Friday, 16 October 2026
NewsFeed

ส.อ.ท. ชี้ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ!! AI จะเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน บุคลากร–งบฯ–ข้อมูลยังขาดแคลน SMEs ต้องการเครื่องมือ-แพลตฟอร์มใช้งาน AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใน 3-5 ปี

ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน” ปลดล็อกการใช้งาน

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน

สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้

1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5) .
4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด


อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0%
การทำงาน

อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%

อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5%
ในบางกระบวนการ

อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%

5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร

อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0%
(ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%

6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน
ในด้านใดมากที่สุด

อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0%
การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5%
(Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 36.0%

7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด

อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5%
สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0%
ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5%
เช่น AI Testbed, Sandbox
.
8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด

อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5%
และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5%
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5%
แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5%
และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย

นายกฯ ขึ้นเวที Forbes Global CEO Conference ชูไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน–สร้างเชื่อมั่นเศรษฐกิจ เน้นพลังงานสะอาดและความมั่นคง เตรียมรับเจ้าภาพ IMF-WBG 2026

นายกฯ ร่วมเสวนา one-on-one กับ Steve Forbes บนเวที Forbes Global CEO Conference 2026 ชูศักยภาพไทยพร้อมเชื่อมโลก ดึงลงทุน สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

วันนี้ (7 ต.ค.69) เวลา 20.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัว ในหัวข้อ “In Conversation: Anutin Charnvirakul, Prime Minister of Thailand talks to Steve Forbes, Chairman and Editor-in-Chief, Forbes Media” โดยมีนาย Steve Forbes ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในการประชุม Forbes Global CEO Conference 2026 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

นายกฯ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของประเทศไทย ทั้งการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศ การเสริมสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยพร้อมปรับตัวและดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

ด้านบทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ นายกฯ ย้ำความสำคัญของอาเซียนและความพร้อมของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคและเชื่อมโยงความร่วมมือกับนานาประเทศ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 และเป้าหมายระยะยาวในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

นอกจากนี้ นายกฯ นำเสนอจุดแข็งและโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต และมีความพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงไทยเข้ากับเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549533570542702&id=100064582216937&rdid=GcD9qyiJQR7E4Dc1#

นายกฯ ชูไทยพร้อมเชื่อมภูมิภาค!! ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน พบผู้นำสิงคโปร์เสริมความร่วมมือ ประชุมนาย Steve Forbes สื่อสารโอกาส เวที Forbes รวมผู้นำธุรกิจโลก

นายกฯ พบผู้นำสิงคโปร์ สานสัมพันธ์ใกล้ชิด ก่อนขึ้นเวที Forbes ชูศักยภาพไทยต่อนักลงทุนโลก

วันนี้ (7 ต.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก โดยนายกฯ จะนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของไทย สร้างความเชื่อมั่น และเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุน เพื่อนำไปสู่การสร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

ภายหลังเดินทางถึงสิงคโปร์ นายกฯ เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ ณ โรงแรม Shangri-La Singapore โดยผู้นำทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยง เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ

จากนั้น นายกฯ มีกำหนดพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media ก่อนเข้าร่วมการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ในช่วงค่ำ และร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวกับนาย Steve Forbes เพื่อสื่อสารศักยภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยตรงต่อผู้นำธุรกิจและนักลงทุนระดับโลก

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1549261467236579&id=100064582216937&rdid=SQBaF6OmudB8RnXC#

'รัดเกล้า' ชี้รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก!! ถาม หากไม่มีสื่อใหญ่ใครจะเห็น เปิดประเด็นการละเลย 'โสธรชัย' เสนอโรงพยาบาลผู้สูงอายุตรวจเชิงรุก เน้นคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีสูงวัย

“รัดเกล้า” ถามแรง หากไม่มีสื่อดังให้ความสนใจ รัฐจะรู้ไหม? รัฐต้องค้นปัญหาเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เป็นข่าว จี้สอบ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” มีคอรัปชั่นบนครอบน้ำตาผู้สูงอายุ

นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประธานสภาฯ ถึงนายกรัฐมนตรี กรณี “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุภายในสถานดูแล ทั้งประเด็นการกักขัง การใช้กรงเหล็ก และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจกระทบต่อศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้สูงอายุ พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่ต้องตั้งคำถามมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ “หากไม่มีสื่อดัง รัฐมีกลไกอะไรที่จะค้นพบปัญหานี้ด้วยตัวเอง?”

