Tuesday, 20 October 2026
NewsFeed

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงตั้งใจสวมใส่ผ้าไทยทุกวันตลอดสัปดาห์การประชุม เพื่อแสดงความเคารพต่อพระองค์และชื่นชมวัฒนธรรมไทย พร้อมกล่าวด้วยอารมณ์ขันว่า แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังมีชุดผ้าไทยสำรองเหลืออยู่อีกด้วย

ชื่นชมการนำผ้าทอจากชุมชนต่าง ๆ ของไทยมาจัดแสดงภายในห้องประชุม ซึ่งช่วยเตือนให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับบทบาทของ IMF ในปัจจุบันที่ปรับตัวให้ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่คาดหวังว่าจะยังคงอยู่ คือ รอยยิ้มของคนไทยในฐานะดินแดนแห่งรอยยิ้ม

"นางคริสตาลินา กอร์เกียร์วา" กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF กล่าวชื่อชมประเทศไทย แนวภาพตามตัวอย่าง

เครดิต สำนักข่าวไทย

TOP SPP รับรองเครดิตคาร์บอน ส่งเสริมเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคุมการปล่อยก๊าซทั่วไตรมาส ลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าค่าเฉลี่ย สร้างสมดุลธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

TOP SPP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้า
อีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) บริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ขนาด 354 เมกะวัตต์ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จำนวน 202,964 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) โดยเกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 66 - 31 มี.ค. 69) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าในระบบสายส่งของประเทศไทย หรือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 1,877,582 tCO2eq ตั้งแต่เริ่มขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2561

การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ พร้อมเสริมความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิตตามกลยุทธ์การชดเชยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Compensate Residual Emissions: C2) เพื่อปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050

ไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

กรุงไทย ลุยเงินฝาก USD!! เปิดเงินฝากประจำ USD ดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% รองรับทั้งฝากระยะสั้นและยาวพร้อมเชื่อมบัญชี เหมาะสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วไป รับสิทธิพิเศษ Krungthai WEALTH ครบวงจร

กรุงไทยเปิดตัว เงินฝากประจำ USD ระยะสั้น-ยาว รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% ต่อปี ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายทางการเงิน

ธนาคารกรุงไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเงินฝากเงินสกุลต่างประเทศ ยกระดับการออมแบบไร้พรมแดน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำสกุลเงิน USD (Fixed FCD) ครอบคลุมทั้งการฝากระยะสั้นและระยะยาว เริ่มต้นฝากระยะสั้นเพียง 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี และฝากระยะยาว 60 เดือน รับดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Global Savings รองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว

ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) โดดเด่นด้วยระยะเวลาการฝากที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเป้าหมายทางการเงินหลากหลาย ทั้งกลุ่มคนทำงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ต้องการกระจายการออมและเตรียมเงินสำหรับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ กลุ่มครอบครัวที่ต้องการสะสมเงิน USD เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหรือการศึกษาของบุตรในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการต่อยอดการออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

-ฝากระยะสั้น ฝากประจำ USD ระยะ 6 เดือน และ 12 เดือน รับดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารเงิน

-ฝากระยะยาว ฝากประจำ USD ระยะ 36 เดือน รับดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และระยะ 60 เดือน รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.60% ต่อปี พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลตอบแทนและวางแผนการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อครบกำหนด สามารถต่อยอดการบริหารเงิน USD ผ่าน Krungthai Global Savings รับดอกเบี้ย USD 2.25% ต่อปี พร้อมรองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ใช้เป็นบัญชีสำหรับพักเงิน เพื่อรอโอกาสลงทุนในต่างประเทศ หรือเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างคล่องตัวและไร้รอยต่อ

เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) มาพร้อมสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากครบตามเงื่อนไขธนาคารกำหนด จะได้รับสถานะ Krungthai WEALTH รับเอกสิทธิ์ทางการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

