Monday, 29 June 2026
World

จีนลุยพัฒนารถไฟ!! ขนส่งสินค้าพุ่ง3.1% ผู้โดยสารเพิ่ม5.7% ลงทุนรถไฟ 2.48 แสนล้านหยวน ส่งเสริมเศรษฐกิจพื้นที่ภูมิภาค

ปักกิ่ง, 15 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (15 มิ.ย.) สำนักบริหารการรถไฟแห่งชาติจีนรายงานว่าภาคการรถไฟของจีนเติบโตแกร่งทั้งในด้านการรองรับสินค้าและผู้โดยสารในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม) ของปี 2026 ขณะที่การลงทุนสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

การขนส่งสินค้าทางรถไฟสูงถึง 2.19 พันล้านตันในช่วง 5 เดือนแรก เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่ปริมาณหมุนเวียนสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เป็น 1.56 ล้านล้านตัน-กิโลเมตร ส่วนปริมาณการขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 1.97 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5.7

ทั้งนี้ การลงทุนสินทรัพย์ถาวรในภาคการรถไฟสูงถึง 2.485 แสนล้านหยวน (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยปริมาณการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าที่อยู่ในระดับสูง กอปรกับการก่อสร้างเครือข่ายทางรถไฟที่เดินหน้าต่อเนื่องกำลังมีส่วนช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมระดับภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

ดราม่า ! สตาร์บัคส์เกาหลีใต้ สั่งหยุดอบรมประวัติศาสตร์ชาติ!! หลังดราม่าแคมเปญโยงสังหารหมู่ควังจู สตาร์บัคส์เกาหลีเปลี่ยนวิกฤตเป็นบทเรียน ตั้งกองทุนสังคม–หนุนโบราณสถานประวัติศาสตร์ยุคใหม่ รื้อระบบตรวจสอบแคมเปญเข้มงวด

สตาร์บัคส์เกาหลี จ่อจัดอบรมประวัติศาสตร์ หลังดราม่าการตลาดโยงเหตุสังหารหมู่ควังจู

กลุ่มชินเซเกและสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ เตรียมจัดอบรมความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์และประเด็นทางสังคมให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ประธานกลุ่มบริษัทไปจนถึงบาริสต้าหน้าร้าน พร้อมประกาศปิดสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศเร็วกว่ากำหนดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรม หลังเกิดกรณีอื้อฉาวจากการแคมเปญการตลาด "Tank Day" ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้อเลียนและดูหมิ่นเหตุสังหารหมู่เมืองควังจู

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบเหตุการณ์เผด็จการทหารปราบปราบขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองควังจู สตาร์บัคส์ เกาหลี ได้ปล่อยแคมเปญโปรโมทแก้วที่ใช้ชื่อว่า "Tank Day"

ทั้งนี้ คำว่า "Tank" (รถถัง) เป็นคำแสลงที่กลุ่มชุมชนออนไลน์ฝ่ายขวาจัดในเกาหลีใต้ใช้เรียกอดีตประธานาธิบดี "ชอน ดูฮวาน" เผด็จการทหารผู้สั่งปราบปราบประชาชนจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพ ยิ่งไปกว่านั้น ในสื่อประชาสัมพันธ์ยังมีการใช้ประโยคว่า "ตัก! บนโต๊ะ!" (Tak! on the desk!) ซึ่งคำว่า "ตัก" (เสียงดัง ปัง!) เป็นวลีอื้อฉาวที่ตำรวจยุคเผด็จการเคยใช้แถลงแก้ตัวหลังเกิดเหตุการณ์ทรมานนักศึกษา "พัค จงชอล" จนเสียชีวิตในปี 1987 โดยตำรวจอ้างว่า แค่มือตบโต๊ะดัง 'ตัก' เด็กก็หัวใจวายตายไปเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่สาธารณชนอย่างรุนแรง จนทำให้ นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่มชินเซเก ต้องแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยยอมรับว่าเป็น "ความผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และเป็นการลบลู่ความเจ็บปวดและการเสียสละของผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" พร้อมให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมด

เพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทางกลุ่มชินเซเกได้ประกาศมาตรการที่ระบุว่าเป็น "ก้าวประวัติศาสตร์" โดยในวันที่ 17 มิ.ย. นายจอง ยงจิน ประธานกลุ่ม พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานส่วนสำนักงานใหญ่ของอีมาร์ต (E-MART) และสตาร์บัคส์ เกาหลี จะเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์และความไวต่อประเด็นทางสังคม

