Friday, 16 October 2026
NewsFeed

ตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ ใครต้องรับผิด!! ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น้ำท่วมกรุงเทพยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ปี 69 ฝนตกน้อยแต่น้ำท่วมหนัก รัฐบาล-กทม.ต่างรับผิดชอบร่วมกัน

ด่าให้ถูกตัว…..น้ำท่วมกรุงเทพ ใครคือจำเลย

เป็นเรื่องตลกที่น้ำท่วมกรุงเทพที่ผ่านมา คนกรุงเทพกลับบอกว่าผู้ว่าฯไม่ผิด ผิดที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ในขณะที่น้ำท่วมพัทยา คนกลับด่าผู้ว่าฯกันขรม ไม่มีคนด่ารัฐบาลเลย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองคือฉันไม่เลือกพรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ฝ่ายที่เป็นรัฐฯทำผิดหมด ส่วนฉันเลือกผู้ว่าคนนี้อะไรที่ผู้ว่าคนนี้พูดถูกเสมอ เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาสรุปเรื่องน้ำท่วมในเดือนกันยายนที่ผ่านมาให้ทราบกันดีกว่า เราจะมาดูที่ต้นตอแรกกัน

ปริมาณฝนที่ตกในเดือนกันยายน
หากวัดจากปีที่เกิดมหาอุทกภัยในกรุงเทพในปี 2554 พบว่าปีนั้นในเดือนกันยายนฝนตกในกรุงเทพเพียง 303.5 มิลลิเมตรเท่านั้นในขณะที่ปี 2555 มีปริมาณฝนในกรุงเทพในเดือนกันยายนสูงถึง 847.5 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2565 ที่วัดได้ 801.5 มิลลิเมตร ซึ่งมาดูว่าถ้ามานับปี 2554 ที่เกิดน้ำเหนือไหลบ่า ในป 2555 และ 2565 ใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายก จะพบว่าในปี 2555 จะพบว่าปีนั้นผู้ว่า กทม. คือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสาเหตุที่ปี 2555 ไม่เกิดน้ำท่วมเพราะได้บทเรียนจากปี 2554 บวกกับ ปีนั้นไม่ได้มีน้ำเหนือจากพายุถาโถมเหมือนปี 54 รวมถึง ทาง กทม. ได้เร่งบูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ มีการซ่อมแซมและเสริมแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสายหลักให้แข็งแรงและสูงขึ้นกว่าเดิมทันก่อนฤดูน้ำหลาก ทางกรมชลฯก็ได้มีการบริหารจัดการพร่องน้ำในเขื่อนหลัก เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนล่วงหน้า รวมถึงการบริหารจัดการระบายน้ำผ่านทุ่งรับน้ำต่างๆ ทางตอนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯ ไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองแบบไร้การควบคุมเหมือนปี 2554 อีกทั้งกรุงเทพมหานครและหน่วยงานท้องถิ่นมีความตื่นตัวสูงมาก มีการขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวาและขยะที่เป็นอุปสรรคทางระบายน้ำ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำและกระสอบทรายไว้ตามจุดเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้ระบบระบายน้ำสามารถรับมือกับปริมาณฝนตามฤดูกาลในปีนั้นได้ดีกว่าเดิม

แล้วในปี 2565 ละใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ ผู้ว่าคนปัจจุบันกับพลเอกประยุทธ์ ถามว่าทำไมน้ำไม่ท่วมละ ในปี 2565 เพราะถือว่ามวลน้ำฝนใน กทม. มีมากเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเลย สรุปก็คือ ในช่วงเวลานั้น กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด สั่งการให้เร่ง "พร่องน้ำ" ในคลองสายหลักและบึงรับน้ำต่างๆ ให้มีระดับต่ำล่วงหน้าก่อนที่ฝนชุดใหญ่จะตกลงมา เพื่อเตรียมพื้นที่รอรับน้ำ (Retention Area) ทำให้เมื่อฝนตกลงมาหนัก คลองจึงมีศักยภาพพอที่จะรองรับและเร่งสูบระบายออกได้ทันท่วงที อีกทั้งมีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว ทั้งการเดินเครื่องสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเสริมในจุดวิกฤต การเร่งเก็บขยะและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำไหลตามคูคลองและหน้าตะแกรงท่อระบายน้ำทันทีที่ฝนหยุด เพื่อเร่งให้น้ำในซอยหรือถนนระบายลงคลองได้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครได้รับการเสริมความแข็งแรงและปรับความสูงขึ้นจากบทเรียนในอดีต ประกอบกับระดับน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาไม่ได้วิกฤตเท่าปี 2554 แนวคันกั้นน้ำจึงสามารถป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชั้นในได้

