ส.อ.ท. ชี้ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ!! AI จะเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน บุคลากร–งบฯ–ข้อมูลยังขาดแคลน SMEs ต้องการเครื่องมือ-แพลตฟอร์มใช้งาน AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใน 3-5 ปี
ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน” ปลดล็อกการใช้งาน
นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ
ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป
สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้
อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน
จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน
สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้
1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5) .
4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด
อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0%
การทำงาน
อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%
อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5%
ในบางกระบวนการ
อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%
5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร
อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0%
(ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%
6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน
ในด้านใดมากที่สุด
อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0%
การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5%
(Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 36.0%
7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด
อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5%
สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0%
ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5%
เช่น AI Testbed, Sandbox
.
8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด
อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5%
และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5%
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5%
แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5%
และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย










