Friday, 16 October 2026
NewsFeed

นงนุชพัทยา สืบสานศรัทธา เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล ร่วมอธิษฐานส่งพลังเมตตา ให้แคล้วคลาดจากภัยธรรมชาติ

นงนุช เวิลด์ พัทยา สืบสานศรัทธาหิมาลัย เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล

ร่วมอธิษฐานให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติ ส่งพลังเมตตาและความปรารถนาดีถึงผู้ประสบภัยธรรมชาติ

วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ นงนุช เวิลด์ พัทยา (สวนนงนุชพัทยา) จังหวัดชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมประกอบพิธีเปลี่ยนธงมนตราจำนวน 9 ต้น เพื่อสืบสานคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย ทั้งเนปาล ทิเบต และภูฏาน พร้อมร่วมอธิษฐานให้ประชาชนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย และส่งความปรารถนาดีถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ภายในพิธีได้นิมนต์พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมคณะสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน เพื่อความเป็นสิริมงคลตามคติความเชื่อ โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธี

นายกัมพล กล่าวถึงความสำคัญของพิธีในครั้งนี้ว่า “ช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือความห่วงใยและกำลังใจที่เรามีให้กัน ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือ นงนุช เวิลด์ พัทยา ให้ความสำคัญกับการวางแผนระบบระบายน้ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติและการจัดสวน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนธงมนตราในวันนี้ นอกจากเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและความเชื่อแล้ว ยังเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ร่วมกันอธิษฐาน ขอให้ประชาชนทุกคนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย ผู้ที่กำลังประสบความเดือดร้อนขอให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยเร็ว และขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขและความปลอดภัย”

ธงมนตราเป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนาและถ้อยคำมงคลตามความเชื่อของชาวพุทธในภูมิภาคหิมาลัย เชื่อกันว่าเมื่อสายลมพัดผ่านผืนธง จะเป็นการส่งต่อบทสวดภาวนา ความเมตตา และความปรารถนาดีไปสู่สรรพชีวิต ธงมนตราจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

นอกจากนี้ ธงมนตรายังประกอบด้วยสีสำคัญ 5 สี ซึ่งในคติความเชื่อบางสายอธิบายถึงธาตุแห่งธรรมชาติ ได้แก่ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีขาวแทนธาตุโลหะ สีแดงแทนธาตุไฟ สีเขียวแทนธาตุไม้ และสีเหลืองแทนธาตุดิน สะท้อนความสัมพันธ์และความสมดุลของธรรมชาติ โดยความหมายของสีและธาตุอาจแตกต่างกันไปตามประเพณีความเชื่อในแต่ละพื้นที่

พิธีเปลี่ยนธงมนตราในครั้งนี้จึงเป็นทั้งการสืบสานวัฒนธรรมแห่งศรัทธา และการส่งต่อความห่วงใยถึงผู้คนที่กำลังเผชิญความยากลำบากจากภัยธรรมชาติ ผ่านการร่วมอธิษฐานให้ทุกชีวิตมีความปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ พร้อมสะท้อนแนวคิดของนงนุช เวิลด์ พัทยา ที่ให้ความสำคัญทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรม การดูแลธรรมชาติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

นิด้าโพลเปิดสำรวจ “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”!! หลังน้ำท่วมปลายกันยายน เปิดประเด็นคนกรุงชื่นชมใครมากที่สุด ผลสำรวจเผยน้ำท่วมกทม. ตั้งแต่ 5-7 ต.ค. 69 ครอบคลุม 50 เขตทั่วเมือง ประชาชนชื่นชมฝ่ายใดบ้าง

“น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม” ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 สร้างชื่อเสียงระดับอาเซียน นวัตกรรมพลังงานสะอาดโดดเด่น เน้นพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน ตอกย้ำผู้นำพลังงานอาเซียนสู่ Net Zero