แล้วปีนี้ละมีน้ำฝนที่ตกลงมาปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ 540 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าปี 2555 และ 2565 มาก คำถามคือทำไมน้ำถึงท่วม คำตอบที่ได้คือฝนที่ตกแบบกระจุกตัวในปี 69 ตะหากที่น่าจะเป็นจำเลยสำคัญที่ต่างจากฝนที่ตกในปี 55 และ 65 โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนที่กระจุกอยู่ในโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นตัวเร่งให้พื้นที่ดังกล่าวจมบาดาล แต่มันมีอีกประเด็นที่น่าจะมุมของผู้ที่ต้องรับผิดชอบซึ่งเอย่าแบ่งได้ดังนี้
1. ในมุมของการบริหารดูแลระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย (ท่อระบายน้ำในซอย คลองย่อย) การลอกท่อ กำจัดผักตบชวา การเดินเครื่องสูบน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ การจัดสรรงบประมาณท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจุดเสี่ยงใน กทม. สิ่งเหล่านี้ที่เป็นตัวขัดขวางทางเดินน้ำ นี่คืองานของผู้ว่า กทม. ที่ต้องพิจารณาว่าได้แก้ไขอย่างสม่ำเสมอหรือไม่เพราะงานเหล่านี้จะต้องมีคนกวดขันดูแลอย่างสม่ำเสมอ
2. การแจ้งเตือนอุบัติภัยที่ล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯเป็นคนสั่งการ คงต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงล่าช้า
3. การลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวล่าช้าโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ซึ่งนี่เป็นเมกะโปรเจคที่จะนำพาฝั่งตะวันออกพ้นสภาพการจมบาดาล ข้อนี้ฝ่ายกรุงเทพเป็นคนชงเรื่องแต่คนอนุมัติงบจะต้องเป็นรัฐบาล ประเด็นคือทำไมรัฐบาลจึงไม่อนุมัติงบแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่กลับไปอนุมัติงบใช้ AI ในการตรวจหาฝนแทนนี่เป็นจุดที่คนกรุงฯจะด่ารัฐบาลก็ไม่แปลก
4. สุดท้ายจะด่าใครก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากอดีตที่มีการวางผังเมืองผิดแบบไปขวางทางน้ำหรือการอนุมัติให้ถมคูคลองหรือสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำเดิม (Floodway) ทำให้เมืองสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่จะช่วยซับน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสะสมจากนโยบายการผังเมืองในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลและกรุงเทพฯอาจจะต้องช่วยกันในการหาทางออกจากปัญหาในอดีตที่คนเก่าคนแก่ผูกไว้

น้ำท่วมรอบนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีหากทั้งกรุงเทพและรัฐบาลจะเริ่มหันมาทำงานร่วมกันและผลักดันกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลวงที่ปลอดจากน้ำท่วมได้ในที่สุด เราคงไม่สามารถบอกว่าจะด่าใครได้ในเมื่อปัญหาที่เกิดก็เกิดจากทุกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดมากกว่าการจะมาตำหนิกันว่าใครดีหรือไม่ดี ใครทำหรือไม่ทำ และที่สำคัญประชาชนในกรุงเทพเองก็ต้องร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังน้ำและปกป้องบ้านตนเองหรือหมู่บ้านตนเอง ไม่ใช่สุดท้ายก็จะมาโทษกันว่าบ้านคนรวย บ้านคนไฮโซรอดทำไมบ้านฉันไม่รอด และโทษกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

ที่มา : AYA
ภาพถ่าย : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1730589139101243&set=pcb.1730589669101190

‘รัดเกล้า’ ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม”?! แนะเปลี่ยน Work Hard เป็น Work Smart ขาดระบบบัญชาการจัดการวิกฤต จี้ตั้งระบบบัญชาการน้ำท่วม ใช้มืออาชีพช่วยประชาชน เตือนน้ำลด หนี้อาจท่วมประชาชน

“รัดเกล้า” ถามกลางสภา “เรามีรัฐไว้ทำไม?” แนะเปลี่ยน “Work Hard” เป็น “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤตน้ำท่วม เลิกสวมบทอาสาแจกถุงยังชีพ เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” หวั่นประชาชนเครียดสะสม

