Friday, 16 October 2026
NewsFeed

‘อัมพร–รัดเกล้า’ เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่!! ประชาธิปัตย์เปิดวงปฏิรูปการศึกษา ถกโจทย์ใหญ่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เสนอโมเดลใหม่เน้น "ความเป็นอิสระ" พัฒนาเด็กเชิงทักษะตอบโจทย์อนาคต

"อัมพร-รัดเกล้า" เปิดเวทีฟังเสียงคนรุ่นใหม่ ถกโจทย์ใหญ่ "ถ้าคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา จะแก้อะไรก่อน?" หนุนขับเคลื่อน พ.ร.บ. ฉบับใหม่

11 ต.ค. 2569 พรรคประชาธิปัตย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการศึกษา จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ออกแบบอนาคตด้วยตัวคุณ กับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่" ณ บริเวณชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับภาคประชาสังคมและคนรุ่นใหม่ ชวนตอบคำถามท้าทายอนาคต "หากคุณเป็นผู้ร่างกฎหมายการศึกษา คุณจะเลือกแก้อะไรก่อน?"

"อัมพร" ชี้ "คน" คือหัวใจของการพัฒนา ย้ำ พ.ร.บ. ปี 2542 ล้าหลัง ต้องเร่งยกร่างใหม่

นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 80 ปีว่า "คน" คือทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดในการเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยี การศึกษาไทยในปัจจุบันมีเสียงสะท้อนปัญหาครบทุกมิติ:

-ผู้เรียน ตั้งคำถามว่าเรียนไปทำไม วัดผลแบบเดิมๆ และต้องจ่ายค่าเทอมแพงถึงจะได้โอกาสที่ดี

-ผู้ปกครอง กังวลคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่าทันโลก

-ครูผู้สอน ติดภาระงบประมาณและทรัพยากรไม่เพียงพอ

ผู้ใช้แรงงาน/นายจ้าง สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีสมรรถนะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดงานจนต้องนำมาฝึกหัดใหม่

นายอัมพร ชี้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกบังคับใช้มานานกว่า 20 ปีจนระบบหยุดนิ่ง พรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งเป้าจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ เพื่อนำไปประกบกับพรรคการเมืองอื่นในสภา มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เปิดกว้างรูปแบบการเรียนรู้ เช่น โฮมสคูล การเรียนนอกระบบ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะชีวิต ความรู้ และคุณธรรมอย่างแท้จริง

"รัดเกล้า" สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ชี้การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง

ในส่วนของ นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมสะท้อนมุมมองและเชื่อมโยงประเด็นการเสวนา ดังนี้

1.สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด ย้ำคำถามสำคัญจากประเด็น PISA ว่าการศึกษาไทยไม่ได้วัดแค่เด็กสอบได้คะแนนเท่าไหร่ แต่วัดว่า เด็กนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงและรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้หรือไม่

2. ปัญหาเชิงระบบ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (เช่น โควิด-19 หรือน้ำท่วม) ที่โรงเรียนไทยขาดความยืดหยุ่น และขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เป็นธรรมจากภาครัฐ ทำให้โรงเรียนต้องตกอยู่ในสภาพ "อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

3.การเดินหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากวิทยากร นักวิชาการ ครู ผู้ปกครอง และเยาวชน เพื่อนำข้อสรุปไปสังเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ที่จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแว่นตาและตีกรอบการศึกษาไทยใหม่ ให้ตอบโจทย์ชีวิตและอนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

"ดร.ภาวิช" ปลดล็อก "School Autonomy" ถอดบทเรียนวิกฤต PISA และความล้มเหลวของการแก้ไขกฎหมาย

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปฏิรูปการศึกษาไทย ถ่ายทอดมุมมองเชิงโครงสร้างและจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายการศึกษา ดังนี้:

1.วิกฤตคุณภาพการศึกษา ธนาคารโลก (World Bank) เคยประเมินว่าเด็กไทยเรียนหนังสือ 12 ปี แต่ได้ผลสัมฤทธิ์จริงเท่ากับเรียนแค่ 7 ปี ขณะที่ผลสอบ PISA พบว่าเด็กไทยกว่า 70% อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (ระดับ 2 ลงมา) ซึ่งสะท้อนว่าเด็กอ่านออกเขียนได้แต่เข้าใจเนื้อหาไม่เกิน 3 บรรทัด และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

