Monday, 29 June 2026
World

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

UN ชี้อิสราเอลจงใจสังหารเด็ก!! อิสราเอลโจมตีเป้าหมายเด็กในเวสต์แบงค์ รายงานระบุมีหลักฐานชัดว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เด็ก 30% เสียชีวิตจากสงครามในกาซา UNICEF ย้ำเด็กกว่าสี่หมื่นคนได้รับผลกระทบ

UN เผยอิสราเอลตั้งใจสังหารเด็กปาเลสไตน์

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติเปิดเผยว่าอิสราเอลจงใจโจมตีเป้าหมายเพื่อที่จะสังหารเด็กปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงค์ที่อิสราเอลยึดครองอยู่ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญกรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนอิสระของสหประชาชาติที่สืบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กชาวปาเลสไตน์ นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่ม 30% ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือโรงพยาบาลเด็ก สถานที่ทำคลอด ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อเด็ก ๆ ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก ต้องแท้งลูก ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในกาซา และทำให้อนาคตของชาวปาเลสไตน์ที่คิดจะสร้างครอบครัว ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

นอกจากการโจมตีโดยตรงแล้ว การที่อิสราเอลขัดขวาง ปิดพรมแดน ไม่ให้สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาได้ ก็ทำให้เด็กกาซาจำนวนมากเสียชีวิตจากความหิวโหย ขาดยารักษาโรค และภาวะขาดสารอาหาร แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2025 แต่อิสราเอลก็ยังตั้งใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากขนาดไหน ซึ่งในรายงานของสหประชาชาติระบุว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสากลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2021ก่อนที่การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเริ่มต้นซะอีก เพื่อที่จะค้นหาและสืบสวนให้พบต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม ปี 2025 คณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้สรุปผลการสอบสวนว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ที่อิสราเอลทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งทาง UNICEF องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ามีเด็กในกาซามากกว่า 50,000 คน ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238793/?fbclid=IwdGRjcASn-iFjbGNrBKf6HWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvMxEK2KOYUUDVXfAl4LBO64RvjdqOzNRfj9wYiVqFaVslCIwLAHQHSYoMO9_aem_pod4vEUIdjPG4umfcqNyKQ#google_vignette

หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น

“หากเราไม่มีขีปนาวุธ ไว้ป้องกันตนเอง อิสราเอลและอเมริกาคงบุกอิหร่านเหมือนที่บุกฉนวนกาซา และพวกเขาคงเข่นฆ่าคนแก่หรือคนหนุ่มสาวไปจนหมดสิ้น
พวกเขาเอาแต่พูดถึงสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น แต่พวกเขาไม่เคยทำได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น
หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองได้ พวกเขาคงไม่ปรานีต่อประเทศของเราและคงทำลายพวกเรา”

มาซูด เปเซชเกียน ประธานาธิบดีอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330146512607039/?rdid=JGDHaxGbIQUoah77#

จีนชู AI เดินหน้าพัฒนาก้าวกระโดด!! ประชุมดาวอสฤดูร้อนซีซั่น 2026 จัดขึ้น จีนย้ำเน้นนวัตกรรม ผู้ร่วมงานกว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศรวมตัว 'หลี่เฉียง' เน้นเศรษฐกิจแข็งแกร่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การกำกับดูแล AI ระดับโลกยังเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไป

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- ประมวลภาพบรรยากาศการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมนานาชาติต้าเหลียนในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ภายใต้หัวข้อ "การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่" (Innovating at Scale) ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย. นี้

ผู้คนจากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาค จำนวนกว่า 1,700 คน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อสำรวจว่าโลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก พร้อมกับสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตได้อย่างไร รวมถึงหารือประเด็นต่างๆ ซึ่งรวมถึงทิศทางของเศรษฐกิจจีนในระยะถัดไป และการแปรเปลี่ยนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

อนึ่ง การประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน ปี 2026 ให้ความสำคัญกับสาขาแนวหน้าอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานใหม่ ชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีควอนตัม

Summer Davos : หลี่เฉียงชู 4 จุดเด่น 'เศรษฐกิจจีน' ย้ำ 'นวัตกรรม' หนุนโตแกร่งต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (24 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าเศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ การสร้างสรรค์ ความมีชีวิตชีวา และการบูรณาการกับภาคส่วนอื่นๆ ของโลกในช่วงเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