“รัฐต้องทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้เรื่องเป็นข่าวก่อนแล้วจึงเข้าไปแก้ไข ดิฉันเสนอให้มีทีมสหวิชาชีพเข้าไปตรวจเยี่ยมสถานดูแลผู้สูงอายุ และพูดคุยกับผู้พักอาศัยเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีเจ้าของหรือผู้ดูแลอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย และให้รัฐได้ยินเสียงของคนที่อาจไม่มีใครได้ยิน”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงระบบการกำกับดูแลว่า ก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นข่าว ใครเป็นผู้ตรวจสถานดูแลแห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และการตรวจที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่สามารถค้นพบสภาพปัญหาได้

พร้อมย้ำว่า หากมีการอ้างเหตุผลว่าผู้พักอาศัยมีอาการทางจิตหรือมีความเสี่ยงที่จะตกจากเตียง ก็จำเป็นต้องมีวิธีการดูแลที่เหมาะสมและคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การจัดที่นอนให้เหมาะสมและปลอดภัย ไม่ใช่การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นหรือกระทบสิทธิของผู้สูงอายุ

“ดิฉันจึงอยากให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังว่า กระบวนการกำกับดูแลที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น มีการละเลยหน้าที่หรือไม่ และมีผลประโยชน์ใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือไม่ เพราะเราไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของคนสูงอายุกลายเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์”

นางรัดเกล้ากล่าวต่อว่า กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่ประเทศไทยกำลังพิจารณา โดยเฉพาะความรุนแรงที่มีรากมาจากปัญหาเศรษฐกิจและความเปราะบางของสมาชิกในครอบครัว

“กรณีนี้ทำให้เห็นชัดว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีเพียงการทำร้ายร่างกาย แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ การพึ่งพิง และอำนาจในการควบคุมชีวิตของคนในครอบครัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่ทันต่อรูปแบบความรุนแรงในสังคมปัจจุบัน”

นางรัดเกล้าย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่สามารถให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ตั้งแต่การค้นหาความเสี่ยง การคุ้มครอง การรักษา การดำเนินคดี ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ เชื่อมต่อกันเป็นระบบ

“ดิฉันจึงขอวอนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานสภาฯ ขอให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงทำงานอย่างจริงจัง เพราะคนที่อยู่ในสถานดูแลหรืออยู่ในครอบครัวที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น คือคนที่อาจไม่มีเสียงมากพอที่จะปกป้องตัวเอง”

“และไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนเป็นลูก หากมีการกระทำความผิด ก็ต้องเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรม การให้อภัยของผู้เสียหายไม่ควรหมายความว่าความผิดตามกฎหมายจะถูกลบล้าง เพราะหน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครองศักดิ์ศรีและความปลอดภัยของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง”

“เราไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุต้องร้องเรียนผ่านสื่อก่อน รัฐจึงจะได้ยินเสียงของเขา” นางรัดเกล้ากล่าว

“บีโอไอ” จับมือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้!! เลขาฯ บีโอไอหารือสภาอุตฯเกาหลี ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน ขยายการร่วมมือภาคธุรกิจ เน้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

บีโอไอหารือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนไทย โรดโชว์ดึงการลงทุน โดยได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเร็ว ๆ นี้

CFO บ้านปูตอกย้ำภาวะผู้นำหญิงไทย!! นางสาวอริศรา ติด Most Powerful Women Asia ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนจาก Fortune ควบรวมบ้านปู พร้อมเสริมแกร่งการเงิน เน้นบริหารมีประสิทธิภาพท่ามกลางผันผวน

CFO บ้านปู ติดทำเนียบ Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

นางสาวอริศรา สกุลการะเวก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ติดทำเนียบ Fortune Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 

ผลงานที่โดดเด่นของนางสาวอริศราในปี 2569 คือการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จนเกิดเป็นบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน นางสาวอริศราได้กำกับดูแลการบริหารการเงินของกลุ่มบ้านปูอย่างมีวินัยและประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก 

ปีนี้ นิตยสาร Fortune สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ได้จัดการประกาศรายชื่อผู้นำหญิง Most Powerful Women Asia เป็นปีที่ 3  โดยพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้นำสตรีจำนวน 100 คนในภูมิภาคเอเชียทั้งเจ้าของกิจการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูง สามารถสร้างผลการดำเนินธุรกิจ และมีส่วนผลักดันทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต จากขนาดและผลการดำเนินงานขององค์กร เส้นทางอาชีพ บทบาทที่สำคัญ นวัตกรรม และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com  และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

ประวัติ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก

จากผู้บริหาร Mastercard สู่ผู้นำองค์กรการพัฒนาระดับโลก

Ajay Banga หรือ อเจย์ บังกา นักบริหารชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คนที่ 14 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ด้วยวาระ 5 ปี หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจข้ามชาติ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และการลงทุน

บังกามีชื่อเต็มว่า Ajaypal Singh Banga เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1959 ในประเทศอินเดีย เติบโตในครอบครัวชาวซิกข์ โดยบิดาเป็นนายทหารระดับพลโท เขาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก St. Stephen’s College มหาวิทยาลัยเดลี ก่อนสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการจาก IIM Ahmedabad ในปี 1981

