Tuesday, 20 October 2026
NewsFeed

‘ทรัมป์’ เปลี่ยนโฆษกทำเนียบขาวใน 5 วัน!! เข้าวันจันทร์ ออกวันศุกร์ ‘เคที ซาคาเรีย’ สร้างประวัติศาสตร์อยู่สั้นที่สุด ถูกวิจารณ์ความพร้อม-คุณสมบัติ กลายเป็นเจ้าของสถิติอยู่ในตำแหน่งสั้นที่สุด

“มาไว ไปไว!”
เคที ซาคาเรีย โฆษกทำเนียบขาวคนใหม่ของทรัมป์ อยู่ในตำแหน่งได้แค่ 5 วันก็ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน! แม้จะเรียกว่าลาออก แต่เบื้องหลังกลับไม่ใช่การจากลาโดยสมัครใจสักเท่าไหร่!

เคที ซาคาเรีย (Katie Zacharia) วัย 41 ปี เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เป็นโฆษกทำเนียบขาวแทนแคโรไลน์ เลวิตต์ โดยเริ่มงานวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2026 แต่พอถึงวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ก็มีข่าวว่าเธอต้องพ้นจากตำแหน่งเสียแล้ว กลายเป็นโฆษกทำเนียบขาวที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ปัญหาเริ่มตั้งแต่การแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งใช้เวลาเพียงประมาณ 14 นาที ซาคาเรียพูดติดขัด อ่านข้อความจากกระดาษเป็นส่วนใหญ่ และเปิดให้ผู้สื่อข่าวถามคำถามเพียง 3 สำนัก ก่อนถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความพร้อมในการทำหน้าที่โฆษกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเธอถูกขุดคุ้ยประวัติการทำงาน หลังเคยแนะนำตัวว่าเป็นนักกฎหมาย แต่กลับพบว่าเธอไม่เคยสอบผ่านเนติบัณฑิตเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความในสหรัฐฯ แม้จะสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมายก็ตาม ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของประวัติที่เธอใช้แนะนำตัว
ซาคาเรียพยายามแก้สถานการณ์ด้วยการออกรายการโทรทัศน์หลายครั้ง แต่กลับถูกวิจารณ์หนักขึ้น จนกระทั่งวันที่ 16 ตุลาคม ทรัมป์ออกมาบอกผู้สื่อข่าวว่า เขาเพิ่งคุยกับเธอ และแนะนำให้ลองคิดทบทวนว่าเหมาะกับงานนี้จริงหรือไม่ พร้อมบอกว่าหากเป็นตัวเขาเองก็คงพิจารณาเรื่องการลาออก
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีข่าวว่าเธอพ้นจากตำแหน่ง โดยทำเนียบขาวใช้คำว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านออกจากหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายยืนยันกับสื่อว่าเธอถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ที่น่าสนใจคือ เช้าวันศุกร์เธอยังปรากฏตัวอยู่ที่ทำเนียบขาวตามปกติ แต่พอตกเย็นกลับไม่มีตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวอีกแล้ว!

หลังพ้นตำแหน่ง ซาคาเรียยังโพสต์ข้อความชื่นชมทรัมป์ว่าเป็นคนใจดี มีน้ำใจ ทำงานหนัก และไม่มีใครทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่ได้เท่าเขา พร้อมบอกว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานให้ทรัมป์
สรุปคือ เข้ามาทำงานวันจันทร์ แถลงข่าววันอังคาร ถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติกลางสัปดาห์ และพ้นตำแหน่งวันศุกร์! ส่วนจะเรียกว่าลาออกหรือถูกไล่ออก ก็คงต้องดูว่าใครเป็นคนบอกให้เธอคิดทบทวนเรื่องลาออกตั้งแต่แรก!

ที่มา: Reuters, CBS News, Associated Press, NPR, New York Post

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122104440033508642&id=61595259264487&rdid=k2waBGh7zmoAdDqI#

จากความหวังดี สู่บทเรียนครั้งใหญ่!! ‘หนูน้อย’ ยอมรับผิดพร้อมขอโทษต่อครอบครัวน้องแพรว ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน NENE ROYAL ชี้แจงเจตนาเพื่อหวังดีต่อน้อง ไม่หวังผลประโยชน์ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับตัวเอง

‘หนูน้อย’ นักธุรกิจสาวเชียงใหม่ โพสต์ขอโทษอย่างเป็นทางการ แจงยิบเจตนาที่แท้จริง ประกาศยื่นเพิกถอนจดทะเบียน ‘NENE ROYAL’