2. โครงสร้างล้าหลังตั้งแต่ยุค 2.0 การแบ่งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกันเป็นโครงสร้างที่ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อป้อนคนเข้าโรงงาน ซึ่งขัดต่อธรรมชาติการทำงานของสมองเด็ก (Executive Function: EF) ที่ต้องการการพัฒนาอารมณ์และการเรียนรู้แบบไม่ขัดจังหวะในช่วงอายุ 8–12 ปี การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 สร้างความเครียดและทำลายพัฒนาการสมองอย่างรุนแรง

โดยข้อเสนอ พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่ ระบุว่า

1.ต้องยึดหลัก School Autonomy (ความเป็นอิสระของสถานศึกษา) ปลดปล่อยโรงเรียนออกจากระบบราชการ เพราะผลวิจัย PISA ทั่วโลกยืนยันว่า ยิ่งโรงเรียนมีอิสระ ผลสัมฤทธิ์ของเด็กยิ่งสูงขึ้น

2.ยกร่างเป็นธรรมนูญการศึกษาแห่งชาติ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ต้องเป็นร่มใหญ่ระดับรัฐบาล ไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว และต้องยกระดับสภาการศึกษาให้ทำหน้าที่วางแผนทรัพยากรมนุษย์คล้ายสภาพัฒน์

3.ลดเวลาเรียนในห้อง ลดชั่วโมงเรียนในห้องลงเหลือประมาณ 660 ชั่วโมง/ปี แล้วเปลี่ยนไปเน้นการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) และการทำโครงงาน (Project-Based Learning)

4.ร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ดร.ภาวิช ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. ของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันเป็นเพียงการนำซากกฎหมายเก่ามาปรับแก้ (เหมือนปลาทูเหลือแต่ก้าง) ตนจึงได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ และ ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับภาคประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อเพื่อเสนอกฎหมายแข่งขันในสภา

"ดร.ณัฐรดา" แนะ ปลดล็อก "Skill Gap" เปลี่ยนจาก Education เป็น Learning

ด้าน ดร.ณัฐรดา เลขะธนขลท์ ผู้ก่อตั้ง EDWINGS EDUCATION สะท้อนมุมมองจากคนทำงานการศึกษายุคใหม่และนวัตกรรมการเรียนรู้ ว่า

1.วิกฤตความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางอาชีพ ผลสำรวจจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ระบุว่าภายในปี 2030 แรงงานกว่า 59% จะต้องได้รับการปรับทักษะใหม่ (Re-skill) และผู้ประกอบการกว่า 63% สะท้อนว่าเด็กจบใหม่มีปัญหา “Skill Gap” ไม่สามารถทำงานในโลกจริงได้

2.เปลี่ยนมโนทัศน์จาก Education สู่ “Learning” กฎหมายฉบับใหม่ต้องไม่มองการศึกษาเป็นเพียง บริการสาธารณะของรัฐ แต่ต้องมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต ต้องย้ายศูนย์กลางจากการเรียนในโรงเรียน (Education) มาเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Learning) ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

3. เน้น Foundation Skills ก่อน Future Skills ประเทศไทยไม่สามารถก้าวไปสู่ทักษะแห่งอนาคตได้ หากเด็กยังขาดทักษะพื้นฐาน (Foundation Skills) เช่น ตรรกะความคิด (Numeracy) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

4.คืนครูให้นักเรียน ครูในปัจจุบันถูกระบบดึงตัวไปทำเอกสารและกรอกข้อมูลเทคโนโลยีซ้ำซ้อน รัฐต้องใช้เทคโนโลยีปลดล็อกภาระงานครู เพื่อให้ครูกลับมาทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมเรียนรู้และดูแลจิตวิทยาเด็กอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ต้องเปลี่ยนค่านิยมเพื่อดึงดูดคนเก่งระดับหัวกะทิ ให้เข้ามาทำอาชีพครู

