายต่อไป โดยจะประสานความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน และผู้ที่สนใจอื่น ๆ เพื่อยกระดับโครงข่ายการเดินทาง ระบบคมนาคมในพื้นที่อีอีซี ด้วยเทคโนโลยีที่ ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเดินทางของประชาชนอย่างไร้รอยต่อ ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนภายในพื้นที่อีอีซีอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ดร.ปิยะ ปิตุเตชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง กล่าวว่า การมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีสำหรับจังหวัดระยอง เป็นความฝันของคนระยอง และของผมที่อยากจะทำให้กับคนระยอง แต่จากการพูดคุยในหลายครั้ง หลายเวที การที่จะปฏิรูประบบขนส่งในจังหวัดระยองอย่างเต็มรูปแบบ มันมีข้อจำกัดในการดำเนินการอยู่หลายประเด็น ทั้งทางด้านภาระทางงบประมาณ ด้านกฎหมาย และด้านผลกระทบต่อระบบเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเด็น ละเอียดอ่อนและไม่ได้ขึ้นอยู่กับ อบจ.ระยอง แต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นภาพความฝันที่สมบูรณ์ของผมคงต้องใช้เวลา แต่ผมยังคงเชื่อว่ามันต้องเกิดขึ้นได้แน่นอน การร่วมมือกับ อีอีซี ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเติมความฝันของผมให้มีภาพชัดขึ้น ผมเชื่อว่าการนำแอปพลิเคชั่น ViaBus ไปประยุกต์ใช้ จะส่งประโยชน์ต่อคนระยอง ต่อ อบจ.ระยอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาโครงการ “รถสาธารณะไฟฟ้าวิ่งเลียบชายหาดแหลมเจริญ” ที่ อบจ.ระยอง กำลังดำเนินการอยู่ แอปพลิเคชั่น ViaBus นี้จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของโครงการ ที่จะสร้างความสะดวกให้แก่กลุ่มผู้ใช้บริการโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ และจะเป็นประโยชน์ในการต่อยอดสำหรับโครงการอื่นๆ ของ อบจ.ระยอง ต่อไปได้อย่างแน่นอน
รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยบูรพา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ ในการร่วมกับ อีอีซี นำแอปพลิเคชั่น ViaBus มาใช้ประโยชน์เป็นระบบเพิ่มเติมจากแอปพลิเคชั่น BBUTransit ที่มหาวิทยาลัยได้พัฒนาและใช้ติดตามรถสวัสดิการของมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน เพื่อขยายการอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มนิสิต บุคลากร ประชาชน และผู้รับบริการภายในมหาวิทยาลัยให้กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้จากเป้าหมายของมหาวิทยาลัยบูรพาที่ว่า “เราจะทำให้ ม.บูรพา ให้เป็นมหาวิทยาลัยแห่ง EEC” มหาวิทยาลัยบูรพาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกับ อีอีซี ผ่านแอปพลิเคชั่น ViaBus ในครั้งนี้ จะสามารถเป็นต้นแบบให้สามารถขยายผลการใช้ประโยชน์ไปยังพื้นที่อื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ อีอีซี สามารถผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายด้านคมนาคมขนส่งและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้สำเร็จ ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะมีความทันสมัย ปลอดภัย อำนวยความสะดวก ให้เกิดการบริหารเวลา รองรับการวางแผนการเดินทางของประชาชนในพื้นที่อีอีซีต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง รองอธิการบดีวิทยาเชตศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับ อีอีซี นำแอปพลิเคชั่น ViaBus ไปใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถสวัสดิการของวิทยาเขตศรีราชาในปัจจุบัน ให้มีความมีความ ทันสมัยมากขึ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือกับ อีอีซี ในครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อนิสิตบุคลากร รวมถึงประชาชนและผู้มาติดต่อ เพื่อการวางแผนการเดินทางในพื้นที่วิทยาเขตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทาง วิทยาเขตศรีราชาหวังว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถเป็นต้นแบบได้อย่างสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ และมีความยินดีให้การสนับสนุนในการขยายผลการใช้ประโยชน์ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั้งในพื้นที่ อีอีซี และในวิทยาเขตอื่นของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป นายอินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัทเวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับระบบขนส่งสาธารณะ อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารในการวางแผนและบริหารเวลาการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะประจำทางและรถโดยสารให้บริการของหน่วยงาน โดยนวัตกรรม ViaBus นั้นให้บริการด้านการติดตามและนำทางรถโดยสารแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเข้าถึงข้อมูลการเดินทางในระบบรถโดยสารได้ง่ายขึ้น เช่น ตำแหน่งรถ สถานี(ป้าย) เส้นทาง ทำให้ผู้โดยสารสามารถตัดสินใจในการเดินทาง รวมถึงบริหารเวลาและวางแผนการการเดินทางได้ดีขึ้นและไม่ใช่เพียงผู้โดยสารเท่านั้น นวัตกรรม ViaBus นี้ยังนำเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการ มาช่วยเหลือผู้ประกอบการเดินรถให้สามารถบริหารจัดการการเดินรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความอัตโนมัติและตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารมากขึ้นทั้งนี้ ความร่วมมือตาม MOU ในครั้งนี้จะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาการยกระดับการคมนาคมขนส่งแบบบูรณาการ ทำให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ช่วยให้เสริมสร้างเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนผู้เดินทางได้รับการเดินทางที่ทันสมัยและไร้รอยต่อ และสามารถยกระดับการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

สตม.รวบแล้ว!! ขบวนการขนคนต่างด้าวขึ้นเหนือล่องใต้อ้างโปรไฟล์รับขนส่งทั่วไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

วันนี้ (5 ส.ค. 67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5, พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ ผกก.ตม.จว.สงขลา, พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิเษก ปิศโน ผกก.ตม.จว.น่าน, พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล สวญ.ตม.จว.ชุมพร ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม.รวบแล้ว!! ขบวนการขนคนต่างด้าวขึ้นเหนือล่องใต้อ้างโปรไฟล์รับขนส่งทั่วไทย
ตม.จว.น่าน ร่วมกับ ตม.จว.สุรินทร์ จับกุม นายหนูเรียง (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับของศาลจังหวัดน่าน ที่ จ.34/2567 ลงวันที่ 15 มี.ค.2567 ในความผิดฐาน ร่วมกันกระทำความผิดฐาน (ผู้ใช้) รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมบริเวณถนนสาธารณะคุ้มวัดกลาง หมู่ 9 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จว.สุรินทร์

