Friday, 16 October 2026
NewsFeed

นายกฯ เคียฟเตือนประชาชนเริ่มคิดแผนอพยพ!! เคียฟเสี่ยงวิกฤตฤดูหนาว หลังเมืองหลวงเข้าสู่ “โหมดเอาชีวิตรอด” วิกฤตพลังงานก่อนฤดูหนาว หากโครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวจากการโจมตี

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเรียกร้องให้ประชาชนเริ่มคิดเรื่อง “อพยพออกจากเมืองหลวง!” เนื่องจากขณะนี้ “เคียฟเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด!” แล้ว

คำเตือนของ วิตาลี คลิตช์โก (Vitali Klitschko) นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เกิดขึ้นระหว่างให้สัมภาษณ์กับ AFP หลังการโจมตีจากรัสเซีย ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและประปาได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมเตือนว่าอาจเกิดวิกฤติสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

คลิตช์โก ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ในเมืองหลวงกำลังเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีโครงข่ายพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ก่อนหน้านี้ กรุงเคียฟเผชิญเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง ส่งผลให้รถไฟใต้ดินและระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้ไฟฟ้าต้องหยุดให้บริการ ระบบประปาหยุดชะงัก และเริ่มเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบระบายน้ำเสีย ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานยูเครนยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย

คลิตช์โกเตือนว่า หากระบบประปาเกิดความล้มเหลวเพิ่มเติม วิกฤติที่ตามมาอาจขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยขณะนี้บางพื้นที่เริ่มเผชิญมาตรการตัดไฟฟ้าชั่วคราวแล้ว

แม้ว่าขณะนี้ หน่วยงานในกรุงเคียฟจะเร่งติดตั้งระบบทำความร้อนสำรอง พร้อมสะสมเชื้อเพลิง อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ระบบทำความร้อนจะหยุดทำงานเป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาว แต่นายกเทศมนตรียอมรับว่า ต่อให้เตรียมความพร้อมดีเพียงใด หากระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของรัสเซียได้ เมืองหลวงก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

“ทุกวันเราจะได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับอาคารที่ถูกทำลาย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้า การทิ้งระเบิดโจมตีเมืองของเรากำลังทวีความรุนแรงขึ้น และวันนี้ คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร” คลิตช์โกกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัสเซียเริ่มโจมตีสะพานข้ามแม่น้ำนีโปร (Dnieper) ในกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมพื้นที่สองฝั่งของเมืองหลวงด้วย

ที่มา: AFP

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122096627841508642&id=61595259264487&rdid=vASFw3snDmtLpexC#

อีอีซีโอ จับมือ ธนาคารกรุงเทพ!! ลงนาม MOU สร้างนวัตกรรมดิจิทัล เสริมระบบนิเวศลงทุน EEC ให้เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกด้านการเงินลงทุน ส่งเสริมเชื่อมโยงข้อมูลและบุคลากร

อีอีซีโอ จับมือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศการลงทุนใน EEC

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีโอ (EECO) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซีโอ และ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานอีอีซีโอ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม บริการ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน การลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นกรอบในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้

หนึ่งในแนวทางความร่วมมือภายใต้ MOU คือ อีอีซีโอและธนาคารกรุงเทพจะร่วมกันศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับกระบวนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของอีอีซีโอ โดยจะศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการต่อยอดแพลตฟอร์มไปสู่การใช้งานจริง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับบริการและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับสภาพแวดล้อมการลงทุนในพื้นที่ EEC และมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้กำกับ “2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ”!! “2475 Dawn of Revolution” ถูกจับตาเวทีวิชาการ ‘วิวัธน์’ สวนสื่อ–นักวิชาการต่างชาติ หลังหนัง 2475 ถูกโยงปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ผู้กำกับย้ำต้องแยกการตีความกับหลักฐาน

ผู้กำกับหนัง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โต้สื่อ–นักวิชาการต่างชาติ ปมโยงหนังกับ IO กองทัพ ย้ำ!! สร้างจากเจตจำนงตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่ง

‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สวนกลับ หลังหนังแอนิเมชัน 2475 ถูกนำไปวิเคราะห์ในเวทีวิชาการนานาชาติ ตั้งคำถามรู้จักผู้สร้างดีแค่ไหน ก่อนทิ้งท้าย “พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว”

(9 ต.ค. 69) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับหนังแอนิเมชันเรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ หรือ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่สื่อและนักวิชาการต่างประเทศนำภาพยนตร์ของตนไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายยังคงยึดโยงกับกรอบการนำเสนอของสำนักข่าวประชาไท ซึ่งเคยรายงานความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับการรับงานจากกองทัพบก

โดยนายวิวัธน์ระบุข้อความว่า

“สนุกดีครับ การที่สื่อและนักวิชาการทั่วโลก มองไม่ออกเลยว่า แอนิเมชัน 2475 กำเนิดขึ้นมาอย่างไร และยังคงย้ำคิดย้ำทำกับ narrative ที่เริ่มต้นจาก ประชาไท เป็นหลัก ว่า ผู้ผลิตมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ(รับงานผลิตสื่อ)

การที่คุณมองไม่ออกเลย หรือ พยายามหลอกตัวเอง และสังคมให้เชื่อว่า มันต้องมีหน่วยงานสั่งให้ทำ เพื่อจัดทำและป้อนชุดข้อมูลไอโอต่างๆ แน่ๆ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเจตจำนงของคนที่อยากจะทำ ต่อให้ผมพูดความจริงแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่อ

พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว เพราะพวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย 555555555”

ทั้งนี้ นายวิวัธน์เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STATES TIMES เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับงบประมาณจากกองทัพหรือรัฐบาล แม้บริษัทผู้ผลิตจะเคยรับงานผลิตสื่อให้กองทัพจริง แต่เป็นงานคนละส่วนกับโครงการภาพยนตร์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเกิดจากความตั้งใจของทีมผู้สร้างที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลงานมาหลายปี

สำหรับภาพยนตร์ ‘2475 Dawn of Revolution’ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการต่างประเทศ โดยมีการกล่าวถึงในงานศึกษาด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย รวมถึงบทความวิชาการในวารสาร Modern Asian Studies ของ Cambridge University Press ตลอดจนการอ้างถึงงานวิจัยและเวทีประชุมทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การนำภาพยนตร์ไปวิเคราะห์ในเชิงอุดมการณ์ กับการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งผลิตหรือสนับสนุนเงินทุน เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน โดยการพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาพยนตร์โดยตรง

กรณีนี้จึงกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง หลังผู้กำกับหนัง 2475 ออกมาตอบโต้การตีความของสื่อและนักวิชาการต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานของผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงที่มาของผลงานมาแล้วหลายครั้ง

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัล ครองตำแหน่งบริษัทน่าทำงานสูงสุด 6 ปีซ้อนรับเกียรติยศทอง เน้นความหลากหลายและเทคโนโลยี สร้างสถานที่ทำงานยั่งยืนทั่วเอเชีย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัลจาก HR Asia Awards 2026 รับรางวัลบริษัท ที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 6 ปีซ้อน พร้อมเกียรติยศระดับทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards Thailand 2026 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเกียรติยศระดับทอง (Gold Award) จากการได้รับรางวัลหลักอย่างต่อเนื่อง และรางวัลพิเศษอีก 4 สาขา

รางวัลที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับในปีนี้ ได้แก่
1.HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026
รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย
2.HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026
รางวัลด้านการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
3. HR Asia People Transformation Awards 2026
รางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
4. HR Asia Sustainable Workplace Awards 2026
รางวัลด้านการสร้างสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน
5. HR Asia Tech Empowerment Awards 2026
รางวัลด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียทุกปีตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2569 โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลพิเศษอีก 4 สาขาครอบคลุมหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน การเปิดรับความแตกต่างและส่งเสริมความเท่าเทียม การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วมของพนักงาน

คุณประชาญ ประธาน - กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด)

แนวทางการทำงานในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในปีนี้สอดคล้องกับค่านิยม 6 ประการที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.สร้างอนาคตที่ดีกว่า (Make the Future Better)
2.ทำงานร่วมกันทั่วโลก (Work Together Globally)
3. รับผิดชอบเสมือนเจ้าของ (Behave like Owners)
4. สร้างความสำเร็จให้ลูกค้า (Build Customer Success)
5. ส่งมอบผลลัพธ์ (Deliver Results)
6. ปฏิบัติต่อกันเสมือนครอบครัว (Act like Family)

ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์สร้างร่วมกับพนักงาน ทั้งในการดูแลกัน การทำงานร่วมกัน และการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในงาน การได้รับรางวัลทั้ง 5 สาขาในปีนี้ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียเป็นปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจ “We Blend Care and Creativity to Nourish the World” หรือ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก”

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก - We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

Traveloka เผยอันดับท็อป 10 ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง เจียหยางโดดเด่นในนักท่องเที่ยวไทย เฉิงตูล้นความนิยมต่อเนื่อง เมืองจีนหลากหลายตอบโจทย์นักเดินทาง

Traveloka เผย ชิงเต่าติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด

ชิงเต่าขยับขึ้นมาติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด ขณะที่ต้าเหลียนก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการภูมิภาคเฉาซาน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย และเมืองต่าง ๆ ในจีนที่คนไทยเลือกเดินทางไปก็มีความหลากหลายมากขึ้นจากปีก่อน

ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง ขณะที่เจียหยางได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างโดดเด่น
ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ชิงเต่า เมืองชายฝั่งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเยอรมันและทางเดินเลียบชายทะเล ขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8 ของจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด โดยคนไทยจองเดินทางไปชิงต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดที่ Traveloka ติดตามมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้าเหลียนก็ขยับขึ้น 13 อันดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน คนไทยจองการเดินทางไปยังเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการเมืองเฉาโจวและซัวเถาในภูมิภาคเฉาซาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดื่มชา มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นับเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองใดเมืองหนึ่งในทุกตลาดที่ Travelokaติดตาม ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยนิยมมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 และมีสัดส่วนการจองสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดประมาณ 1.5 เท่า

นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น
แนวโน้มการเลือกจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งนักเดินทางหันไปจองเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น แม้แต่ละตลาดจะมีเมืองที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป

ใน 5 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Traveloka ติดตาม พบว่า ยอดธุรกรรมรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไปยัง 15 “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่ (New First-Tier)” ของจีนตามการจัดอันดับของแพลตฟอร์มข้อมูลของ Yicai ซึ่งรวมถึงเฉิงตู ฉงชิ่ง หางโจว ชิงเต่า ซีอาน และอู่ฮั่น เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกรรมไปยังเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน สัดส่วนการจองไปยัง “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่” ต่อการจองทั้งหมดในจีนบน Travelokaก็เพิ่มขึ้น 5 จุดเปอร์เซ็นต์

อเล็กซ์ จุง (Alex Jung) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า “จีนไม่ได้มีเพียงเส้นทางท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ สำหรับนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป แม้เมืองปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยยังคงมีความสำคัญ แต่นักเดินทางในแต่ละตลาดกำลังให้ความสนใจกับเมืองปลายทางที่แตกต่างกันออกไป Traveloka นำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักเดินทางในแต่ละตลาดมาผสานเข้ากับตัวเลือกสายการบินและที่พักที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบและวางแผนการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในจีนได้ง่ายขึ้นในที่เดียว”

Traveloka ร่วมเดินทางไปกับคนไทยในการค้นพบจีน
เพื่อตอบรับความต้องการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น Traveloka เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสายการบินของจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเที่ยวบินและนำเสนอค่าโดยสารราคาพิเศษให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีสายการบินพันธมิตร ได้แก่ China Southern, China Eastern, Air China, Xiamen Airlines, Hainan Airlines, Juneyao Airlines, Shenzhen Airlines และSpring Airlines

Traveloka จัดแคมเปญ 10.10 Epic Sale ตั้งแต่วันที่ 1–10 ตุลาคม สำหรับประเทศไทย นักเดินทางสามารถรับส่วนลดเที่ยวบินไปจีนสูงสุด 10,100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับการจองทั่วทั้งแพลตฟอร์ม และส่วนลดสูงสุด 1,010บาทสำหรับโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว

ปมบ้านสร้าง ยังร้อน “สุทธิพงษ์” หวังกรมการปกครองปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักธรรมาภิบาล การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังผู้สอบสวนดูแลยุติธรรม ชี้ ‘เสฏฐวุฒิ’ เคยเป็นนายอำเภอดีเด่น

อดีตปลัดมหาดไทยยังงง ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังว่าผู้สอบสวนจะเป็นนักปกครองที่ดีดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม

7 ต.ค. 2569 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณี นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ถูกสั่งไปช่วยราชการ ใจความว่า

ข่าวของข้าราชการมหาดไทย ในการไม่ทุ่มเทการทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน หรือประพฤติตัวไม่ดี นับเนื่องตั้งแต่ผมเกษียณอายุราชการ(1 ตุลาคม 2567) ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนื่องๆ แต่ผมไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตำแหน่งทางราชการมีคนมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณไปพร้อมคน (ยกเว้นจะมีการยุบเลิกไป)

แต่สำหรับนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ท่านนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ตำหนิหรือด่าอย่างรุนแรง ต่อสาธารณชน ตามที่เป็นข่าวนั้น

ผมประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องว่าทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (เมื่อปี2566 -ถ้าจำไม่ผิด ) จะเป็นอย่างที่ถูกตำหนิเช่นนี้ ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าท่านอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอ จะช่วยกันแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง

และแสดงตนเป็นนักปกครองที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้อง “ปกป้องดูแล” ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อที่ท่านจะได้ “ครองใจ” น้องๆ ที่เสียสละตนทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้พี่น้องประชาชน ทำตนเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กรณีของท่านนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นั้น ผมในฐานะคนนอกที่เชื่อมั่นอยู่เสมอว่า น้องๆ นายอำเภอ และคนมหาดไทยทุกคน ยามที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์จากสาธารณภัยใดๆ ไม่มีวันที่พวกเราจะทอดทิ้งประชาชนแน่

แต่เมื่อเป็นคนนอกก็ต้องทำใจให้สงบรอผู้มีอำนาจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอท่านได้กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และหวังว่าคุณงามความดีของท่านนายอำเภอในอดีตที่อยู่ในขั้นดีเด่นอยู่แถวหน้าของนายอำเภอทั้งประเทศจะยังคงอยู่ ประดุจเกลือที่รักษาความเค็ม ไม่เป็นเช่นที่ถูกตำหนิ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นข้าราชการของท่านนายอำเภอจะได้รับกลับคืนมาด้วย

และยังแสดงความเห็นในอีกโพสต์ว่า

ขอบคุณที่แชร์โพสต์ของผมจำนวนมากผม พูดในฐานะเคยรับทราบความประพฤติและการทำงานของท่านนายอำเภอ ไม่ได้สรุปว่าใครผิด ใครถูก อยากให้ท่านอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บังคับบัญชา ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับใครหรือปรารถนา ให้ใครใช้โพสต์ของผมไปเป็น เครื่องมือทำร้ายใครผมอยากเห็นความเป็น ธรรมในทุกสังคม ครับ

ที่มา Suttipong Juljarern

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1585134056992381&id=100064874044933&post_id=100064874044933_1585134056992381&rdid=6GgKuiy1EDkgS2Cb#

เชฟรอน ร่วมส่งกำลังใจผู้ประสบภัย!! มอบเงิน 1.5 แสนบาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง ร่วมมูลนิธิประชาร่วมใจดูแลชุมชน

เชฟรอนสนับสนุน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา (ที่ 5 จากขวา) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกับมูลนิธิประชาร่วมใจ ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมี นายณรงค์ ธีระกุล (ที่ 4 จากขวา) อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช และ นายอิทธิกร สมศิริ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการมูลนิธิประชาร่วมใจ องค์การสถานสาธารณกุศล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