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026

กฟผ. สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน นวัตกรรมพลังงานสะอาด และ
การบริหารจัดการพลังงาน มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ เป็นผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมงานประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (The 44th ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM) พร้อมรับมอบรางวัล ASEAN Energy Awards 2026 โดย กฟผ. ได้รับ 3 รางวัลประเภทองค์การ 1 รางวัลประเภทรายบุคคล และสนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้า 1 รางวัลระดับประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย 3 รางวัลประเภทองค์การที่ กฟผ. ได้รับ ประกอบด้วย 1.รางวัลชนะเลิศจากโครงการ Green Hydrogen ของศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง (EGAT Learning Center) ต้นแบบการประยุกต์ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน ในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน (HESS) ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อจ่ายพลังงานสะอาดให้บ้านรักษ์พลังงาน ในลักษณะ Microgrid เชื่อมต่อกับ Grid 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ระยะที่ 1 (Floating Solar Project) ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 24 เมกะวัตต์ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมขนาด 25.2 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 6 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองผลงานเป็นรางวัลในประเภท ASEAN Renewable Energy Project Awards และ 3.ผลงาน FAMS: Foreign Agreement Management System – A Digital Settlement and Confirmation Platform for ASEAN Cross-Border Power Trade ระบบดิจิทัลสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูล การยืนยันรายการ และการชำระเงินสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ในภูมิภาคอาเซียน เป็นรางวัลในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative

กฟผ. ยังได้รับรางวัลการจัดการพลังงานยอดเยี่ยมประเภทรายบุคคล ASEAN Excellence in Energy Management by Individual โดย ดร.จิราพร ศิริคำ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO Group) และอดีตรองผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้นำในการดำเนินงานต่าง ๆ ของ กฟผ.

นอกจากนี้ โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project : LTMS-PIP) สู่การพัฒนากรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ ต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ช่วยปูทางไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์การจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่ง กฟผ. ได้สนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้ารางวัลระดับประเทศ ในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative อีกด้วย

ความสำเร็จจากการคว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านพลังงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคง ทางพลังงานของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างยั่งยืน

'วราวุธ' ขอบคุณเจ้าหน้าที่เทศบาลสุพรรณฯ มอบข้าวสาร-ของบริจาคเกือบ 300 ชุด ชื่นชมเทศบาล-คนท้องถิ่นร่วมมือ น้ำเหนือเริ่มลด หวังสถานการณ์ดีขึ้น เตรียมเสริมคันเขื่อนป้องกันน้ำท่วม

“วราวุธ” พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ-ภาคเอกชน ขอบคุณ จนท.เทศบาลเมืองสุพรรณฯ ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย มอบข้าวสาร-เครื่องอุปโภคบริโภค

วันที่ 11 ตุลาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งกลุ่มลุ่มน้ำท่าจีน พร้อมด้วยนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นายเอกพันธุ์ อินทร์ใจเอื้อ นายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี พล.ต.ต. อภิชิต สุรพินิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี และเครือโรงสีจากจังหวัดสุพรรณบุรี มอบข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคเกือบ 300 ชุด ให้เจ้าหน้าที่เทศบาลที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี

นายวราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้น้ำจากทางตอนเหนือจะค่อยๆ เบาลง ปริมาณน้ำจะไม่หนักไปกว่านี้แล้ว และขณะนี้ฝนกำลังลงไปที่ภาคใต้ หวังเป็นอย่างยิ่งน้ำหน้าเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีจะค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้ นายกฯมีการบ้านให้กับรัฐมนตรีทุกคนว่า พื้นที่ไหนที่น้ำท่วมอยากให้รัฐมนตรีไปช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกประชาชน ต้องขอบคุณทุกคนที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการปกป้องพื้นที่จากน้ำท่วม โดยเฉพาะต้องขอบคุณนายกเทศมนตรีเมืองสุพรรณบุรี และทีมงาน ซึ่งวิธีการกรอกกระสอบทราย การตั้งแนวกระสอบทรายของเทศบาล ได้รับการถ่ายทอดมาจากนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ซึ่งต่อมาตนได้ไปแนะนำเทคนิคดังกล่าวให้กับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 81 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งภายหลังน้ำลดลง ตนได้ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี และสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ไปสำรวจเขื่อนกั้นน้ำทั้งหมดที่นายบรรหารทำเอาไว้ 15 ปีแล้วว่า ตรงไหนมีจุดอ่อน และมีน้ำผุดเข้ามา ที่สำคัญจะต้องเพิ่มคันเขื่อนกั้นน้ำขึ้นมาอีก 40-50 เซนติเมตร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้งบประมาณมา เพราะถ้าเขื่อนแข็งแรงเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่จะเหนื่อยน้อยลงเท่านั้น

