Friday, 16 October 2026
NewsFeed

บ้านปูใช้ AI ยกระดับซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่น!! เสริมตัดสินใจ–บริหารความเสี่ยงตลาดพลังงาน วิเคราะห์ราคาพลังงานและความเสี่ยง ผู้ช่วยเทรดเดอร์เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งขยายตลาดพลังงานในอนาคต

บ้านปูพัฒนา AI ยกระดับการซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่น
เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ Banpu Power Trading G.K. ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า โดยบ้านปูได้พัฒนาโมเดล AI ที่ผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ของเทรดเดอร์เข้ากับ
การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดและแนวโน้มราคาพลังงาน เพื่อช่วยประเมินโอกาสในการซื้อขาย กำหนดขนาดการซื้อขาย และบริหาร ความเสี่ยง ควบคู่กับการยกระดับองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+)

เดิมการซื้อขายพลังงานอาศัยประสบการณ์ของเทรดเดอร์โดยใช้หลักคิด ประสบการณ์ และเกณฑ์การตัดสินใจที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บ้านปูจึงนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดเป็นระบบที่สามารถทดสอบและตรวจสอบได้ ก่อนต่อยอดและพัฒนาเป็นโมเดล AI โดยช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่ปริมาณพลังงานที่จัดซื้อ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่ายไฟฟ้าสู่ตลาด ไปจนถึงประเมินความไม่แน่นอนของสัญญาณการซื้อขาย* โดยยังมีเทรดเดอร์กำกับดูแลและตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

AI ที่ไม่ได้มองแค่ว่า “ซื้อหรือขาย”
ตลาดไฟฟ้ามีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งอุปสงค์ อุปทาน สภาพอากาศ และต้นทุนทางพลังงาน ทำให้ข้อมูลที่ทันเวลาและแม่นยำมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า สองโมเดล AI จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สัญญาณจากตลาดและบริหารความเสี่ยง โดยโมเดลแรก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินทิศทางราคาพลังงานและค้นหาโอกาสในการซื้อขาย พร้อมประเมินความเชื่อมั่นของแต่ละสัญญาณ หากสัญญาณยังไม่ชัดเจน ระบบสามารถลดขนาดการซื้อขายหรือเลือกไม่ดำเนินการเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่ โมเดลที่สอง ประเมินสภาวะตลาดในภาพรวม เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางและกำหนดขนาดการซื้อขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาด

ทั้งสองโมเดล AI ผ่านการทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบจำลองระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม ในปี 2569 โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังในตลาดไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นมาวิเคราะห์ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าวิธีการซื้อขายแบบเดิม เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

จากแบบจำลองสู่การทำงานร่วมกันระหว่าง “คน” และ “AI”
บ้านปูได้ประยุกต์ใช้ AI Model ร่วมกับเทรดเดอร์เพื่อซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพลังงานประเทศญี่ปุ่น เป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทฯ ใน 6 ภูมิภาค นอกจากนี้โมเดลยังถูกนำไปใช้งานจริงในฐานะ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่สนับสนุนการทำงานของเทรดเดอร์ โดยพนักงานยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบคำแนะนำจาก AI และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการซื้อขายจริง แนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตัดสินใจและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานของบ้านปูให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างศักยภาพของมนุษย์ และ AI

นายนิติ พิทักษ์ธีระธรรม Country Head – Japan บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำ โมเดล AI เข้ามาเสริมในการซื้อขายไฟฟ้า ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนคน แต่เป็นการนำ AI มาช่วยเสริมความสามารถของเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและประเมินสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งช่วยให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์เองก็มีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการทดสอบโมเดลกับการทำงาน ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของธุรกิจซื้อขายพลังงาน และต่อยอดการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+) ในระยะยาว”

ทั้งนี้ บ้านปูยังมีแนวทางศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดโมเดล AI สู่ตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ รวมถึงในกลุ่มธุรกิจอื่น เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กร และบุคลากร รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานในระยะยาว

*สัญญาณการซื้อขาย: ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดที่ใช้บ่งชี้ทิศทางของส่วนต่างราคาระหว่างตลาด Day-Ahead (การซื้อขายไฟฟ้าสำหรับการส่งมอบในวันถัดไป) และ Imbalance (ราคาที่ใช้คำนวณส่วนต่างเมื่อปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อขายไว้ล่วงหน้าไม่ตรงกับการใช้ไฟฟ้าจริง) ซึ่งช่วยให้ระบบประเมินโอกาสในการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา โดยโมเดล AI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าควรซื้อ
หรือขาย แต่ประเมินด้วยว่าสัญญาณนั้นมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

ปตท.สผ. รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด!! ต่อเนื่องปี 3 ได้รับรางวัลสูงสุด สะท้อนธุรกิจยั่งยืนอย่างรับผิดชอบ รางวัลองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน กระทรวงยุติธรรมยืนยันคุณภาพ

ปตท.สผ. คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2569 ระดับสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมีธรรมาภิบาล

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ประเภทรางวัลดีเด่นระดับ Gold (ระดับสูงสุด) สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ปตท.สผ. ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับรางวัลดีเด่นระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ การจัดตั้งระบบรับข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 27 คดีรวม ม.112 รอเยียวยา ชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง 41 ในงาน 6 ตุลา ครบรอบ 50 ปี

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ เผยปัจจุบันถูกคุมขัง รับโทษในเรือนจำ พร้อมชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง ฉบับ 41 ยุค 6 ตุลา
ลดโทษ ม.112

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม แฟนเพจเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ เผยแพร่ประกาศจากสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ปี 2569 ได้ตัดสินให้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ภายในงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนี้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี โดย 3 ใน 27 คดี คือคดี ม.112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกบาปจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

และในโอกาสที่วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชวนประชาคมธรรมศาสตร์ช่วยกันเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยกเลิกอัตราโทษที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ และกลับไปใช้อัตราโทษเดิม สำหรับมาตรา 112 คือใช้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ทาง https://decoup6octsins.com/

สำหรับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลที่สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ที่สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_5919622?

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

สองพิธีศรัทธาพืชสวนโลกอุดรฯ สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลก อุดรธานีชูคุณค่าธรรมและวัฒนธรรม

สองพิธีสำคัญแห่งศรัทธา! สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ อีกหนึ่งพิธีหลวงปู่ศิลาเมตตาเบิกเนตรพระพุทธรูปในสวนไม้พุทธประวัติ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลกอุดรฯ

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีประดิษฐานและเบิกเนตร “พระศรีอริยเมตไตรย พุทธภัทรบรมสุข” โดยมีหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรและอธิษฐานจิต อีกทั้งหลวงปู่ศิลายังประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป ณ สวนไม้พุทธประวัติ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี ก่อนต้อนรับผู้มาเยือน

พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จัดพิธีประดิษฐานและเบิกเนตรพระพุทธรูปในสองพื้นที่สำคัญ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี และนายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพและแม่งานหลักในการจัดพิธี เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่ พร้อมเชื่อมคุณค่าทางพระพุทธศาสนาเข้ากับความงดงามของพรรณไม้และภูมิทัศน์

นายรพีภัทรได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์และหลวงปู่ศิลา สิริจันโทให้ความสำคัญในการจัดพิธีเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นกำลังหลักในการประสานและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างสมเกียรติ สะท้อนความตั้งใจที่จะให้พื้นที่พืชสวนโลกมีคุณค่าทั้งด้านธรรมชาติ การเรียนรู้ และการเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนและผู้มาเยือน จากทั่วทุกมุมโลก  

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ และพระพุทธรูปภายในสวนไม้พุทธประวัติ เชื่อมโยงความงดงามของพุทธศิลป์เข้ากับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางความร่มรื่นของพรรณไม้ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ พร้อมเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับพุทธประวัติ

ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์โครงการพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี โดยการจัดภูมิทัศน์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเชื่อมพื้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและสวนไม้พุทธประวัติให้กลมกลืนกับบรรยากาศของงาน

พิธีครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเตรียมพื้นที่พืชสวนโลกอุดรธานีให้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยความงดงามของธรรมชาติควบคู่กับคุณค่าทางวัฒนธรรมและศรัทธา ให้การมาเยือนเป็นทั้งโอกาสแห่งการเรียนรู้ การพักผ่อน และการสัมผัสความร่มเย็นทางจิตใจ

‘จอชชัว’ กลับถึงไทยอบอุ่น!! แฟนคลับจัดเซอร์ไพรส์ต้อนรับ หลังคว้าเหรียญทองวิ่ง 400 ม. ทำลายสถิติทีมวิ่งผลัด 4×400 ม. บรรยากาศอบอุ่นที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จอชชัว กลับถึงไทย แฟนคลับเซอร์ไพรส์ ใส่หน้ากากรูปหน้าเจ้าตัว พร้อมธงชาติไทย มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังสร้างประวัติศาสตร์ ศึกเอเชียนเกมส์ 2026

เมื่อวันนี้ 5 ต.ค. 69 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “จอชชัว” โรเบิร์ต แอทคินสัน นักกรีฑาทีมชาติไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น

ในการแข่งขันครั้งนี้ “จอชชัว” โรเบิร์ต แอทคินสัน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าเหรียญทอง วิ่ง 400 เมตร (ชาย) สถิติ 44.90 วินาที (PB) และนำทีมวิ่งผลัดชาย 4×400 ม. ทำลายสถิติประเทศไทย คว้าที่ 4 ของเอเชีย

สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทยในครั้งนี้ “จอชชัว” ได้รับการต้อนรับจากทีมนักกีฬากรีฑาไทย นำโดย “ป๊อก” ร.ต.ท. จิรายุ ปลีนารัมย์ อดีตนักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย พร้อมด้วย “อาซิม” เมธาวี กัณหาอุดม “เต้” ธีรเดช บุญชิต “เบนนี่” โนนทะนำ และ “โค้ชอุ๊” ตรีวดี ยงพันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังมีเหล่าแฟนคลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการใส่หน้ากากรูปหน้าเจ้าตัพร้อมธงชาติมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10426360

หนี้เสียกัมพูชาพุ่งแตะ 9.6% กำลังเผชิญความเสี่ยง หนี้เสียพุ่งสูงสุดในอาเซียน เศรษฐกิจปี 2569 เติบโตต่ำกว่าคาดที่ 3.9% AMRO เตือนภัยโครงสร้างต่อเอลนีโญรุนแรง ภาคผลิตแข็งแกร่ง แต่ภาคบริการซบเซารุนแรง

หัวแถวอาเซียน! หนี้เสียเขมรพุ่ง 8.3% เปราะบางต่อภาวะโลกร้อน-เอลนีโญ

วานนี้ (5 ต.ค. 69) สำนักข่าวคีรีโพสต์ของกัมพูชารายงานว่า สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office; AMRO) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาลงเหลือ 3.9% ในปีนี้ ท่ามกลางภาวะซบเซาของภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ภาคการผลิตทั้งสิ่งทอและสินค้าที่ไม่ใช่สิ่งทอยังคงเติบโตรองรับไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง

นายตง เหอ (Dong He) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ระบุว่า ทางการกัมพูชาควรดำเนินมาตรการ "อย่างทันท่วงที" เพื่อจัดการกับปัญหาที่สั่งสมมาจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของกัมพูชา ซึ่งสูงที่สุดในอาเซียนที่เกือบ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 พร้อมกับต้องบริหารจัดการความเชื่อมั่นในระบบการเงิน "อย่างรอบคอบ"

เมื่อหนึ่งปีก่อน AMRO พบว่าอัตราส่วนดังกล่าวยังคง "ถูกบดบังไว้บางส่วน" จากนโยบายของธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ที่อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถ "ปรับโครงสร้างหนี้ได้โดยไม่ต้องจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL)" แต่ในเดือนกันยายนนี้ แบ่งชาติกัมพูชาได้ยุติมาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ระยะเวลา 6 ปีลง เพื่อให้พอร์ตสินเชื่อสะท้อนถึงคุณภาพสินเชื่อและความเสี่ยงที่แท้จริง

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 หนี้เสีย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แตะระดับที่ 9.6% โดยมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปทั้งสิ้น 239,546 บัญชี คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.5% ของยอดคงค้างสินเชื่อทั้งหมดในระบบ ผู้เชี่ยวชาญในภาคการธนาคารระบุว่า อัตราส่วนดังกล่าวอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกหลังจากการยกเลิกมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราหนี้เสียสุทธิ (Net NPL) ยังคงอยู่ที่ราว 3.3%