ส่วนวันที่ 22 มิ.ย. สตาร์บัคส์ เกาหลี จะปิดให้บริการทุกสาขาทั่วประเทศพร้อมกันในเวลา 15.00 น. เพื่อให้บาริสต้าและพนักงานหน้าร้านทุกคนรับชมวิดีโอการอบรมพร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปิดร้านก่อนเวลาทั่วประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สตาร์บัคส์เข้ามาทำธุรกิจในเกาหลีใต้เมื่อปี 1999 ต่อมาในวันที่ 24 มิ.ย ประธานจอง ยงจิน และบรรดาซีอีโอของบริษัทในเครืออีมาร์ตทั้งหมด จะแยกเข้ารับการอบรมพิเศษร่วมกันก่อนการประชุมผู้บริหารประจำเดือน เพื่อย้ำจุดยืนในการรับผิดชอบร่วมกันของฝ่ายบริหาร และวันที่ 1 ก.ค พนักงานในส่วนค้าปลีกอื่น ๆ ของอีมาร์ต จะเริ่มเข้าคอร์สอบรมในรูปแบบออนไลน์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์

การอบรมด้านประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์โอ เจยอน จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เกาหลีร่วมสมัย มาเป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ส่วนการอบรมความไวต่อประเด็นทางสังคม จะบรรยายโดย ศาสตราจารย์คู จองอู จากภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน ซึ่งจะเน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์, แรงงาน, เพศภาพ และสิทธิมนุษยชน

นอกเหนือจากการอบรมแล้ว สตาร์บัคส์ เกาหลี ยังได้ปฏิรูประบบการอนุมัติแคมเปญการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใหม่ทั้งหมด โดยได้รับการแต่งตั้งที่ปรึกษาจากหน่วยงานภายนอกเพื่อสร้าง "แบบประเมินความไวต่อสังคม"

ระบบใหม่นี้จะกำหนดให้ทีมงานต้องประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ขั้นวางแผน จากเดิมที่ตรวจเฉพาะเรื่องข้อกฎหมายและความเข้ากันได้ของแบรนด์ เปลี่ยนมาเป็นการกลั่นกรองประเด็นที่อ่อนไหวทางสังคมอย่างเข้มงวด ได้แก่ "ประวัติศาสตร์, วันสำคัญ, การเมือง, ภัยพิบัติ, การทหาร, เพศสภาพ, ความรุนแรง และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง" เพื่อไม่ให้เนื้อหาไปกระทบกระเทือนความหมายของวันสำคัญ หรือดูหมิ่นกลุ่มบุคคลใด ๆ

นอกจากนี้ จะมีการขยายเวลาในการตรวจสอบให้ยาวนานขึ้นเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการเร่งรีบ ปรับปรุงรูปแบบการรายงานให้เข้าใจง่าย และกำหนดให้แคมเปญทุกชิ้นต้องได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายร่วมกันจากหลายฝ่าย รวมถึงฝ่ายกฎหมายและฝ่ายควบคุมคุณภาพก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ

ขณะเดียวกัน สตาร์บัคส์ยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสังคม เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติต่อไป โดยกลุ่มชินเซเกทิ้งท้ายว่า จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเติบโตไปพร้อมกับชาวเกาหลีใต้อย่างแท้จริง.
 

ที่มา CHOSUNBIZ / JoongAng Ilbo

https://www.thairath.co.th/news/foreign/293958

รัสเซียยิงสกัดโดรน!! โดรน 60 ลำถูกยิงตกข้ามคืน โจมตีเป้าหมายท้ายน้ำมันมอสโก ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ UAV 25 ลำถูกทำลายใกล้กรุงมอสโก

มอสโก (Sputnik) — เซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียได้ยิงสกัดโดรนอย่างน้อย 60 ลำ ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโกในช่วงข้ามคืน

โซเบียนินเขียนบนแพลตฟอร์ม Max ว่า “การโจมตีกรุงมอสโกด้วยโดรนของฝ่ายศัตรูดำเนินต่อเนื่องมาตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยหนึ่งในโดรนได้สร้างความเสียหายต่อ施設โรงกลั่นน้ำมันมอสโก ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ”

