Friday, 16 October 2026
NewsFeed

'คริสติน' ตอบชัด ไม่เคยปิดบังว่าเป็นไบเซ็กชวล!! ดราม่าความรัก “คริสติน–แอมมี่ The Bottom Blues” เปิดใจเรื่องรักและตัวตน หลังแฟนคลับบางส่วนไม่พอใจ วิจารณ์ความคาดหวังในชีวิตรัก เรียกร้องความเคารพและเข้าใจจากแฟนคลับ

“คริสติน” ลั่นเป็นไบเซ็กชวลมาตลอด งงคบผู้หญิงมีแต่คำชื่นชม แต่พอคบผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนซะงั้น

เปิดตัวคบกันมาได้พักนึงแล้วสำหรับ “คริสติน กุลสตรี” และ นักร้องหนุ่มเซอร์ “แอมมี่ Bottom Blues” ที่ล่าสุดคริสตินลงภาพหวานพร้อมคำอวยพรวันเกิดแอมมี่

“สุขสันต์วันเกิดนะ Ammy 🎂 หวังว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นในเร็วๆ นี้ และขอให้หลังจากนี้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะ

เราสองคนต่างก็ผ่านอะไรมามากมายในแบบของตัวเอง และไม่ว่าโลกจะโหดร้ายหรือแย่แค่ไหน ฉันหวังว่าเราจะไม่ลืมที่จะอ่อนโยนและใจดีต่อกัน โดยเฉพาะในวันที่เราต่างต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด เธอสมควรได้รับความรักเสมอ ❤️” 

เรื่องนี้ทำเอาแฟนคลับต่างชาติไม่พอใจกับสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเขารู้จักเธอในสถานะนักแสดงซีรีส์เกิร์ลเลิฟ ซึ่งที่ผ่านมาเธอยอมรับว่าเธอเป็นไบเซ็กชวล(คบกับผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้) และคริสตินไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป เธอได้ชี้แจงผ่านโซเชียลดังนี้….

“ฉันไม่เคยปิดบังเรื่องชีวิตรักของตัวเอง และไม่เคยโกหกคนที่ติดตามฉันเลย ฉันเปิดเผยมาโดยตลอดว่าฉันเป็นไบเซ็กชวล และฉันก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอาจต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ หากวันหนึ่งฉันมีแฟนเป็นผู้ชาย

ฉันแค่อยากพูดเรื่องนี้ เพียงครั้งเดียว และครั้งเดียวเท่านั้น ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ตรงนี้และยังคอยสนับสนุนฉันเสมอ

ส่วนใครที่รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องความรักของฉัน ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน 

บางครั้งฉันก็อดขำไม่ได้ว่า เวลาฉันคบผู้หญิง ฉันกลับได้รับคำชื่นชมและการสนับสนุน แต่ทันทีที่ฉันคบผู้ชาย ฉันกลับกลายเป็น 'ผู้หญิงสำส่อน' ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะยังรักและสนับสนุนฉันจากผลงานของฉัน และจากการแสดงที่พวกคุณติดตามและสนับสนุนมาตั้งแต่วันแรก

ฉันไม่สามารถควบคุมได้ว่าแต่ละคนจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ฉันหวังว่า ก่อนที่เราจะพิมพ์คอมเมนต์อะไรลงไป เราทุกคนจะนึกถึงเสมอว่า อีกด้านหนึ่งของหน้าจอนั้นมีมนุษย์คนหนึ่งอยู่

ฉันไม่ได้ขอให้ทุกคนเห็นด้วยกับชีวิตรักของฉัน แต่อยากขอเพียงให้เคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” 

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000097673

ดราม่าข้าวกล่องน้ำท่วมลามโรงพัก!! 'ช่อ' และ 'สส.เดฟ' แจ้งความที่นนทบุรี หลังถูกกล่าวหาใช้ข้าวทหารแจกของพรรค หวังหยุดปลุกปั่นเหตุการณ์น้ำท่วม ย้ำร่วมมือช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” แกนนำคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายวุฒากร นุตยกุล หรือ “สส.เดฟ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยทนายความ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ดราม่าข้าวกล่อง โดยระบุว่า “ด่าพรรคอื่นว่าแจกของไม่ใช้เงินตัวเอง แต่พรรคมึงเอาอาหารของหน่วย 904 ไปแจกแต่ถ่ายรูปเคลมเป็นของพรรคตัวเอง ไม่เหี้_จริงทำไม่ได้นะแบบนี้”