หลี่กล่าวว่าขณะเดียวกันการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อความแข็งแกร่งและการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยการเติบโตที่มีเสถียรภาพดีของเศรษฐกิจจีนเป็นผลจากสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

อนึ่ง หลี่กล่าวถ้อยคำข้างต้นที่การเปิดประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

Summer Davos : หลี่เฉียงเผย AI ของจีนเติบโตก้าวกระโดด ร่วมกำกับดูแลระดับโลกต่อเนื่อง

ต้าเหลียน, 24 มิ.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (23 มิ.ย.) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่าภาคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน "เติบโตแบบก้าวกระโดด" ระหว่างเปิดการประชุมดาวอส ฟอรัม ฤดูร้อน (Summer Davos) ประจำปี 2026 ในเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

หลี่กล่าวว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนหลายตัวสร้างความก้าวหน้าใหม่ในด้านประสิทธิภาพ ส่วนปริมาณการใช้โทเคนรายวันของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนสูงเกินหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อนับถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (embodied AI) เริ่มเข้าสู่ระยะใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่

นอกจากนั้นหลี่กล่าวว่าจีนจะยังคงมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ต่อไป

ที่มา : Xinhua

‘ทรัมป์’ เดือดราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังแพง!! บีบบริษัทน้ำมันลดราคาหน้าปั๊มให้เร็วกว่านี้ สหรัฐฯ จ่อสอบบริษัทยักษ์น้ำมัน ราคาน้ำมันเบนซินลดเหลือ 3.93 ดอลลาร์ ชี้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากราคาปั๊มลดช้า


สั่งสอบบริษัทน้ำมันข้อหาลดราคาช้า

President Trump สั่งจัดการ

The big Oil Companies are not dropping their price at the pump commensurate with the sharply lower prices they are paying for Oil. Those prices are dropping like a rock! In other words, customers are being “gouged.” I have instructed the DOJ to immediately start looking into this. Gasoline prices better start going down a lot faster than what I’m seeing! President DJT

บริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันทั้งหลาย ไม่ยอมลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่ร่วงลงอย่างหนัก ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบกำลังดิ่งลงราวกับก้อนหินตกจากหน้าผา!

พูดง่าย ๆ ประชาชนกำลังถูก ‘ฟันกำไรเกินควร’ อย่างชัดเจน

ผมได้สั่งให้กระทรวงยุติธรรม (DOJ) ตรวจสอบเรื่องนี้โดยทันทีแล้ว

ราคาน้ำมันเบนซินควรจะต้องลดลงเร็วกว่านี้ และลดลงมากกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!

ล่าสุดอยู่ที่ 3.93 ดอลล่าร์

ลงมาจาก 4.53 ดอลล่าร์เมื่อเดือนที่แล้ว

ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

แต่ยังห่างไกล 3.22 ดอลล่าร์เมื่อปีที่แล้ว

ไม่ทันใจท่านประธานาธิบดี

เพราะอีก 4 เดือนก็จะเลือกตั้ง Mid-term
 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล 

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238085988622464/?rdid=De5eXzFSAIHVabFc#

สินค้าไทยยังไม่หายจากกัมพูชา!! สื่อกัมพูชาอ้างแบนสินค้าไทยทำส่งออกทรุด แต่ผู้บริโภคยังต้องซื้อผ่านคนกลาง ตัวเลขชี้การค้าผ่านแดนไทยไปประเทศที่สามยังพุ่ง บตากัมพูชาใช้กระแสแบนสินค้าเป็นเครื่องมือปลุกชาตินิยม

ส่งออกไทยตายเพราะกัมพูชา?