โซเบียนินยังระบุด้วยว่า ในช่วงข้ามคืน มีอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV จำนวน 25 ลำ ถูกทำลายใกล้กรุงมอสโกด้วยเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

"อิสราเอลจะไม่ถอนตัวออกจากเลบานอนตอนใต้ ซีเรียบางส่วน และฉนวนกาซา"

"อิสราเอลจะไม่ถอนตัวออกจากเลบานอนตอนใต้ ซีเรียบางส่วน และฉนวนกาซา"

แถลงการณ์แรกของ "เบนจามิน เนทันยาฮู" หลังจากปิดปากเงียบนับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน

พร้อมทั้งประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า นอกจากจะไม่ถอนกำลังแล้ว อิสราเอลจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารและยึดครองพื้นที่ทั้งในเลบานอน ฉนวนกาซา และซีเรียต่อไปตราบเท่าที่จำเป็น เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ที่บังคับให้อิสราเอลต้องถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่

เนทันยาฮู ยังประกาศอีกว่า เขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพของทรัมป์กับอิหร่าน และจะโจมตีอิหร่านและเลบานอนเมื่อใดก็ตามที่เขาเห็นว่าจำเป็น

เนทันยาฮูยังใช้คำพูดต่อต้านสหรัฐว่า เขาไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในหลายประเด็น และหน้าที่ของเขามีเพียง "รับผิดชอบต่อความมั่นคงของอิสราเอล" เท่านั้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1323420319946325/?rdid=Gnr0hsxOeud8yato#

รัสเซียยิงเตือนยอชต์!! เรือยอชต์ชักธงอังกฤษเข้าใกล้เรือรบ ลูกเรือพยายามติดต่อแต่ไม่ตอบ ยิงเชิงป้องกันเมื่อห่าง 150 เมตร ยอชต์เปลี่ยนทิศออกห่างทันที

มอสโก (Sputnik) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เมื่อวันอังคาร เรือฟริเกต Admiral Grigorovich ของรัสเซีย ตรวจพบเรือยอชต์ชักธงสหราชอาณาจักรลำหนึ่งในช่องแคบอังกฤษ ซึ่งแล่นเข้าใกล้เรือรบของรัสเซียอย่างเป็นอันตราย

กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “วันนี้ วันที่ 16 มิถุนายน ... ลูกเรือของเรือฟริเกต Admiral Grigorovich ตรวจพบเรือใบพลเรือนชื่อ Bright Future ซึ่งชักธงสหราชอาณาจักร อยู่ในช่องแคบอังกฤษ และกำลังแล่นด้วยเครื่องยนต์เข้าใกล้เรืออย่างเป็นอันตราย”

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ลูกเรือของเรือฟริเกตพยายามติดต่อเรือยอชต์ดังกล่าวหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ลูกเรือของเรือฟริเกตจึงยิงพลุสัญญาณและเปิดหวูดเตือน แต่เรือยอชต์ยังคงแล่นเข้าใกล้อย่างเป็นอันตราย

แถลงการณ์ระบุว่า “หลังจากระยะห่างลดลงเหลือ 150 เมตร ผู้บังคับการเรือฟริเกตจึงตัดสินใจยิงเชิงป้องกันล่วงหน้าไปยังแนวเส้นทางของเรือลำดังกล่าว โดยใช้อาวุธขนาดเล็ก”

หลังจากมีการยิงเชิงป้องกัน เรือยอชต์ได้เปลี่ยนทิศทางทันที และแล่นออกห่างจากเรือรบรัสเซียต่อไป
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุด้วยว่า “ลูกเรือของเรือฟริเกต Admiral Grigorovich ปฏิบัติการอย่างเคร่งครัดตามกฎการเดินเรือระหว่างประเทศ และได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น”

ที่มา : Sputnik

ไทยพัฒนาเครื่องมือรับมือ “เอลนีโญ” กระทรวงทรัพย์ฯ เปิดเครื่องมือข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เตือนเอลนีโญรุนแรงสุดปลายปี หน้าแล้งน้ำฝนลดลงทั่วประเทศ อุณหภูมิเพิ่ม ส่งฤดูหนาวอบอุ่นกว่าปกติ ข้อมูลละเอียดช่วยชุมชนวางแผนรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า