เขาเริ่มทำงานที่ Nestlé India ในปี 1981 และอยู่ประมาณ 13 ปี ก่อนย้ายไป PepsiCo จากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินกับ Citigroup ในปี 1996 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Mastercard ก่อนเป็นรองประธานบริษัทลงทุน General Atlantic

ที่ Mastercard บังกาผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริษัท และก่อตั้ง Mastercard Center for Inclusive Growth เพื่อสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เขายังเคยเป็นประธานหอการค้านานาชาติ (ICC) ระหว่างปี 2020–2022 และได้รับรางวัล Padma Shri ของอินเดียในปี 2016

ในฐานะประธานธนาคารโลก บังกาให้ความสำคัญกับการสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้องค์กรทำงานรวดเร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้เงินทุน และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

แหล่งข้อมูล

World Bank Group ประวัติ Ajay Banga
https://www.worldbank.org/ext/en/who-we-are/leadership/ajay-banga

World Bank ประกาศแต่งตั้ง 3 พฤษภาคม 2023

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2023/05/03/ajay-banga-selected-14th-president-of-the-world-bank

IIM Ahmedabad ประวัติศิษย์เก่า
https://www.iima.ac.in/node/19997

‘ประเสริฐ’ เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้!! ขยายโอกาสด้านอาชีวะ เดินหน้าภาษาเกาหลีและอีสปอร์ต ยกระดับทักษะเชื่อมโยงอุตสาหกรรม ร่วมมือไทย-เกาหลีใต้เพื่ออนาคตเยาวชน

“ประเสริฐ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ พัฒนากำลังคนอาชีวะ ขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลี และต่อยอดอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือด้านอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับโรงเรียน Mirim Meister High School สถาบันวิจัยการศึกษาและฝึกอบรมอาชีวศึกษาแห่งเกาหลี (KRIVET) และมูลนิธิการศึกษาภาษาเกาหลีนานาชาติ (IKEF)

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางที่เป็นประโยชน์มาต่อยอดการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนไทยนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้จริง

ในการหารือด้านอาชีวศึกษา ฝ่ายไทยเสนอขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเกาหลี โดยต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกับโรงเรียน Mirim Meister High School ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอมพิวเตอร์ และการออกแบบ

ฝ่ายเกาหลีพร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พัฒนาหลักสูตรที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และประยุกต์ใช้ AI ในงานออกแบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริงและมีเส้นทางสู่อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา

ส่วนด้านภาษาและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการหารือกับมูลนิธิ IKEF เพื่อสนับสนุนหลักสูตรภาษาเกาหลีฉบับภาษาไทย พัฒนาครูผู้สอน และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งทางออนไลน์และรูปแบบผสมผสาน โดยมีแนวทางขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลีไปยังหน่วยงานในสังกัด ศธ. และประชาชนทั่วไป สพฐ. จะต่อยอดความร่วมมือในโรงเรียน ขณะที่ สกร. สนใจพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้กว้างขึ้น

การหารือครั้งนี้สะท้อนแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการในการเชื่อมการศึกษากับทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และโอกาสการทำงาน ควบคู่กับการส่งเสริมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต

ที่มา : https://www.facebook.com/R.pradenrath/posts/pfbid033dyejKWAWfDa2WaH1Jn6MA44AcHrBdVv3hjC1uG9sB2CMgcetWhyh5U11HsjSCBZl?rdid=iKZKbhsN75cAVck3#

ท่องเที่ยวปักกิ่งฟื้นแรง!! ทะลุ 23 ล้านคนใน 7 วัน หยุดยาววันชาติจีนคึกคัก ใช้จ่ายกว่า 2.95 หมื่นล้านหยวน สถานที่ยอดนิยม 10 แห่งในเมือง

ปักกิ่งรับทัพนักท่องเที่ยว ช่วงหยุดยาววันชาติ ทะลุ 23 ล้านคน

ปักกิ่ง, 8 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (7 ต.ค.) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีนรายงานว่าปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 23.45 ล้านคน ทำให้เกิดการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวราว 2.95 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.48 แสนล้านบาท)

รายงานระบุว่าสถานที่หรือพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม 10 อันดับแรกของกรุงปักกิ่งในช่วงหยุดยาววันชาติจีน ได้แก่ ถนนคนเดินหวังฝู่จิ่ง พื้นที่ริมน้ำนานาชาติแม่น้ำเหลียงหม่า สวนป่าโอลิมปิก ย่านซีตัน ย่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ถนนคนเดินเฉียนเหมิน สวนสาธารณะเทียนถาน ย่านสือช่าไห่ ถนนหนานหลัวกู่เซี่ยง และพระราชวังฤดูร้อน