งบประมาณสนับสนุนในครั้งนี้จะนำไปใช้จัดหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น เชื้อเพลิง และอุปกรณ์สำหรับภารกิจช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ และมูลนิธิประชาร่วมใจ ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกจ่ายสิ่งของ การอพยพประชาชน และการดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกับหน่วยงานและทีมกู้ภัยในพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการดำเนินงานเคียงข้างสังคมไทย และการเป็นพันธมิตรที่ดีของชุมชน ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังคงให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

โนเบลสันติภาพ 2026 มอบให้ “นาวี พิลเลย์” เชิดชูผู้พิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีมนุษย์ ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ผู้นำคดีอาชญากรรมสงคราม สื่อสันติภาพและความยุติธรรม

คำประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026
9 ตุลาคม 2026

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 มอบให้แก่บุคคลผู้มีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ซึ่งได้เป็นผู้นำในการผลักดันระเบียบกฎหมายโลกให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์มีมติมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 ให้แก่ นาวาเนเธม “นาวี” พิลเลย์ จากความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อหลักกฎหมายสากล และเข็มทิศทางศีลธรรมที่มั่นคงของเธอ เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดตลอดเส้นทางอาชีพอันยาวนานของเธอ พิลเลย์เกิดในครอบครัวเชื้อสายอินเดียทมิฬ ภายใต้ระบบแบ่งแยกสีผิวหรืออพาร์ไทด์ ในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เธอเติบโตขึ้นมาเป็นทนายความและผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย ผู้เผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง การแบ่งแยก และการกีดกันอย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการทำงานของเธอมีจุดร่วมที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่งานในช่วงแรกที่เธอว่าความปกป้อง เนลสัน แมนเดลา และบุคคลอื่น ๆ ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับระบบอพาร์ไทด์ ไปจนถึงการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในคดีสำคัญระดับนานาชาติหลายคดีในยุคสมัยของเรา

ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีส่วนสำคัญในการขยายขอบเขตและผลกระทบของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงในแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และจนกระทั่งไม่นานมานี้ เธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนระหว่างประเทศอิสระของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ปัจจุบัน นาวี พิลเลย์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในคดีประวัติศาสตร์ระดับนานาชาติ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันการกระทำอันเป็นสงครามและความรุนแรงได้ นาวี พิลเลย์ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างสถาบันของกฎหมายระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความมั่นคงหนักแน่นของเธอ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในยุคของเรา

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกมอบครั้งแรกเมื่อ 125 ปีก่อน ในเวลานั้นเอง คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการก่อตั้งสถาบันต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือ สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย ไม่ใช่อยู่บนเจตจำนงของผู้แข็งแกร่ง หรือดุลอำนาจที่เปราะบาง
ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม ได้มีการจัดตั้งกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม และกระแสการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศยิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาไม่เคยสมบูรณ์แบบ มหาอำนาจต่าง ๆ มักหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ในทางปฏิบัติ คดีที่นำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และใครเป็นเหยื่อ

ถึงกระนั้น เราได้เห็นว่าความขัดแย้งจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกจัดการผ่านการทูต สนธิสัญญา และกลไกทางกฎหมาย แทนที่จะใช้คำขู่ ความรุนแรง และสงคราม ทั้งผู้นำและประชาชนต่างก็มาถึงข้อสรุปเดียวกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศคือรากฐานของโลกที่สงบสุขมากขึ้น

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายระดับดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงครามและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่โลกเคยเผชิญมาในระยะเวลายาวนาน กฎหมายระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงส่วนเสริมของสันติภาพและความมั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และสถาบันต่าง ๆ ของระบบนี้ก็กำลังถูกโจมตี เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเมืองแบบใช้อำนาจ มากกว่าการยึดกรอบกฎหมายและความเคารพต่อกฎหมายและความยุติธรรมในระดับโลก
เมื่อใดก็ตามที่ “อำนาจ” อยู่เหนือ “ความถูกต้อง” เมื่อนั้นเสถียรภาพ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมถูกบ่อนทำลาย