ทั้งนี้ สำหรับการจัดงานเสวนาในครั้งนี้ มี นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหน้าที่หลักในการเป็นผู้บรรยาย ผู้จัดงานเสวนา และผู้ดำเนินรายการ (Moderator) ทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็น เสริมสร้างบทสนทนาที่เข้มข้น และเปิดรับข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด

'วราวุธ' ย้ำกระทรวงอุตฯ ทำงานทุกวัน!! สั่งเข้มโรงงานกากปราจีนบุรี พร้อมปิดทันทีถ้าผิดกฎหมาย จ่อเอาผิด-ยึดทรัพย์ตามกฎหมาย ย้ำไม่ละเลยทุกปัญหาน้ำท่วมสุพรรณบุรี

“วราวุธ” ยัน “ก.อุตสาหกรรม“ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โรงงานกากอุตสาหกรรม-ปราจีนบุรี สั่ง สนธิกำลังตรวจเข้ม หากพบทำผิดชัดปิดทันที จ่อเอาผิดเรียกค่าเสียหาย–ปปง.ยึดทรัพย์ผู้ประกอบการ รับมีหมวกสองใบ ดูแลภาพรวม และพื้นที่เลือกตั้ง โอดเข้าใจดีแม้ถูกต่อว่า หลังลงพื้นที่สุพรรณฯ บอก นานาจิตตัง ยันเต็มที่ทุกบทบาท

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ที่ประชาชนหวั่นเกิดเหตุสารเคมีจากกากขยะรั่วไหลพร้อมกับปัญหาอุทกภัย ทำให้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ว่า เรื่องนี้เมื่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับเรื่องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการอยู่ตลอดเวลา และมีการส่งทีมงานลงไปประสานงานในพื้นที่ ซึ่งในบางโรงงานที่มีการพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่ามีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ได้มีการติดประกาศตามมาตรา 39 ให้หยุดดำเนินการ หยุดนำวัตถุดิบเข้าโรงงาน รวมถึงหยุดดำเนินการเอาของออกจากพื้นที่ของโรงงานด้วย

นายวราวุธ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้กำชับให้โรงงานที่มีบ่อและกองของเอาไว้จนทำให้มีน้ำไหลออกมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งให้นำผ้าใบคลุมทุกอย่าง และล่าสุดได้มอบหมายให้ว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งการไปยังอุตสาหกรรมจังหวัด และสนธิกำลังกับหลายฝ่าย เพื่อเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย อย่างเข้มงวดในทุก ๆ โรงงาน เพราะได้รับรายงานมา ทั้งเรื่องของโรงงานที่มีนอมินี หรือโรงงานที่มีปัญหาต่าง ๆ ก็ได้สนธิกำลังกับหลายฝ่าย ซึ่งภายในวันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ทีมงานไปลาดตระเวน ซึ่งหากตรงไหนสามารถพิสูจน์ได้ตามกฎหมายต่าง ๆ และเห็นชัดเจน กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะสั่งปิดโรงงานทันที

เมื่อถามว่า ภายหลังการตรวจสอบว่า หากมีความผิดชัดเจนแล้ว จะมีบทลงโทษอย่างไรกับโรงงาน นายวราวุธ กล่าวว่า ตามกฎหมายความเสียหาย และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหน่วยงานของรัฐ หรือความเดือดร้อนต่าง ๆ ผู้ประกอบการจะต้องจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขในชั้นคณะกรรมาธิการคือพระราชบัญญัติโรงงาน เกี่ยวกับการทำให้เรื่องการรั่วไหลของสารพิษเหล่านี้ เป็นคดีทางการเงิน โดยจะมีการขอความร่วมมือจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการยึดทรัพย์ผู้ประกอบการด้วย เพราะฉะนั้นยืนยันว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดวิกฤตในหลายพื้นที่ ตนก็ได้ลงไปในหลายพื้นที่เช่นกัน เพียงแต่ยังลงพื้นที่ไม่ทั่วถึงเท่านั้น ย้ำว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการดำเนินการอยู่ทุกวัน