“เตือนแล้วไม่พอ ถ้าประชาชนยังออกจากพื้นที่ไม่ได้” “รัดเกล้า” สะท้อนเสียงพี่น้องเคหะร่มเกล้า หลังลงพื้นที่ช่วยเหลือต่อเนื่อง 4 วัน พบผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก และประชาชนยังติดค้างในพื้นที่ ชี้ปัญหาไม่ใช่ไม่มีคนหรือไม่มีของ แต่ขาด “ระบบบัญชาการ” แนะรัฐใช้มืออาชีพตรงกับภารกิจ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด หวั่น “น้ำลด แต่หนี้ท่วม” และปัญหาความเครียดที่อาจนำไปสู่เหตุสลด

วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทรวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องอุทกภัย สะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เคหะร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบจัดการสาธารณภัยของภาครัฐว่า “เกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการภัยพิบัติของประเทศเรา”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้ต้องการหาคนผิด แต่ต้องการเป็นเสียงแทนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนในเคหะร่มเกล้าต่อเนื่อง 4 วัน โดยพบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่รัฐต้องนำมาคิดในการวางระบบอพยพ ไม่ใช่เพียงการแจ้งเตือนภัย

นางรัดเกล้าระบุว่า ในพื้นที่มีการแจ้งเตือนภัยหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงขึ้นแล้ว โดยตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับการแจ้งเตือน แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันเวลา รัฐควรย้อนกลับมาดูว่าระบบช่วยเหลือและอพยพมีช่องว่างตรงไหน

“เราต้องเลิกพูดว่า ‘เตือนแล้ว’ ‘สั่งแล้ว’ หรือ ‘ประชาชนไม่ยอมออกเอง’ เพราะถ้าเตือนแล้วประชาชนยังออกไม่ได้ คำถามของคนที่รับผิดชอบต้องเป็นว่า ทำไมเขายังออกไม่ได้ และรัฐต้องแก้ตรงไหนให้เขาออกได้”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า จากการลงพื้นที่ สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ไม่ได้ขาดคน และไม่ได้ขาดทรัพยากร เพราะมีทั้งเรือ อาหาร ยา รวมถึงประชาชน อาสาสมัคร และมูลนิธิจำนวนมากที่พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ขาดคือผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบัญชาการและประสานทรัพยากรทั้งหมดให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

“เรือมี คนมี อาหารมี ยามี แต่สิ่งที่ไม่มีคือไม่มีใครรู้ว่าอีกคนกำลังทำอะไร ใครได้รับความช่วยเหลือแล้ว และใครยังไม่ได้รับ นี่คือสิ่งที่ระบบต้องตอบ”

เคหะร่มเกล้า สะท้อนปัญหา “มีคนช่วย แต่ระบบยังไม่ทำงาน”

นางรัดเกล้ากล่าวว่า สถานการณ์ในเคหะร่มเกล้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของระดับน้ำ แต่เป็นเรื่องชีวิตของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังมีการตัดไฟเพื่อความปลอดภัยจากเหตุไฟฟ้าดูด ส่งผลให้ประชาชนในแฟลตจำนวนมากต้องอยู่ในความมืด ขณะที่ยังมีความต้องการอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค

พื้นที่แฟลตประมาณ 130 อาคารยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ และมีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับประทานนมมาหลายวัน ขณะที่ประชาชนพยายามใช้แสงจากโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขน้ำท่วม แต่คือชีวิตจริงของคนที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ในบ้านของเขา”

นางรัดเกล้ายังตั้งคำถามถึงบทบาทของภาครัฐในการลงพื้นที่ โดยระบุว่า การลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจไม่ควรจบเพียงการนำสิ่งของไปแจกจ่ายหรือทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครอีกหนึ่งกลุ่ม แต่ควรทำหน้าที่ วางระบบบัญชาการ ประสานงาน และจัดสรรทรัพยากร ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก “Work Hard” สู่ “Work Smart” ดึงมืออาชีพจัดการวิกฤต

นางรัดเกล้าเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงานจากเพียง Work Hard เป็น Work Smart เพราะการบริหารจัดการภัยพิบัติไม่ใช่เพียงการทำงานหนัก แต่ต้องทำงานอย่างเป็นระบบ ใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้คนให้ถูกกับงาน และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยยกตัวอย่างการกู้ภัยถ้ำหลวง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและอาสาสมัครจากหลายประเทศเข้ามาร่วมภารกิจ แต่สามารถทำงานร่วมกันได้เพราะมีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีการแบ่งหน้าที่ และนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านมาใช้ให้ตรงกับภารกิจ