จากกรณี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2567 เวลาประมาณ 20.00 น. ตม.จว.น่าน ร่วมกับ นปพ.กก.สส.ภ.จว.น่าน ประจำจุดตรวจห้วยน้ำอุ่น จับกุมนายจิระวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี พร้อมคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา จำนวน 6 คน ในความผิดฐาน รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น จากการสอบถาม นายจิระวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่าได้รับงาน รับ-ส่ง คนต่างด้าวจากนายหนูเรียง ตกลงค่าจ้างไว้เป็นจำนวน 18,000 บาท ให้ไปส่งคนต่างด้าวจำนวน 6 คน จากต้นทาง อ.เชียงม่วน จว.พะเยา ปลายทางบริเวณชายแดนบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จว.จันทบุรี และจะได้รับค่าจ้างหลังจากส่งตัวคนต่างด้าวที่ปลายทางแล้ว โดยใช้แอพพลิเคชั่น Zello และ Line พูดคุยติดต่อกับนายหนูเรียง เพื่อนัดแนะถึงรายละเอียดในการ รับ-ส่ง คนต่างด้าวรวมถึงค่าตอบแทนจากนายหนูเรียง จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลพบว่านายหนูเรียง มีพฤติกรรมในการลักลอบรับ-ส่ง คนต่างด้าวไปทั่วราชอาณาจักร และได้ลักลอบขนส่งคนต่างด้าวไปยังพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ยังพบว่านายหนูเรียงเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสง ในข้อหา “ให้ที่พัก ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองมา โดยผิดกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม” จำนวน 1 หมาย ตม.จว.น่าน จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน

เพื่อขออนุมัติศาลจังหวัดน่าน ออกหมายจับ นายหนูเรียงฯ ในข้อหา “ร่วมกันกระทำความผิด (ผู้ใช้) รู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ให้เข้าพักอาศัย ช่อนเร้น หรือช่วย ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม" ต่อมาจากการสืบสวนทราบว่านายหนูเรียง ได้หลบหนีคดีไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ 9 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จว.สุรินทร์ จึงได้ไปประสานงานกับ ตม.จว.สุรินทร์ เข้าตรวจสอบและจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา จว.น่าน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘โค้ชเป้’ พูดกับ ‘วิว กุลวุฒิ’ ระหว่างแข่งรอบชิงฯ แบดโอลิมปิก 2024

(6 ส.ค.67) ความเคลื่อนไหวหลังจากที่ ‘วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์’ นักแบดมินตันทีมชาติไทย แพ้ ‘วิคเตอร์ แอ็กเซลเซน’ จากเดนมาร์ก ไป 0-2 เกม 11-21 และ 11-21 ในศึกแบดมินตันโอลิมปิก 2024 ประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญเงินมาครอง

ทั้งนี้ โลกออนไลน์ มีการแชร์คลิป ‘โค้ชเป้’ ภัททพล เงินศรีสุข ผู้ฝึกสอนของ กุลวุฒิ พูดให้กำลังใจกับ เจ้าวิว ระหว่างแข่งขัน โดยที่ไม่ได้กดดันนักกีฬาแม้แต่น้อย ทำให้ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก

“พี่บอกแล้วไง เอ็งจะหาประสบการณ์อย่างนี้ไม่ได้แล้ว เอ็งจะแพ้ชนะไม่เป็นไร เอ็งเอาความรู้ ความรู้สึก วิธีคิดวิธีเล่นเอาไปใช้ เรียนรู้จากเขา เขาคือสุดยอด”

ทั้งนี้ จากผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้ วิว กุลวุฒิ สร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักแบดมินตันไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้เหรียญจากโอลิมปิกเกมส์ในระดับเหรียญเงินอีกด้วย

‘สว.พันธุ์ใหม่’ ยุติล่าชื่อค้าน ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ เหตุ!! ไม่น่ามีใครเห็นด้วย ขอปล่อยตามกระบวนการ

(6 ส.ค. 67) ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. เปิดเผยว่า กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ จะไม่ล่ารายชื่อร่างแถลงการณ์ แสดงจุดยืนและความเห็นต่อกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย คดียุบพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในวันที่ 7 สิงหาคมแล้ว เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า หากทำวันนี้ (6 ส.ค.) คงไม่ทันเวลา เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย วันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) แล้ว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า อีกทั้งเดิมที่จะมีการหารือ ในที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมหลังแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด และศาลปกครอง แต่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเสียก่อน จึงไม่สามารถหยิบยกขึ้นหารือกับที่ประชุมได้

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เมื่อดูบรรยากาศแล้ว ก็คงไม่มีใครเห็นด้วย จึงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ และเห็นว่านานาประเทศก็ออกมาพูดแสดงความเห็นเรื่องนี้แล้ว นอกจากนี้ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใช่หน้าที่ของ สว. ตนจึงคิดว่าการเป็น สว.ทำอะไรได้บ้าง

ฟังบอสใหญ่ 'WHA' เปิดอีกมุมเจ็บจาก Startup ไทย ไปไม่รอด เพราะฝันล้น พยายามต่ำ นำเงินไปใช้ผิดๆ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนไม่น้อย หลังจาก 'คุณจูน จรีพร จารุกรสกุล' ประธานกรรมการบริหารของ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ที่ได้ให้สัมภาษณ์ช่องยูทูบ ‘BT beartai’ เมื่อวันที่ 31 ก.ค.67 โดยหนึ่งในเรื่องที่ให้สัมภาษณ์เป็นประสบการณ์เจ็บ ๆ เมื่อได้ร่วมลงทุนใน Startup ไทย ซึ่งมีเนื้อหาที่ดุเดือด ดังนี้…

พี่มักพูดเสมอว่า สมัยที่ทําธุรกิจตั้งแต่แรกเริ่ม ต้องหาทุนจากการกู้แบงก์ เพราะไม่มีทุนสนับสนุนใด

แบบปัจจุบัน โดยตัวแปรสำคัญที่ช่วยทำให้ธุรกิจเบ่งบานได้เช่นทุกวันนี้ ก็คือ เครดิต 

ถามว่าเครดิตเกิดจากอะไร?