19 ต.ค. 2569 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า หลังถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีการจดทะเบียนการค้า NENE ROYAL แม้จะชี้แจงผ่านสื่อว่าไม่มีเจตนาอื่นนอกเหนือจากหวังดีต่อน้อง โดยตั้งใจมอบให้น้องแพรว หรือ Nene Royal อยู่แล้ว แต่ยังถูกวิจารณ์หนักต่อเนื่อง นักสืบโซเชียลขุดประวัติด้านต่างๆ ล่าสุด น.ส.กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ต้องออกมาโพสต์ชี้แจงและขออภัยต่อครอบครัวน้องแพรว (เนเน่) เป็นทางการอีกครั้งเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ต.ค.69 โดยข้อความยังยืนยันในเจตนารมณ์ไม่ได้คิดเพื่อเอาประโยชน์ใดๆ เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนอย่างมาก การชี้แจงนี้เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดทราบถึงที่มาของเหตุการณ์และเจตนาที่แท้จริงของตนเอง

โดยเนื้อความของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “คำชี้แจงและขออภัยจากใจค่ะ กรณีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL

เรียน ครอบครัวน้องเนเน่และทุกท่านที่ติดตามเรื่องราวนี้ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ดิฉัน กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี (หนูน้อย) ขอใช้พื้นที่นี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL รวมถึงเจตนาในการดำเนินการที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกท่านได้รับทราบเรื่องราวจากดิฉันโดยตรง

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

ในช่วงก่อนการยื่นคำขอจดทะเบียน ดิฉันได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการนำรูปแบบเสื้อของน้องเนเน่ไปลอกเลียนแบบ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ดิฉันเกิดความเป็นห่วงว่า ชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องอาจถูกบุคคลอื่นนำไปใช้หรือยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของน้องในอนาคต

ด้วยความห่วงใยดังกล่าว ดิฉันจึงตัดสินใจดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ในสินค้าจำพวกที่ 25 หมวดเสื้อพิมพ์ลาย โดยผลการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569

เจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอชี้แจงว่า ความตั้งใจตั้งแต่แรกของดิฉันคือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชื่อและโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับน้องเนเน่ โดยมีความประสงค์ว่า หากการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนและเงื่อนไขทางกฎหมาย ดิฉันจะประสานงานเพื่อโอนสิทธิในคำขอดังกล่าวให้แก่น้องเนเน่หรือผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใด ๆ ค่ะ

ดิฉันไม่เคยมีความประสงค์ที่จะนำชื่อหรือโลโก้ดังกล่าวไปใช้เพื่อประกอบธุรกิจหรือแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

และขอชี้แจงให้ชัดเจนอีกประการหนึ่งว่า ดิฉันไม่เคยผลิตหรือจำหน่ายเสื้อภายใต้เครื่องหมาย NENE ROYAL ไม่เคยเปิดรับคำสั่งซื้อ และไม่เคยได้รับรายได้จากการจำหน่ายเสื้อดังกล่าว ทั้งนี้ ดิฉันยินดีให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องตามช่องทางและขั้นตอนที่เหมาะสม

สิ่งที่ดิฉันได้ตระหนักและการดำเนินการแก้ไข

แม้การตัดสินใจในครั้งนั้นจะเกิดจากความห่วงใยและความตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของน้อง แต่ดิฉันยอมรับว่าการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อและโลโก้ของน้อง ควรมีการปรึกษาหารือและได้รับความเข้าใจร่วมกันจากผู้เกี่ยวข้องก่อน

ดิฉันตระหนักว่าความตั้งใจที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากวิธีการดำเนินการทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สบายใจหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อน

เมื่อได้รับทราบถึงข้อกังวลที่เกิดขึ้น ดิฉันจึงได้ทบทวนเรื่องราวทั้งหมด และตัดสินใจจะดำเนินการขอแสดงความจำนงเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ณ วันที่ชี้แจงต่อนายทะเบียนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 19 ตุลาคม 2569) ค่ะ

การตัดสินใจดังกล่าว เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อความกังวลที่เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้การยื่นคำขอของดิฉันเป็นประเด็นที่สร้างความไม่สบายใจแก่ครอบครัวน้องเนเน่และผู้ที่รักและสนับสนุนน้องต่อไป