ผู้ที่สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://krungthai.com/link/fcd-3in1 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำสกุลเงินต่างประเทศได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
*เงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศบนเว็บไซต์ โดยการฝากเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โปรดศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4704696843146325&id=100008181677589&rdid=ujRNUS8L3slRMgfy#

กพร. ขานรับยกระดับแรงงาน!! เดินหน้าพัฒนาทักษะฝีมือเดินหน้า ยกระดับแรงงานท่องเที่ยวและบริการ ขยายความร่วมมือปากีสถาน-ไทย เสริมทักษะมาตรฐานสากลแรงงาน

กพร. ขานรับนโยบาย รมว.แรงงาน เดินหน้ายกระดับแรงงานด้านท่องเที่ยว-บริการ ในปากีสถาน สู่มาตรฐานสากล

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ นางซาดียะห์ อัลฎาฟ กอซี (H.E. Ms. Saadia Altaf Qazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี พร้อมหารือแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Skills Development) ในระดับสากล โดยต่อยอดจากการพบหารือระหว่างฝ่ายไทยและ นายเชาว์ดรี ซาลิก ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชาวปากีสถานในต่างประเทศและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ปากีสถาน เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายปากีสถานได้แสดงความชื่นชมและให้ความสนใจในมาตรฐานการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม และภาคบริการ (Hospitality and Services) ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีศักยภาพและหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ฝ่ายปากีสถานมีความประสงค์ที่จะขอรับการสนับสนุนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการยกระดับกำลังแรงงานของปากีสถานให้มีทักษะเทียบเท่ามาตรฐานสากล

นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในการร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับฝ่ายปากีสถานอย่างเต็มที่ เพื่อขยายโอกาสการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและแนวทางการฝึกอบรมระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคีและต่อยอดไปสู่เครือข่ายความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นเลิศด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานของไทย และสร้างเครือข่ายการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์มาตรฐานระดับสากลต่อไป

GC ต่อยอดโพลิเมอร์!! เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ เน้นนวัตกรรม ตอบโจทย์ตลาด ผนึกกำลังลูกค้า-พันธมิตร สร้างโอกาสธุรกิจร่วมกันในปี 69

GC ต่อยอดความร่วมมือลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจโพลิเมอร์
เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรม

กรุงเทพฯ – 19 ตุลาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การค้า และตลาดโพลิเมอร์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ในงาน GC Annual Customer Seminar & Appreciation Night 2026 ภายใต้แนวคิด “Beyond Every Challenge, Together” เปิดเวทีให้ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อนำไปวางแผนรับมือความผันผวนและมองหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน พร้อมเชื่อมความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องรอยัล มณียา แกรนด์บอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ และนายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร GC ร่วมให้การต้อนรับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงร่วมกับลูกค้า

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่รอบด้าน ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น GC จึงจัดงานครั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมขอบคุณความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง
“GC เชื่อว่า ทุกความท้าทายสามารถนำไปสู่โอกาสใหม่ได้ เมื่อเราร่วมกันมองหาและลงมือทำ เราจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และนำความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แนวทางนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรม ที่เชื่อมความรู้และเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน” นายทิติพงษ์กล่าว

ภายในงานมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ Economic Outlook: “Mastering Market Volatility & The Next Economic Cycle” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และ Polymer Market Outlook: “Beneath the Iceberg; Driving into the Known & Unknown” เจาะลึกแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโพลิเมอร์ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “รู้ทันการค้าโลก เสริมความพร้อมธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานนำข้อมูลและมุมมองไปประกอบการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ

นอกจากนี้ GC ยังจัดกิจกรรม Appreciation Night เพื่อขอบคุณและเสริมความร่วมมือกับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการเป็นพันธมิตรที่เดินหน้าเคียงข้างลูกค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

N.F.A Advisory ศูนย์บริการธุรกิจ!! ผนึก 3 กลุ่มทุนไทย-จีน รองรับลงทุน-ขยายตลาดครบวงจร ตั้งเป้าสนับสนุนธุรกิจยั่งยืน ลดอุปสรรคข้ามพรมแดนอย่างมั่นใจ