เครดิตไม่ได้เกิดจากมีนามสกุลใหญ่โต ไม่ได้เกิดจากการที่มีเงินมากมาย แต่มันเกิดจากคําพูดของเรา หรือก็คือ เราต้องไม่ผิดคําพูดกับใครแม้แต่คําเดียว

อย่างการทำธุรกิจ ถ้าหากจะต้องพึ่งเงินทุนจากแบงก์ หรือต้องไปกู้เงิน เราต้องมีเครดิต เราต้องมีสินทรัพย์ค้ำ มีผลประกอบการ มีผลกำไรค้ำ แบงก์ถึงจะยอมให้กู้ พี่จึงต้องทําทุกอย่างด้วยความระมัดระวังทั้งหมดเลย หรือแม้แต่การใช้เงินทุกอย่างอย่างก็ต้องใช้อย่างมีคุณค่า เพื่อให้เครดิตตรงนี้เกิดขึ้น เหนื่อยมาก พยายามมาก และใช้เวลานานมาก

ดังนั้นภาพที่ว่ามาเหล่านี้ จึงแตกต่างกับการดำเนินธุรกิจแบบ Startup ในปัจจุบัน ซึ่งมีโอกาสได้เงินทุนจากนักลงทุนที่แค่เห็นโอกาส ภายใต้ภาพโมเดลธุรกิจในอนาคตที่ฉายออกมาให้เห็นถึงกําไร และความสำเร็จ เพียงแต่ก็ต้องไม่คิดว่านักลงทุนเหล่านี้ คือ มูลนิธิ

เพราะอันที่จริงบริษัทใหญ่ ๆ เฉกเช่นเดียวกันกับ WHA นั้น ล้วนสามารถทำ Startup เองได้ทั้งสิ้น แต่เหตุผลที่ไม่ทำเพราะเราอยากให้โอกาสธุรกิจที่เกิดจากไอเดียของคนรุ่นใหม่จริง ๆ ได้ฉายแสง เพราะพวกเขาจะเป็นอนาคตของประเทศต่อไป

นั่นคือ ความตั้งใจจากผู้ใหญ่ที่มีแต่โรยรา แต่ประเด็นคือ เมื่อสิ่งที่เราลงทุนไป และได้กลับมา มันสวนทาง ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก เช่น กรณีหนึ่งที่เราสนับสนุน คือ ได้เงินพี่ไปแล้ว และพี่ดันไปเห็นในเฟซบุ๊ก เขาไปเที่ยวต่างประเทศ ไปซื้อรถสปอร์ต โดยที่เราแทบไม่เห็นมุมการทำงานผ่านโลกโซเชียลเหล่านั้น ทำให้เราผิดหวังมาก

ตรงนี้มันจึงย้อนกลับมาเรื่องเครดิต การที่คุณได้เงินไป เพราะเราเชื่อใจคุณ เชื่อว่าคุณจะสร้างผลประกอบการ สร้างกําไรในอนาคต เพราะว่ากันตามตรง จะเงินกู้ หรือเงินทุนที่ได้รับนั้น ผู้ให้ย่อมคาดหวัง ซึ่งอาจจะไม่ใช่หวังเงินที่ให้ไปคืน แต่หวังที่จะเห็นความตั้งใจของ Startup นั้น ๆ ก้าวไปสู่ความสำเร็จ

ทั้งนี้ คุณจูนเล่าด้วยว่า ตนได้มีการให้ทุนไป 60 ล้านบาท ใน Startup 5 รายที่มีความเกี่ยวเนื่องในการต่อยอดธุรกิจของ WHA ได้ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ลงเงินไป อาจจะดูผิดหวังพอสมควร เนื่องจากบางรายตอนมาขอทุน มาพร้อมคำมั่นสัญญามากมาย แต่สุดท้าย บางรายพอทำไม่สำเร็จ ก็ถอนตัว แถมบางรายก่อนถอนตัวก็มีการขอระดมทุนอีก บางรายตั้งทีมงานเพื่อมาทำงานแทนตน ทั้ง ๆ ที่หากต้องการได้ทีมหรือได้คำปรึกษา ขอจากตนได้ทันที นั่นจึงให้คุณจูนอดเกิดคำถามไม่ได้ว่า ได้ทุนไป สุดท้ายทำตัวลอย ๆ ทั้ง ๆ ที่ผู้ให้ทุนเชื่อใจ แบบนั้นเท่ากับอะไร หรือบางคนทำแล้วไม่มีความอดทนจะต่อยอดมันต่อไป แบบนั้นหมายถึงอะไร

คุณต้องเข้าใจถ้าคุณคิดจะโต คุณต้องมองภาพธุรกิจให้ได้ว่ามันคืออะไร มันต้องสู้ มันต้องอึด มันต้องอดทน ใคร ๆ ก็อยากรวยใช่ไหม แต่จะถึงจุดนั้นมีกี่คน มันไม่ได้ฟลุ้ก ตอนพี่เริ่มธุรกิจก็ต้องลงแรงอย่างมากเป็นหลายสิบปี ทำงานแบบที่เรียกว่า มุทะลุ เลยก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่ตรงนี้จะเป็นความรู้สึกผิดหวังในมุมผู้ลงทุน ที่เห็นผู้รับทุนไม่มีความผิดชอบเงินในเงินของพี่ 

อย่างไรก็ตาม คุณจูนก็ยังคงให้โอกาสกับ Startup ทุกคน แม้จะเกิดความรู้สึกที่ย่ำแย่ไปบ้าง แต่ก็ยังให้คำปรึกษา และชี้มุมมองที่ถูกต้องแก่ Startup ที่รับทุน ซึ่งใครที่รับไม่ได้ ก็จำใจต้องปล่อยมือ ส่วนบางรายที่เข้าใจ ก็ขอบคุณในการเตือนสติด้วยความเต็มใจ และกลับลำสร้างเครดิต สร้างความเชื่อมั่นผ่านการทำงานให้โมเดล Startup นั้น ๆ เดินหน้าต่อไป

>> เมื่อถามถึงนิยามของ Satrtup หรือผู้ที่จะการมาขอเงินลงทุนจาก WHA นั้น จะต้องไม่ขาดทุนเลยใช่หรือไม่? คุณจูน เผยว่า...

ขาดทุนได้ พี่ไม่ได้บอกว่าพี่ลงทุนพี่ต้องได้ผลกําไรเสมอ แต่พี่ต้องดูสิ่งที่คุณทํา ว่าเป็นการทำที่สุดความสามารถแค่ไหน ทำอย่างมีสติไหม ไม่ใช่ได้เงินไปแล้ว ก็ไปเพิ่มคนนู่นนี่ เอามานั่งทำงานแทนตัวเอง แล้วสุดท้ายอีกภายในไม่กี่เดือนคุณต้องลดคน เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจ เงินทุนเริ่มหาย ซึ่งพี่ก็งงกับการทํางานแบบนี้ ว่ามันคืออะไร 

เพราะอย่างที่บอก พี่ดูที่ประสิทธิภาพของธุรกิจ พี่กล้าลงทุนโดยมองกำไรเป็นเรื่องหลัง แล้วถ้าตั้งใจมุ่งมั่นทำ แต่ติดขัด เราก็พร้อมเข้าไปช่วยด้วยความเต็มใจ

>> เมื่อถามถึง Startup ไทยมักจะมองภาพความสำเร็จของอเมริกาโมเดล โดยเฉพาะเรื่องของการได้เงินทุนที่ง่ายดาย? คุณจูน มองว่า...