‘อาจารย์อุ๋ย’ จี้ ‘อนุทิน’ ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม.!! ปมผังเมือง–น้ำท่วมซ้ำซาก ถึงเวลารัฐบาลตรวจสอบผู้ว่าฯ เน้นผังเมืองและพื้นที่รับน้ำ 'อนุทิน'ต้องใช้กฎหมายจริงจัง

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! ผังเมืองพัง น้ำท่วมซ้ำซาก! ถึงเวลา “อนุทิน” ใช้ดาบปลดผู้ว่าฯ กทม. ก่อนประชาชนต้องรับกรรมไม่รู้จบ!

11 ตุลาคม 2569 อาจารย์อุ๋ย – ประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำซากไม่ควรจบแค่ด้วยคำว่า ”ฝนตกหนัก“ แล้วปล่อยให้ประชาชนก้มหน้ารับชะตากรรมทุกปี บ้านเรือนเสียหาย ร้านค้าขาดรายได้ ถนนกลายเป็นคลอง คนทำงานเดินทางลำบาก แต่ผู้บริหารเมืองต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดปัญหาจึงเกิดซ้ำ และได้แก้ไขต้นเหตุอย่างจริงจังแล้วหรือไม่

ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวางผังเมือง การรักษาพื้นที่รับน้ำ และประสิทธิภาพของแผนป้องกันน้ำท่วม เพราะความผิดพลาดในการบริหารเมืองอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนับล้านคน

ผังเมืองผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ?

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือข้อกังวลเกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปี 2569 ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและพื้นที่เปิดโล่งเมื่อเทียบกับผังเมืองฉบับปี 2556 หากมีการลดพื้นที่รับน้ำจริง รัฐบาลและกรุงเทพมหานครต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ลดลงเท่าใด เหตุผลคืออะไร และมีพื้นที่หรือมาตรการใดรองรับน้ำทดแทน

การพัฒนาเมืองต้องไม่ให้ผลประโยชน์จากการใช้ที่ดินอยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงผังเมืองเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจย่อมต้องถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับความเสียหาย

ผังเมืองไม่ใช่เพียงเส้นสีบนแผนที่ แต่เป็นตัวกำหนดอนาคตของเมืองและความเสี่ยงที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญไปอีกหลายสิบปี

“อนุทิน” มีอำนาจตามกฎหมาย ปลดผู้ว่าฯ ได้

หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลจึงไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ แต่ความจริงคือกฎหมายกำหนดกลไกไว้แล้ว

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (8) ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สั่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งได้ เมื่อมีพฤติการณ์ตามที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการกระทำอันเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง หรือการปฏิบัติหน้าที่หรือละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กรุงเทพมหานคร ราชการโดยส่วนรวม หรือสวัสดิภาพของประชาชน

นี่คืออำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงข้อเรียกร้องทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและการวางผังเมืองอย่างเร่งด่วน หากพบว่าการปฏิบัติหน้าที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 52 (8) ก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กลไกนี้ไร้ความหมาย เพียงเพราะผู้บริหารท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดกับส่วนรวม

ต่างประเทศก็มีบทเรียนเรื่องสปิริตทางการเมือง

ในต่างประเทศ การแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดวิกฤตร้ายแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกปลดตามกฎหมาย แต่บางกรณีผู้บริหารตัดสินใจลาออกเองภายใต้แรงกดดันจากสังคม

ตัวอย่างเช่น คาร์ลอส มาซอน ผู้นำแคว้นบาเลนเซียของสเปน ประกาศลาออกเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2025 หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรับมือกับมหาอุทกภัยในปี 2024 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 229 คน