CNR Group – ANNO – Mango Asia ผนึกกำลังเปิดตัว “N.F.A Advisory” ศูนย์บริการธุรกิจไทย–จีนครบวงจร หนุนทุนจีนลงทุนไทย พร้อมพาธุรกิจไทยขยายตลาดจีน

ผสานความเชี่ยวชาญด้านบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน ให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจในทั้งสองประเทศ

บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.) ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดพิธีลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง 3 พันธมิตรธุรกิจ ได้แก่ ซีเอ็นอาร์ กรุ๊ป (CNR Group), แอนโน (ANNO) และแมงโก้ เอเชีย (Mango Asia) เพื่อร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มบริการธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน (Cross-Border Business & Investment Services) รองรับผู้ประกอบการจีนที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดจีน

การจัดตั้ง N.F.A Advisory มีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความแตกต่างด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ระบบบัญชีและภาษี ภาษา ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคและวิธีการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ โดย N.F.A Advisory จะทำหน้าที่เป็น ศูนย์บริการแบบ One-Stop Service ที่เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการองค์กรเข้ากับการวางกลยุทธ์และการพัฒนาตลาด ช่วยลดความซับซ้อนในการเริ่มต้นธุรกิจ และสร้างความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

บริการครบวงจร ตั้งแต่ศึกษาตลาด จัดตั้งธุรกิจ ไปจนถึงการขยายตลาด

N.F.A Advisory ออกแบบบริการให้ครอบคลุมความต้องการของผู้ประกอบการในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มบริการหลัก ได้แก่

1. บริการให้คำปรึกษาการลงทุนและการเริ่มต้นธุรกิจ (Market Entry & Investment Advisory)
ครอบคลุมการศึกษาวิจัยตลาด (Market Research) การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ (Feasibility Study) การตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าทางธุรกิจ (Business Due Diligence) ตลอดจนการประสานงานด้านการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและการขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการลงทุนและตัดสินใจเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรอบคอบ

2. บริการบัญชี ภาษี และการบริหารจัดการองค์กร (Accounting, Tax & Corporate Services)
ครอบคลุมการจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะและกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ การวางแผนและจัดทำแบบยื่นภาษี งานเลขานุการบริษัท และการบริหารเงินเดือนพนักงาน (Payroll Services) เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศไทย

3. บริการกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน (Cross-Border Marketing & Business Expansion)
ครอบคลุมการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดไทยและจีน การศึกษาผู้บริโภค การพัฒนาช่องทางการขาย การวางแผนการตลาดและสื่อสารแบรนด์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจีนสามารถสร้างตลาดในประเทศไทย และช่วยให้แบรนด์ไทยเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริการทั้งหมดดำเนินงานโดยทีมงานที่สามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านการสื่อสารและเพิ่มความคล่องตัวในการประสานงานระหว่างผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ

ผสานจุดแข็ง 3 พันธมิตร สร้างระบบสนับสนุนธุรกิจไทย–จีน

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันของทั้ง 3 องค์กรมารวมไว้ภายใต้การให้บริการเดียวกัน

CNR Group นำประสบการณ์กว่า 20 ปีด้านบัญชี ภาษี และการควบคุมคุณภาพงานวิชาชีพ พร้อมเทคโนโลยีบัญชีคลาวด์ AccRevo มาสนับสนุนการพัฒนาระบบการทำงานและมาตรฐานการให้บริการ

ANNO สนับสนุนด้านเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจจีน ตลอดจนการประสานงานและการให้บริการภาษาจีน เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนจีนเข้ากับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ขณะที่ Mango Asia รับผิดชอบด้านกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน การศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารการตลาด รวมถึงการพัฒนาธุรกิจและเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าระหว่างไทยและจีน