ดิฉันกราบขออภัยครอบครัวน้องเนเน่ คุณจอน แฟนคลับทุกท่านและท่านที่เกี่ยวข้อง ที่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลใจ หรือความรู้สึกไม่สบายใจ

ดิฉันเข้าใจดีว่าทุกท่านต่างรัก ห่วงใย และต้องการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของน้องเนเน่ เช่นเดียวกับความตั้งใจของดิฉัน

ดิฉันไม่ได้คาดหวังว่าคำชี้แจงนี้จะทำให้ทุกท่านต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจที่ผ่านมา เพียงแต่หวังว่าจะช่วยให้ทุกท่านได้รับทราบถึงที่มาของเหตุการณ์ และเจตนาที่แท้จริงของดิฉัน

ดิฉันขอน้อมรับทุกความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้เกี่ยวข้องด้วยความเคารพ พร้อมนำเหตุการณ์ในครั้งนี้มาเป็นบทเรียนสำคัญในการพิจารณาและดำเนินการต่างๆ ด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ดิฉันยังคงมีความรัก ความปรารถนาดี และความห่วงใยต่อน้องเนเน่และครอบครัวเสมอมา และขอเคารพความรู้สึก ความคิดเห็นของทุกท่าน

ขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอ่านข้อความชี้แจงฉบับนี้จนจบ

ด้วยความเคารพ และขออภัยจากใจจริงค่ะ

ที่มา : https://www.thaipost.net/x-cite-news/1091037/

ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? ประท้วง IMF–World Bank กลางกรุงเทพฯ เสียงคนตัวเล็กสะท้อนบทบาทสังคม ข้อเรียกร้องสะท้อนปัญหาหนี้สิน สัญลักษณ์การชุมนุมดึงความสนใจ

ประท้วงงาน World Bank ในไทย : ม็อบปากท้อง หรือม็อบปาหี่? เมื่อเสียงของคนตัวเล็กปะทะอำนาจทุนโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่เพียงเป็นเวทีหารือของรัฐมนตรีคลังและผู้กำหนดนโยบายระดับโลก แต่ยังเป็นจุดปะทะทางความคิดและพื้นที่เคลื่อนไหวของ “เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” รวมถึง “สมัชชาคนจน” ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญของสังคมว่า การชุมนุมครั้งนี้คือเสียงสะท้อนจาก "ม็อบปากท้อง" ที่ได้รับผลกระทบจริง หรือเป็นเพียง "ม็อบปาหี่" เชิงสัญลักษณ์?

1. ม็อบปากท้องมีอยู่จริงหรือไม่?
ข้อเรียกร้อง 6 ข้อของสมัชชาคนจน (อาทิ การยกเลิกหนี้, การตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ, การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่, การเก็บภาษีความมั่งคั่งแบบก้าวหน้า และธนาคารกลางโปร่งใส) สะท้อนปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีข้อมูลรองรับ เช่น อัตราหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ที่อยู่ในระดับ 86–88% อย่างไรก็ตาม ต้องแยกแยะระหว่าง "การมีปัญหาจริง" กับ "การมีคำตอบที่ถูกต้องต่อปัญหานั้น" เนื่องจากหนี้ครัวเรือนไทยมีปัจจัยภายในโครงสร้างตลาดแรงงานและรายได้ การเหมาเขื่อนหรือโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้สถาบันการเงินโลกจึงต้องอาศัยหลักฐานที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าการกล่าวอ้างลอยๆ

2. ทำไม IMF และ World Bank จึงถูกต่อต้าน?
นโยบายรัดเข็มขัดและการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินโลกมักเผชิญข้อกังวลว่าทำให้รัฐต้องลดรายจ่ายหรือเพิ่มภาษี จนกลุ่มเปราะบางต้องแบกรับภาระหนัก โดยมีเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมทั่วโลก เช่น เครือข่าย Bretton Woods Project ในสหราชอาณาจักร ที่เคยเตือนเรื่องผลกระทบจากการปรับลดรายจ่ายอย่างเร่งด่วน ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนมองว่าประเทศที่มีหนี้สูงไม่สามารถใช้จ่ายไร้ขีดจำกัดได้ ความขัดแย้งนี้จึงเป็นเรื่องของ "การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน vs. การคุ้มครองประชาชน" ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายนโยบายอย่างรอบด้าน