นายวุฒากร หรือ “สส.เดฟ” กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง สส.พรรคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมมือกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำภารกิจความช่วยเหลือดังกล่าวไปปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างประเด็นขัดแย้งในสังคม

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ หรือ “ช่อ” ​กล่าวเสริมถึงสาเหตุในการตัดสินใจแจ้งความว่า โดยปกติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สส. หรือนักการเมืองถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ แต่กรณีนี้เป็นการฉกฉวยสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารมาปลุกปั่นเพื่อสร้างความเกลียดชังทางกรเมือง ซึ่งการทำงานในพื้นที่เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง สส. และเจ้าหน้าที่ทหาร เนื่องจากกำลังพลทหารมีรถสูงและเรือในการเข้าถึงพื้นที่ แต่มักไม่คุ้นเคยกับตรอกซอกซอยในปริมณฑล ขณะที่ สส. และทีมงานในพื้นที่มีข้อมูลชุมชน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และคนชรา ทำให้การปฏิบัติงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน และตนเอง ได้ลงพื้นที่ไปช่วยแจกอาหารและทำครัวร่วมกับ สส.เดฟ เพียงไม่กี่ชั่วโมง กลับปรากฏภาพและข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่าพวกตน “ขโมยข้าวทหารไปแจก” หรือ “แอบอ้างข้าวกล่อง 904” ซึ่งตนยืนยันว่าข้าวกล่องดังกล่าวไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็นของหน่วย 904 ตามที่มีการกล่าวอ้าง
​
น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย และหวังว่าในยามวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ทุกฝ่ายควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่าการนำประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองมาบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง สำหรับผู้ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้โพสต์และผู้ร่วมเผยแพร่ข้อความบิดเบือน ทั้งหมด 3 ราย ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงโพสต์ข้อความใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม

ที่มา :https://mgronline.com/crime/detail/9690000097205

เทควันโดพุมเซ่ไทยมาแรง!! เปิดเทควันโดพุมเซ่ชิงแชมป์ประเทศไทยที่โคราชสุดคึกคัก นักกีฬาร่วมกว่า 900 คน ประลองเกือบ 2,000 อีเวนต์ “บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ โชว์ฟอร์มแชมป์โลก เฉือน “หมูปิ้ง” นาวิน ซิวแชมป์ประเทศไทย

เปิดเทควันโด พุมเซ่ ชิงแชมป์ประเทศไทย ที่โคราช สุดคึกคัก เหล่าจอมเตะแห่ร่วมประลอง มากถึง 2,000 อีเว้น “เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร หัวใจฟู เผยปีนี้ปีทอง พุมเซ่ ทั้ง 3 แชมป์โลก และ 2 เหรียญประวัติศาสตร์ เอเขี่ยนเกมส์ สร้างกระแสวงการอย่างมาก พร้อมไฟเขียวให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ และแค่วันแรก ล็อคพัง บีเอ็ม เขียวลายเลิศ แชมป์โลก พิชิต “หมูปิ้ง”นาวิน ปิฑะสูตรืเหรียญ อชก. คว้าแชมป์ประเทศไทย ไปครอง

การแข่งขันเทควันโด รสยการ จี เอช แบงค์ เทควันโดชิงชนะเบิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ประเภทพุมเซ่ ณ เทอร์มินอล ฮอลล์ ชั้น4 ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 โคราช จ.นครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 69 เป็นการแข่งขันวันแรก ซึ่งพิธีเปิดการแข่งขัน มีน.ส.วณิฐารัตน์ บุญศุภนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วยนายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย, นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายก้องกฤษฏิ์ จึงสงวนพรสุข รองเลขาฯสมาคมกีฬาเทควันโด มาร่วมในพิธีเปิดท่ามกลางนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากกว่า 1,500 คน

“เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร เลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดฯกล่าวว่า วันนี้เห็นนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขัน จีเอชแบงค์ เทควันโด พุมเซ่ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยจำนวนมากแล้วรู้สึกประทับใจ นับว่าเป็นการจัดพุมเซ่ ในต่างจังหวัด ที่ เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดี และที่สำคัญ ปีนี้มีนักกีฬาสมัครมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากถึงกว่า 900 คน โดยมีอีเว้นประลองร่วม 2,000 รายการ จากเดิมปีที่แล้ว 1,400 เพิ่ม ทำให้ต้องขยายวันแข่งขันเป็น 4 วัน ซึ่งก็ต้องบอกว่า กระแสเทควันโดพุมเซ่ ดีมาก และยิ่งนักกีฬาทีมชาติไปคว้าผลงานในชิงแชมป์โลก คว้ามาถึง 3 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง แถมในเอเชี่ยนเกมส์ ยังสร้างประวัติศาสตร์ คว้ามาได้ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ทำให้ความนิยมพุมเซ่ ดีมาก โดยในรายการชิงแชมป์ประเทศไทยปีนี้ ทางสมาคมได้เปิดโอกาสให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ ทำให้คึกคักมากขึ้นไปอีก ซึ่งรายการใหญ่ระดับประเทศเกิดขึ้นได้ดีขนาดนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนหลักของสมาคม รวมถึง ปตท., สิงห์, โค้ก หาดทิพย์, เมืองไทยประกันชีวิต และ เอฟบีที

ด้านการแข่งขันวันแรก เหล่านักกีฬาทีมชาติไทยต่างลงประลองกันจำนวนมาก โดยคู่ไฮไลท์ รอบชิงชนะเลิศ พุมเซ่ เดี่ยวชาย รุ่นอายุ 18-30 ปีระหว่าง”บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ ดีกรีเหรียญทองชิงแชมป์โลก พุมเซ่ คู่ผสม รุ่นอายุไม่เกิน 30 ปี จาก สโมสร เพชรสยามเทควันโด ที่โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม เอาชนะ “หมูปิ้ง” นาวิน ปินฑะสูตร ดีกรีเหรียญเงิน เอเชียนเกมส์ พุมเซ่ เดี่ยวชาย จากสโมสร เจซี เทควันโด ไปด้วยคะแนน 18.266 – 18.232

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10430893

ภูเขาไฟตาอัลฟิลิปปินส์ปะทุขนาดเล็ก!! เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 4,000 ม. ปะทุฟรีเอโทแมกมาติก 5 นาที เตือนภัยระดับ 1 ในฟิลิปปินส์ เสี่ยงแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด

มะนิลา, 9 ต.ค. (ซินหัว) -- สถาบันภูเขาไฟวิทยาและแผ่นดินไหวแห่งฟิลิปปินส์รายงานว่าภูเขาไฟตาอัลในจังหวัดบาตังกัส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมะนิลาไปทางใต้กว่า 60 กิโลเมตร เกิดการปะทุแบบฟรีเอโทแมกมาติก (phreatomagmatic eruption) ขนาดเล็กนาน 5 นาที ตอนราว 18.06 น. ของวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีกลุ่มเถ้าถ่านสีเทาเข้มพวยพุ่งสูง 4,000 เมตรเหนือปากปล่องภูเขาไฟ และคาดว่าเถ้าถ่านจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ที่อยู่ใกล้เคียง

ฟิลิปปินส์ยังคงระดับการเตือนภัยภูเขาไฟตาอัลไว้ที่ระดับ 1 จากทั้งหมด 5 ระดับ โดยระดับ 5 เป็นระดับสูงสุด

ภูเขาไฟตาอัลเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่มากที่สุดในฟิลิปปินส์ โดยการปะทุเมื่อเดือนมกราคม 2020 ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่เกือบ 3.8 แสนคน และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือน และถนนจำนวนมากในจังหวัดดังกล่าว

อนึ่ง ฟิลิปปินส์ตั้งอยู่ตามแนว "วงแหวนแห่งไฟ" ของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง

ที่มา : Xinhua

หยุดยาววันชาติจีนคึกคัก!! ยอดข้ามพรมแดนวันหยุดพุ่งสูง แตะ 15.46 ล้านครั้งทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวเพิ่มทั้งเข้าออก นโยบายฟรีวีซ่าหนุนการเดินทาง

จีนเผยยอดเดินทางข้ามพรมแดน ช่วงหยุดวันชาติจีน สูงแตะ 15.46 ล้านครั้ง

ปักกิ่ง, 8 ต.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีนรายงานว่าจีนมียอดการเดินทางข้ามพรมแดนรวม 15.46 ล้านครั้งตลอดช่วงหยุดยาววันชาติจีน ระยะ 7 วัน (1-7 ต.ค.) โดยมีปริมาณการเดินทางข้ามพรมแดนเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 2.21 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบปีต่อปี