ไม่นานมานี้สื่อเคบีเอ็นนิวส์ของกัมพูชารายงานว่าการส่งออกไทยกำลังย่ำแย่หลังคนกัมพูชาแห่แบนสินค้าไทย   แต่ความจริงจากฝั่งไทยกลับตาลปัตรเพราะไทยเลือกจะเป็นผู้ปิดด่านเอง ซึ่งทางการไทยย่อมเข้าใจอยู่แล้วว่าในอดีตกัมพูชาเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของไทยในละแวกอาเซียน รองจาก  มาเลย์เซีย  เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย  โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชาส่วนใหญ่คือ  เครื่องดื่ม อาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค

ในขณะที่ทางการกัมพูชาพยายามอย่างหนักที่จะนำเสนอข่าวว่ากัมพูชาแบนสินค้าไทยแต่กลับพบว่าสินค้าไทยถูกส่งไปยังประเทศที่สามเพิ่มขึ้น โดยปี 2568 การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และจีนตอนใต้ เติบโต 24.4% และการส่งออกผ่านแดนเติบโต 21.2% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการไทยเริ่มพึ่งพาเส้นทางผ่านแดนมากขึ้นก่อนหน้าและต่อเนื่องมาถึงปี 2569 และในไตรมาส 1 ของปี 2569 การค้าชายแดนไทยกับกัมพูชายังเป็นศูนย์จากการปิดด่าน แต่การค้าผ่านแดนของไทยไปประเทศที่สามกลับขยายตัวถึง 41.4% สะท้อนว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการค้าและโลจิสติกส์ไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อส่งเข้าไปยังกัมพูชา  สรุปง่ายๆคือว่ากัมพูชายังใช้สินค้าไทยแต่ต้องซื้อสินค้าต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีหนึ่ง  

 ตัดกลับมาที่ห่วงโซ่อุปทานของเรากับกัมพูชา  ถามว่าผู้ประกอบการไทยกระทบหรือไม่จากการปิดด่านของกัมพูชาก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบแต่ทว่าตลาดก็กลับมาชดเชยได้จากอุปทานที่มีในกัมพูชาเอง  ดังนั้นยิ่งกัมพูชาออกข่าวว่ามีการปราบปรามการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้นเท่าไร   การลักลอบนำเข้าสินค้าไทยก็จะมีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและจะทำให้ราคาขายในตลาดในกัมพูชาของสินค้าเหล่านั้นสูงขึ้นด้วย  สุดท้ายการที่รัฐบาลกัมพูชาพยายามที่จะลดการพึ่งพาสินค้าไทยโดยที่เลือกจะไม่ใช้สินค้าไทยดูเหมือนจะไม่สำเร็จเป็นไปตามแผนเพราะ  ในไทยยังมีคนกัมพูชาส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มแรงงานและเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่กลับไปยังกัมพูชา  ซึ่งคนกัมพูชากลุ่มนี้ก็ไม่ได้ถูกรังเกียจจากคนไทยแต่อย่างใดในขณะเดียวกันคนกัมพูชาที่เลือกที่จะอยู่ในประเทศไทยกลับได้รับการดูแลอย่างดีเหมือนเดิมเช่นเดียวกับก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 2 ประเทศ  นั่นแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของคนไทยที่สามารถแยกแยะได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหรือกรอบความคิดที่ทางกัมพูชาสร้างขึ้นให้เกลียดคนไทยไม่ได้ส่งผลไปถึงชาวกัมพูชาทุกคนและชาวกัมพูชาหลายคนเองก็ยอมรับกับเอย่าตรงๆว่าเขาไม่ได้เป็นเหยื่อของโฆษณาชวนเชื่อของผู้นำของเขาแต่เขาเลือกไม่ได้ที่จะออกจากนอกประเทศด้วยการใช้ชีวิตของพวกเขานั้นอยู่ในกัมพูชา

 เอย่าหวังว่าให้คนไทยเข้าใจว่าสุดท้ายข่าวใดๆที่ออกมาจากทางกัมพูชานั่นคือโฆษณาชวนเชื่อที่พยายามจะล้างสมองคนในชาติเขาแต่อย่างไรก็ดีคนกัมพูชาจำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อหรือสาวกอินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรัฐบาลมาล้างสมองสาวกแต่อย่างใด

ที่มา : AYA

“ออสเตรเลีย” คลื่นย้ายถิ่นครั้งใหญ่!! ซิดนีย์–เมลเบิร์น คนไหลออกหนัก ออสซี่เลือกชีวิตภูมิภาคแทนเมืองใหญ่ คนออกจากเมืองหลวงมากกว่าคนกลับเข้าเมืองเกือบ 30% ชาวออสเตรเลียหันหาบ้านนอกเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น

ออสซี่” ย้ายออกจากเมืองใหญ่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์!

ข้อมูลล่าสุด commbank เผยว่า ชาวออสเตรเลียกำลังเลือกใช้ชีวิตในเมืองภูมิภาคมากขึ้นกว่าที่เคย โดยการย้ายจากเมืองหลวงสู่ภูมิภาคแตะระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ

ชาวซิดนีย์เป็นกลุ่มที่ย้ายออกมากที่สุด คิดเป็น 55% ของการย้ายออกจากเมืองหลวงทั้งหมด ขณะที่ชาวเมลเบิร์นตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 36%

ดัชนี Regional Movers Index (RMI) ระบุว่า การย้ายจากเมืองใหญ่สู่ภูมิภาคเพิ่มขึ้น 20.1% จากไตรมาสก่อน และสูงกว่าปีก่อน 4.7% โดยจำนวนคนที่ย้ายออกจากเมืองหลวงมีมากกว่าคนที่ย้ายกลับเข้าเมืองถึง 29.7%

แม้จะผ่านช่วงโควิด วิกฤตค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และปัญหาที่อยู่อาศัย แต่ความนิยมในการใช้ชีวิตนอกเมืองใหญ่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าหลายคนกำลังมองหาคุณภาพชีวิตที่สมดุลมากขึ้น พื้นที่กว้างขึ้น และความเป็นชุมชนที่อบอุ่นกว่าเดิม

Source: commbank

Credit: https://www.commbank.com.au/articles/newsroom/2026/06/regional-movers-index-march-quarter-record.html

ทฤษฎีจุดสิ้นสุดประวัติศาสตร์ถูกเขย่า!! ‘ฟูกุยาม่า’ ยอมรับคาดการณ์ “จีน” ผิด หลังเห็นพลังพัฒนาเทคโนโลยี–เศรษฐกิจ ผลสำรวจชี้ภาพผู้นำโลกของปักกิ่งพุ่ง ท้าทายวาทกรรมตะวันตก

ฟูกุยาม่ายอมรับคาดการณ์จีนผิด

นายฟรานซิส ฟูกุยาม่า (Francis Fukuyama) นักวิชาการด้านการเมืองชาวอเมริกัน สัญชาติญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่แน่วแน่ที่สุด เป็นผู้นำเสนอ “ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ ”(The End of History) เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุด ทั้งในเง่เศรษฐกิจและอุดมการณ์ และไม่มีระบบการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นใดที่จะเข้ามาแทนที่ได้ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกจะเป็นรูปแบบสุดท้ายของรัฐบาลมนุษย์
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Frankfurter Allgemeine Zeitungของเยอรมัน เขากลับกล่าวว่า "หากจีนยังคงพัฒนาด้วยรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันต่อไป ผมก็ต้องยอมรับว่าสมมติฐานของผมผิดพลาด'"

สื่อเยอรมันพาดหัวข่าวว่า ฟูกุยาม่ายอมรับว่าคาดการณ์จีนผิด
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่ฟุกุยามะรับรอง "รูปแบบจีน" อย่างเปิดเผยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมา
เดือนเมษายนปีนี้ เขาได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า จีนได้สร้าง "ระบบที่น่าทึ่งมาก" ที่สามารถระดมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายที่แต่ก่อนเราคิดว่าไม่สามารถทําได้

เขากล่าวว่าหากจีนยังคงรักษาแนวโน้มการพัฒนาต่อไป "มันอาจกลายเป็นทางเลือกที่สามารถทดแทนระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้อย่างแท้จริง"

"ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ของนายฟูกุยาม่า ถูกตะวันตกใช้เป็นอาวุธปลุกจิตสำนึก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบตะวันตก โจมตีทฤษฎีสังคมนิยม และใส่ร้ายเส้นทางความทันสมัยที่ไม่ใช่ตะวันตก

แต่ปัจจุบัน กลุ่มคนดีเด่นของตะวันตกถูกสภาพความเป็นจริงบังคับให้ต้องเปิดตามองโลกที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร

นายฟรีดแมน ผู้เขียนหนังสือ “ใครว่าโลกกลม” (The world is flat)กล่าวว่า "ได้เห็นอนาคตในจีน" และแนะนําวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาบางคนว่า "ควรออกไปดูข้างนอกให้มากขึ้น"

สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ชาวอเมริกันดูเหมือนกำลังประเมินสถานะของจีนในโลกอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ควรทํามานานแล้ว เพราะการหวังให้จีนเสื่อมถอยนั้นจะไม่ได้ผล

ในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะสงครามเย็น ตะวันตกเป็นส่วนที่มีอคติที่ดื้อรั้นที่สุดต่อจีนมานานแล้ว เรื่องการใส่ร้ายรูปแบบจีนและผลสำเร็จการพัฒนาของจีนนั้น เกือบทั้งหมดมาจากสังคมตะวันตก
เมื่อแม้แต่ตะวันตกก็ต้องยอมรับความสําเร็จของจีน แล้วที่อื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร
ผลการสํารวจความคิดเห็นที่จัดขึ้นโดย Gallup สถาบันสํารวจความคิดเห็นของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาก็สะดุดตาเช่นกัน

การสํารวจครั้งนี้ครอบคลุมกว่า 130 ประเทศมีผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 130,000 คน อาจกล่าวได้ว่ามีขอบเขตกว้างขวาง ผลสำรวจปรากฏว่า อัตราการสนับสนุนให้จีนเป็นผู้นําของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกา ด้วยผลร้อยละ 36 ต่อร้อยละ 31 ซึ่งเป็นความเหนือกว่าที่ใหญ่ที่สุดของจีนต่อสหรัฐอเมริกา ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ในเดือนเดียวกัน การสํารวจความคิดเห็นที่จัดโดยศูนย์วิจัย PEW ปรากฏว่าความประทับใจของประชาคมโลกที่มีต่อจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจจากหลายสถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน เช่นISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ Ipsos และ Morning Consult ก็มีแนวโน้มเดียวกัน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า "ทฤษฎีการจบสิ้นของประวัติศาสตร์" กำลังก้าวไปสู่จุดจบด้วยความกังขาของชาวโลก

สิ่งที่สั่นคลอนรากฐานของ "ทฤษฎีการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์"ที่แท้จริงคือ ความสําเร็จอย่างเป็นระบบเชิงประวัติศาสตร์ของความทันสมัยแบบจีน

ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีส่วนช่วยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ขนาดอุตสาหกรรมการผลิตติดอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 15 ปีติดต่อกัน ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่เป็นอันดับ 1 ของโลกเป็นเวลา 11 ปีติดต่อกัน ระยะทางรถไฟความเร็วสูงของจีนมากกว่ายอดรวมของประเทศอื่น ๆ ในโลก จีนยังได้เสนออุปกรณ์พลังงานลมให้กับทั่วโลกร้อยละ 70 สร้างระบบประกันสังคมและระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสร็จสิ้นภารกิจที่ยากลำบากในการขจัดความยากจนอย่างสมบูรณ์

ตลอดปี 2025 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าจีนจำนวนกว่า 35.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว มีชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทางการยกเว้นวีซ่าจำนวน 30.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 73.1 ของจำนวนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว บนแพลตฟอร์มโซเชียลในต่างประเทศ "พกกระเป๋าเดินทางว่างเปล่าไปประเทศจีนเพื่อซื้อของ" "เลิกงานวันศุกร์แล้วไปเที่ยวประเทศจีน" กลายเป็นประเด็นร้อน "ความรู้สึกปลอดภัยแบบจีน" ทําให้ชาวเน็ตตะวันตกจํานวนมากอิจฉา

“ทฤษฎีจุดสิ้นสุดของประวัติศาสตร์”นับเป็นการผูกขาดทางทฤษฎีและการผูกขาดวาทกรรม ได้ล่ามโซ่ตรวนทางความคิดอย่างมากให้กับประเทศใต้ทั่วโลก ความสําเร็จของจีนไม่เพียงแต่สร้างปาฏิหาริย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษย์ แต่ยังเป็นผู้นำการปลดปล่อยทางความคิดที่ลึกซึ้งแก่ทั่วโลกและทําลายตํานาน "ความทันสมัย = ตะวันตก"