3. จุดที่ควรถามกลับ: กลยุทธ์การชุมนุมและผลลัพธ์
การประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดึงความสนใจจากสังคมเมื่อคนตัวเล็กไร้อำนาจต่อรอง แต่คำถามคือ ผู้ชุมนุมมีแผนเชื่อมโยงข้อเรียกร้องกับผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างไร? โดยเฉพาะเมื่อการประชุมมีเวที Civil Society Policy Forum เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่โดยตรง การเลือกใช้หรือไม่ใช้ช่องทางเจรจาควบคู่กันไป สมควรได้รับการอธิบายเพื่อให้สาธารณชนเห็นรูปธรรมของการขับเคลื่อน

4. วิเคราะห์ 6 ข้อเรียกร้อง: นโยบายหรือคำขวัญทางการเมือง?
การยกเลิกหนี้และการเปิดเผยข้อมูล มีเหตุผลรองรับเพื่อช่วยประเทศวิกฤตและสร้างความโปร่งใส แต่ต้องมีแบบจำลอง ขอบเขต และเงื่อนไขเจ้าหนี้ที่ชัดเจน การยุติการอุดหนุนทุนใหญ่และภาษีก้าวหน้าเป็นประเด็นความเป็นธรรมที่ต้องลงรายละเอียดเรื่องต้นทุนการคลัง การหลีกเลี่ยงภาษี และผลกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญ ธนาคารกลางโปร่งใสและนโยบายศูนย์กลางประชาชน ต้องออกแบบโครงสร้างกำดูแลไม่ให้ทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการ พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เช่น การลดความยากจนและมลพิษ เป็นต้น

5. ภาพการประท้วงในสายตาสื่อต่างประเทศ
สำนักข่าว Associated Press รายงานการชุมนุมของสมัชชาคนจนราว 500 คนในกรุงเทพฯ ที่ใช้สัญลักษณ์หน้ากากผู้นำโลกและหุ่นหมูสีชมพู พร้อมเหตุปะทะเล็กน้อยก่อนยุติการชุมนุม ภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ที่ดึงดูดสายตาเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการประท้วงเป็นการจัดฉาก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรหลงเชื่อถ้อยคำสวยงามโดยปราศจากการตรวจสอบผลลัพธ์ เพราะทุกการชุมนุมมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังเสมอ

กับคำถามที่ว่านี่คือ "ม็อบปากท้อง" หรือ "ม็อบปาหี่" ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ในแง่เนื้อหาและเจตจำนง นี่คือ "ม็อบปากท้อง" จากความเจ็บปวดจริงของปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำ ในแง่รูปแบบและการนำเสนอมีองค์ประกอบของ "พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์" เนื่องจากพลังการต่อรองระดับโลกมีจำกัด ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและสถาบันการเงินโลกจะรับฟัง "สาร" ภายใต้เสียงสะท้อนเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และนี่คือทั้งหมดที่เอย่าอยากจะสะท้อนหลังจากได้เข้าสังเกตการณ์ในการประชุมครั้งนี้คะ

ที่มา : AYA

‘วราวุธ’ สั่งตรวจปมน้ำเสียโรงงานปราจีนบุรี!! ผลตรวจไม่พบรั่วไหล–สารเคมีเข้มข้น ผลวิเคราะห์น้ำเป็นปกติไม่ปนเปื้อน ยืนยันคุณภาพน้ำผิวดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน กำชับโรงงานปลอดภัยต่อชุมชน

“วราวุธ“ เผย สอจ.ปราจีน รายงานผล เคลียร์ชัด ปมน้ำเสีย รง. สยบข่าวลือโซเชียล ยืนยัน ผลตรวจน้ำผิวดินได้มาตรฐานปกติ

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก นายอภิรักษ์ อ่ำสุริยะ อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางสื่อโซเชียลระบุจะมีน้ำที่มีสารปนเปื้อนจากท้ายนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ลงสู่ทุ่งรวงทองหนองแขนนาง ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี ว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) พร้อมด้วยนายก อบต.นนทรี ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี และผู้ประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าบ่อบำบัดน้ำเสียรวมของโรงงานบริเวณดังกล่าว ไม่พบการรั่วไหลน้ำเสียออกนอกบริเวณโรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบน้ำที่อยู่นอกบริเวณโรงงานพบว่ามีสีใสปกติ