วันอังคาร (16 มิ.ย.) กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไทยรายงานการพัฒนาเครื่องมือด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศและแผนภูมิความเสี่ยงที่มีความละเอียดสูงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) หลังจากบรรดาองค์กรสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าโลกมีแนวโน้มสูงมากที่จะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม โดยความรุนแรงสูงสุดจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026-มกราคม 2027

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปริมาณน้ำฝนในหลายพื้นที่ของไทยจะต่ำกว่าปกติในช่วงเดือนมิถุนายน 2026-มกราคม 2027 และฤดูฝนอาจมีฝนตกน้อยลงหากปรากฏการณ์เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น โดยภาคใต้อาจมีปริมาณน้ำฝนลดลงในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศจะสูงกว่าปกติเล็กน้อย มีแนวโน้มทำให้ฤดูหนาวที่จะมาถึงมีอากาศอบอุ่นกว่าปกติ

ทั้งนี้ กรมฯ ได้พัฒนาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจนถึงปี 2100 ซึ่งครอบคลุมทั้งปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และความชื้น โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แบ่งปันข้อมูลนี้ให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อการวางแผนรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในระยะยาว นอกจากนั้นกรมฯ ยังจัดทำชุดข้อมูลความเสี่ยงอุทกภัยจากแม่น้ำที่มีความละเอียดสูง และแผนภูมิความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศระดับตำบล ซึ่งครอบคลุมทั้งอุทกภัย ดินโคลนถล่ม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิที่สูงขึ้น

พิรุณเสริมว่าแผนภูมิความเสี่ยงข้างต้นจะช่วยระบุชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่เปราะบาง ชี้แนะการจัดสรรงบประมาณและกำลังคน สนับสนุนเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกและการคัดเลือกพืชผล รวมถึงเป็นข้อมูลการวางผังเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย

ที่มา : Xinhua

ผบ.ทอ.เยอรมนีลั่นเตรียมพร้อมกับรัสเซียคืนนี้!! ประกาศพร้อมรบคืนนี้หากรัสเซียโจมตี เป้าหมายโหดเจาะจงคาบสมุทรโคลาและคาลินินกราด เน้นการปกป้อง NATO ครบทุกตารางนิ้ว สนับสนุนอังกฤษพร้อมจัดระบบป้องกันภัยขั้นสูง

ผบ.ทอ.เยอรมนีลั่น "พร้อมรบคืนนี้" หากรัสเซียโจมตี NATO ชี้โคลา–คาลินินกราด–เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก–ทะเลดำจะเผชิญความโกรธ "โจมตีเอสโตเนีย = โจมตีลอนดอน" เยอรมนีจัดซื้อ Patriot–Iris-T–Arrow 3 ครั้งมโหฬาร พร้อมปกป้องน่านฟ้าอังกฤษ

The Telegraph รายงานว่า พล.ท.โฮลเกอร์ นอยมันน์ ผบ.กองทัพอากาศเยอรมนี (Luftwaffe) ประกาศในบทสัมภาษณ์พิเศษว่า Luftwaffe "พร้อมเปิดฉากทำการรบคืนนี้" กับรัสเซีย และจะปกป้องดินแดน NATO "ทุกตารางนิ้ว" หากมอสโกโจมตี กองกำลังจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศรุนแรงและสร้างความเสียหายหนักหน่วงต่อรัสเซียทันที

นอยมันน์ระบุเป้าหมายเจาะจง: คาบสมุทรโคลา คาลินินกราด เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และทะเลดำ "จะเผชิญความพิโรธจาก NATO หากถูกบังคับให้ป้องกันตนเอง" ย้ำว่าไม่มีการแบ่งแยกโซนความปลอดภัย "การโจมตีเอสโตเนียจะได้รับตอบโต้รุนแรงเท่าเทียมกับโจมตีลอนดอน" การตอบโต้จะเป็น "32 ต่อ X" กองทัพอากาศ 32 ชาติพันธมิตรประจำการร่วมทันที

ถ้อยแถลงแข็งกร้าวที่สุดจากผู้นำทหารเยอรมนีในรอบหลายปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานของเบอร์ลินที่มุ่งสะสมอาวุธใหม่ภายใต้แนวคิดของนายกฯ แมร์ซ ที่ต้องการ "กองทัพแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป" เยอรมนีได้รับงบพิเศษหลายพันล้านยูโรจัดซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ "ครั้งมโหฬาร" ทั้ง Patriot, Iris-T และ Arrow 3

นอยมันน์เสนอสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศให้อังกฤษหากร้องขอ ท่ามกลางอังกฤษที่ระบบป้องกันตึงตัวจนอาจต้องเลือกปกป้องฐานนิวเคลียร์หรือลอนดอน และปัญหาลาออกของรัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษ

แต่เขาเตือนห้ามประเมินกองทัพอากาศรัสเซียต่ำ แม้ไม่ชิงความได้เปรียบทางอากาศในยูเครนตลอด 4 ปี รัสเซียมีการปรับตัวสูงและเรียนรู้จากสงครามจริง มีแพลตฟอร์มทรงอานุภาพ Su-35, Su-57, MiG-31 ขีปนาวุธร่อน ขีปนาวุธทิ้งตัว และขีปนาวุธเหนือเสียง

นอยมันน์ไม่เห็นด้วยกับยุโรปแยกตัวจากสหรัฐฯ ปฏิเสธ European autonomy แต่สนับสนุนให้ยุโรปพัฒนาขีดความสามารถเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ เมื่อถูกถามว่าเยอรมันพร้อมเผชิญ "ดาร์ธ ปูติน" หรือไม่ ทิ้งท้ายว่า "ผู้คนมีความพร้อมมากกว่าที่แสดงออกเมื่อถึงเวลาจำเป็น"

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122311769582234582&id=61557037466190&rdid=DC861uXEwACEmGQ7#

‘สีจิ้นผิง’ ต้อนรับ ‘มินอ่องหล่าย’ จีนเน้นสัมพันธ์เมียนมา-เพื่อนบ้านสำคัญ ย้ำหนุนเมียนมารักษาอธิปไตย เดินหน้าระเบียงเศรษฐกิจร่วมกัน พร้อมสนับสนุนเมียนมารักษาเสถียรภาพประเทศ

ปักกิ่ง, 16 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันอังคาร (16 มิ.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พบปะหารือกับมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่งของจีน โดยสีจิ้นผิงระบุว่าจีนให้ความสำคัญระดับสูงกับความสัมพันธ์จีน-เมียนมาในการดำเนินนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่ในการประสานงานภารกิจด้านการพัฒนาและความมั่นคง เพื่อเสาะหาเส้นทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพการณ์ของประเทศ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรต่อประชาชนทุกกลุ่มในเมียนมา และสนับสนุนเมียนมาในการรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

ปี 2026 นี้เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) โดยจีนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนาแก่เมียนมา และร่วมกันสร้างประชาคมจีน-เมียนมาที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของมิตรไมตรีและความไว้วางใจทางการเมือง การพัฒนาแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน การประสานงานด้านความมั่นคง และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกับเมียนมายาวที่สุด จีนเป็นมิตรและหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างความเป็นหนึ่งเดียวและความร่วมมือท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงและผันผวน พร้อมเสริมว่าระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมาเป็นโครงการสำคัญภายใต้ความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่างสองประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายควรเดินหน้าการก่อสร้างหลายโครงการสำคัญควบคู่กับการรับรองความปลอดภัย เพื่อสนับสนุนเมียนมาในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงเปิดเผยว่าจีนยินดีเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูและบูรณะเมียนมาหลังเกิดแผ่นดินไหว และทั้งสองฝ่ายควรร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม และการค้ายาเสพติด ขณะเดียวกัน จีนสนับสนุนทุกฝ่ายในเมียนมาให้เดินหน้าสันติภาพและการปรองดองผ่านการเจรจาเพื่อบรรลุเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานและผลประโยชน์ระยะยาวของเมียนมาและประชาชนในเมียนมา
ด้านมินอ่องหล่ายกล่าวยกย่องมิตรภาพ "ฉันพี่น้อง" (pauk-phaw) อันยาวนานระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณจีนที่ให้การสนับสนุนเมียนมาอย่างต่อเนื่องและไม่หวังผลตอบแทนในด้านการพัฒนา เสถียรภาพ สันติภาพ และการปรองดอง โดยยืนยันว่าเมียนมาจะยึดมั่นในหลักการจีนเดียวอย่างแน่วแน่ อีกทั้งสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อริเริ่มสำคัญระดับโลก 4 ประการที่สีจิ้นผิงเสนอ และพร้อมกระชับการสื่อสารและการประสานงานพหุภาคีกับจีนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

มินอ่องหล่ายกล่าวว่าการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน นำมาซึ่งโอกาสสำคัญสำหรับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย รวมถึงเมียนมา โดยเมียนมาหวังที่จะกระชับความร่วมมือรอบด้านกับจีน ร่วมกันพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเมียนมา-จีน และยกระดับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

เมียนมายังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของบริษัทและบุคลากรจีนในเมียนมา และจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อรับประกันความปลอดภัยดังกล่าว พร้อมทั้งยินดีทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามการพนันออนไลน์และการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม รวมถึงรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

อนึ่ง สีจิ้นผิงได้จัดพิธีต้อนรับมินอ่องหล่ายก่อนการหารือ และจัดงานเลี้ยงต้อนรับในช่วงเที่ยง โดยภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือหลากหลายสาขา อาทิ การขนส่งและการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ-อิหร่านยุติสงคราม!! ลงนาม MOU ยุติสงครามทุกแนวรบ เงื่อนไขถอนทหาร-ยกเลิกปิดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ-ยุติคว่ำบาตร ยืนยันไม่ผลิตนิวเคลียร์ในอนาคต

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับเต็มระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยข้อแรกของเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า การลงนามจะนำไปสู่การยุติสงคราม "ในทุกแนวรบ" (All Fronts) สิ่งนี้อาจจะเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องเงินทุนหรือการคว่ำบาตร

-เตหะราน วอชิงตัน และพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย ประกาศยุติสงครามอย่างทันทีและถาวรใน "ทุกแนวรบ"
-ทุกฝ่ายให้คำมั่นว่าจะไม่ดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน และงดเว้นจากการข่มขู่ทุกรูปแบบ

-ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้หากจำเป็น

-สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านทันทีหลังการลงนาม

-สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะถอนกำลังทหารรอบอิหร่านภายใน 30 วัน หลังจากมีข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

-อิหร่านจะดำเนินการฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ภาวะปกติภายใน 30 วัน รวมถึงการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีอยู่

-วอชิงตันจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค สนับสนุนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน พร้อมยุติ—มาตรการคว่ำบาตรตามกรอบเวลาที่ตกลงกัน

-อิหร่านย้ำว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ "ไม่ว่าในกรณีใดๆ" ขณะที่ประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะจะถูกนำไปหารือในข้อตกลงขั้นสุดท้าย

-ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะปัจจุบันไว้จนกว่าจะมีข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยอิหร่านยังคงดำเนินโครงการนิวเคลียร์ในระดับปัจจุบัน ส่วนสหรัฐฯ จะไม่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรหรือกำลังทหารเพิ่มเติม

-สหรัฐฯ ยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรต่อการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง

-สหรัฐฯ ปลดล็อกเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ และจะเริ่มการเจรจาขั้นสุดท้ายเมื่อมีการรับประกันการปฏิบัติตามข้อตกลง

-ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2085703072325435&set=gm.1324282126526811&idorvanity=849053944049634

ดราม่า AI ในโรงพยาบาลรัฐบราซิล!! ครอบครัวสาวบราซิลโทษระบบ AI จัดคิวไอซียูผิดพลาด ทำผู้ป่วยรอเตียง 5 วันจนเสียชีวิต บราซิลถกเดือด ใช้ AI จัดสรรเตียงผู้ป่วยเร็วขึ้นจริง หรือเพิ่มความเสี่ยงในระบบสาธารณสุข

ครอบครัวสตรีชาวบราซิลรายหนึ่ง ที่เสียชีวิตหลังเฝ้ารอเตียงห้องไอซียูเป็นเวลานานหลายวัน กล่าวโทษระบบของภาครัฐที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ หลังไอเอประเมินระดับความรุนแรงในอาการป่วยของเธอเบาเกินจริง ทำให้เธอไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