“ศูนย์บัญชาการจะไม่มีความหมาย หากผู้บัญชาการไม่มีความรู้และความชำนาญ วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นผู้มีอำนาจลงพื้นที่ แต่ต้องการเห็นว่าทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ และความช่วยเหลือไปถึงคนที่ต้องการจริง”

นางรัดเกล้าย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานหนัก แต่ต้อง ทำงานให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการภัยพิบัติที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่เพียงการระดมบุคลากรจำนวนมากลงพื้นที่โดยไม่มีผู้บัญชาการภารกิจที่เห็นภาพรวม

เตือน “น้ำลด หนี้ท่วม” เร่งเยียวยาเศรษฐกิจ–จิตใจ ก่อนเกิดเหตุสลด

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวถึงผลกระทบหลังน้ำลดว่า วิกฤตไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง เพราะประชาชนต้องกลับมาเผชิญกับบ้านเรือน รถยนต์ และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่รายได้หายไป แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมกลับเพิ่มขึ้น

“น้ำลด แต่หนี้อาจท่วม” จึงเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือตั้งแต่วันนี้ ทั้งมาตรการฟื้นฟูบ้านเรือน การช่วยเหลือผู้ประกอบการ การดูแลรายได้ของประชาชน ตลอดจนการเยียวยาด้านจิตใจ

นางรัดเกล้าแสดงความกังวลว่า ความเครียดจากความสูญเสีย หนี้สิน และความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต อาจสะสมจนเกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที

“ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด แต่ การบริหารจัดการของรัฐต้องควบคุมให้ได้ ประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้ยืนรอดูน้ำลดลงตามธรรมชาติด้วยตัวเอง”

นางรัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาลไม่ใช่เพียงคำประกาศว่า “เอาอยู่” หรือภาพการลงพื้นที่ แต่คือการเห็นรัฐสามารถจัดระบบการทำงานให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน และสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้จริงในเวลาที่เกิดภัย

“ประชาชนไม่ได้ต้องการให้รัฐมาสัญญาว่า ‘เอาอยู่’ แต่ต้องการเห็นว่า เมื่อเกิดภัย รัฐอยู่กับเขา และช่วยเขาออกจากภัยได้จริง”

‘ปูติน’ ย้ำบทเรียนสงครามเย็น!! เตือนโลกไม่ควรเดินซ้ำเส้นทางแบ่งขั้วด้วยม่านเหล็กใหม่ มาตรการคว่ำบาตรหลายพันฉบับ ปูตินเตือนนโยบายนี้จะล้มเหลว ย้ำหลักความมั่นคงแบ่งแยกไม่ได้

มอสโก, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเต็มคณะของการประชุมประจำปีครั้งที่ 23 ของคลังสมองวัลได กล่าวว่ากลุ่มชาติตะวันตกกำลังสร้าง "ม่านเหล็ก" อันใหม่ในประชาคมระหว่างประเทศโดยใช้มาตรการจำกัดและโดดเดี่ยวแบบกินวงกว้าง ซึ่งจะเป็นนโยบายที่ล้มเหลวและสวนทางกับเจตจำนงของรัสเซีย

ปูตินชี้ว่ากลุ่มประเทศตะวันตกได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียหลายพันรายการ ขัดขวางการติดต่อทางการทูตกับผู้แทนรัสเซีย และพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียออกจากกลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งที่บทเรียนจากยุคสงครามเย็นช่วยให้เห็นแล้วว่าความพยายามของสหภาพโซเวียตในการสร้างม่านเหล็กจบลงด้วยความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และความพยายามในยุคปัจจุบันที่จะสร้างกำแพงทางอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริงและจะพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางพลวัตโลกปัจจุบัน

ทั้งนี้ ปูตินเน้นย้ำหลักการพื้นฐานที่มีมานานของรัสเซีย ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของระเบียบโลกที่มีเสถียรภาพในอนาคต นั่นคือความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มประเทศใดกลุ่มหนึ่งไม่ควรแลกมาด้วยความมั่นคงของฝ่ายอื่นๆ โดยแนวคิดความมั่นคงที่แบ่งแยกไม่ได้เป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบธรรมาภิบาลโลกรูปแบบใหม่ที่ชอบธรรม ซึ่งทุกประเทศควรยึดมั่นกฎเกณฑ์นี้เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์