ต่อมาสอจ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่ร่วมกับรักษาการผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี อบต.วังดาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้เกี่ยวข้อง ณ บริเวณประตูระบายน้ำเพชรเอิม ต.วังดาล อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบว่าน้ำมีลักษณะใส ไม่พบลักษณะผิดปกติตามที่ปรากฏในกระแสข่าวบนสื่อโซเชียลแต่อย่างใด อีกทั้งการนิคมฯ บ่อทอง 33 ยังได้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพตัวอย่างน้ำบริเวณดังกล่าว ผลการตรวจพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในเกณฑ์ปกติของน้ำตามธรรมชาติ มีปริมาณแร่ธาตุและสารละลายปะปนอยู่น้อย ไม่พบการปนเปื้อนของน้ำเค็มหรือสารเคมีเข้มข้น น้ำมีความขุ่นสูงจากตะกอนดินหรือสารแขวนลอยตามธรรมชาติ และยังมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ จึงสรุปได้ว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดิน ทั้งนี้ สอจ.ปราจีนบุรี ได้กำชับให้โรงงานบำบัดน้ำเสียรวมในพื้นที่ดังกล่าวประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังและจะกำกับดูแลตรวจสอบการประกอบกิจการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งจะดำเนินการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียงได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริงต่อไป

'วราวุธ' ลุยปราจีนฯ จี้โรงงานแก้ปมน้ำมันรั่ว!! ย้ำเยียวยาชาวบ้านทั้งความเสียหายและความรู้สึก กระทรวงอุตฯ ร่วมงานหน่วยงานต่างฝ่าย แนะทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชุมชน สั่งวางแผนป้องกันระยะยาว

"วราวุธ" ลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ติดตามแก้ปัญหาคราบน้ำมันรั่วไหล ฝากโรงงานหาวิธีแก้ไขเผื่อในอนาคต กำชับ เยียวยาความเสียหาย แนะ ทำ CSR เยียวยาความรู้สึกชาวบ้าน สั่ง ก.อุตฯ อย่าทำงานคนเดียว ต้องร่วมกับทุกฝ่าย ไม่กลั่นแกล้งใคร

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหารั่วไหลคราบน้ำมันของโรงงาน โดยมีนายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สส.ปราจีนบุรี เขต 2 และนายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 นายกฤษฎิ์ เกษมพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี ให้การต้อนรับ

โดยจุดแรกนายวราวุธ และคณะได้เดินทางไปยังบริษัท กรีน เอนไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากทางโรงงานและกรมโรงงานกระทรวงอุตสาหกรรม

นายวราวุธ กล่าวตอนหนึ่งว่า กรณีคราบน้ำมันจากนี้ต้องคิดให้ดีว่าจะหาวิธีแก้ไขและเยียวยาสถานการณ์อย่างไร และเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องเตรียมการไว้ในอนาคต เพราะบางครั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เห็นในทันที บางครั้งจะค่อยๆ เห็นผลกระทบที่ตามมามากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้มีมาตรการตรงนี้ด้วย และอยากฝากทางบริษัท เวลาตั้งโรงานอยู่แห่งไหนและมีชุมชนอยู่โดยรอบ หากท่านอยู่แล้วดีขึ้น ประชาชนได้ประโยชน์ มีการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ยามเกิดปัญหาชุมชนจะปกป้องท่าน เวลาทำงานกับประชาชนโดยรอบ หากเป็นเรื่องหนักก็จะกลายเป็นเบา มีความเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไปแล้ว จะมีการทำกิจกรรม CSR เพิ่มขึ้นได้อย่างไร แน่นอนว่าการเยียวยาความเสียหายต้องทำแน่นอน ซึ่งทางบริษัทจะต้องหาแนวทางเยียวยาต่อไป แต่ทำการ CSR จะเป็นเหมือนการเยียวยาทางความรู้สึก ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นมิตรกับโรงงานมากขึ้น

นายวราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญ ขอฝากให้ดูแลประชาชน เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะร่วมแก้ปัญหากันอย่างไร คนที่เดือดร้อนต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ในส่วนหน่วยราชการ ตนกำชับกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว เวลาทำงานอย่าทำคนเดียว ให้มีท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมทำงานด้วย อย่างเช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจว่าการตรวจสอบที่เกิดขึ้นมีการถ่วงดุลกัน ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน

นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนที่บอกว่าไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จากนี้จะเจอแบบนี้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยเป็นปัญหาจะเริ่มเป็นปัญหา อย่างกรณีนี้หากน้ำไม่ท่วมมันก็ไม่เจอ แต่จากนี้ไปใครจะรู้ว่าอาจจะเจอมากกว่านี้ ตนขอฝากผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ต่อไปจะต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลในกรณีฝนตกหนัก จะต้องทำคันรอบโรงงานหรือไม่ และจะต้องทำสูงขนาดไหนจึงจะเหมาะ

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

รายชื่อผู้ต้องหาคดี 122 ที่หนีไปประเทศฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่บุคคลไทยหลายคนซึ่งมีรายงานเกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112 เดินทางไปพำนักหรือขอลี้ภัย รายชื่อที่รวบรวมได้ในเอกสารนี้มี 7 คน โดยอ้างอิงข่าวต่างช่วงเวลา จึงไม่ใช่บัญชีผู้มีหมายจับปัจจุบัน และยังไม่ได้ยืนยันสถานะคดีหรือการพำนักของทุกคน ณ วันที่จัดทำ

1.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

อดีตอาจารย์ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรายงานหมายจับคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1–2]

2.จรัล ดิษฐาอภิชัย

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีรายงานคดี ม.112 และการลี้ภัย ต่อมาได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และปรากฏชื่อเป็นตัวแทนผู้ลี้ภัยไทยในฝรั่งเศสในปี 2569 [1, 3–4]

3.อั้ม เนโกะ หรือ ศรัณย์ ฉุยฉาย

นักกิจกรรม มีรายงานว่าเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในฝรั่งเศส [1]

4.นพพร ศุภพิพัฒน์

ผู้ก่อตั้งวินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง มีรายงานข้อกล่าวหาหลายคดี รวมถึง ม.112 และไปพำนักในฝรั่งเศส [5]

5.นิธิวัต วรรณศิริ หรือ จอม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [2, 6]

6.ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ ขุนทอง ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6)

7.รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล หรือ แยม ไฟเย็น

สมาชิกวงไฟเย็น มีรายงานเกี่ยวข้องกับคดี ม.112 และลี้ภัยไปฝรั่งเศส [6]
..........................................................................................................

หมายเหตุ วัฒน์ วรรลยางกูร เป็นอีกบุคคลที่เคยมีรายงานคดี ม.112 และลี้ภัยในฝรั่งเศส แต่เสียชีวิตในเดือนมีนาคม 2565 จึงไม่ได้รวมในรายชื่อ 7 คนข้างต้น [8]

แหล่งอ้างอิง

[1] กรุงเทพธุรกิจ — เปิด 24 ผู้ลี้ภัย คดีมาตรา 112 ซ่อนตัวใน 10 ประเทศ
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/656601

[2] iLaw — เปิดเรื่องเล่าผู้ลี้ภัย ม.112 และผู้ถูกอุ้มหายในต่างแดน
https://www.ilaw.or.th/articles/9810

[3] กรุงเทพธุรกิจ — รู้จักกลุ่มผู้ลี้ภัย 112 ผู้ปั้นอีเวนท์จดหมายปรีดี
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1107186

[4] ประชาไท — ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในฝรั่งเศส เขียนจดหมายถึงมาครง
https://prachatai.com/journal/2026/07/117912

[5] ไทยรัฐ — เปิดประวัติ นพพร ศุภพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารวินด์
https://www.thairath.co.th/.../financial_planning/2714449/

[6] สยามรัฐ — รวบสมาชิกวงไฟเย็น หนีคดีที่ลาว ข้อหา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพ์
https://siamrath.co.th/n/225187

[7] The National — Riots in France in pictures ภาพข่าวปี 2023
https://www.thenationalnews.com/.../riots-in-france-in.../

[8] Thai PBS — วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ถึงแก่กรรมที่ฝรั่งเศส
https://www.thaipbs.or.th/news/content/313842