เมื่อถามย้ำว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน ภาครัฐจะบังคับให้โรงงานจ่ายเยียวยาประชาชนใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ความเสียหายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการเก็บกวาด ทางกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ และค่าเสียหายต่าง ๆ จะต้องรับผิดชอบโดยผู้ประกอบการ

เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีดูน้ำท่วม แต่พื้นที่สุพรรณบุรี นายวราวุธ กล่าวว่า ตนใส่หมวกสองใบ ใบหนึ่ง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเราดำเนินการ โดยทั้งกระทรวงลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนหมวกอีกใบ พี่น้องจังหวัดสุพรรณบุรีได้เลือกตนมาด้วยคะแนนอย่างมากมาย แม้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศน้ำจะลดลงไปแล้ว แต่บางพื้นที่ในจังหวัดสุพรรณบุรีน้ำยังท่วมสูงถึงหัวอยู่ ฉะนั้น เรื่องนี้มองได้หลายมุม หากตนไปในพื้นที่วิกฤตอื่นๆ คนในบ้านก็จะต่อว่า เอาแต่ดูที่อื่นไม่ดูที่บ้าน แต่เมื่อมาดูบ้านตัวเองก็จะถูกต่อว่า มาดูแต่บ้านตัวเองไม่ดูที่อื่น เรื่องนี้จะบอกว่านานาจิตตัง ขอยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจในทุกปัญหา และสั่งการให้ดูแลทุกพื้นที่ที่มีปัญหา ตนไม่สามารถนำกระทรวงอุตสาหกรรมไปแก้ปัญหาน้ำท่วมที่สุพรรณบุรี แต่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่อย่างเช่น จังหวัดปราจีนบุรี สามารถนำทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรมไปดูแลพื้นที่ได้ ซึ่งอาจจะไม่ทันใจประชาชน แต่ขณะนี้ดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หรือสอบในทางลับด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนลงไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น คนที่ไม่มีบ้านอยู่ ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีวานนี้ บางหลังยังมีน้ำท่วมสูงถึงชั้นสอง “ไปที่ไหนก็จะถูกต่อว่า แต่ไม่เป็นไร เข้าใจ แต่ก็ต้องแก้ปัญหาไปพร้อมพร้อม ๆ กันทุกมิติ” นายวราวุธ กล่าว

ยูเครนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน!! โฆษกรัสเซีย เผยสถานการณ์ตื่นตระหนก ‘ทรัมป์’ แนะเลือกผู้นำใหม่เจรจาสันติ ข่าวระบุแผนลดช่วยยูเครนของสหรัฐฯ ‘เซเลนสกี้’ ตอบโต้ผ่านสื่อ ABC

โฆษกรัสเซียเผย เซเลนสกี้กำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก หลังมีข่าวทรัมป์พูดถึงการเลือกตั้งในยูเครน เพื่อหาคนใหม่ที่ตัดสินใจเจรจาสันติได้

หลังเซเลนสกี้เพิกเฉยต่อคำสั่งทรัมป์ ให้ยกเลิกความพยายามโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย เพราะทรัมป์เชื่อว่ามันส่งผลต่อราคาดีเซลตลาดโลก สื่อวอลสตรีมเจอนัลรายงานว่า ตัวแทนเจรจาสหรัฐ นายวิทคอฟ และคุชเนอร์ เสนอแนวทางยุติความช่วยเหลือยูเครน โดยตัดขาดระบบระบุพิกัดผ่านเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำของมัสก์ เอเคเอ สตาร์ลิ้งค์

ด้านอดีตเลขาธิการทีมโฆษกยูเครน นายเมนเดล เผยผ่านสื่อฯ ยูเครนในปัจจุบัน อยู่ยากและไม่น่าอยู่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เขาคาดการณ์กรณีเลวร้ายสุด หากยังถูกรัสเซียโจมตีแบบนี้ต่อไป คือทั้งเมืองหลวงอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ยาวนานถึง 2 เดือน แถมเป็นช่วงที่แสนจะหนาวเหน็บ เพราะไร้ระบบทำความร้อน เขาตั้งคำถามถึงเซเลนสกี้ “ไหนหล่ะ ชัยชนะของยูเครน ที่สัญญาเอาไว้?”