ที่มา : Xinhua

วอลเลย์บอลชายไทยเดินหน้าต่อ!! ชนะกาตาร์ 3-1 25-20, 25-19, 21-25, 25-21 ทะลุรอบชิงอันดับ 5 เอเชียนเกมส์ เอเชียนเกมส์ 2026 ญี่ปุ่น แสดงพลังแก้ตัวสำเร็จ

ตบหนุ่มไทย แก้ตัวสำเร็จ หลังเดินหน้าตบเอาชนะ กาตาร์ ในรอบจัดอันดับ 5-8 ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น

วอลเลย์บอลชาย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันในรอบจัดอันดับ 5-8 ทีมวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย อันดับ 52 ของโลก ลงสนามพบ กาตาร์ อันดับ 43 ของโลก

แมตช์นี้ ปาร์ค กีวอน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ส่งผู้เล่น 6 คนแรกประกอบด้วย บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร กัปตันทีม, ธูปดิษฐ์ พระพุทธ, นภาเดช พินิจดี, อนุชิต ภักดีแก้ว, ธนัสถ์ บำรุงภักดี, ชัยวัฒน์ ถุงคำ และตัวรับอิสระ นครินทร์ อินธนู

ผลปรากฎว่า แมตช์นี้เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ ตบหนุ่มไทย จะเป็นฝ่ายเอาชนะไป 3-1 เซ็ต 25-20, 25-19, 21-25 และ 25-21 คว้าชัยชนะ แก้ตัวผ่านเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ได้สำเร็จ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422576

รถไฟจีนทุบสถิติ!! 25.2 ล้านคนใช้รถไฟวันแรก เพิ่มเที่ยวอีก 1,462 เที่ยวรับมือ เมืองปักกิ่งกว่างโจวฮอตสุด คาดช่วงหยุดยาวทะลุ 284 ล้านคน

ยอดโดยสารรถไฟหยุดยาว 'วันชาติจีน' วันแรก ทุบสถิติทะลุ 25 ล้านครั้ง

ปักกิ่ง, 2 ต.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (2 ต.ค.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) อยู่ที่ 25.2 ล้านครั้ง ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับช่วงเวลาหนึ่งวัน พร้อมคาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟของจีน ช่วงวันที่ 2 ต.ค. จะอยู่ที่ 20.39 ล้านครั้ง และมีการเดินรถเพิ่มเติม 1,462 เที่ยว เพื่อตอบสนองความต้องการเดินทางที่พุ่งสูง

ข้อมูลการจำหน่ายบัตรโดยสารล่วงหน้าระบุว่าเมืองต้นทางยอดนิยมในวันศุกร์ (2 ต.ค.) ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู เซินเจิ้น หางโจว อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว และหนานจิง ขณะเมืองปลายทางยอดนิยม ได้แก่ ปักกิ่ง กว่างโจว เฉิงตู หางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ซีอัน เจิ้งโจว หนานจิง และฉางซา ส่วนเส้นทางเดินรถอย่างเส้นทางไปกลับซีอัน-เฉิงตู และเส้นทางปักกิ่งไปเสิ่นหยาง เจิ้งโจว และชิงเต่า เป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด

ทั้งนี้ หน่วยงานการรถไฟทั่วจีนได้ยกระดับการจัดการระบบขนส่งและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย โดยบริษัทฯ คาดการณ์ว่าปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารรถไฟ ช่วงหยุดยาวเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ก.ย.-8 ต.ค. จะอยู่ที่ราว 284 ล้านครั้ง

ที่มา : Xinhua

สแกมเมอร์ ไม่มีสัญชาติ เมื่อจีนปราบปรามหนัก!! ลากคอจีนเทาไปประหารชีวิตยกครอบครัว ไปโผล่หนักที่อินเดีย ที่ไม่เกี่ยวกับจีน หลอกคนต่างชาติ และผู้สูงอายุอินเดีย สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ประเมิน สแกมเมอร์จากอินเดีย ทำให้เสียหายกว่า 10,000 ดอลลาร์ จากการเปิดเ

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

ช่องโหว่เหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ตำรวจจากหลายพื้นที่ทั่วอินเดียต้องเดินทางไปยังเมวัตและจามตาราเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัย ขณะที่ตำรวจท้องถิ่นแทบไม่มีบันทึกการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกต่อแหล่งหลอกลวงในพื้นที่ของตนเอง