รีเบคกา คาร์โดโซ เทเทนเต โมลินา วัย 32 ปี อาชีพนักจิตวิทยา จากรัฐมีนัชเจไรช์ ประเทศบราซิล ขอเข้ารักษาตัวเมื่อช่วงต้นเดือน สำหรับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาการป่วยของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานคณะแพทย์สรุปว่าเธอจำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายไปยังหอผู้ป่วยวิกฤต(ไอซียู) เป็นการด่วน 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า ระบบจัดการเตียงผู้ป่วยและจัดสรรห้องไอซียู ที่นำระบบเอไอ มาช่วยประเมินความรุนแรงของอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐ ที่เรียกว่าระบบ Core-MG ประเมินอาการผู้ป่วยรายนี้ผิดพลาด บอกว่าเคสของเธอไม่ได้เข้าขั้นวิกฤตเพียงพอ แม้บรรดาญาติๆของ โมลินา นำเรื่องไปยื่นต่อศาล เพื่อบังคับให้ดำเนินการส่งตัวเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ตาม

มีเตียงว่างหลังจากนั้นในอีก 5 วันต่อมา ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร เธอถูกส่งตัวไปที่นั่นด้วยเครื่องบินส่วนตัว แต่สุดท้ายก็เสียชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ในใบมรณบัตรระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะช็อกจากการติดเชื้อ แต่คณะแพทย์กำลังพยายามหาขอสรุปว่าอะไรคือต้นตอที่ทำให้อาการของเธอทรุดลงอย่างรวดเร็ว

"คณะแพทย์สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ ในกรณีที่ว่าคนไข้มีอาการป่วยร้ายแรงหรือไม่" พี่สาวฝาแฝดของโมลินา ซึ่งมีอาชีพทนายความบอกับสื่อมวลชน พร้อมระบุว่าระบบไอเอ จัดอันดับความรุนแรงในอาการของโมลินาแค่ 6.8 แม้ทางครอบครัวเชื่อว่าเธอควรได้รับการปฏิบัติในฐานะความรุนแรงระดับ 10 "คนไข้ระดับ 8 และระดับ 9 แซงหน้าเธอ แพลตฟอร์มที่ให้อำนาจไอเอ จะไม่ยอมปรับระดับสูงขึ้น แม้ว่าผลตรวจกำลังแย่ลงก็ตาม"

"น้องสาวของฉันและคนอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเลข สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ระเบียบปฏิบัติ พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีบราซิล ที่ถูกโยนเข้าไปในระบบเฉยๆ" เธอกล่าว

ระบบ Core-MG ถูกเปิดตัวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐเน้นย้ำว่ามันจะช่วยจัดสรรเตียงคนไข้เร็วขึ้นและมีความโปร่งใส่มากขึ้น เนื่องจากช่วยจัดลำดับคนไข้จากความรุนแรงของอาการป่วย

ทางกระทรวงสาธารณสุขรัฐมีนัชเจไรช์ ตอบโต้ข้อกล่าวหา ยืนยันว่าระบบไม่ได้เป็นตัวทำร้ายโมลินา โดยบอกว่าเธอได้รับการลงทะเบียนคนไข้ในทันที และการส่งตัวขึ้นอยู่กับว่ามีเตียงว่างหรือไม่ และความจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล นอกจากนี้แล้วยังบอกว่ากฎระเบียบต่างๆยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทย์ และ Core-MG ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านการรักษา หรือวิธีการค้นหาเตียงคนไข้

กระนั้นเรื่องราวที่ถูกเผยแพร่ออกมา เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างและกระตุ้นการท้าทายทางกฎหมายจากบรรดาเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งโต้แย้งว่ามันทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหยุดชะงัก

เคสของโมลินา มีขึ้นท่ามกลางความกังวลในวงกว้างเกี่ยวกับการบูรณการไอเอเข้ากับการรักษาพยาบาล ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆนี้บรรดาบริษัทประกันทั้งหลายต้องเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย ต่อคำกล่าวหาใช้ระบบอัลกอริทึมปฏิเสธการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะที่พวกพยาบาลในนิวยอร์ก เตือนว่าโรงพยาบาลต่างๆเร่งรีบใช้เครื่องไม้เครื่องมือเอไอเร็วเกินไป โดยไม่มีการป้อนข้อมูลอย่างเพียงพอหรือปราศจากการกำกับดูแลโดยพวกเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข

(ที่มา:อาร์ทีนิวส์) 

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000057503?fbclid=IwdGRjcASfpTFjbGNrBJ-lK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjzOixGXBaYze3ZeiSDdGOSyfz-8UCpGYo1te9-hJnUZZ9RhWoa_pOv_QI_r_aem_s0hM95txF6KcpBq0eRzKiQ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top