ประเทศใต้ทั่วโลกเริ่มสํารวจเส้นทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพของประเทศตนอย่างมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สงสัยและดูถูกตัวเองที่แตกต่างกับรูปแบบตะวันตกอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์ไม่สิ้นสุดวิวัฒนาการของอารยธรรมมนุษย์ยังคงพัฒนายังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100059463224161/posts/1362576049067823/?rdid=gqFMK4LNSYU6hbmS#

ตะโกน "Free Palestine" ขณะชก!! หมัดเดียวสะเทือนการเมืองโลก ชนะนักสู้ทหารอิสราเอล ชูธงปาเลสไตน์กลางเวที โลกถกปมขัดแย้งการเมืองในกีฬา

นักสู้ไอริชคว้าชัยเหนือทหารอิสราเอล พร้อมชูธงปาเลสไตน์ตะโกน “Free Palestine”

ศึกการแข่งขัน MMA รายการ Cage Warriors 189 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2025 โดยเป็นการชกกันระหว่าง Paddy McCorry นักสู้ชาวไอริช กับ Shuki Farage คู่ต่อสู้ชาวอิสราเอล

ในระหว่างการแข่งขัน McCorry ได้แสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของเขาอย่างชัดเจน โดยเขาได้ตะโกนคำว่า “Free Palestine” ขณะที่กำลังประเคนอาวุธใส่คู่ต่อสู้

หลังจากที่เขาชนะการแข่งขันด้วยคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ เขาก็ได้ชูธงชาติปาเลสไตน์เพื่อแสดงความสนับสนุนต่อชาวปาเลสไตน์ท่ามกลางเสียงเชียร์จากผู้ชมในเวทีด้วย

สำหรับกรณีของ Shuki Farage นั้น สื่อหลายแห่งระบุว่าเขาเป็นอดีตทหารของกองทัพอิสราเอล (IDF) ซึ่งเคยมีการเผยแพร่ภาพของเขาในเครื่องแบบทหารพร้อมถืออาวุธในพื้นที่ฉนวนกาซาผ่านทางโซเชียลมีเดียมาก่อน ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการนำเรื่องการเมืองและสถานการณ์ความขัดแย้งมาไว้ในการแข่งขันกีฬา

และชาวโลกประนามว่า ​"นั่นมันไม่ใช่การแข่งขันที่ยุติธรรมเลย!

เพราะทหาร IDF ถูกฝึกมาให้สู้กับแค่ผู้หญิงและเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชายตัวโตๆ อย่างเขา!"

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1330943112527379/?rdid=fGA8fXkGS8MvtSdH#

“รัสเซีย” ชี้อาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันสุดท้าย!! เครมลินเตือนความขัดแย้งโลกแรงขึ้น นิวเคลียร์ยังเป็นเกราะป้องปรามสงครามโลก ป้องกันโลกถลำสู่สงครามโลก ปูตินย้ำรัสเซียเคารพอธิปไตยรัฐ

รัสเซียชี้ 'อาวุธนิวเคลียร์' เป็นหลักประกันเดียวที่ป้องกันเกิดสงครามโลก

เมื่อวันพุธ (24 มิ.ย.) ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลินของรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมนานาชาติพรีมาคอฟ รีดดิงส์ (Primakov Readings) ครั้งที่ 12 เผยว่าความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกยังคงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และมีเพียงการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ที่จะป้องกันไม่ให้โลกตกอยู่ในสงครามโลก แม้ไม่อาจรับรองว่าจะสามารถป้องกันความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้

เพสคอฟชี้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทำให้คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอาจมีการพัฒนาระบบอาวุธรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ แต่อาจมีอานุภาพการทำลายล้างทัดเทียมกับอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับประเด็นการสร้างสันติภาพ เพสคอฟระบุว่ารัสเซียให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนความมุ่งมั่นของคณะผู้ไกล่เกลี่ยในการยุติการสู้รบ

ในแถลงการณ์เปิดการประชุมฯ เมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในการสนับสนุนบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันในระดับสากล รวมถึงอำนาจหน้าที่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หลักการเคารพซึ่งกันและกัน ความเท่าเทียมระหว่างรัฐ และสิทธิของแต่ละประเทศในการเลือกเส้นทางการพัฒนาของตนเอง

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top