คุณนวลศิริ วรเมธาวิวัฒ์ ผู้บริหาร CNR Group กล่าวว่า

“N.F.A Advisory เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างศูนย์บริการธุรกิจที่นักลงทุนจีนสามารถไว้วางใจได้ ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะการเริ่มต้นธุรกิจในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องการจัดตั้งบริษัท แต่ยังรวมถึงความเข้าใจในระบบบัญชี ภาษี กฎระเบียบ และการบริหารจัดการที่ถูกต้อง

เราจึงนำความเชี่ยวชาญด้านวิชาชีพและระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน มาผสานกับเครือข่ายธุรกิจจีนและความเชี่ยวชาญด้านการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการมีพันธมิตรที่สามารถดูแลธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และมีเวลาให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างเต็มที่”

ด้าน ดร.ปณิชา ประทีปะวณิช กรรมการผู้จัดการ Mango Asia กล่าวเสริมว่า

“โอกาสทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนยังมีอีกมาก แต่สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่เพียงการนำเงินลงทุนเข้าประเทศ หรือการนำสินค้าออกไปจำหน่ายในต่างประเทศเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการเข้าใจตลาด เข้าใจผู้บริโภค และสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบและกฎระเบียบของประเทศนั้นได้อย่างถูกต้อง

เราเชื่อว่า การจัดตั้งบริษัทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การสร้างธุรกิจให้เติบโตได้จริงคือเป้าหมายสำคัญ N.F.A Advisory จึงไม่ได้มุ่งเพียงช่วยให้ธุรกิจจีนเข้ามาเปิดบริษัทในไทย แต่ต้องการสนับสนุนให้ธุรกิจเหล่านั้นสามารถเข้าสู่ตลาด เข้าถึงลูกค้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

ในขณะเดียวกัน เราต้องการใช้ความเข้าใจตลาดจีนและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดไปยังประเทศจีนได้อย่างมีกลยุทธ์ ลดการลองผิดลองถูก และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ”

เดินหน้าสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาวของธุรกิจไทย–จีน

N.F.A Advisory มุ่งพัฒนาการให้บริการในรูปแบบพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว (Long-Term Business Partner) โดยเชื่อมโยงบริการตั้งแต่การวางแผนลงทุน การจัดตั้งและบริหารองค์กร ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือของภาคเอกชนไทยและจีนในการสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเติบโตในตลาดระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงการลงทุน การค้า และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและจีนในอนาคต

N.F.A Advisory พร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งไทยและจีนแล้ววันนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
บริษัท เอ็น.เอฟ.เอ แอดไวซอรี่ จำกัด (N.F.A Advisory Co., Ltd.)
อีเมล: [email protected]
โทรศัพท์: 065-159-6928

อยุธยาเปิดเกมท่องเที่ยวรวม!! ปักหมุดเมืองต้นแบบสู่ Inclusive Tourism เปิดคณะกรรมการ ATIT ยกระดับทั่วถึง ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน-นักวิชาการ หวังขยายตลาดท่องเที่ยวมีมูลค่าสูง

อยุธยาปักปักหมุดเมืองต้นแบบ! เปิดตัวงานใหญ่ ITT 2026 ดันวาระ ‘Inclusive Tourism’ ท่องเที่ยวเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปรับเมืองมรดกโลกสู่ Living Lab เจาะตลาดกลุ่มใหม่มูลค่าสูง

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในงานเวทีประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยวที่ทั่วถึงและเท่าเทียม 2569 หรือ Inclusive Tourism Thailand 2026 (ITT2026)

จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Awareness • Collaboration • Action” เพื่อมุ่งสร้างการรับรู้ ผสานความร่วมมือ และยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลจากองค์ความรู้สู่งานวิจัยและลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาดใหม่และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ทุกคนเข้าถึงได้

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจาก อพท., สกสว., ททท. และผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 100 คน

ภายในงานได้มีการเปิดตัวคณะกรรมการบริหารสมาคมไทยท่องเที่ยวเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม (ATIT) โดย นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ (นัตตี้) นายกสมาคมฯ และหัวหน้าโครงการวิจัย ได้กล่าวรายงานถึงความสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ ชุมชน และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้งจากยุโรป ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยวของไทย

เปิดรับทุน ODOS ทุนการศึกษาเพื่อม.4-ปวช.1 เปิดรับสมัครถึง 13 พ.ย. 69 กสศ.เชิญครูคัดเลือกนักเรียน ช่วยขยายโอกาสเรียนต่ออย่างเต็มที่

เปิดรับสมัครแล้ว! ทุน ODOS รุ่นที่ 4 (รอบเพิ่มเติม) สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 และ ปวช.1

อีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนได้เรียนต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่กับ “โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) รุ่นที่ 4 รอบเพิ่มเติม” สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.1)

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 13 พฤศจิกายน 2569 (ภายในเวลา 17.00 น.)

กสศ. ขอเชิญชวนคุณครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในรายชื่อสถานศึกษาตามประกาศ ร่วมคัดเลือกและเสนอชื่อนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อเข้ารับการพิจารณาทุน ODOS รุ่นที่ 4 (รอบเพิ่มเติม)

อ่านรายละเอียดประกาศ คุณสมบัติ และกำหนดการรับสมัครได้ที่
https://scholarshipreg.eef.or.th/informations

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-079-5475 ต่อ 11 (ในเวลาราชการ)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1604436355050683&id=100064530018676&rdid=2laJvghvEwyFQPkz#

จีนเร่งเครื่องเศรษฐกิจยุค AI !! 18 มาตรการเน้นค้าและบริการ ดันปัญญาประดิษฐ์–หุ่นยนต์อัจฉริยะ พลิกโฉมการค้า ค้าปลีก และบริการ กระตุ้นกำลังซื้อทั่วประเทศ

จีนออกมาตรการกระตุ้นใช้ 'AI-เทคโนโลยีขั้นสูง' ในภาคการค้า

ปักกิ่ง, 19 ต.ค. (ซินหัว) -- กลุ่มหน่วยงานรัฐบาลของจีน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ ในภาคการค้า ซึ่งกำหนด 18 มาตรการเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและการบริการ การกระจายทางการค้า การประยุกต์ใช้ธุรกิจเชิงนวัตกรรม และการสนับสนุนเชิงนโยบาย

แนวปฏิบัตินี้เรียกร้องการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการพัฒนา ออกแบบ ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์ ขยายอุปทานอุปกรณ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะ และส่งเสริมการผลิตที่ยืดหยุ่นและการปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมสนับสนุนการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคการบริการดูแลสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุแบบอัจฉริยะ การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของธุรกิจจัดเลี้ยง และการนำร่องประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาควัฒนธรรมและการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแนวปฏิบัตินี้ครอบคลุมการส่งเสริมคลังสินค้าอัจฉริยะ อุปกรณ์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และการจัดส่งแบบไร้คนขับ ควบคู่กับการยกระดับทางดิจิทัลในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก พร้อมเรียกร้องการพัฒนาเอไอ เอเจนต์ (AI agent) เชิงพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือการซื้อสินค้า การดำเนินธุรกิจ และโลจิสติกส์ ขยายการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าเสมือนจริง รวมถึงสนับสนุนมาตรฐานเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และการจัดหาเงินทุน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงฯ และหน่วยงานรัฐบาลอีก 7 แห่งได้ออกแนวปฏิบัติที่มี 17 มาตรการส่งเสริม "ปัญญาประดิษฐ์+การบริโภค" ซึ่งให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ การบริการที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และสถานการณ์การบริโภครูปแบบใหม่ๆ

ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) ระบุว่ายอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน ช่วงเดือนมกราคม-กันยายนของปี 2026 อยู่ที่ 37 ล้านล้านหยวน (ราว 186 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนยอดค้าปลีกการบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ซึ่งแซงหน้าการเติบโตร้อยละ 1 ของยอดค้าปลีกสินค้า

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top