ล่าสุดเซเลนสกี้ บอกสื่อ ABC เขาจะยอมให้ยูเครนจัดเลือกตั้ง ก็ต่อเมื่อรัสเซียยอมตกลงหยุดยิง 60 วัน

เซเลนสกี้สอนทรัมป์ ผ่านสื่อ ABC การเลือกผู้นำยูเครนเป็นสิทธิ์ของคนยูเครน ไม่ควรมีใครมาเผือก และปัญหาราคาน้ำมันในสหรัฐ มันเกิดจากตะวันออกกลาง ไม่ใช่การเกิดจากที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ดังนั้นมันง่ายที่จะโยนความผิดให้คนอื่น แทนที่จะแก้ปัญหาของสหรัฐเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1662555392115366/?rdid=P1SRMyJUpgw6Ynwi#

ซาอุฯ-อิหร่าน คุยความสัมพันธ์!! เจ้าชายไฟซาลพูดกับ 'อับบาส อารักชี' ผ่านโทรศัพท์ หารือสถานการณ์ภูมิภาค มุ่งลดความตึงเครียดอย่างยั่งยืน

สื่อของทางการซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย สนทนาทางโทรศัพท์กับ "อับบาส อารักชี" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคและความพยายามในการลดความตึงเครียด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1425348189753537/?rdid=xjPVvfDqBpEfdtSE#

สมรภูมิตาอิซเดือด!! ฮูตี ถูกอ้างยึดพื้นที่เพิ่มทางใต้ของเมือง ทำให้ฝ่ายซาอุดฯ เหลือภูเขา ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง สถานการณ์สู้รบตึงเครียดขึ้นมาก

ฮูตีรุกคืบยึดพื้นที่ทางใต้ของเมืองตาอิซในเยเมน! ส่งผลให้กองกำลังที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุน อาจเหลือพื้นที่ควบคุมเพียงแนวภูเขาแคบๆ ทางตอนใต้ของเมือง

แผนที่สถานการณ์การสู้รบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า กองกำลังฮูตี หรืออันซอรุลลอฮ์ (Ansarallah) กำลังขยายพื้นที่ควบคุมรอบเมืองตาอิซ (Taiz) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยเมน หลังมีรายงานว่ากองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียสูญเสียพื้นที่หลายแห่ง

ตามรายงานของ Islamic World News ซึ่งเป็นสื่อที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระบุว่า กองกำลังฮูตีเข้าควบคุมเขตอัล-มิสรัคห์ (Al-Misrakh) รวมถึงพื้นที่อัล-กาลัยบะห์ (Al-Kalaibah) และนัจด์ อัล-กอซิม (Najd Al-Qasim) ตลอดจนถนนที่เชื่อมเขตดังกล่าวกับพื้นที่ตอนใต้ของเมืองตาอิซ

หากรายงานนี้ถูกต้อง จะทำให้กองกำลังฝ่ายซาอุดีอาระเบียเหลือพื้นที่ควบคุมเพียงแนวภูเขาแคบๆ บริเวณญะบัล อัล-อะรูส (Jabal Al-Arous) และญะบัล อัล-ซับร์ (Jabal Al-Sabr) ทางตอนใต้ของเมือง

พื้นที่ภูเขาทั้งสองแห่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เนื่องจากสามารถควบคุมและสังเกตการณ์เส้นทางเข้าสู่เมืองตาอิซ จึงเป็นแนวป้องกันสำคัญของกองกำลังที่ยังประจำการอยู่ในพื้นที่
หากยืนยันการเปลี่ยนแปลงแนวรบดังกล่าวได้ จะหมายความว่ากองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นในสมรภูมิตาอิซ ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบต่อเนื่องมานานหลายปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122098881231508642&id=61595259264487&rdid=E5PdKjNYdaV5SZjz#

ช่องแคบฮอร์มุซระอุ!! วิกฤตพลังงานจับตา IRGC เผยเรือบรรทุกน้ำมัน ลำที่ 3 ชนทุ่นระเบิดไฟไหม้รุนแรง เตือนเรือปิดระบบระบุตัวตนถูกมองเป็นศัตรู