ในบทวิเคราะห์ล่าสุด นายเรย์มอนด์ เซีย (Raymond Sia) กรรมการผู้จัดการของ Canadia Investment Holding Plc ระบุว่า แม้หนี้เสียสุทธิจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ 3.3% แต่การบังคับขายหลักประกันเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายของสถาบันการเงินในการติดตามหนี้ให้สำเร็จ

ทั้งนี้ อัตราหนี้เสียสุทธิที่ต่ำบ่งชี้ว่าธนาคารและสถาบันการเงินยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังที่ AMRO ได้ระบุไว้ในรายงานเสถียรภาพทางการเงินฉบับล่าสุด ซึ่งจัดให้กัมพูชามีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 capital adequacy ratio) สูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก และมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (LCR) สูงเกิน 100%

อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบภายในประเทศยังคงรุมเร้ากัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีที่แล้ว ความซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนพลังงานที่สูง ส่งผลให้ AMRO ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลงเหลือ 3.9% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.2% แม้ว่าจะคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ 4.9% (จาก 5.1% ในเดือนกรกฎาคม) ก็ตาม ส่วนในปีหน้า ปี 2570 คาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9% และอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอีกสู่ระดับ 3%

นอกจากนี้ กัมพูชายังถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างสูงต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 33.4% และหมวดอาหารมีน้ำหนักในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ถึง 43.3% แม้ว่าการมีสต็อกข้าวสารรองรับการบริโภคได้ 3.1 เดือนและสถานะที่เป็นผู้ส่งออกอาหารสุทธิเล็กน้อยจะช่วยรองรับผลกระทบได้บ้าง ตามที่รายงานอัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจเดือนตุลาคมของ AMRO ระบุไว้

AMRO รายงานว่า ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ภาคเกษตรกรรมคิดเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูงทั้งในด้าน GDP และการจ้างงาน ขณะที่หมวดอาหารมีสัดส่วนมากกว่า 40% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พร้อมเตือนว่า "ภาวะชะงักงันทางการเกษตรอาจส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ในชนบทลดลง ในขณะเดียวกันก็เพิ่มค่าครองชีพของภาคครัวเรือนไปด้วย"

แม้จะมีปัจจัยท้าทายเหล่านี้ นายเหอได้ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยบวกในรายงาน โดยวิเคราะห์ว่าการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา "ค่อนข้างแข็งแกร่ง" จากแรงหนุนของภาคการผลิตทั้งสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสินค้าที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม "การส่งออกเครื่องนุ่งห่มและการนำเข้าผ้าขยายตัว 6.7% และ 8.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) ตามลำดับ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้"

"แต่สิ่งที่น่าจับตาเช่นกันคือ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่มเติบโตถึง 37.3% ในช่วง 8 เดือนแรก [ของปี 2026] ซึ่งเร็วกว่าอัตราการเติบโต 16.8% ที่บันทึกไว้ในปี 2025 มาก ดังนั้น ภาพที่เห็นจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการชะลอตัวในภาคบริการ แต่ภาคการผลิตกลับทำผลงานได้ค่อนข้างดี" นายเหอกล่าวตอบสำนักข่าว Kiripost

ที่มา : Kiripost

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1709191184546685&id=100063674585845&rdid=sfalKlNFu1v2StU8#

กระแสไวรัล China Haul นักท่องเที่ยวแห่อวดของฝากจากจีน

แอบส่องเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจีนว่าพวกเธอเลือกซื้ออะไรกลับบ้านกันบ้าง หลังคลิปวิดีโอที่ใช้แฮชแท็กไชน่า ฮอลล์ (China Haul) กำลังกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย โดยนักท่องเที่ยวพากันเปิดกระเป๋าอวดของที่ซื้อกลับจากจีน ซึ่งแต่ละทริปมาพร้อมของที่น่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้งผลิตภัณฑ์ความงาม ของเล่นและของสะสม ไปจนถึงแก็ดเจ็ตสุดล้ำ นับเป็นอีกหนึ่งสีสันของการเดินทางท่องเที่ยวจีน

ที่มา : Xinhua

‘บุญเลิศ’ ชี้ไทยพีบีเอสต้องยกเครื่องครั้งใหญ่!! ปมบุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,800 ล้าน ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหารหลักแสนต่อเดือน สตง.ตรวจสอบการใช้รถและจัดซื้อจัดจ้าง หนุนยกเครื่องครั้งใหญ่เพื่อความโปร่งใส