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่และสังคมตั้งคำถามต่อการบริหาร ผู้ดำรงตำแหน่งย่อมต้องเผชิญแรงกดดันให้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง แม้การลาออกไม่ได้หมายความว่ามีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการยอมรับว่าความไว้วางใจของประชาชนมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับตำแหน่ง

สำหรับกรุงเทพมหานคร หากมีหลักฐานว่าความบกพร่องในการบริหารหรือการวางผังเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรง ผู้ว่าฯ ก็ควรพิจารณาความรับผิดชอบของตนเอง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องพร้อมใช้กลไกตามกฎหมายเมื่อเข้าเงื่อนไข ไม่ใช่รอให้ประชาชนเรียกร้องจนหมดความอดทน

ตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เกราะกำบังความรับผิดชอบ และประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากความผิดพลาดของผู้บริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ถึงเวลาแล้วที่นายอนุทินต้องแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง และพร้อมใช้กฎหมายเมื่อมีเหตุเข้าเงื่อนไข ผู้ว่าฯ ที่บริหารเมืองต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ส่วนรัฐบาลที่มีอำนาจกำกับดูแลต้องกล้าใช้อํานาจที่มีอยู่ เพื่อลงโทษผู้บริหารท้องถิ่นที่บกพร่องต่อหน้าที่ และป้องกันความเสียหายไม่ให้เกิดขึ้นซํ้าซากอีก

ด้วยความปรารถนาดี“

https://www.facebook.com/share/p/1C31i1oxBZ/?mibextid=wwXIfr

อว.จับมือ AIAT–OpenAI เปิดเวที Codex Hackathon Bangkok ดันคนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรม AI สุขภาพ 200 คนร่วมแข่งสร้างต้นแบบ AI กระตุ้นคนรุ่นใหม่เข้าใจลึกซึ้ง ผลักดันสู่สตาร์ทอัพระดับโลก

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัลแก่ทีมชนะเลิศในการประชันไอเดีย "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่และนักพัฒนากว่า 200 คน ร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Wellness) หวังผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ของภูมิภาค จัดโดย กระทรวง อว. ร่วมกับสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) และ OpenAI ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม To Be Number One เดอะไพน์ รีสอร์ท อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. และพันธมิตร มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ โดยมุ่งเน้นการดึงเครือข่ายระดับโลกอย่าง OpenAI เข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับขีดความสามารถของนักพัฒนาไทย การตามกระแสเทคโนโลยี AI เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่กระทรวง อว. อยากเห็นคือ การที่คนรุ่นใหม่มีความเข้าใจถึงรากฐานของเทคโนโลยีอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้การใช้งานสำเร็จรูป แต่ต้องรู้ลึกไปถึงโครงสร้างและเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีของตนเอง และส่งออกไปแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

"เวทีแฮ็กกาธอนในวันนี้จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ผมอยากย้ำว่าอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้ แต่เมื่อใดที่คุณทำสำเร็จเพียงครั้งเดียวโลกก็จะจดจำ สิ่งสำคัญคือหลังจบการแข่งขัน คุณต้องนำสิ่งที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานให้เกิดขึ้นจริง และผลักดันตัวเองเข้าสู่ศูนย์บ่มเพาะ ที่กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ซึ่งความรู้ที่ลึกซึ้งและแตกต่างนี้เอง คือศักยภาพสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากเวทีโลกหรือซิลิคอนวัลเลย์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับโลกให้ได้ในที่สุด" รมว.อว. กล่าว

สำหรับผลการแข่งขันประชันไอเดียในเวที "AIAT × OpenAI Codex Hackathon Bangkok" มีทีมที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบนวัตกรรม AI ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness) ได้อย่าโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานจริง และคว้ารางวัลไปครอง รวมทั้งสิ้น 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ: ทีม OpenAGI รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม Solace รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม หนูพร้อม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล: ทีม NeWReaSoN และ ทีม บ้านบางแค ซึ่งทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากกระทรวง อว. เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะ และพัฒนาต่อยอดผลงานสู่การเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่สามารถใช้งานได้จริงในระดับประเทศและระดับสากลต่อไป