บางทีเรามองภาพความสําเร็จของอเมริกา ประเภทได้เงินทุนแล้วสามารถเบิร์นทิ้งได้ ทำแคมเปญ แจกนั่นนี่ ฟรีนั่นโน่น แต่สําหรับตลาดประเทศไทย

เมื่อหลายปีก่อนพี่ไปซิลิคอนวัลเลย์ ก็เห็นเด็กหนุ่ม ๆ Startup รุ่นใหม่ ๆ เขียน White Paper มาแผ่นหนึ่งแล้วก็ไปขอเงินทุนหลักร้อยล้าน แล้วก็ให้กันได้ง่าย ๆ ด้วย แม้บางรายจะไม่ได้สร้างโอกาสที่ดีเลยก็ตาม แต่คำถามคือ ระบบนิเวศของไทยเต็มไปด้วย Deep Technology หรือเต็มไปด้วยความคิดเชิงนวัตกรรมและสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ขนาดเขาหรือไม่?

แน่นอน!! ผู้ใหญ่ทุกคน อยากจะให้โอกาสอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยเรามีคนแบบนี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งกลับกันกับที่นั่น มันคือความไว้ใจที่คนของเขา สภาพแวดล้อมของเขา สร้างขึ้นมาไว้มากมาย จนเกิดเป็นความเชื่อใจ แต่ไทยเราไม่ได้เป็นแบบนั้น

>> เมื่อถามถึงแนวทางในการ Set up มุมคิดที่ควรจะเป็นแก่ Startup ไทยต่อจากนี้? คุณจูน เผยว่า... 

วงการ Startup ต้องมองเงินลงทุนของนักลงทุนเป็นภารกิจในการที่จะทําให้ธุรกิจของคุณเข้าใกล้ความสําเร็จ ไม่ใช่มองเป็นเงินรางวัล และพยายามอย่าไปมองชัยชนะของคนที่นำเสนองานบนเวทีต่าง ๆ มาเป็นต้นแบบจนเกินไป เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า Start และต้อง Up คุณต้องมองไปให้ไกลถึงตอนที่ลงสนามจริง ว่ามันจะมีความยากแค่ไหน อย่าขายไอเดียแล้วสุดท้ายเมื่อถึงเวลากลับปฏิบัติไม่ได้

คุณจูน เสริมอีกว่า เอาจริง ๆ พี่เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเด็ก ๆ นะ แล้วพี่ก็เป็นคนเชื่อมั่นในเด็กไทย แล้วพี่เป็นคนเชื่อมั่นในคนไทย พี่เชื่อมั่นว่าคนเราสามารถคว้าทุกโอกาสที่มาถึงเราได้ อย่างพี่เองก็เติบโตจากที่ไม่มีอะไร แต่พี่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ของพี่ที่ต้องการสร้างธุรกิจตามความฝัน เพียงแต่ความฝันของพี่อยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่ไปนั่งดูหนังไทยแล้วเจอเจ้าชายได้แต่งงานแล้วก็เลยรวยคือพี่ไม่เพ้อฝัน

ฉะนั้น สิ่งที่อยากฝากสำหรับคนที่ต้องการลุย Startup จริง ๆ คือ คุณต้องวางแผนชีวิตของคุณ บนพื้นฐาน 3 สิ่ง...

สิ่งแรก ต้องรู้ตัวคุณเองให้ได้ก่อนรู้ว่าคุณมีความสามารถกับอะไรและมากขนาดไหน

สิ่งที่สอง คุณมีความชอบอะไร เพราะพี่ขอบอกเลยว่า คนเราต้องทํางานด้วยความสุข ด้วยความรัก หากคุณทํางานทั้งวันแล้วคุณทุกข์กับมัน จะทําไปทำไม 

สุดท้าย เติมจุดอ่อนจากความสามารถและความชอบที่คุณมี หากมันยังไม่ดีพอ ก็เติมมัน เรียนรู้มัน ไม่รู้ก็ถาม ไม่รู้ก็ฝึก ยุคนี้ความรู้เข้าถึงง่ายมากกว่ายุคพี่ ข้อมูลทั่วโลกถูกเชื่อมมาอยู่ในมือเราแค่ค้นหา

มือเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ดีกรี วิศวะ-เศรษฐศาสตร์-บริหาร อ๊อกซฟอร์ด

นาทีนี้ สื่อดังหลายสำนักตีข่าวไปในทางเดียวกันว่า คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ทำหนังสือถึงนายกฯ แสดงเจตจำนงว่า สำหรับโควตารัฐมนตรีของพรรค รทสช.ที่ว่างอยู่ 1 ตำแหน่งนั้น หากมีการปรับ ครม.พรรคขอเสนอชื่อของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะเลขาธิการพรรค เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า คุณขิงได้ทำผลงานในการเลือกตั้ง และงานสภาฯ ได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด 

ถ้าข่าวนี้เป็นจริง ถือว่ารัฐบาลจะได้ รัฐมนตรี ที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีคุณภาพคนหนึ่งมาร่วมทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมากเลยทีเดียว

สำหรับ 'ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์' นักการเมืองหนุ่มไฟแรงวัยแค่ 38 ปี ตำแหน่งปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค 'รวมไทยสร้างชาติ' จนถูกเรียกติดปากว่า 'เลขาขิง' มีดีกรีเป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบปริญญาตรี ควบปริญญาโท ปริญญาตรี ควบปริญญาโทใน 2 สาขา EEM (Engineering, Economics and Management)จาก มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด (University of Oxford) ประเทศอังกฤษ ซึ่งมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก ตามการจัดอันดับปีล่าสุด 2024 ของ Times Higher Education (THE) World University Ranking

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงเส้นทางการเมืองของ 'เอกนัฏ' จะพบว่า เจ้าตัวเป็นคนที่ชอบติดตามการเมือง มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักการเมืองตั้งแต่เด็กชั้นประถม พูดง่าย ๆ คือ หากเปรียบชีวิตการเมือง ก็เหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในสายเลือดไปแล้ว เพราะตอนเป็นเด็ก เจ้าตัวชอบไปยืนเกาะข้างเวทีปราศรัย ชอบคุยแต่เรื่องการเมืองกับแม่ และนั่นจึงเป็นเหตุผลตัดสินใจไปศึกษาต่อที่ 'อ๊อกซฟอร์ด' ประเทศอังกฤษ เพราะเป็นสถาบันที่ผลิตนักการเมืองมาเยอะ 