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall

ประวัติศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ Limoges Town Hall
***จากอดีตจนถึงเหตุวางเพลิงเดือนตุลาคม 2026
Limoges Town Hall หรือ Hôtel de Ville de Limoges เป็นศาลาว่าการเมืองลิโมจส์ ในจังหวัด Haute-Vienne ประเทศฝรั่งเศส เปิดใช้เมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 และมีอายุ 143 ปี ก่อนเกิดเหตุวางเพลิงเมื่อ 17 ตุลาคม 2026 อาคารส่วนประวัติศาสตร์เสียหายอย่างหนัก ขณะที่สำนักงานสมัยใหม่ด้านหลังรอดจากเพลิง [1][4]
จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการปกครอง
พื้นที่ตั้งศาลาว่าการตรงกับบริเวณฟอรัมสมัยโรมัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการเมืองของเมือง ต่อมาในยุคกลางมีคณะผู้บริหารท้องถิ่นที่เรียกว่า consuls โดยตั้งที่ทำการในถนนที่ปัจจุบันชื่อ rue du Consulat ตั้งแต่ปี 1487 จนถึงการปฏิวัติฝรั่งเศส [1]
หลังการปฏิวัติ เมืองเลือกบริเวณจัตุรัส Saint-Gérald และอารามเดิมเป็นที่ทำการ ก่อนสร้างอาคารเทศบาลขนาดเรียบง่ายในปี 1811 เมื่อภารกิจของเทศบาลขยายตัว อาคารเดิมจึงคับแคบและไม่เพียงพอ [1][3]
การก่อสร้างอาคารที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ในปี 1875 Alfred Fournier ชาวเมืองผู้มั่งคั่งทิ้งมรดกให้เทศบาล เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดศาลาว่าการแห่งใหม่ Charles-Alfred Leclerc ชนะการประกวดแบบในปี 1877 เริ่มก่อสร้างในปี 1879 และเปิดอาคารเมื่อ 14 กรกฎาคม 1883 ซึ่งตรงกับวันชาติฝรั่งเศส [1][3]
Leclerc ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากศาลาว่าการกรุงปารีส ผสมสถาปัตยกรรมปลายยุคเรอเนซองส์กับสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ใช้ฐานหินแกรนิต ผนังหินปูน หลังคาสูง และหอระฆังกลาง ภายในประดับภาพประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงเป็นทั้งที่ทำการเทศบาลและมรดกศิลปกรรม [2][3]
พัฒนาการและการอนุรักษ์
ปี 1893 มีการสร้างน้ำพุด้านหน้าอาคารจากหินแกรนิต สำริด และเซรามิก สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบของลิโมจส์ ต่อมาในทศวรรษ 1960 มีการต่อเติมสำนักงานด้านหลัง [3]
วันที่ 15 มกราคม 1975 ส่วนด้านหน้าและหลังคาของอาคารเดิม รวมถึงน้ำพุ ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองเป็นโบราณสถาน โดยการคุ้มครองดังกล่าวไม่รวมส่วนต่อเติมด้านหลัง [3]
***เหตุวางเพลิงวันที่ 17 ตุลาคม 2026
ตามรายงาน AFP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ช่วงปลายวันหลังการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้ามาบริเวณศาลาว่าการ ทุบกระจกและจุดไฟภายใน เพลิงลุกลามจนหลังคาและหอระฆังพังลงมา เหตุรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการชุมนุม ไม่ควรเหมารวมว่าผู้ชุมนุมทุกคนมีส่วนในการวางเพลิง [4]
***ความเสียหายและสถานะล่าสุด
รายงานวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ภายในส่วนอาคารประวัติศาสตร์ถูกทำลายเกือบทั้งหมด รวมถึงพื้นที่งานทะเบียนราษฎร ผนังด้านหน้ายังตั้งอยู่ แต่หลังคาและหอระฆังพังลง ส่วนสำนักงานบริหารสมัยใหม่ด้านหลังได้รับการรักษาไว้ได้ จึงไม่ควรสรุปว่าอาคารทุกส่วนถูกเผาจนหมด [4]
รัฐบาลฝรั่งเศสรับปากช่วยสร้างศาลาว่าการขึ้นใหม่ ขณะที่อัยการเปิดสอบสวนฐานทำลายทรัพย์สินด้วยวิธีอันตรายโดยกระทำเป็นกลุ่ม ณ วันจัดทำเอกสาร ยังไม่ควรระบุผู้รับผิดชอบหรือแรงจูงใจเป็นข้อยุติ และแหล่งข่าวที่ใช้อ้างอิงยังไม่ให้ข้อสรุปเรื่องงบประมาณหรือกำหนดแล้วเสร็จของการบูรณะ [4]
คุณค่าของอาคารต่อชาวเมือง
ศาลาว่าการแห่งนี้เชื่อมประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่นเข้ากับศิลปกรรมและอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบของลิโมจส์ อีกทั้งเป็นสถานที่ดำเนินงานราชการและพิธีสำคัญในชีวิตประชาชน ความเสียหายจึงกระทบทั้งการให้บริการสาธารณะและความทรงจำร่วมของเมือง [1][3][4]
แหล่งอ้างอิง
[1] Ville de Limoges — เอกสารประวัติ Laissez-vous conter l’hôtel de ville de Limoges
https://www.limoges.fr/.../Brochure%2520HDV%2520Basse...
[2] Destination Limoges — Hôtel de ville ข้อมูลสถาปัตยกรรมจากสำนักงานการท่องเที่ยว
https://www.destination-limoges.com/culture/hotel-de-ville/
[3] Ministère de la Culture — ทะเบียนมรดก Hôtel de ville et Fontaine เลขที่ PA00100361
https://pop.culture.gouv.fr/notice/merimee/PA00100361
[4] AFP เผยแพร่ผ่าน Boursorama — Limoges entre colère et désarroi après l’incendie de sa mairie วันที่ 18 ตุลาคม 2026
https://www.boursorama.com/.../limoges-entre-colere-et...
หมายเหตุ ใช้ปี 1875 สำหรับมรดกของ Fournier ตามเอกสารประวัติของเทศบาล เนื่องจากทะเบียนมรดกบางรายการระบุปี 1873 ต่างกัน ส่วนระดับความเสียหายและผลสอบสวนอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการสำรวจเพิ่มเติม
Limoges Town Hall