“บุญเลิศ คชายุทธเดช” กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เปิดปัญหาภายในองค์กร ชี้บุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงแตะปีละ 2,600–2,800 ล้านบาท ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหาร–ผู้เชี่ยวชาญหลักแสน ขณะที่ สตง.เข้าตรวจทั้งการใช้รถส่วนกลาง จัดซื้อจัดจ้าง และจ้างผลิตรายการภายนอก ย้ำถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ หากไม่กล้ายอมรับปัญหาอาจ “สายเกินแก้”

วันนี้ (5 ก.ย.) นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “Boonlert Kachayudhadej” สะท้อนสถานการณ์ภายในองค์กรสื่อสาธารณะแห่งแรกของไทยภายใต้หัวข้อ “ต้องปฏิรูปใหญ่.. ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้” โดยระบุว่า นับเป็นครั้งที่คนในไทยพีบีเอสตื่นตัวและระทึกใจมากที่สุดในรอบ 18–19 ปี

ชี้ปัญหาคนล้นองค์กร งบประมาณทะลุ 2,800 ล้านบาท

นายบุญเลิศระบุว่า แม้ไทยพีบีเอสจะผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัย แต่ปัจจุบันกลับประสบปัญหาภายใน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากร โดยปัจจุบันมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน ซึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงใช้คนจำนวนมากเมื่อเทียบกับสื่อดิจิทัลอื่นที่ปรับลดขนาดลง และมีการจ้างอดีตผู้บริหารที่เกษียณกลับมาเป็นโค้ชด้วยค่าจ้างสูงถึง 100,000 บาท/เดือน (สัญญา 6 เดือน รวม 600,000 บาท) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษค่าจ้างเกือบ 300,000 บาท/เดือน 

ซึ่งแม้ตามกฎหมายจะได้รับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่าย (ปีละราว 400 ล้านบาท) และดอกเบี้ย รวมแล้วมีงบประมาณใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,600 – 2,800 ล้านบาท

นอกจากประเด็นที่เครือข่ายพันธมิตรคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปมาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งกังวลว่าอาจสูญเสียความเป็นอิสระ) นายบุญเลิศชี้ว่า สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินภายในองค์กรแล้ว

โดยระบุว่ามีการตรวจสอบในหลายประเด็น เช่น

1. การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ผู้บริหารบางรายได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน แต่ยังใช้รถส่วนกลาง ซึ่งอาจถูก สตง. เสนอแนะให้เรียกเงินคืน

2. การจัดซื้อจัดจ้าง ปัญหาการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงที่อาจขัดต่อกฎหมาย

3. การจ้างภายนอก ค่าผลิตรายการและการจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาสูง

พร้อมหนุนข้อเสนอ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ เร่งยกเครื่องผ่าตัดใหญ่ โดยนายบุญเลิศอ้างถึงแถลงการณ์ของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน (เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม) ที่เสนอให้มีการทบทวนกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร และเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสปฏิรูปการทำงานเพื่อแสดงคุณค่าและความโปร่งใสต่อประชาชน "หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ หากเบี่ยงเบนไปกลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเอง ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์" นายบุญเลิศ ระบุทิ้งท้าย 

สรุปตกลงกันได้!

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ยอมขอโทษนายสนธิ ลิ้มทองกุล และยอมรับว่าสิ่งที่นายเดชาโพสต์และพูดไปนั้นเป็นความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหลายเรื่อง ทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะการกล่าวหาว่านายสนธิโกง หรือฉ้อโกงธนาคาร รวมถึงการกล่าวหาว่านายสนธิเป็นสื่อใหญ่ที่ตบทรัพย์ในวงการสื่อซึ่งไม่เป็นความจริง เมื่อตกลงกันได้คู่ความทั้งสองจึงได้ตัดสินใจถอนการฟ้องร้องคดีที่มีต่อกันทั้งหมดออกจากศาล เพื่อลดจำนวนคดีในศาล ตามนโยบายและคำแนะนำของศาล

ที่มา : ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1628473341979693&id=100044511276276&rdid=8eHphSOD8jKDEZqi#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top