หลักจากเรียนจบ 'เอกนัฏ' เข้ามาสู่เส้นทางการเมืองเต็มตัว จากคำชักชวน ของ 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปรียบเป็นรุ่นพี่ที่จบจากสถาบันเดียวกัน (อ๊อกซฟอร์ด) ชวนให้มาช่วยงานที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลขณะนั้น และเข้าไปช่วยงานรัฐบาลในตำแหน่ง เลขานุการส่วนตัวของ 'สุเทพ เทือกสุบรรณ' รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง

เอกนัฏ เล่าว่า สมัยที่เข้าไปช่วยงานพรรคประชาธิปัตย์ ทำทุกหน้าที่ ประสานงานทั้งคนในพรรค ทั้งคนในรัฐบาล และงานความมั่นคง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเมือง กระทั่งเมื่อปี 2554 ลงสมัครรับเลือกตั้ง และชนะการเลือกตั้ง มีโอกาสได้เป็น สส.กทม. เขตทวีวัฒนา เมื่อตอนอายุ 25 ปี ถือว่าเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภาขณะนั้น 

สำหรับการปักธงการเมืองไปกับ พรรครวมไทยสร้างชาติ นั้น เพราะเขามองว่าพรรคนี้ มุ่งมั่นที่จะให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ เช่น ตนเองได้มาเป็นเลขาธิการพรรค ดังนั้นจะพิสูจน์ฝีมือทำให้ได้ เปิดพื้นที่ให้กับทุกคน ไม่แบ่งเพศ ไม่แบ่งรุ่น เอาคนที่ประสงค์ดีมาทำงาน มองการเมืองคือการแข่งขัน เพื่อเอาชนะใจของประชาชน แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตต้องสู้ ศัตรูคือยาชูกำลัง  

เอกนัฏ เล่าอีกว่า ที่มาที่ไปของพรรค 'รวมไทยสร้างชาติ' เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันต้องการให้มีพรรคการเมือง มีการเปลี่ยนแปลง ใกล้ชิดประชาชน มีความยืดหยุ่นตอบสนองความต้องการประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่ไม่ยึดติดกับความแย้ง ในอดีต ไม่เอาความขัดแย้งมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน จึงเป็นที่มาในการตั้งพรรค 

ส่วนชื่อ 'รวมไทยสร้างชาติ' เกิดจาก 'นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' หัวหน้าพรรค เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่เคยได้ยินประโยคนี้บ่อย ๆ และคำว่า 'รวมไทยสร้างชาติ' มีทั้งความหมายและฟังแล้วติดหู จึงนำมาตั้งเป็นชื่อพรรค    

เมื่อพูดถึง 'นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค' ก็อดไม่ได้ที่ต้องขยายความช่วงหนึ่งของ รทสช. ที่มีกระแสข่าวว่าเกิดปัญหาภายในพรรค ซึ่งเรื่องนี้ เอกนัฏ ย้ำชัดอีกรอบ ว่า...

"สําหรับพรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านหัวหน้าพรรคพีระพันธุ์กับผมยืนยันมาตลอดว่า คนสําคัญที่สุด ก็คือ โหวตเตอร์ของพรรค ไม่มีใครสำคัญกว่าประชาชนอีกแล้ว ฉะนั้นเมื่อมีกรณีที่พยายามสั่นสะเทือนความมั่นคงของพรรค โดยเอาประเด็นมาโยง เราก็ต้องเรียนตรง ๆ ว่ามันไม่มีอะไรเชื่อมมาถึงปัญหาในพรรคเลย เพราะพรรคก็ต้องเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ยังดีเช่นเดิม โทรหากันเช่นเดิม...

"...ฉะนั้นกับกระแสที่เกิดขึ้น ผมจึงมองว่าไร้สาระมาก และจริง ๆ แล้ว ตัวผมเองก็เป็นแฟนคลับส่วนตัวของท่านด้วย แต่ก็ดันมีการจับแพะชนแกะกันเก่ง ถึงขนาดที่ว่า ผมไปนั่งคุยกับท่านหัวหน้าพีระพันธุ์ ด้วยระยะเวลาประมาณชั่วโมงนึง ก็เสี้ยมกันออกมาว่า หัวหน้ากับผมแตกกัน มันไร้สาระมาก ... ถามหน่อยว่าผมไปที่ทําเนียบ ต้องพูดคุยข้อราชการกับท่านหัวหน้า จะให้ผมคุยกี่นาที ถึงจะไม่ประเด็นหรือไม่เกิดสัญญาณความขัดแย้ง เพราะในความเป็นจริง เราคุยกันตลอดครับเราคุยกันตลอดไม่ใช่แค่ที่ทําเนียบ ผมกับท่านมีการโทรศัพท์ปรึกษากันแทบทั้งวัน เพื่อตกผลึกประเด็นต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว"

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า "ท่านหัวหน้ากับผมร่วมกันสร้างรวมไทยสร้างชาติมากันสองคนตั้งแต่ไม่มีอะไร แล้วผมเองก็เป็นแฟนคลับส่วนตัวของท่านด้วย ฉะนั้นเมื่อช่วงแรกที่ผมพูดตลอดเหมือนเสื่อผืนหมอนไป วันนั้นก็มีกันอยู่สองคน แล้วเมื่อมีคนเห็นความตั้งใจของเรา ก็มาร่วมงานอยู่เป็นจํานวนมาก จนเราสร้างระบบรากฐานให้พรรคได้อย่างมั่นคงถึงตอนนี้...

"หัวหน้ากับผมมีความตั้งใจมีความแน่วแน่ที่จะไม่ทําให้ประชาชนต้องผิดหวัง โดยการทำงานของเราสองคน เป็นการทำงานแบบแบ่งหน้าที่กัน ท่านหัวหน้าซึ่งเป็นผู้นํา ก็ต้องสร้างกระแสให้กับพรรค สร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรค ส่วนผมก็เป็นแม่บ้านคอยเก็บกวาด คอยดูแลเอาใจใส่ สส. และเรื่องของประเด็นภายในต่าง ๆ เราแบ่งหน้าที่กันตามที่ประสาชาวบ้านเรียกว่า 'แบ่งบทกันเล่น'"

เมื่อถามว่า รทสช. ยังต้องมี 'บิ๊กตู่-ท่านพีและขิง เอกนัฏ' อยู่ด้วยกันแน่นอน? เอกนัฏ ยืนยันว่า "แน่นอนครับ ไม่ว่าวันไหนก็อยู่ด้วยกันครับ ถ้ามีหัวหน้าพีระพันธุ์ ก็ต้องมีเลขาฯ เอกนัฏ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ เพราะท่านหัวหน้าเป็นคนดีมาก ท่านเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตแล้วก็มีความแน่วแน่ในการทํางาน ผมเชื่อว่าประเทศจะได้ประโยชน์จากการมีผู้นําแบบท่านพีระพันธุ์ อย่างบทบาทของท่านในกระทรวงพลังงานวันนี้ ท่านกำลังทําในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เราทุกคนต่างก็ให้กําลังใจแล้วก็ซัพพอร์ตท่านเต็มที่"