กรุงปักกิ่งได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันชาติจีนปีนี้มากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การทัศนศึกษาเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน การชมวิวริมน้ำยามค่ำคืน การสำรวจแกนกลางกรุงปักกิ่ง และการสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

นอกจากนั้นสถาบันทางวัฒนธรรมสาธารณะทั่วกรุงปักกิ่ง อาทิ ศูนย์วัฒนธรรมและห้องสมุด ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น ส่งเสริมการอ่าน เรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และศิลปะการแสดง รวม 986 รายการ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมมากกว่า 5 แสนครั้ง

ที่มา : Xinhua

MagPro เปิดตัว AeroLev โซลูชันชิลเลอร์ระบายความร้อน รองรับ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมร้อนชื้น ลดการใช้พลังงานและน้ำ

MagPro เปิดตัว AeroLev 1850 โซลูชันช่วย AI ดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทยรองรับมาตรฐานด้านน้ำและพลังงานที่กำลังพัฒนา

ดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังมุ่งสู่มาตรฐานด้านการจัดการน้ำและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามกรอบกฎระเบียบระดับประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ, 5 ตุลาคม 2569 — MagPro (หรือที่รู้จักในชื่อ บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด) บริษัทร่วมทุนระหว่าง CIGU Technology Corp. Ltd. (ซีกู เทคโนโลยี คอร์ปอเรชัน จำกัด) และ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. (อีพีจี ดาต้า เทคโนโลยี (เซี่ยงไฮ้) จำกัด) ประกาศเปิดตัว AeroLev 1850 แพลตฟอร์มชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบแบริ่งแม่เหล็ก (Magnetic-Bearing Chiller) ระดับ 1.85 เมกะวัตต์ ที่รองรับการทำงานที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ ยุคใหม่ในตลาดที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ เช่น ประเทศไทย

เมื่อ AI ขับเคลื่อนความต้องการด้านพลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้พลังงานและความหนาแน่นของความร้อนภายในดาต้า เซ็นเตอร์สูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อนที่สามารถรองรับการขยายตัวได้โดยไม่เพิ่มการพึ่งพาทรัพยากรน้ำ AeroLev 1850 ผสานการออกแบบที่ไม่ต้องใช้หอหล่อเย็น (Cooling Tower) เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กแบบไร้น้ำมัน (Oil-Free Magnetic-Levitation Technology) และระบบควบคุมอัจฉริยะ เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำความเย็นที่มีประสิทธิผล เชื่อถือได้ และช่วยลดการใช้น้ำ

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือคอมเพรสเซอร์แบริ่งแม่เหล็กแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่พัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งมีประสิทธิภาพเชิงไอเซนโทรปิก (Isentropic Efficiency) สูงถึง 87% ขณะที่คอนเดนเซอร์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสามารถเพิ่มการลดอุณหภูมิของสารทำความเย็น (Subcooling) ได้มากกว่า 3°C และพัดลม EC มาตรฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานอีกด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมได้สูงสุดถึง 40% ลดอัตราการขัดข้องได้สูงสุดถึง 8% เมื่อเทียบกับคอมเพรสเซอร์แบบหล่อลื่นด้วยน้ำมันทั่วไป และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุดถึง 10% เมื่อเทียบกับชิลเลอร์แบบดั้งเดิม

ด้วยการขจัดความจำเป็นในการใช้น้ำสำหรับระบบทำความเย็นแบบระเหย AeroLev 1850 ช่วยลดข้อจำกัดด้านการดำเนินงานที่สำคัญของดาต้า เซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำหรือมีความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Free Cooling ยังช่วยใช้อากาศภายนอกในช่วงที่อุณหภูมิลดลง เพื่อลดระยะเวลาการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน

แพลตฟอร์มนี้ยังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว ทั้งแบบ Direct-to-Chip และ Immersion Cooling โดย AeroLev 1850สามารถจ่ายน้ำเย็นที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C เพื่อรองรับสถาปัตยกรรมการระบายความร้อนอุณหภูมิสูงรูปแบบใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ อีกทั้งยังมาพร้อมการออกแบบแบบโมดูลาร์มาตรฐานที่ช่วยให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามการเติบโตของกำลังประมวลผล AI

วิลเลียม อู๋ (William Wu) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ในขณะที่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์AeroLev 1850 นำเสนอแนวทางการทำความเย็นสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้สามารถขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ แม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันให้กลายเป็นความยืดหยุ่นในการดำเนินงานระยะยาว”

อลิก หว่าน (Alick Wan) ผู้ก่อตั้งและประธานของ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. กล่าวว่า “MagPro ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์เทคโนโลยีระบบทำความเย็นระดับโลกของเรา ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการส่งมอบโครงการของ EPG เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของ CIGU เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และพึ่งพาทรัพยากรน้ำน้อยลง AeroLev 1850 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในระดับโลก”
ติดต่อ: [email protected]


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top