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการเตือนโลกว่า หลักนิติธรรม ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ คือรากฐานของระบบที่เราสร้างขึ้นเพื่อธำรงสันติภาพ และแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะสันติภาพต้องการความยุติธรรม
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า โลกที่ดำเนินไปโดยปราศจากหลักนิติธรรมนั้น ไม่ยุติธรรม ไม่ฉลาด และไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาเส้นบาง ๆ ระหว่างระเบียบกับความโกลาหล จึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง

แต่ในวันนี้ ขณะที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกคว่ำบาตร และสถาบันของพวกเขาถูกโจมตี เราจำเป็นต้องมีผู้คนที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นาวี พิลเลย์ ได้แสดงให้เห็นผ่านการทำงานของเธอบนบัลลังก์ตุลาการ

นาวี พิลเลย์ ได้ทำให้รัฐและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบ และได้นำความหวังมาสู่เหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลและรัฐในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม

เธอยังมีส่วนช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาวินิจฉัยว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศสามารถถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และยังสามารถเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ อิทธิพลของนางพิลเลย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง
ในคดีเดียวกันนั้น นางพิลเลย์ยังมีบทบาทสำคัญในความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือเป็นครั้งแรกที่จำเลยถูกตั้งข้อหายุยงให้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอาศัยฐานจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 สอดคล้องโดยตรงกับพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล นาวี พิลเลย์ ช่วยเสริมสร้างภราดรภาพระหว่างประชาชาติ และด้วยการผลักดันการใช้ศาลและกลไกตุลาการเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เธอได้มอบเนื้อหา ทิศทาง และแรงจูงใจให้แก่การประชุมเพื่อสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

นาวี พิลเลย์ คือหนึ่งในผู้พิทักษ์หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคของเรา เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอเตือนให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมความแข็งแกร่ง และขยายหลักนิติธรรมระดับโลก
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแหล่งแห่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่แสวงหาหนทางนำโลกไปสู่สันติภาพที่มากขึ้น

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1522742829887541&id=100064555159421&mibextid=wwXIfr&rdid=97I6mZiF95YIIRtP#

ฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เพราะอะไร? เจาะปัญหาสังคม-ม็อบนักเรียน เมื่อสวัสดิการสูง ยังไม่รับประกันความเท่าเทียบ

การทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย? เมื่อสวัสดิการสูงยังไม่ตอบโจทย์ความเท่าเทียม

ภาพประชาชนเดินขบวน สหภาพแรงงานนัดหยุดงาน และนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิ ปรากฏในข่าวฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีระบบสวัสดิการขนาดใหญ่จึงยังเผชิญความไม่พอใจทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คำอธิบายอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิ และช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับคุณภาพชีวิตที่ผู้คนได้รับจริง การมีสวัสดิการมากจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิเดิมกำลังถูกลดทอน หรือโอกาสในอนาคตยังขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัวและพื้นที่อยู่อาศัย

ถนนคือพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

ในฝรั่งเศส การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ประชาชนสามารถใช้การเดินขบวนและการนัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลระหว่างวาระเลือกตั้ง โดยมีสหภาพแรงงานและองค์กรนักเรียนนักศึกษาเป็นเครือข่ายสำคัญในการระดมผู้เข้าร่วม

ประสบการณ์ในอดีตยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ เช่น การประท้วงของนักศึกษาและแรงงานในปี 2006 ซึ่งทำให้รัฐบาลถอยจากนโยบายสัญญาจ้างงานสำหรับเยาวชน ประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้การลงถนนเป็นเครื่องมือต่อรองที่สังคมฝรั่งเศสคุ้นเคย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งก็ตาม

สวัสดิการสูง แต่ความมั่นคงไม่ได้กระจายเท่ากัน

ข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายสังคมภาครัฐของฝรั่งเศสสูงกว่า 30% ของ GDP ในปี 2022 อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของประเทศสมาชิก แต่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าถึงบริการได้สะดวกและมีคุณภาพเพียงใด

งานศึกษาของ OECD ซึ่งเปรียบเทียบฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พบว่าชาวฝรั่งเศสมีความพึงพอใจต่อบางด้านของระบบคุ้มครองสังคมค่อนข้างต่ำ แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์มาก ความกังวลต่อบำนาญและการเข้าถึงบริการสุขภาพสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนประเมินคือความมั่นคงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงยอดรายจ่ายของรัฐ