เมื่อถามถึงบริบทของคำว่า 'นักการเมือง'? เอกนัฏ มักพูดเสมอว่า ไม่อยากให้มองว่า อาชีพนักการเมืองมีแต่คนเลว ไม่ควรดูถูกอาชีพนักการเมือง ขอให้คนรุ่นใหม่ปรับมุมมอง อยากให้คนรุ่นใหม่สนใจอาชีพการเมือง เข้ามาลองทำอาชีพนี้ ช่วยทำการเมืองให้สร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้คนดีๆ มีความสามารถ เข้ามาช่วยทำการเมืองให้มันดี ตามที่ใจเราต้องการ แล้วมาช่วยกันพัฒนาประเทศ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถแยกแยะ เหตุและผลตามข้อเท็จจริงได้

สำหรับคติประจำใจในการทำงานการเมืองของ 'เอกนัฏ' นั้น เจ้าตัวบอกว่า ต้อง 'ขยัน-อึด-อดทน' ซึ่งแม้จะเป็นคำที่ฟังดูแล้วพื้น ๆ แต่มีความหมายใช้เตือนตัวเองอยู่ตลอดในการทำอาชีพนักการเมือง   

>> ขยัน คือ ทำแค่นี้ยังไม่พอ ต้องให้มากกว่าเดิม ต้องทำให้ละเอียดมากกว่านี้  
>> อึด คือ ต้องแข็งแรง แข็งแกร่ง ไม่ว่าเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนต้องก้าวต่อไปให้ได้
>> อดทน คือ อาชีพนักการเมือง ต้องรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถูกคำสบประมาท ถูกคำด่าทอ สาดเสียเทเสีย แต่ต้องผ่านไปให้ได้เพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง

ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า ในห้วงเวลาจากนี้ ชื่อของ 'เอกนัฏ พร้อมพันธุ์' จะถูกบรรจุเข้าสู่ทำเนียบรัฐมนตรีเลือดใหม่ของรัฐบาลนี้เมื่อใด และหากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คงต้องแสดงความยินดีล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

สตม.จับกุมนายหน้าผู้ประสานงานขบวนการขนคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ตม.จว.ชุมพร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จับกุมนายฮาวาย (สงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดชุมพร ที่ จ.247/2567 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ แก่คนต่างด้าวซึ่งรู้ว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อให้พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย จว.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนเทศบาล 4 ต.ระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จว.ปทุมธานี

ตามที่เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2566 เวลาประมาณ 06.30 น. ได้เกิดอุบัติเหตุรถกระบะ (ตู้ทึบ) ขนคนต่างด้าวชาวเมียนมาพลิกคว่ำบริเวณ ต.สลุย อ.ท่าแซะ จว.ชุมพร ที่เกิดเหตุพบคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจำนวน 18 คน (ได้รับบาดเจ็บ) ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน คือ นายสิทธิศักดิ์ หรือบาส (สงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ส่ง สภ.สลุย จ.ชุมพร ดำเนินคดีตามกฎหมาย นั้น
ต่อมา ตม.จว.ชุมพร ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.6 และ บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้ต้องหาได้รับการว่าจ้างให้ไปรับคนต่างด้าวชาวเมียนมา ที่ ต.ปากแพรก อ.เมือง จว.กาญจนบุรี เพื่อไปส่งยัง อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา โดยในครั้งนี้มีรถที่ไปรับคนต่างด้าวด้วยกันอีก 1 คัน คือ นายธีรพงษ์ (ได้ออกหมายจับดำเนินคดีไปแล้ว) จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า นายธีรพงษ์ ได้รับโอนเงินค่าน้ำมันมาจากนายฮาวาย จึงได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับนายฮาวาย และจับกุมตัวนายฮาวายได้ในพื้นที่ จว.ปทุมธานี จากการขยายผล พบว่า นายฮาวาย ได้รับการประสานจากนายหน้าในพื้นที่ จว.กาญจนบุรี โดยนายฮาวาย ทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหา  รถขนคนต่างด้าว จากพื้นที่ภาคกลางไปยังพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับนายอนุรักษ์ หรือบอย โดยจะได้ส่วนต่างจากการติดต่อจัดหารถหัวละ 1,000 บาท ซึ่งมีคดีที่พบความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับนายฮาวาย และนายอนุรักษ์ อีก 3 คดี ดังนี้

1. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.พัทลุง และ สภ.นาขยาด ร่วมกันจับกุมนายอนุรักษ์ และ น.ส.เพ็ญ (ภรรยา) พร้อมพวกรวม 6 คน พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 58 คน ตรวจยึดรถกระบะ (รั้วคอก 3 คัน) จากการขยายผลพบว่านายอนุรักษ์ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายหน้า ในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา โดยนายอนุรักษ์ได้รับงานขนคนต่างด้าว จากนายหน้ารายนี้มาแล้วหลายครั้ง (ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล)
2. เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.สุราษฎร์ธานี, สภ.ท่าฉาง ร่วมกันจับกุม นายวีระพล พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 15 คน และรถกระบะรั้วคอก 1 คัน เมื่อสืบสวนขยายผลพบว่านายวีระพล/ผู้ต้องหา ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายอนุรักษ์ ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา ในราคา 15,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาเคยติดต่อรับงานเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เมื่องานสำเร็จจะได้รับเงินโอนค่าจ้างจากนายอนุรักษ์ โดยพบพยานหลักฐานต่าง ๆ ระหว่างผู้ต้องหากับนายอนุรักษ์ และนายหน้าในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ต่อมาศาลจังหวัด   ไชยา อนุมัติหมายจับนายอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2567 ในความผิดฐาน “ช่วยเหลือซ่อนเร้นฯ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นการจับกุม”
3. เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2567 (วันเดียวกับคดีที่ สภ.ท่าฉาง) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง, ตม.จว.นครศรีธรรมราช, สภ.ทุ่งสง ร่วมกันจับกุมนายอัสดา และภรรยา พร้อมชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง 11 คน ตรวจยึดระกระบะตู้ทึบ 1 คัน เมื่อสืบสวนขยายผลพบว่านายอัสดา/ผู้ต้องหา ได้รับการติดต่อว่าจ้างมาจากนายอนุรักษ์ ให้รับคนต่างด้าวในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร ไปยัง จว.สงขลา ในราคา 15,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาเคยติดต่อรับงานเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง เมื่องานสำเร็จจะได้รับเงินค่าจ้าง นอกจากนี้ยังพบพยานหลักฐานต่าง ๆ ระหว่างผู้ต้องหากับนายอนุรักษ์ และนายวีระพล ผู้ต้องหาในคดีที่ 3 ขณะนี้อยู่ในระหว่างพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติมในคดีนี้