กองทัพเรือของ IRGC แห่งอิหร่านประกาศว่า วันนี้มีเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 ชนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ จนเกิดระเบิดและไฟไหม้รุนแรง ขณะบรรทุกน้ำมันดิบ 750,000 บาร์เรล บริเวณตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ

IRGC ระบุว่า เรือดังกล่าวกำลังพยายามเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยปิดระบบนำทางและระบุตัวตน พร้อมฝ่าฝืนคำเตือนหลายครั้งจากกองทัพเรืออิหร่าน ก่อนออกนอกเส้นทางเดินเรือที่ได้รับอนุญาตและชนเข้ากับทุ่นระเบิด

IRGC ยังประกาศเตือนอีกว่า เรือลำใดก็ตาม ที่ปิดระบบนำทางและระบบระบุตัวตนขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะถือว่าเป็นเรือฝ่ายศัตรู และจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาด

นับเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 3 ที่ชนทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่เมื่อวานนี้ ตามรายงานของ IRGC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1425356006419422/?rdid=1mqvXAjLxKb17Zl5#

ไวน์หรูอิตาลีถูกปล้นครั้งใหญ่!! แก๊งมืออาชีพบุกคลังในอิตาลี ขโมยไวน์หรู 30,000 ขวด มูลค่ากว่า 5 ล้านยูโร ปิดสัญญาณเตือนก่อนใช้รถโฟล์คลิฟต์ขนของ ตำรวจเร่งสอบสวน เตือนระวังไวน์ผิดปกติ

โจรกรรมไวน์ครั้งมโหฬารในอิตาลี แก๊งโจรวางแผนอย่างมืออาชีพ บุกขโมยไวน์หรูถึง 30,000 ขวด มูลค่าราว 5 ล้านยูโร หรือเกือบ 200 ล้านบาท!

เหตุเกิดที่คลังเก็บไวน์ของ Marchesi Antinori ในแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี บริษัทผลิตไวน์เก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี

คนร้ายอย่างน้อย 7 คน สวมหน้ากากบุกเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดระบบสัญญาณเตือนภัยและกล้องวงจรปิด ก่อนใช้รถโฟล์คลิฟต์ของบริษัท ขนลังไวน์ขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ 2 คัน แล้วหลบหนีไป

ไวน์ที่ถูกขโมยล้วนเป็นแบรนด์หรู ทั้ง Tignanello, Solaia และ Guado al Tasso โดยเฉพาะ Solaia รุ่นปี 2023 ที่หายไปถึง 10,000 ขวด

กว่าพนักงานจะรู้ตัวก็เช้าวันจันทร์
ผู้บริหารเชื่อว่าเป็นฝีมือแก๊งมืออาชีพที่รู้จักไวน์ราคาแพงเป็นอย่างดี และอาจเกี่ยวข้องกับคดีขโมยไวน์อื่น ๆ ในอิตาลี

ขณะนี้ตำรวจเร่งสอบสวน ขณะที่บริษัทเตือนผู้ซื้อทั่วโลก ให้ระวังไวน์หรูที่ถูกนำมาขายในราคาถูกผิดปกติ เพราะอาจเป็นไวน์ที่ถูกโจรกรรมมา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1080154595002497&id=100090238982695&rdid=WrBkIbMQmQ7vXUOF#

ไฮเออร์ ดูแลน้ำท่วม!! บริจาคน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้า รับซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% โปรโมชัน Cashback สูงสุด 3,000 บาท หวังช่วยผู้ประสบภัยฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

ไฮเออร์ เคียงข้างทุกบ้าน ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมถึงช่วงฟื้นฟู
ส่งต่อความช่วยเหลือพร้อมดูแลหลังน้ำลด ฟรีค่าแรงช่าง–ลดค่าอะไหล่ 50%
เปิด “Haier Care for Home” มอบ Cashback สูงสุด 3,000 บาท

6 ตุลาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮม และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปี ร่วมส่งต่อความห่วงใยและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เดินหน้าความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินไปจนถึงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการส่งมอบน้ำดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ผู้ประสบภัย ตลอดจนมาตรการดูแลลูกค้าด้วยบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี ส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

สำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ไฮเออร์เดินหน้าดูแลผู้ประสบภัยและลูกค้าที่ได้รับผลกระทบผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่

ส่งต่อน้ำดื่มถึงผู้ประสบภัย ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านโครงการไทยพีบีเอสและเครือข่ายช่วยผู้ประสบภัย 2569 ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

สนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าแก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว นำเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แก่ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า และทีวี รวมมูลค่ากว่า 170,000 บาท ไปสนับสนุน ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

ดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์หลังน้ำลด มอบบริการสนับสนุนค่าแรงช่างฟรี พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับลูกค้าที่เครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเออร์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถแจ้งซ่อมผ่าน Haier Care โทร. 1789 หรือ LINE Official Account: @haierthailand พร้อมแจ้งว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ผ่านโครงการ “Haier Care for Home ไฮเออร์เคียงข้างทุกบ้าน หลังน้ำลด” มอบเงินคืน (Cashback) สูงสุด 3,000 บาท ตามยอดซื้อสะสมที่กำหนด สำหรับครอบครัวที่ต้องจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ทดแทนสินค้าที่ได้รับความเสียหาย โดยไม่จำเป็นต้องนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายมาแสดง เพียงใช้ภาพถ่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประกอบการลงทะเบียน พร้อมหลักฐานการซื้อและรับสินค้าหรือติดตั้งสินค้า สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ สิทธิ์มีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ไฮเออร์มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคและการช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกครอบครัวก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างสะดวกสบายอีกครั้ง

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

'จุลพันธ์' ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่ายพัฒนาประกันสังคม ยึดหลักไตรภาคีขับเคลื่อนงานแรงงาน สานต่อสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนและนายจ้าง

“จุลพันธ์” ยินดีผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำไม่แทรกแซง พร้อมทำงานร่วมทุกฝ่าย ยึดหลักไตรภาคี ขับเคลื่อนประกันสังคมเพื่อผู้ประกันตน

วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงข่าวภายหลังการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนจากการเลือกตั้ง พร้อมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาระบบประกันสังคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับหลักการไตรภาคี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านแรงงาน โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างสมดุล เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับการดูแลและคุ้มครองสิทธิอย่างเหมาะสม

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมพร้อมพูดคุยและทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้กลไกไตรภาคีเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกันตนและนายจ้าง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบประกันสังคม” นายจุลพันธ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยึดมั่นในกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยไม่มีนโยบายเข้าไปแทรกแซงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้ประกันตนและนายจ้างอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวยังเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ โดยจะต้องดำเนินการตรวจสอบและประกาศผลตามขั้นตอนที่กำหนดต่อไป

ไบโอเทค ลุยแท็คกิ้งนวัตกรรมกุ้ง!! เปิดตัว Hackathon ชิงรางวัลกว่าแสน ดึงนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้ง 5 หัวข้อเน้นพัฒนา เทคโนโลยีชีวภาพ หวังเพิ่มผลผลิต-ลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวประกวดนวัตกรรม “Hackathon Hub of Shrimp” เฟ้นไอเดียพลิกฟื้นกุ้งไทย ชิงรางวัลกว่า 1 แสนบาท ดึงพลังนวัตกรแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

(8 ต.ค. 69) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ทุนสนับสนุนโครงการ “ศูนย์กลางองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตกุ้งของประเทศไทย” (Hub of Knowledge – Shrimp) ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งไทย คลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย ชมรมผู้ผลิตลูกพันธุ์สัตว์น้ำ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย แถลงเปิดตัวกิจกรรมแข่งขันนวัตกรรม “Hub of Shrimp - Hackathon: คิด • นวัตกรรม • ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย” ภายใต้แนวคิด INNOVATE TODAY, SUSTAIN TOMORROW เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศเปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา สตาร์ตอัป นักวิจัย และผู้ประกอบการทั่วประเทศร่วมส่งผลงานประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัลแก้โจทย์จริงอุตสาหกรรมกุ้งไทย ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569