ที่มา : https://www.mhesi.go.th/index.php/news-and-announce-all/news-and-activities/124-news-yodchanan/12679-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87-%E0%B8%AD%E0%B8%A7-%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B8%81-openai-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-aiat-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AE%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html

Recycle Station พีทีที สเตชั่น 6 สาขา!! เดินหน้ารับวัสดุใช้แล้วทุกเสาร์–อาทิตย์ ก้าวสู่ปีที่ 2 ขยายวัสดุรับ ต้อนรับพันธมิตร PRISM เสริมศักยภาพ รับน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและพลาสติกยืด สะท้อนความร่วมมือผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ฉลองก้าวสู่ปีที่ 2 เดินหน้าขยายการรับวัสดุรีไซเคิล พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ PRISM

12 ตุลาคม 2569 – กรุงเทพมหานคร มูลนิธิมือวิเศษ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด และ GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมฉลองการก้าวสู่ปีที่ 2 ของโครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" พร้อมขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมคัดแยกและส่งต่อวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา และร่วมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการเดินหน้าสู่ปีที่ 2 พร้อมต่อยอดความสำเร็จด้วยการต้อนรับพันธมิตรใหม่อย่าง PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ เพื่อร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้ทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ไฮไลต์ความสำเร็จของโครงการ

• ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนร่วมส่งต่อวัสดุใช้แล้วกว่า 170,000 กิโลกรัม ผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่นที่ร่วมโครงการ เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าใหม่ ลดปริมาณขยะฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

• ขยายการรับวัสดุใช้แล้วจาก 8 สู่ 10 ประเภท โดยเพิ่มการรับ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

• ต้อนรับพันธมิตรใหม่  PRISM หรือ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น  โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

• เดินหน้าสานต่อโครงการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น 6 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่าย ใกล้บ้าน และต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการนำวัสดุใช้แล้วมาส่งรวมกว่า 170,000 กิโลกรัม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 400,000 กิโลกรัม CO₂e  ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้น ครอบคลุมวัสดุรีไซเคิลทั้ง 8 ประเภท ประกอบด้วย กระดาษรวมกว่า 80,000 กิโลกรัม กระดาษขาวดำกว่า 3,000 กิโลกรัม กล่อง UHT กว่า 3,000 กิโลกรัม กระป๋องอะลูมิเนียมกว่า 90,000 กิโลกรัม กระป๋องสังกะสีกว่า 1,000 กิโลกรัม ขวดแก้วกว่า 20,000 กิโลกรัม ขวดพลาสติกใสกว่า PET 20,000 กิโลกรัม และขวดพลาสติกขุ่น HDPE กว่า 1,000 กิโลกรัม สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และร่วมสร้างเมืองที่สะอาดและยั่งยืน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนที่ร่วมคัดแยกและส่งมอบวัสดุใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง โดยวัสดุที่ได้รับผ่านโครงการจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อรีไซเคิลหรือสร้างมูลค่าเพิ่มกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

ก้าวสู่ปีที่ 2 โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" ได้ขยายการรับวัสดุใช้แล้วเพิ่มอีก 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และ พลาสติกยืด เช่น ฟิล์มห่อสินค้า ฟิล์มยืด และถุงพลาสติกสะอาด ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมและตอบโจทย์วิถีชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ โครงการยังได้ต้อนรับ โครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรใหม่ เพื่อร่วมเสริมศักยภาพการบริหารจัดการวัสดุใช้แล้วและวัสดุรีไซเคิล ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการรวบรวม คัดแยก และบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยกระดับเครือข่ายการจัดการวัสดุใช้แล้วให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จในปีแรก โครงการ ‘แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม’ พร้อมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ด้วยการขยายประเภทวัสดุที่เปิดรับ การเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตร และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึง Recycle Station ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดปริมาณขยะฝังกลบ เพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 

โครงการ "แยก แลก เทิร์น x ไม่เทรวม" เปิดให้บริการผ่าน Recycle Station ณ พีทีที สเตชั่น ทั้งหมด 6 สาขา ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30–17.30 น. ได้แก่ 1.) สาขาอเวนิว แจ้งวัฒนะ 2.) สาขารามอินทรา กม.3 (ขาเข้า) 3.) สาขามีนบุรี 4.) สาขาสรรพาวุธ-บางนา 5.) สาขาอุดมสุข 6.) สาขาสุขสวัสดิ์ (ขาออก)