ในมุมนี้ การประท้วงจำนวนหนึ่งจึงเป็นการปกป้องระบบสวัสดิการที่ประชาชนเห็นว่ามีคุณค่า พร้อมกับเรียกร้องให้ระบบทำงานได้ดีและเป็นธรรมมากขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ: ใครควรรับภาระ

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ระบบบำนาญฝรั่งเศสใช้เงินสมทบจากคนทำงานและนายจ้างเพื่อจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเทียบกับผู้รับบำนาญ รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินฝรั่งเศสในปี 2025 ระบุว่า ประเทศใช้จ่ายด้านบำนาญเกือบ 14% ของ GDP

เมื่อรัฐบาลเสนอให้ประชาชนทำงานนานขึ้นหรือควบคุมรายจ่าย ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที รัฐมองถึงความยั่งยืนของระบบ ส่วนผู้คัดค้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อยหรือทำงานที่ใช้แรงกายหนัก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแบ่งภาระระหว่างคนแต่ละกลุ่มและแต่ละรุ่น

ม็อบนักเรียนสะท้อนความกังวลต่ออนาคต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นประเด็นใหญ่ ข้อเรียกร้องครอบคลุมการขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และความเครียดจากระบบสมัครมหาวิทยาลัย Parcoursup ซึ่งนักเรียนบางส่วนมองว่าเพิ่มแรงกดดันและความไม่เท่าเทียม

ความไม่พอใจเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำถามว่า เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่ OECD ระบุว่า แม้ฝรั่งเศสใช้จ่ายต่อนักเรียนมัธยมปลายสูงกว่าค่าเฉลี่ยขององค์กร แต่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยนักเรียนเสียเปรียบยังมีช่องโหว่ งบประมาณรวมที่สูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโรงเรียนบางแห่งที่ขาดบุคลากรและการสนับสนุนได้

สำหรับผู้เข้าร่วม การออกมาเรียกร้องจึงเกี่ยวข้องทั้งกับสภาพห้องเรียนวันนี้และโอกาสเรียนต่อในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุปะทะและข้อกล่าวหาเรื่องตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ความขัดแย้งยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิพลเมืองและความไว้วางใจต่อรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการชุมนุมอย่างสงบออกจากการทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรง และพิจารณาความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายตามข้อเท็จจริง

ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องคุณภาพ ความทั่วถึง และการแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม การประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยสะท้อนทั้งความสามารถของประชาชนในการรวมตัว และความขัดแย้งที่การเจรจาทางการเมืองยังคลี่คลายไม่ได้

โจทย์ของรัฐบาลจึงมีมากกว่าการทำให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนเชื่อว่า การตัดสินใจเรื่องงบประมาณและปฏิรูปจะรักษาคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีอนาคตที่มั่นคงได้จริง

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ข้อมูลถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 (2026)

สนามบินบ้านเกิน (Ban Keun Airport) ในแขวงเวียงจันทน์ อยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 50 กิโลเมตร ใกล้แม่น้ำงืม จากลานบินที่ Air America ใช้ในยุคสงครามภายใต้รหัส Lima Site 44 ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว

ช่วงเวลา เหตุการณ์และบทบาท

ก่อนทศวรรษ 1960

ก่อน พ.ศ. 2503 ยังไม่พบหลักฐานยืนยันปีสร้างสนามบินครั้งแรกหรือผู้ก่อสร้าง จึงไม่ควรระบุปีเริ่มต้นอย่างแน่นอน

ทศวรรษ 1960–1970

พ.ศ. 2503–2510 เป็นต้นมา ใช้รหัส Lima Site 44 หรือ LS-44 ในเครือข่ายลานบินยุคสงครามลาวและสงครามเวียดนาม Air America ซึ่ง CIA ถือครองอย่างลับ ๆ ใช้ขนส่งกำลังพลและเสบียง ลานบินเดิมมีลักษณะเรียบง่าย [2, 3]