รายงาน UNODC ปี 2024 ระบุว่า “การเพิกเฉยแบบเลือกปฏิบัติ” ของตำรวจในพื้นที่อาชญากรรมสูง เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เครือข่ายเหล่านี้ขยายตัว รูปแบบนี้ทำหน้าที่เหมือนการคุ้มครองเชิงโครงสร้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานเรื่องการรับสินบนรายบุคคล โมเดลนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในกัมพูชาและเมียนมา มีการมีส่วนร่วมโดยตรงของชนชั้นนำทางการเมืองและทหาร รวมถึงลักษณะของ “อาชญากรรมที่ถูกทำให้เป็นระบบระดับชาติ” ขณะที่อินเดียแสดงให้เห็นรูปแบบของการคุ้มครองแบบตั้งรับจากสมาชิกสภาท้องถิ่นและตำรวจระดับฐานราก ระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคะแนนเสียง และรัฐที่มักไม่สามารถปราบปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ตามรายงาน IC3 ปี 2025 ของ FBI คำร้องเรียนเกี่ยวกับการฉ้อโกงของชาวอเมริกันทะลุ 1 ล้านเรื่องเป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยความเสียหายรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 16,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ความเสียหายจากกลโกงเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดหลักที่มีต้นทางจากอินเดีย เพิ่มจาก 807 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 1,464 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และแตะประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

เหยื่อกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ในปี 2024 เหยื่อที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปยื่นคำร้อง 147,000 เรื่อง คิดเป็นความเสียหายรวม 4,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 29% ของความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งหมดของประเทศ

หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยปฏิบัติการกวาดล้างหลายชุด ปฏิบัติการร่วมของ FBI ในปี 2024 ต่อคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติจากอินเดียนำไปสู่การจับกุม 215 ราย เพิ่มขึ้น 700% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ฮิเทช มธูไบ ปาเทล ผู้ปฏิบัติการเชื้อสายอินเดีย-อเมริกัน ถูกศาลรัฐเท็กซัสตัดสินจำคุก 20 ปี และสั่งชดใช้เกือบ 9 ล้านดอลลาร์ ส่วนในคดีเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่รัฐแมริแลนด์ คอลเซ็นเตอร์อินเดีย 3 แห่งถูกระบุว่าสร้างความเสียหาย 48 ล้านดอลลาร์ต่อเหยื่อมากกว่า 650 ราย

ประเทศตะวันตกอื่น ๆ ก็รายงานความเสียหายในลักษณะเดียวกัน ออสเตรเลียมีรายงานความเสียหายจากการฉ้อโกงเพิ่มขึ้นเป็น 1,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 7.8% จากปี 2024 โดยเหยื่ออายุ 65 ปีขึ้นไปสูญเสียเงิน 71.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสียหายเป็นจำนวนเงินสูงที่สุด

ในแคนาดา ความเสียหายจากการฉ้อโกงที่มีการรายงานอยู่ที่ 461 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่ด้วยอัตราการแจ้งความเพียง 5–10% ทำให้ความเสียหายที่แท้จริงอาจอยู่ระหว่าง 4,340 ล้านถึง 9,180 ล้านดอลลาร์ กลโกงปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐเป็นหนึ่งในหมวดที่เติบโตเร็วที่สุดในแคนาดา โดยอินเดียถูกระบุว่าเป็นประเทศต้นทางหลัก

ในสหราชอาณาจักร กลโกงเทคนิคซัพพอร์ตจัดอยู่ในกลุ่มการฉ้อโกงที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่การขาดข้อมูลระดับยุโรปที่ติดตามกลโกงจากอินเดียโดยเฉพาะยังคงเป็นช่องว่างด้านการเฝ้าระวัง

นอกเหนือจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่ซ่อนอยู่ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะเหยื่อสูงอายุที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ทั้งความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การแยกตัวทางสังคม และการโทษตัวเอง การปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐอย่างเป็นระบบยังบั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน เนื่องจากผู้สูงอายุเริ่มไม่กล้าเชื่อการติดต่อจริงจากหน่วยงานอย่าง Social Security Administration นอกจากนี้ เนื่องจากเหยื่อสูงอายุมักเป็นผู้ถือครองเงินออมตลอดชีวิตหรือทรัพย์สินที่ตั้งใจจะส่งต่อเป็นมรดก กลโกงเหล่านี้จึงยังรบกวนการถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นอีกด้วย