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

• เฟซบุ๊ก GC YOUเทิร์น https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

• เฟซบุ๊ก PTT Station https://www.facebook.com/pttstationofficial

• เฟซบุ๊ก WasteBuy Delivery https://www.facebook.com/share/16XNVvhkTh/?mibextid=wwXIfr

ปมจัดจ้างรายการ “กรุณา” ร้อน!! อดีตผู้บริหาร TPBS ชี้งบ 25 ล้าน ต้องตอบเรื่องความคุ้มค่า งบจัดซื้อปีแรก 4.7 ล้าน ค่าเฉลี่ยตอนละ 2.4 แสน เตือนอย่าใช้เงินภาษีสร้างอุปถัมภ์

เป็นเรื่อง! อดีตผู้บริหาร TPBS ชำแหละรายการ “กรุณา” 2 ปี 25 ล้าน เตือนอย่าใช้ภาษีสร้างระบบอุปถัมภ์

นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์ และอดีตผู้ประกาศข่าวไทยพีบีเอส ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดจ้างผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก ซึ่งดำเนินรายการโดย กรุณา บัวคำศรี หลังมีการเปิดเผยเอกสารจัดซื้อจัดจ้างที่ระบุวงเงินไตรมาสแรกปี 2569 จำนวน 4,675,900 บาท สำหรับ 19 ตอน เฉลี่ยตอนละ 246,100 บาท

นายธีรัตถ์ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี บริษัทของกรุณาได้รับค่าตอบแทนจากการผลิตรายการดังกล่าวรวมประมาณ 25 ล้านบาท ทั้งที่เนื้อหารายการส่วนใหญ่เป็นการนำภาพข่าวต่างประเทศมาตัดต่อ เรียบเรียงบท และลงเสียงใหม่ โดยแทบไม่ปรากฏการลงพื้นที่ผลิตผลงานต้นฉบับ หรือ Original Production

อดีตผู้บริหารไทยพีบีเอสชี้ว่า การจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในช่วง 3–6 เดือนแรกอาจมีเหตุผลรองรับ แต่เมื่อผลิตต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี สถานีควรทบทวนความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อไทยพีบีเอสมีการจัดซื้อภาพข่าวจากต่างประเทศอยู่แล้ว

นายธีรัตถ์เปรียบเทียบว่า งบประมาณราว 250,000 บาท สามารถจ้างทีมข่าวต่างประเทศทำงานเต็มเวลาได้ทั้งเดือน แทนที่จะจ่ายเพื่อผลิตรายการความยาวเพียง 25 นาที พร้อมเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการจ้างกรุณาเขียนบท ลงเสียง และควบคุมการผลิต โดยใช้ทรัพยากรของสถานีในอัตราไม่เกินตอนละ 60,000 บาท

ส่วนการเดินทางไปถ่ายทำต่างประเทศ สามารถพิจารณาอนุมัติเป็นรายโครงการ หรือเปิดประมูลแข่งขันเพื่อความโปร่งใสและบริหารต้นทุนให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก
นายธีรัตถ์ทิ้งท้ายว่า แม้แต่การใช้เงินของบริษัทเอกชนยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ยิ่งเป็นเงินภาษีประชาชนยิ่งต้องรอบคอบ พร้อมเตือนว่า “อย่าให้การที่มีเงินในมือเป็นการเอาไปสร้างระบอบอุปถัมภ์”

การออกมาแสดงความคิดเห็นครั้งนี้จึงเป็นการตั้งคำถามจากอดีตผู้บริหารภายในองค์กรเอง ถึงความคุ้มค่าและรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ใช้เงินสาธารณะ โดยเฉพาะการว่าจ้างแบบเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1639061788251779/?rdid=4UXo4Jlh7SCem5FG#