จากการวิเคราะห์แผนประทุษกรรมในกลุ่มเครือข่ายนายอนุรักษ์ พบว่า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีความเคลื่อนไหว มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน โดยนายอนุรักษ์ และนางเพ็ญ (ภรรยา) เป็นผู้ประสานงานกับนายหน้าชาวเมียนในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร และ นายฮาวาย ผู้ทำหน้าที่ประสานงานในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะเป็นตัวกลางในการประสานงานทีมขนจาก จว.กาญจนบุรี หรือ จว.สมุทรสาคร มายังพื้นที่ จว.สงขลา ซึ่งนายอนุรักษ์จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมขน และจะได้รับค่าตอบแทนหัวละ 3,500 บาท ซึ่งจะประสานงานกับกลุ่มรถขนจาก จว.สงขลา ไปยัง จว.นราธิวาส เพื่อลักลอบข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย โดยพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายซัฟยัน และกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สรุปผลการปฏิบัติ พบการกระทำความผิดในเครือข่ายของนายอนุรักษ์ทั้งสิ้น 4 คดี จับกุมผู้ต้องหา 12 คนขยายผลออกหมายจับ 3 คน (จับกุมทั้งหมด) จำนวนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 102 คน ยึดยานพาหนะ 6 คัน จากการสืบสวนขยายผลยังพบว่าเครือข่ายนายอนุรักษ์ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ สตม. ร่วมกับ บก.ทล., บก.ปคม. ภ.7, 8, 9 และหน่วยงานความมั่นคง ร่วมกันสืบสวนขยายผลการลักลอบขนคนต่างด้าวที่ใช้เส้นทางด้าน อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี ได้แก่ เครือข่ายนายวิทยา จับกุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี, เครือข่ายซูก้า-นิตาเว จับกุมเมื่อวันที่ 4 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.ทุ่งตะโก จว.ชุมพร และเมื่อวันที่ 30 เม.ย.2566 พื้นที่ สภ.ทองผาภูมิ จว.กาญจนบุรี, เครือข่ายวุธ แม่กลอง จับกุมเมื่อวันที่ 7, 25 มิ.ย.2566 พื้นที่ สภ.รัตภูมิ จ.สงขลา และเครือข่ายลักลอบขนคนต่างด้าวที่ใช้เส้นทางผ่าน จว.ตาก ได้แก่ เครือข่ายซูซูมา จับกุมเมื่อวันที่ 15 มี.ค.2566 พื้นที่  สภ.บางกล่ำ จ.สงขลา

โดยความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ มีการกระทำความผิดในลักษณะขบวนการ ที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำ (นายหน้าประสานงานแนวชายแดน/นายหน้าประสานงานพื้นที่ชั้นใน จว.กาญจนบุรี-ปทุมธานี-สมุทรสาคร-สงขลา-จชต. (จัดหารถ)/ผู้ดูแลจุดพักคอย/หัวหน้าทีมขน-ทีมขน (ตอนบน/ตอนล่าง) ซึ่ง สตม. ได้ร่วมกับ ภ.7,8,9, บช.ก. เฝ้าระวังกลุ่มขบวนการดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนนำมาสู่การจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาของในเครือข่ายนายอนุรักษ์ ซึ่งชุดสืบสวน สตม. จะได้ดำเนินการขยายผลเพื่อนำผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สตม.ตามรวบบังหยันหัวโจกขนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองข้ามชาติ

ตม.จว.สงขลา ร่วมกับ ตม.จว.ปัตตานี จับกุมนายซัฟยัน หรือบังหยัน (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.455/2567 ลงวันที่ 5 ก.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหมู่บ้านปาแดลางา ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จว.ปัตตานี

สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สงขลา จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศหลบหนีเข้าเมือง 19 คน พร้อมผู้ให้การช่วยเหลือ 2 คน เหตุเกิดที่ถนนสายเอเชียหมายเลข 2 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จว.สงขลา หลังจากนั้นได้ขยายผลการจับกุมพบว่านายซัฟยันหรือบังหยันผู้อยู่เบื้องหลังในการกระทำความผิดครั้งนี้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันให้ที่พักพิง ให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาสืบทราบว่านายซัฟยันฯ มาหลบอยู่ที่บ้านพักในเขต อ.หนองจิก จว.ปัตตานี จึงประสาน ตม.จว.ปัตตานี บูรณาการกำลังร่วมกับ ชุดสืบสวน บก.สส.จชต. และ สภ.หนองจิก ไปร่วมตรวจสอบและจับกุมได้ที่บ้านหลังดังกล่าว
สำหรับนายซัฟยันฯ หรือบังหยัน ถือเป็นกลไกสำคัญระดับสั่งการในการลำเลียงแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศจากประเทศกัมพูชาผิดกฎหมายผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียทางช่องทางธรรมชาติ มีหมายจับจากการกระทำความผิดข้างต้นติดตัวจำนวน 2 หมายจับ จะทำหน้าที่สั่งการประสานงานกับนายหน้าประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหารถขนแรงงานต่างด้าวครั้งละ 15-20 คน จากพื้นที่ตอนบนมายังภาคใต้ตลอดเส้นทางจนถึงมือนายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานหลายเดือนถึงจะพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเคยจับกุมมาแล้ว 3 คดี ในการทลายเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญในการขนแรงงานผ่านประเทศไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางได้ถึง 62 คน เป็นคนไทย 10 คน คนต่างด้าว 52 คน ตรวจยึดยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดได้ 8 คัน หลังจากนี้จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตภูมิเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