ผู้อยู่อาศัยในแผ่นดินใหญ่ของจีนเดินทางออกนอกประเทศกว่า 4.44 ล้านครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยข้อมูลจากหม่าเฟิงวอ (Mafengwo) และซีทริป (Ctrip) สองแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีน เผยว่าจุดหมายท่องเที่ยวระยะไกล เช่น นิวซีแลนด์และไอซ์แลนด์ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหยุดยาวนี้

ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเยือนจีนในช่วงหยุดยาวนี้ อยู่ที่ 6.82 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 จากปี 2025 โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่เดินทางเข้าจีนภายใต้นโยบายฟรีวีซ่า 5.05 แสนครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2
จีนรายงานยอดชาวต่างชาติเดินทางข้ามพรมแดน ช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมของปี 2026 รวมอยู่ที่ 61.29 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบปีต่อปี ในจำนวนนี้เป็นการเดินทางเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า 23.72 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.8 เมื่อเทียบปีต่อปี

ปัจจุบันจีนดำเนินนโยบายเดินทางเข้าจีนแบบฟรีวีซ่าเพียงฝ่ายเดียวให้พลเมืองของ 50 ประเทศเมื่อนับถึงเดือนกันยายน โดยอนุญาตให้ผู้ได้รับสิทธิ์พำนักได้นานสูงสุด 30 วัน ขณะเดียวกัน จีนยังได้ขยายโครงการเดินทางผ่าน (transit) แบบฟรีวีซ่าจากเดิม 72 หรือ 144 ชั่วโมง เป็น 240 ชั่วโมง หรือ 10 วัน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 ซึ่งปัจจุบันมีนักเดินทางจาก 57 ประเทศที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

ที่มา : Xinhua

ประตูบรันเดนบูร์กในกรุงเบอร์ลินเคยประดับธงของพรรคนาซี

ประตูบรันเดนบูร์กในกรุงเบอร์ลินเคยประดับธงของพรรคนาซีอย่างภาคภูมิใจ ในช่วงหลายปีต่อมา นาซีเยอรมนีได้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

85 ปีต่อมา ธงชาติอิสราเอลได้ถูกฉายลงบนสถานที่สำคัญแห่งเดียวกันนี้ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับอิสราเอล แม้ว่าอิสราเอลจะทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์มาตลอดสามปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปกว่า 75,000 คน นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023

ที่มา : TRT World
https://www.facebook.com/100064567517750/posts/1600772432084992/?rdid=R0hO3SJLUXvkG0A2#

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร จ้างแบบเจาะจงนั้น ถูกหรือแพงอยู่ที่คนชอบ ถ้าคนชอบ คำ ผกา อาจจะบอกว่าจ้างตอนละแสน ยังถูกไป ส่วนคนเกลียด บอกว่าเอาไปเลี้ยงหมาจรจัด คุ้มค่า

แต่สิ่งที่สังคมครหา คือระบบอำมาตย์ธิปไตยในองค์กร ระบอบอุปถัมป์ ประชาชนดูออกว่าคุณพวกไหน เอาเงินภาษีบาปไปจ้าง

พวกคุณไม่อายเหรอเที่ยวด่านักการเมืองสารเลว แต่ที่พวกคุณทำห่มจีวร นักกิจกรรม นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม สถาปนาตัวเองเป็นนักบุญ ชี้นิ้วพิพากษาคนอื่นเก่ง
อย่าผูกขาดสื่อสาธารณะโดยคนกลุ่มเดียวตลอดอายุขัยของช่อง

คำ ผกา พิธีกรชื่อดังสายสีแดง

ที่มา : https://www.facebook.com/100005019767677/posts/3937460233097930/?rdid=MWEmCSeCx0CdsPbt#

Agoda เลือกรุงเทพ!! เป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนานาชาติ จ้างคนไทยกว่าครึ่งจากทีม 4,500 คน บุคลากรจาก 80 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำไทย Tech Talent Hub

“Agoda” ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จ้างงานบุคลากรกว่า 4,500 คน กว่าครึ่งเป็นคนไทย และมีบุคลากรต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศ ร่วมกันทำงานไฮเทค ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Tech Talent Hub

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) พร้อมทั้งหารือกับนาย Omri Morgenshtern, CEO และทีมผู้บริหารของบริษัท ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง ในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา

ปัจจุบัน มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

*ปักหมุดกรุงเทพฯ ขยาย Global Tech & Operations Hub ในไทย
Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ (Global Tech & Operations Hub) ของกลุ่มบริษัท

โดยตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งผลงานที่พัฒนาในไทยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว คือฐานบุคลากรทักษะสูงในหลายสาขา ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิศวกรรม และการบริหารธุรกิจ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อความร่วมมือของบุคลากรหลากหลายสัญชาติ
ทั้งนี้ การผสานความเชี่ยวชาญของคนไทยกับบุคลากรจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางกิจกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะบุคลากร และต่อยอดระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่บีโอไอ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok ได้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญของ Agoda จากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมกับทีมงานไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถตอบสนองต่อลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องมีการฝึกอบรม ประสานงาน และเดินทางระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา
*ศูนย์รวม Tech Talent สร้างโอกาสคนไทยสู่เวทีโลก
สำรวจเทคโนโลยี

จุดเด่นของธุรกิจ Agoda ในประเทศไทย คือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากรทักษะสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศได้มาทำงานร่วมกันภายใต้มาตรฐานระดับสากล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีพนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่งเป็นคนไทย ส่วนพนักงานต่างชาติประมาณ 2,000 คนมาจากกว่า 80 ประเทศ

โดยการตั้งฐานธุรกิจลักษณะนี้ ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ Software Engineering, Data Science และ AI ไปจนถึง Product Management การตลาด และการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และวิธีการแก้ปัญหาในระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดได้ตลอดเส้นทางอาชีพ ขณะที่คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างของกรุงเทพฯ ช่วยดึงดูดบุคลากรนานาชาติและขยายฐาน Tech Talent ในไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Agoda ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่และเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการ Tech Camp Day ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสการทำงานด้านเทคโนโลยี โดยจัดปีละ 3 ครั้ง ครั้งละกว่า 100 คน ควบคู่กับโครงการฝึกงานที่เปิดรับนักศึกษากว่า 500 คนต่อปี จากมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานสมัครเข้าทำงานกับบริษัท หลังสิ้นสุดการฝึกงาน

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาฝึกงานกว่า 20% ที่ได้เข้าทำงานต่อกับ Agoda สะท้อนการสร้างเส้นทางพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปสู่การทำงานจริงในธุรกิจเทคโนโลยี
“การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Agoda เลือกประเทศไทยเป็นฐานหลักสำหรับงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้บุคลากรทักษะสูง เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคนและองค์ความรู้การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เพียงสร้างงานที่มีคุณค่าสูง แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานระดับสากล และขยายเครือข่ายวิชาชีพ รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่งานด้านเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโครงการฝึกงาน ประสบการณ์และความรู้ระดับโลกที่บุคลากรไทยได้รับในวันนี้ จะพัฒนาเป็นทักษะสำคัญที่นำไปต่อยอดในชีวิตการทำงาน คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ และพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

นาย Omri Morgenshtern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Agoda กล่าวว่า การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเรียนรู้มาตรฐาน เครื่องมือ และวิธีการทำงานจากทีมงานนานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างสตาร์ทอัพ และการยกระดับองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายองค์ความรู้และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/660035

ปฏิเสธข่าวถังแตก!! ‘ฮุน เซน’ โต้กระแสกัมพูชาเงินขาดมือ ย้ำเงินสำรอง 2.5 พันล้านดอลลาร์ รายได้ปี 69 เพียบรับ 5 พันล้าน ชี้ ข้อกล่าวหาทำคนเข้าใจผิด

ฮุนเซนโต้ "เขมรถังแตก" โวเหลือเงินสำรองอีกตั้ง $2.5 พันล.