ค.ศ. 1968

พ.ศ. 2511 มีหลักฐานว่าเฮลิคอปเตอร์ Air America ใช้บ้านเกินเป็นจุดขนส่งทหารม้งที่สหรัฐฯ สนับสนุนไปยังพื้นที่สู้รบ ตามข้อมูลนักประวัติศาสตร์ Joachim Leeker ที่ Reuters อ้างถึง ปีนี้เป็นหลักฐานการใช้งาน ไม่ใช่ปีสร้าง

หลังสงคราม

ถึงก่อนการพัฒนาใหม่ รายงานย้อนหลังระบุว่าสนามบินยุติการใช้งานอย่างแข็งขันหลังความขัดแย้ง แต่วันปิดและประวัติการใช้งานต่อเนื่องยังไม่ชัดเจน ภาพดาวเทียมก่อนโครงการใหม่แสดงลานบินดินและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ

ปลาย ค.ศ. 2025 -ปลาย พ.ศ. 2568

ภาพดาวเทียมที่ Reuters ตรวจสอบชี้ว่าเริ่มก่อสร้างสนามบินใหม่ มีรันเวย์ลาดยาง ทางขับขนาน ลานจอด และอาคารต่าง ๆ ขนาดใหญ่กว่าลานบินเดิมอย่างมาก

29 กันยายน 2026 - 29 กันยายน 2569

เปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน–ลาว กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่าร่วมดูแลและดำเนินงานโดยทั้งสองประเทศ เพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาว

30 กันยายน–6 ตุลาคม 2026 พ.ศ. 2569

ภาพดาวเทียมวันที่ 30 กันยายน ซึ่ง Reuters รายงานเมื่อ 6 ตุลาคม แสดงเครื่องบิน 8 ลำที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็น K-8/JL-8 และยานพาหนะสนับสนุนมากกว่า 24 คัน ขณะยังมีงานก่อสร้าง ภาพไม่ยืนยันผู้ครอบครองแต่ละลำ

ปัจจุบัน ณ 9 ตุลาคม 2026 9 ตุลาคม 2569

เปิดใช้งานเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว CNN รายงานรันเวย์ยาวประมาณ 2,000 เมตร พร้อมทางขับและลานจอด ส่วนการประจำกำลังระยะยาวและขอบเขตการใช้งานในอนาคตยังไม่ชัดเจน

ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน

ชื่อที่ประกาศอย่างเป็นทางการคือศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว ส่วนคำว่า “ฐานทัพจีนถาวร” เป็นการตีความของนักวิเคราะห์บางราย ยังไม่มีรายละเอียดสาธารณะที่ยืนยันการประจำกำลังถาวรหรือสิทธิใช้พื้นที่แต่เพียงผู้เดียว จีนระบุว่าศูนย์มุ่งฝึกนักบินลาวและไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศที่สาม

แหล่งอ้างอิง

กระทรวงกลาโหมจีน 30 กันยายน 2026

China-Laos Joint Support and Training Center Opens at Ban Keun Airport

https://eng.mod.gov.cn/2025xb/N/JE/16490653.html

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Gulf Times 2 ตุลาคม 2026

China carves new military presence in Southeast Asian neighbour

https://www.gulf-times.com/article/734639/international/china/china-carves-new-military-presence-in-southeast-asian-neighbour

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Internazionale 6 ตุลาคม 2026

Attack aircraft, military vehicles visible at new China-Laos base, satellite images show

https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/06/exclusive-attack-aircraft-military-vehicles-visible-at-new-china-laos-base-satellite-images-show

CNN เผยแพร่ซ้ำโดย KVIA 8 ตุลาคม 2026

This old CIA airfield is now a Chinese base

https://kvia.com/news/us-world/cnn-world/2026/10/08/this-old-cia-airfield-is-now-a-chinese-base/

Lowy Institute 8 ตุลาคม 2026

What to make of China’s new air facility in Laos

https://www.lowyinstitute.org/the-interpreter/what-to-make-of-china-s-new-air-facility-in-laos

South China Morning Post กันยายน 2026

China takes strategic military step overseas with new Laos air force centre

https://www.scmp.com/news/china/military/article/3369253/china-expands-overseas-military-presence-new-laos-air-force-centre


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top