ดร.กัลยาณ์ แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทคมุ่งเชื่อมโยงงานวิจัยกับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาโรค ต้นทุนการผลิต และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย กรมประมง เครือข่ายเกษตรกร และภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ Hub of Shrimp ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำหรับกิจกรรม Hackathon จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาเรียนรู้โจทย์จากผู้ปฏิบัติงานจริง และพัฒนาแนวคิดร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งหวังให้เกิดนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างความร่วมมือที่ดำเนินต่อเนื่องหลังจบกิจกรรม

ดร.สรวิศ เผ่าทองศุข นักวิจัยอาวุโส หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การจัด Hackathon ครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นเวทีปล่อยของและพื้นที่แห่งความร่วมมือในการดึงพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ สตาร์ตอัป และนวัตกร มาร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ ทั้งการช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มอัตราการรอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ากุ้งไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมทั้งผลักดันงานวิจัยและเทคโนโลยีให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อคืนตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมกุ้งไทยในระดับสากล

ด้าน นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งระนอง ตัวแทนภาคเอกชน ทั้ง 7 องค์กร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญปัญหารอบด้าน จึงเร่งมองหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ ผ่านเวทีระดมสมองอย่างเข้มข้น (Hackathon) ที่เป็นสะพานเชื่อมโจทย์ปัญหาจากหน้าฟาร์มและอุตสาหกรรมกุ้งไทยเข้ากับนักนวัตกรที่สนใจ เพื่อร่วมกันหาทางออกและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการอย่างแท้จริง สำหรับกรอบโจทย์การแข่งขันในครั้งนี้ ได้เปิดกว้างครอบคลุม 5 ด้านสำคัญของการดำเนินธุรกิจกุ้งไทย ได้แก่

1) พันธุ์กุ้ง: การพัฒนาและคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่เติบโตเร็ว ทนทานต่อโรค และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ

2) การเลี้ยง: นวัตกรรมระบบการเลี้ยงอัจฉริยะ เทคโนโลยีการจัดการน้ำ พลังงานสะอาด และอาหารกุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการรอด

3) การจัดการส่งเสริมการเลี้ยง: เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเตือนภัยล่วงหน้า

4) การตลาด: การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเชื่อมโยงตลาด และเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ

5) การจับและการจัดการหลังจับ: นวัตกรรมยืดอายุการเก็บรักษา คุมคุณภาพ และแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

ผู้สมัครสามารถเลือกหัวข้อที่ต้องการส่งได้ตามความสนใจ และเมื่อผ่านเข้าสู่รอบลึก ๆ จะได้ร่วมระดมสมองกับภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจนั้นโดยตรง แลกเปลี่ยนและผสานประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

ดร.ปรัศนียาภรณ์ ปอศิริ นักวิจัย หัวหน้าทีมวิจัยและพัฒนาบริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างเข้มข้น เพื่อพาผู้เข้าแข่งขันต่อยอดไอเดียสู่การใช้งานจริง โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกจะเริ่มต้นด้วยคอร์สออนไลน์ “กุ้ง 101” ในทุกวันเสาร์ เวลา 13:30 – 16:30 น. ระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม–7 พฤศจิกายน 2569 เพื่อปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย ก่อนนำเสนอไอเดียผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกทางออนไลน์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเฟ้นหา 5 ทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย

ทั้ง 5 ทีมจะได้เข้าร่วม Shrimp Hack Camp ในวันที่ 16 ธันวาคม 2569 เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พร้อมพัฒนาและปรับไอเดียให้พร้อมนำไปใช้ได้จริง ก่อนประชันแนวคิดในการแข่งขันรอบตัดสิน Final Pitching วันที่ 17 ธันวาคม 2569 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการรับสมัครผู้สนใจทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เกษตรกร ผู้ประกอบการ บุคลากรภาครัฐ-เอกชน และประชาชนทั่วไป สมัครเข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ - 15 ตุลาคม 2569 ทาง ออนไลน์ https://forms.gle/sVk77rSqMPavaYxM7 และ ติดตามกิจกรรมข่าวสารของทาง Hub of Shrimp ได้ทาง Facebook : https://www.facebook.com/HubOfKnowledgeShrimp


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top