2. สตม.ตามรวบบังหยันหัวโจกขนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองข้ามชาติ
ตม.จว.สงขลา ร่วมกับ ตม.จว.ปัตตานี จับกุมนายซัฟยัน หรือบังหยัน (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลจังหวัดสงขลา ที่ จ.455/2567 ลงวันที่ 5 ก.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ช่วยเหลือซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ พ้นจากการจับกุม" นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตภูมิ จว.สงขลา ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณหมู่บ้านปาแดลางา ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จว.ปัตตานี สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2566 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สงขลา จับกุมแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศหลบหนีเข้าเมือง 19 คน พร้อมผู้ให้การช่วยเหลือ 2 คน เหตุเกิดที่ถนนสายเอเชียหมายเลข 2 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จว.สงขลา หลังจากนั้นได้ขยายผลการจับกุมพบว่านายซัฟยันหรือบังหยันผู้อยู่เบื้องหลังในการกระทำความผิดครั้งนี้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนกระทั่งศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับในความผิดฐาน ร่วมกันให้ที่พักพิง ให้การช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาผิดกฎหมายเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาสืบทราบว่า นายซัฟยันฯ มาหลบอยู่ที่บ้านพักในเขต อ.หนองจิก จว.ปัตตานี จึงประสาน ตม.จว.ปัตตานี บูรณาการกำลังร่วมกับ ชุดสืบสวน บก.สส.จชต. และ สภ.หนองจิก ไปร่วมตรวจสอบและจับกุมได้ที่บ้านหลังดังกล่าว

สำหรับนายซัฟยันฯ หรือบังหยัน ถือเป็นกลไกสำคัญระดับสั่งการในการลำเลียงแรงงานต่างด้าวสัญชาติบังกลาเทศจากประเทศกัมพูชาผิดกฎหมายผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียทางช่องทางธรรมชาติ มีหมายจับจากการกระทำความผิดข้างต้นติดตัวจำนวน 2 หมายจับ จะทำหน้าที่สั่งการประสานงานกับนายหน้าประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจัดหารถขนแรงงานต่างด้าวครั้งละ 15-20 คน จากพื้นที่ตอนบนมายังภาคใต้ตลอดเส้นทางจนถึงมือนายจ้าง ที่ต้องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย เจ้าหน้าที่จึงใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานหลายเดือนถึงจะพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนำพาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเคยจับกุมมาแล้ว 3 คดี  ในการทลายเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญในการขนแรงงานผ่านประเทศไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางได้ถึง 62 คน เป็นคนไทย 10 คน คนต่างด้าว 52 คน ตรวจยึดยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดได้ 8 คัน หลังจากนี้จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรรัตภูมิเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึก CEO คิงส์ แพ็ค อินดัสเตรียล มอบทุนการศึกษา แก่เยาวชนพิจิตร

เมื่อวานนี้ (5 ส.ค.67) เวลา 13.00 น. นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการ เพิ่มทักษะด้านอาชีพ แก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยเป็นโครงการที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนโครงการ ฯ เพื่อเป็นการฝึกทักษะด้านอาชีพให้เป็นแรงงานมีฝีมือเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน  โดยมีนางสาวน้อยหน่า บางสีองค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพิจิตร ให้การต้อนรับและได้รับเกียรติจากนายสิงหราช วงษ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ร่วมในพิธีในครั้งนี้

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รู้สึกยินดีและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่นายทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชนิดอ่อนแบรนด์ “ฮีโร่” ได้เห็นความสำคัญของการฝึกอาชีพของเยาวชนไทย โดยได้มอบทุนการศึกษา ทุนละ 6,000 บาท จำนวน 5 ทุน รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ให้กับเยาวชนที่ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพ แก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 5 คนประกอบด้วย ผู้ที่ได้รับทุนสาขาช่างเชื่อมอารค์โลหะด้วยมือ 3 คน คือ นายวุฒิชัย ใจเอื้อ อายุ 21ปี นายพิพัฒน์ โก่งสอน อายุ 19ปี  นายวุฒิพงศ์ เพ็ชรอำไพ อายุ 19 ปี และผู้ที่ได้รับทุนสาขาช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ 2 คน คือ นายวุฒิคุณ อุกา อายุ 22ปี นายพีรพัฒน์ เมินไธสง อายุ 17 ปี

นางเธียรรัตน์ กล่าวต่อว่า เยาวชนทั้ง 5 คน มีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่มีความตั้งใจที่จะฝึกทักษะฝีมือ เพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยกิจกรรมในวันนี้ได้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน  ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะเติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

FDI 101 เปิดอีกด้าน!! เงินลงทุนจากต่างประเทศใน 'จีน-อาเซียน' ตัวเลขสะสมจีนยังใหญ่กว่าอาเซียน 20 เท่า ส่วน ศก.ใหญ่กว่า 5 เท่า

(5 ส.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Sompob Pordi' ของ นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'FDI 101' ระบุว่า...

FDI ย่อมาจาก Foreign Direct Investment ซึ่งคือ เงินลงทุนจากต่างประเทศในภาคเศรษฐกิจจริง เช่น สร้างโรงกลั่นนํ้ามัน โรงไฟฟ้า โรงงานอาหารกระป๋อง ฯลฯ

ถ้าบังเอิญไปเห็นข้อความในภาพปลากรอบ (https://www.facebook.com/share/p/Kb79wYUJj1FeA7AT/?mibextid=oFDknk) ที่ปั่นให้คนอ่านเข้าใจผิดว่า 'เศรษฐกิจจีนแย่แล้ว' ไม่มีใครสนใจหอบเงินไปลงทุนแล้ว จากตรงนี้ไปคือข้อเท็จจริงครับ

เป็นความจริงที่ ในปี 2022 กับ 2023 FDI ของอาเซียนพุ่งกระฉูดเป็น $229 bn ในขณะที่ของจีนลดลงจากที่พีคในปี 2021 ที่ $344 bn เหลือ $100+ ใน 2022 กะ 2023

แต่ถ้าเราเอาตัวเลข FDI สะสมของจีน กะ อาเซียน มาวางเทียบกัน จะตื่นตาตื่นใจเพราะ ตัวเลขของจีนใหญ่กว่าอาเซียนกว่า 20 เท่า 

ส่วนที่ว่าจะเติบโตนำจีนใน 10 ปี ผมไม่รู้จริงว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าอาเซียนเกือบ 5 เท่า คาดว่าเขาฝันไปมากกว่า

สิ่งที่ภาพปลากรอบบอกเรา ไม่ได้แปลกอะไรเพราะ...

1. ตอนนี้จีนมีทุนของตัวเองมากมหาศาลแล้ว ไม่ได้พยายามดึงเอา FDI เข้าประเทศ แถมตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเรียบ ไม่เหลืออะไรแล้ว

2. จีนถูกฝรั่งควํ่าบาตร/กีดกันทางการค้าสารพัด แล้วทุนข้ามชาติที่ไหนจะขนเงินเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานโน่นนี่อย่างในอดีต

ถ้าผมเป็นสื่อเพื่อแสวงหากำไร ผมคงหากินกับคนโง่เหมือนกันเพราะง่ายดี 

แต่คงไม่สนุกเพราะจะทำให้ผมโง่ลง ๆ ทุกวัน 5555


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top