วานนี้ (8 ต.ค. 69) สำนักข่าว KPT English ของกัมพูชารายงานว่าสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ในต่างประเทศที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินสด โดยระบุว่ารัฐมีทุนสำรองเงินสดอยู่อย่างน้อย 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 84,200 ล้านบาท) และยังคงสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) สมเด็จเดโชกล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 ล้านถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

อดีตนายกฯ กัมพูชา ระบุว่า รายจ่ายรายเดือนสำหรับเงินเดือนของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,800 ล้านบาท) พร้อมชี้ว่ารายได้ของรัฐยังคงเพียงพอต่อภาระผูกพันด้านรายจ่ายต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเงินสำรองทางการเงินไว้ได้อย่างมหาศาล

ประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวต่อว่า การออกมาชี้แจงครั้งนี้เป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่โดยกลุ่มคนจำนวนไม่มากในต่างประเทศ ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลเริ่มพิมพ์ธนบัตรใหม่เนื่องจากเงินคงคลังหมดลงแล้ว พร้อมปัดตกข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าเป็นความเท็จ และระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ชี้แจง

นอกจากนี้ ยังกล่าวหากลุ่มชาวกัมพูชาในต่างประเทศบางกลุ่มว่ากักเก็บเงินบริจาคที่เรี่ยไรได้ ณ วัดพนมเสรี ซึ่งท่านระบุว่ามีเจตนาเพื่อนำมาช่วยเหลือพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นจากเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนเมื่อเร็ว ๆ นี้

ฮุนเซนได้เรียกร้องให้ผู้ที่ถือครองเงินดังกล่าวนำเงินออกมาช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเงินเหล่านั้นกลับถูกเก็บไว้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมกล่าวเสริมว่าจะเปิดเผยคลิปเสียงที่ท่านอ้างว่าเป็นหลักฐานบันทึกการหารือในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะต่อไป

ที่มา : KPT English

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1712428064222997&id=100063674585845&rdid=ik7tZIWxRUJ33ofw#

WHA Group ปูทางลงทุน!! เชื่อมเงินทุนระดับโลกสู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยในเวที IMF-World Bank 2026 มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก สู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรับ New Economy

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมีการต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนจากทั่วโลก ประชาคมโลกต่างมุ่งจับตาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการร่วมก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เป็นประเด็นหารือระดับโลก คือ “การลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ทว่าเม็ดเงินลงทุนจริงในปัจจุบันยังขาดอยู่อีกราว 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม ชี้ว่าเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินโลก (Financial Capital) ให้ขยายสู่การลงทุนที่จับต้องได้ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้ประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศบนเวทีโลก โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ New Economy ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการต่อยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดึงดูดคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก”

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับโจทย์ ‘Thailand’s New Horizons’

การประชุม IMF–World Bank 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดขอบฟ้าใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน WHA Group ได้ตอบรับแนวคิดหลักดังกล่าวด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่:
• การรับมือการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics Fragmentation):
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเร่งกระจายความเสี่ยงและย้ายฐาน การผลิต WHA Group มีธุรกิจโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit คลังสินค้าทั่วไป โรงงานสำเร็จรูป โลจิสติกส์ปาร์ค ศูนย์กระจายสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางเมตร ในประเทศไทยและเวียดนาม รองรับการจัดเก็บ กระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group พร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะกว่า 17 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,900 ไร่ ในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ WHA Group พร้อมเป็น Safe Zone & Resilient Hub สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

• การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation: WHA Group สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภายใต้ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน มุ่งยกระดับความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนตามมาตรฐานสากล โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำและการบริหารจัดการน้ำรวมในไทยและเวียดนามที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,124 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสจากกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโมบิลิตี้ มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านบริการและระบบนิเวศ EV สำหรับภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้การบริหารเป็น 637 คันภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง สะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการนำศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Low-Carbon Economy และเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

• การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation): WHA Group มุ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเชื่อมต่อความเร็วสูง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในนิคมอุตสาหกรรม ยกระดับสู่การเป็น Smart Eco-Industrial Estates เต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

การบูรณาการโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก

ความยั่งยืนคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันระดับโลก

ท่ามกลางกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทวีความเข้มงวด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานตามกรอบ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สำหรับองค์กรระดับโลก WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการและลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลก

นางสาวจรีพรเสริมว่า “การลดคาร์บอน (Decarbonization) ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”

จากเงินทุนระดับโลก สู่การลงทุนจริงในไทย

สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ในมุมมองของ WHA Group คือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์เป็นฟันเฟืองหลัก

“การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการผนึกกำลังในเวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของไทยในการดึงดูด FDI คุณภาพสูง WHA Group มองเห็นโอกาสในการร่วมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ควบคู่กับศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของประเทศไทยในฐานะ ‘Safe Zone’ สำหรับการลงทุนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”
นางสาวจรีพรกล่าวสรุป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top