องค์กรนานาชาติ ค้านยกเลิกภาษีบาป!! Movendi สนับสนุนภาษีเฉพาะสุราสูบ ชี้ เป็นโมเดลนวัตกรรมโลกที่ต้องรักษา หวั่นงบประมาณถูกแทรกแซงภาคธุรกิจ ไทยรณรงค์งดเหล้าต่อเนื่อง 25 ปี

ภาคประชาสังคมนานาชาติ ค้านยกเลิก Earmarked Tax ร้องไทยทบทวนปมภาษีบาป
องค์กรภาคประชาสังคมนานาชาติ Movendi International แถลงการณ์คัดค้านการยกเลิกระบบภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) เรียกร้องรัฐบาลไทยทบทวน หวั่นผลกระทบจากสุรายาสูบเพิ่มถูกแทรกแซงจากธุรกิจสุรายาสูบ ย้ำไทยคือโมเดลนวัตกรรมของโลก

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2569 องค์กรภาคประชาสังคมนานาชาติ Movendi International ซึ่งเป็นขบวนการภาคประชาชนระดับโลกที่เป็นอิสระ มีองค์กรสมาชิกกว่า 140 องค์กร ในกว่า 50 ประเทศ ได้จัดการประชุมระดับโลก (World Congress) ครั้งที่ 71 ระหว่างวันที่ 3-6 ต.ค. 2569 ณ เมืองครานสก้ากอรา ประเทศสโลวีเนีย โดยมีองค์กรสมาชิกส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมจำนวน 51 องค์กร ที่ประชุมได้มีมติรับรองแถลงการณ์คัดค้านและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติกระบวนการยกเลิกระบบภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อปกป้องความเป็นอิสระและประสิทธิภาพของระบบสร้างเสริมสุขภาพ

นางจูเลียต เนมูกาซา (Juliet Namukasa) ประธาน Movendi International คนใหม่ กล่าวว่า ความสำเร็จของประเทศไทยได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นตัวอย่างนวัตกรรมทางการเงินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โมเดลของไทยคือการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 2% จากผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพอย่างสุราและยาสูบ ส่งตรงไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อสังคมไทยตลอด25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางองค์กร Movendi ได้รับทราบและชื่นชมความก้าวหน้าและผลสำเร็จต่างๆ โดยเฉพาะรางวัลเนลสันเมเดล่า ปี 2564 ที่ สสส. ได้รับ นับเป็นรางวัลสูงสุดของการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพ

นางจูเลียต กล่าวว่า การที่รัฐบาลจะมีนโยบายนำระบบงบประมาณภาษีเฉพาะนี้กลับเข้าสู่งบประมาณปกติ จะทำให้ระบบการปกป้องสุขภาพของประชาชนตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเปิดโอกาสให้ถูกแทรกแซงจากกลุ่มอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ ยาสูบ และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาของการสร้างเสริมสุขภาพทั่วโลกที่ทุกรัฐบาลมักจะละเลย เพราะมองว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล และเน้นให้กระทรวงสาธารณสุขไปรักษาเมื่อป่วยแล้ว เช่น โรคที่เกิดจากพฤติกรรม NCDs เป็นสาเหตุทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงถึงกว่า 400,000 รายต่อปีนั้น

รวมทั้ง อุบัติเหตุดื่มแล้วขับ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิต ล้วนมีแรงกระตุ้นจากการตลาดของธุรกิจที่กระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยง จึงต้องใช้การป้องกันมากกว่ารักษา โดยเฉพาะต้องมีกฎหมายที่ควบคุมการตลาด กฎหมายจำกัดการดื่มการสูบ และมาตรการเพิ่มราคาหรือขึ้นภาษี

แม้รัฐบาลทั่วโลกมักจะไม่ใช้ แต่ในหลักวิชาการขององค์กาอนามัยโลกแล้วถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบ โดยเครือข่ายภาคประชาสังคมจะเป็นกลไกสำคัญที่ร่วมกับรัฐบาลในการลดปัญหานี้ ดังนั้น ที่ประชุมใหญ่ขององค์กรจึงมีมติแถลงการณ์ไปยังนายกรัฐมนตรี และสื่อมวลชนถึงความห่วงใย และขอให้ยกเลิกนโยบายที่ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพของไทยดังกล่าว