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส

สวัสดิการรัฐ ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มสร้างปัญหา เมื่อประชาชนที่เคยได้รับการดูแลจากรัฐบาลดี เริ่มเรียกร้องให้ดูแลเหมือนเดิม หรือมากขึ้น
แม้ในยามเศรษฐกิจยุโรปไม่ได้ดีเหมือนเดิม

สาเหตุการประท้วงในยุโรป

ความเกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซียและยูเครน

***ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ตามเวลาไทย

สงครามรัสเซีย–ยูเครนเกี่ยวข้องทางอ้อมผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นสาเหตุหลักของการประท้วงทั้งหมด ข้อเรียกร้องในแต่ละประเทศมีทั้งปัญหาการศึกษา ที่อยู่อาศัย และบริการสาธารณะ [1–3]

สงครามส่งผลต่อค่าครองชีพอย่างไร

ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB อธิบายว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2565 ทำให้ยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซและไฟฟ้า ราคาพลังงานส่งผ่านสู่ต้นทุนธุรกิจและราคาสินค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายกลไกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิสูจน์แรงจูงใจของผู้ประท้วงแต่ละกลุ่มโดยตรง [1]

ECB ยังระบุว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในปี 2569 มีปัจจัยจากสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย จึงไม่ควรอธิบายแรงกดดันด้านพลังงานรอบล่าสุดด้วยสงครามยูเครนเพียงเรื่องเดียว [1, 4]

ข้อเรียกร้องที่มีรายงานในแต่ละประเทศ

1.ฝรั่งเศส

ค่าครองชีพ ปัญหาโรงเรียน และบริการสาธารณะ [2]

2.เบลเยียม

ค่าใช้จ่ายการศึกษาและการปฏิรูปมหาวิทยาลัย [2]

3.โปรตุเกส

ราคาที่อยู่อาศัย ค่าเช่า และรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย [2]

4.อิตาลี

ค่าครองชีพและการต่อต้านสงคราม โดย AP ไม่ได้ระบุว่าเป็นสงครามยูเครนโดยเฉพาะ [3]

***ข้อสรุปที่หลักฐานยังไม่รองรับ

***ยังไม่ควรสรุปว่า “รัฐบาลนำเงินไปช่วยยูเครน จึงไม่มีเงินดูแลประชาชน” เป็นสาเหตุร่วมของการประท้วงเหล่านี้ การประเมินข้อกล่าวนี้ต้องตรวจงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงรายจ่าย และข้อเรียกร้องของผู้จัดชุมนุมเป็นรายประเทศเพิ่มเติม

***การประเมินจากข้อมูลข้างต้นคือ สงครามเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วนชนวนการประท้วงมีปัญหาปากท้อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย และนโยบายภายในประเทศ โดยน้ำหนักของแต่ละปัจจัยแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง

[1] ECB 3 มิ.ย. 2569 — A tale of two energy crises

[2] Folha อ้าง AFP และ Reuters 17 ต.ค. 2569 — ประท้วงในยุโรป

[3] AP 17 ต.ค. 2569 — การประท้วงค่าครองชีพในมิลาน

[4] ECB 6 พ.ค. 2569 — The new energy shock


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top