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมหลอกลวงของอินเดียถูกขับเคลื่อนด้วยการผสานกันของ “การทดแทนการจ้างงาน” และ “การหาประโยชน์จากช่องว่างด้านกฎระเบียบ” ประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่มีการศึกษา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ขาดงานที่เหมาะสม กลายเป็นแรงงานต่อเนื่องให้กับคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง และในพื้นที่ที่ขาดแคลนงานทางการ การฉ้อโกงได้กลายเป็น “ทางเลือกอาชีพ” ที่มีตรรกะการผลิตซ้ำทางสังคมของตัวเอง

ความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับเจ้าหน้าที่รัฐ สะท้อนระบบอุปถัมภ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจและฝังอยู่ในระบบเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย นี่คือความล้มเหลวเชิงสถาบันของศักยภาพรัฐ มากกว่าจะเป็นการทำให้รัฐกลายเป็นอาชญากรรมเชิงรุกแบบที่พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปฏิบัติการร่วม เช่น ชุดปฏิบัติการ FBI–CBI Chakra อาจสร้างความสำเร็จระยะสั้นได้ แต่ตราบใดที่การว่างงานแฝงในชนบทและระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองท้องถิ่นยังคงอยู่ ความสำเร็จเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงการไล่ตีปัญหาแบบ “ตีตัวตุ่น” คือปราบได้เป็นจุด ๆ แต่ไม่สามารถทำลายโครงสร้างที่ทำให้ปัญหางอกใหม่ได้อย่างถาวร

ที่มา : https://thediplomat.com/2026/09/indias-cross-border-cyber-scams-against-the-us-and-the-west/?utm_source=chatgpt.com

นงนุช เวิลด์ พัทยา มอบ 66 รางวัล!! ผลงานชิงแสนจากสวนพัทยา 58 รางวัลฮิตพร้อมพิเศษอีก 8 ภาพ "ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน" คว้าแชมป์ เปิดโอกาสทุกแนวถ่ายภาพสร้างสรรค์

ภาพเดียวคว้าแสน! เปิดผลงานแชมป์ “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดเสน่ห์มุมใหม่ผ่านเลนส์

พร้อมมอบ 58 รางวัล และรางวัลพิเศษคณะกรรมการอีก 8 รางวัล
“ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน” ผลงานของคุณศักดิ์ชัย เรือนคำ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไป พร้อมเงินสด 100,000 บาท ในโครงการประกวดภาพถ่าย “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดความงดงามของสวนผ่านมุมมองสร้างสรรค์

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดพิธีมอบรางวัลวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ห้องประชุมเฟื่องฟ้า โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นผู้มอบรางวัลหลัก 58 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษภาพถ่ายของคณะกรรมการอีก 8 รางวัล รวม 66 รางวัล เพื่อเชิดชูผลงานและความตั้งใจของผู้ร่วมโครงการ

การประกวดครอบคลุมทั้งภาพถ่ายทั่วไป เซลฟี่ ภาพจาก Action Camera สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ผลงานสร้างสรรค์ด้วยเอไอ และรางวัลพิเศษประเภทต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประกวดถ่ายทอดความประทับใจด้วยเครื่องมือและแนวคิดที่หลากหลาย ทั้งการเลือกจังหวะ แสง องค์ประกอบภาพ และการสร้างสรรค์เรื่องราวตามจินตนาการ

นอกจากผลงานชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับรางวัลสำคัญ อาทิ คุณสันติ เศษสิน คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายเซลฟี่ เงินสด 10,000 บาท จากผลงาน “มาเที่ยวสวนนงนุช……ได้เขากลับบ้านไปด้วย” และคุณวรกร กองแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเอสโคล่าอวอร์ด เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สายสัมพันธ์แห่งความสุข”

ด้านประเภทภาพเอไอ หรือ Nongnooch’s AI-Based Image คุณเสกสรร เสาวรส คว้ารางวัลชนะเลิศ เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สนุกที่สวนนงนุช” ส่วนรางวัลพิเศษ Nongnooch Pattaya Award เงินสด 50,000 บาท ได้แก่ คุณชิษณุพงศ์ กาทิพย์ จากผลงาน “แสงธรรมสองหล้า”

นงนุช เวิลด์ พัทยา ขอชื่นชมความสามารถและความตั้งใจของช่างภาพทุกท่าน พร้อมเป็นพื้นที่ให้ได้แสดงฝีมือและฝากผลงานอันมีคุณค่าไว้ ภาพเหล่านี้เป็นสื่อเชื่อมความงดงามกับนักท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ยังไม่เคยมาอยากสัมผัสด้วยตนเอง และชวนผู้ที่เคยมาแล้วกลับมาค้นพบมุมใหม่อีกครั้ง

เยาวชนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิก!! ร่วมแข่งขันดาราศาสตร์ในเวียดนาม ผู้แทนไทยคว้าเหรียญทอง-เงินรวม 5 รางวัล ครอบครัว-ครูอาจารย์เป็นกำลังใจสำคัญ เดินทางกลับไทย 5 ต.ค. นี้ที่สุวรรณภูมิ

เด็กไทยคว้าชัยเวทีดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (IOAA 2026) ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้แทนเยาวชนกว่า 320 คน จาก 67 ทีม จาก 65 ประทศ เข้าร่วมทดสอบความรู้ความสามารถผ่านภาคทฤษฎี ภาควิเคราะห์ข้อมูล และภาคสังเกตการณ์

ด้วยความอุตสาหะ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนเยาวชนไทยทั้ง 5 คน กอปรกับแรงใจและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนต้นสังกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจบนเวทีวิชาการระดับโลก ดังมีรายละเอียดรางวัลดังนี้

1. นายธีร์ ชอบแสงจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
2. นายศักย์ศรณ์ กล่อมสังข์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญทอง
3. นายธนเดช รุจานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
4. นายณชพล คูโณปการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน
5. นายธีรธร คงเขษม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน

ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ควบคุมทีม ดังนี้
1. อาจารย์ ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) — หัวหน้าทีม
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) — รองหัวหน้าทีม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.อารีเฟ็น รัศมีศาสน์ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) — อาจารย์สังเกตการณ์

ความสำเร็จและการเติบโตในเวทีระดับสากลครั้งนี้ เกิดจากความเพียรพยายามของนักเรียนทุกคน รวมถึงความรัก ความเข้าใจ และการเคียงข้างจากครอบครัว และครู อาจารย์ตลอดจนการส่งเสริมจากมูลนิธิ สอวน. และศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาวตร์ ทั่วประทศ ที่ร่วมกันผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.45 ณ ชั้น 2 ประตู 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064451632155/posts/1521342713357435/?rdid=FkmSZTnqGZiPKDBC#

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศ!! ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นโมเดลบริโภค จีนลดพึ่งพาภายนอก ลงทุนสูงสุดรองแค่สหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

เซี่ยงไฮ้, 5 ต.ค. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางของจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่เน้นการบริโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการนวัตกรรม อาจช่วยเสริมสร้างแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางของจีน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ศรีนิเวศัน กล่าวว่า จีนกำหนดให้การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตระดับสูง และนวัตกรรม มีความสำคัญสูงสุดในทางนโยบาย โดยจีนทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศใดในโลก นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ยังมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การวิจัยและพัฒนาและการจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มผลิตภาพของบริษัทได้ ทว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นมีแรงจูงใจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และปรับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของกองทุนฯ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ร้อยละ 0.2-0.8 แม้ว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศรีนิเวศันจึงย้ำถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ศรีนิเวศันระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของจีนเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยมองว่าแผนพัฒนาฯ เป็นสัญญาณว่าจีนให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการเงินการคลัง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในห่วงโซ่อุปทาน ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเกินกว่าเพียงแค่ภายในประเทศ ข้อมูลชี้ว่าภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนราวสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ราวร้อยละ 30

กองทุนฯ คาดการณ์ว่า การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ศรีนิเวศันยังชี้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการผสานรวมกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยการค้าสินค้าขั้นกลางราวร้อยละ 70 ของเอเชียเป็นการค้ากันเองภายในภูมิภาค แต่มีเพียงร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนฯ ประเมินว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ร้อยละ 1.8 ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เขาเสริมว่า การค้าโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงัก และเวทีความร่วมมือต่างๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) จะสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าลงได้

ศรีนิเวศันย้ำกล่าวศูนย์วิจัยการเงินระหว่างประเทศประจำนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแห่งเดียวของกองทุนฯ ที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มุ่งศึกษาวิจัยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มิใช่แค่จีนเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดทำการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการวิจัย พร้อมทั้งขยายทีมงานนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์การวิจัย และนักวิชาการรับเชิญ

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาขีดความสามารถจีน-ไอเอ็มเอฟ (CICDC) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ยังช่วยสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง ผ่านการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ระหว่างภาคี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะมีบทบาทเชิงบวกในอนาคต

ที่มา : Xinhua

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top