ด้านนายธีระ วัชรปราณี กรรมการบริหารขององค์กร Movendi International และผู้แทนจากเครือข่ายงดเหล้า (Stop Drink Network) กล่าวว่า เครือข่ายงดเหล้าเป็นสมาชิกของ Movendi ตั้งแต่ปี 2557 (เดิมใช้ชื่อ IOGT International) โดยได้ร่วมกันผลักดันนโยบายการควบคุมแอลกอฮอล์ ยาสูบ และยาเสพติดในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยตนเองได้รับการยอมรับให้เป็นกรรมการบริหารขององค์กรในชุดปัจจุบันในตัวแทนภูมิภาคเอเชียอีกสมัย ปี 2569-2573 หลังจากที่ได้เป็นกรรมการมาแล้ว 2 ครั้ง ปี 2557-2561 และ 2565-2069 เป็นเพราะว่าผลงานของเครือข่ายฯ เป็นที่ประจักษ์ต่อนานาชาติ โดยเฉพาะการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก สสส. ซึ่งสอดคล้องกับองค์กร Movendi International ที่มีการก่อตั้งยาวนานกว่า ตั้งแต่ปี คศ. 1851 รวม 175ปี มาแล้ว

นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายงดเหล้าได้รับงบประมาณจาก สสส. ตั้งแต่ปี 2546 เริ่มด้วยการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่องทุกปี รณรงค์งานเทศกาลประเพณีให้ปลอดภัยควบคุมแอลกอฮอล์กว่า 200 งาน ส่งเสริมชุมชนสู้เหล้าและช่วยเหลือทำให้คนเลิกเหล้าเป็น "คนหัวใจเพชร" กว่า 300 ชุมชน ด้านเด็กเยาวชนจะเน้นพัฒนา Mindset ผู้ใหญ่ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา ครู และโค้ชกีฬาฟุตซอล เพื่อเป็นผู้นำแบบอย่าง และสร้างความปลอดภัยสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งโดยมีครูเข้าร่วมกว่า 2,000 คน และโค้ชกว่า 250 คน

รวมถึงมีโครงการแข่งขันฟุตซอลเยาวชนชายอายุไม่เกิน 15 ปีที่ใหญ่ที่สุด สร้างโอกาสให้น้องๆ กว่า 1,100 ทีม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลให้มีประสบการณ์และทัศนคติการใช้ชีวิตที่ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน นอกจากนั้น เครือข่ายงดเหล้ายังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 และฉบับแก้ไขปี 2568 เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน เช่น การห้ามขายเหล้าในรถไฟและสถานีรถไฟ ซึ่งขับเคลื่อนจากกรณีน้องผู้หญิงถูกคนเมาทำร้ายบนรถไฟ เมื่อมีกฎหมายบังคับใช้ ปัญหาก็ลดลงและมีความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการห้ามขายเบียร์แบบกดอัตโนมัติในร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น

ทั้งนี้ ในการเดินทางเข้าร่วมประชุมในฐานะกรรมการบริหารองค์กร Movendi ตนเองได้นำเสนอผลงานรณรงค์ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ต่อที่ประชุมระดับโลก

โดยแสดงให้เห็นว่า การรณรงค์งดดื่มแบบชั่วคราวในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ทั้งจากผลวิจัยข้อมูลการจำหน่ายสุราจากสรรพสามิตย้อนหลัง 23 ปี พบว่า ในช่วงรณรงค์การบริโภคต่อหัวลดลง 9.97% และจากผลการสำรวจประเมินการรณรงค์ในช่วงปี พ.ศ. 2558–2568 พบว่ามีประชาชนที่งดดื่มตลอด 3 เดือน งดดื่มบางช่วง หรือปรับลดปริมาณการดื่ม รวมเฉลี่ยปีละกว่า 10 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็นแนวทางที่มีลักษณะคล้ายกับการรณรงค์งดดื่มชั่วคราวในต่างประเทศ เช่น Dry January, Dry July และ Ocsober แต่การรณรงค์ของไทยมีระยะเวลาต่อเนื่องถึง 3 เดือน และมีการศึกษาประเมินผลอย่างเป็นระบ

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2026/10/39852


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top