Friday, 3 July 2026
News

IRPC คว้า 4 รางวัลระดับภูมิภาค!! Alpha Southeast Asia ยก IRPC เด่นด้าน IR–CG–ESG สะท้อนมาตรฐานองค์กรที่นักลงทุนเชื่อมั่น ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส นักลงทุนเชื่อมั่น เดินหน้า ESG อย่างยั่งยืน

นางสาวสุจิตรา เผือกพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส การเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัลจากเวที 16th Institutional Investor Corporate Awards 2026

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 จัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia สะท้อนการได้รับการยอมรับจากนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่อการดำเนินงานของบริษัทในด้านนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations: IR) การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Environmental, Social and Governance: ESG)

IRPC ได้รับการจัดอันดับใน 4 สาขาสำคัญของประเทศไทย ได้แก่
• Most Organised Investor Relations
• Best Senior Management Investor Relations Support
• Strongest Adherence to Corporate Governance
• Best Strategic CSR & ESG Reporting

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ IRPC ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วน ต่อเนื่อง และเท่าเทียม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG อีกทั้งยังสะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ผลการจัดอันดับในครั้งนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั้งในประเทศ ภูมิภาค และระดับสากล รวมกว่า 580 ราย ครอบคลุมกลุ่มนักลงทุนสถาบัน กองทุนบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ธนาคารเอกชน โบรกเกอร์ รวมถึงนักวิเคราะห์ทั้งฝั่ง Buy-side และ Sell-side

170 ปีการทูต ไทย-ฝรั่งเศส มาครงต้อนรับ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องในวาระ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย–ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีมาครง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพระบาทสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระมหากษัตริย์และพระราชินีแห่งประเทศไทย สู่ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ครั้งแรกในทวีปยุโรป

ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ และนับเป็นเวลา 66 ปี หลังจากการเสด็จเยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามคำเชิญของพลเอกชาร์ล เดอ โกลล์ ทั้งสองประเทศต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335155658772791/?rdid=u2XgZBIuuNtnn8F8#

“ติดโซลาร์” ต้องได้มาตรฐาน!! ก.อุตฯ คุมเข้ม 5 มาตรฐานใหม่ ปิดความเสี่ยงไฟไหม้–ไฟฟ้าลัดวงจร ‘วราวุธ’ ชี้ลงทุนครั้งแรกอาจสูงกว่า แต่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว

ก.อุตฯ คุมเข้ม ผลิตภัณฑ์ในระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม อีก 5 มาตรฐาน ลดเสี่ยงไฟไหม้–ไฟฟ้าลัดวงจร

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยระบบโซลาร์เซลล์ โดยการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุม เพื่อสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)ได้กำหนดให้แผงโซลาเซลล์ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 เป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว คาดว่าจะบังคับใช้ภายเดือนกันยายน 2569 นี้

และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือ บอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 5 มาตรฐาน ได้แก่

มอก. 62930-2564 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 63056-2567 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า , มอก. 60269 เล่ม 6-2567 ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 2603 เล่ม 2-2556 ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 60947 เล่ม 2-25xx เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง

”การกำหนดมาตรฐานควบคุมเพิ่มเติมครั้งนี้ ครอบคลุมสายไฟฟ้าแบตเตอรี่ลิเทียม ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำ ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์ และเครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การใช้พลังงานสะอาดจะต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมออกกฎกระทรวง ก็คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569“

โดยจะทำให้ระบบโซลาร์เซลล์ได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การส่งผ่านกระแสไฟฟ้า การแปลงพลังงาน ไปจนถึงการกักเก็บพลังงาน ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน

การเพิ่มอีก 5 มาตรฐานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมสินค้า แต่เป็นการปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งระบบ เป็นการวางรากฐานให้ระบบโซลาร์เซลล์ของไทยโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ดังนั้น ขอฝากถึงประชาชนที่กำลังวางแผนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ว่า ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์สำคัญในระบบ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรเลือกผู้ติดตั้งที่มีความรู้และมีประสบการณ์ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งระบบเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

“ระบบโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนระยะยาวที่อยู่กับบ้านหรือสถานประกอบการเป็นเวลาหลายสิบปี ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจมีต้นทุนสูงกว่าในช่วงแรก แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว” นายวราวุธ กล่าว

การดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ดร.อักษรศรี ชี้จาก “ปารีส” ถึง “อาเซียน”!! ทำไมฝรั่งเศสสำคัญต่อไทยในโมงยามนี้ มองลึกกว่าพิธีรัฐสู่เกมความมั่นคง–การทูต 170 ปีไทย–ฝรั่งเศส วาระสำคัญที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ ประวัติศาสตร์ และยุทธศาสตร์ความมั่นคง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและยุทธศาสตร์เอเชีย 

โพสต์

Why  France #ทำไมเลือกเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส ณ โมงยามนี้  ฝรั่งเศสไม่ใช่เป็นแค่เมืองแฟชั่นใช้โชว์ความงามของผ้าไทย หากแต่ใน #มุมความมั่นคงนำการทูต ฝรั่งเศสมีความสำคัญยิ่งยวด ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ดังนี้

(1) ฝรั่งเศส คือ เจ้าอาณานิคมอยู่เหนือหัวของ #เขมร มาอย่างยาวนาน 90 ปี ก่อนที่จะให้เอกราชกับ #กัมพูชา

(2) ฝรั่งเศส คือ 1 ใน 5 ชาติที่มีเก้าอี้ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ #UNSC มีสิทธิ Veto ยับยั้งมติใดๆ ของที่ประชุม UN

(3) ฝรั่งเศส คือ #มหาอำนาจนิวเคลียร์ และเป็นชาติแกนนำในสหภาพยุโรป #EU และเป็นมหาอำนาจสำคัญในกลุ่ม #G7 ที่มีอิทธิพลสูงต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก

ขอขอบคุณประธานาธิบดี #มาครง ฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศส จัดพิธีรับเสด็จในหลวง/พระราชินี  #ประเทศไทย อย่างสมพระเกียรติ  จัดขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเสด็จเยือนกรุงปารีส วาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส  28 มิย - 2 กค 2026

Credit ภาพ #Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BUXhDxzPt/

จัดกิจกรรมเยาวชน!! พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว รณรงค์ป้องกันไฟป่าผ่านนิทาน เผยผลกระทบฝุ่น PM2.5 รอบพื้นที่ เสริมความรู้อนุรักษ์ป่าไม้ใกล้ชิด

ทรัมป์ซื้อหุ้น Axon สูงถึง 5 ล้านดอลลาร์ ล่วงหน้าแค่ 2 สัปดาห์ก่อนรัฐแจกสัญญา 220 ล้านดอลลาร์ ทำเนียบขาวยันกองทรัสต์ลูกเป็นคนดูแล

การเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ถูกจับตามองอีกครั้ง หลังเข้าซื้อหุ้น Axon Enterprise ก่อน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Immigration and Customs Enforcement: ICE) เตรียมจัดซื้อปืนช็อตไฟฟ้ามูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,316 ล้านบาท)

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดเผยในเอกสารแสดงบัญชีทรัพย์สินว่า เขาได้ซื้อหุ้นของบริษัท Axon Enterprise ผู้ผลิตปืนช็อตไฟฟ้า (Taser) กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ (Body Camera) และซอฟต์แวร์สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มูลค่าระหว่าง 1–5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33–166 ล้านบาท) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เพียง สองสัปดาห์หลังจากนั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ได้เผยแพร่ประกาศจัดซื้ออุปกรณ์ปืนช็อตไฟฟ้าฉบับใหม่ โดยมีมูลค่าโครงการสูงถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,040 ล้านบาท) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี และต้องการจัดหาปืนช็อตไฟฟ้าประมาณ 17,800 กระบอก พร้อมกระสุนและการฝึกอบรมไม่จำกัดจำนวน

แม้ในเอกสารจัดซื้อจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัท Axon โดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญด้านงานตำรวจหลายรายให้ความเห็นกับ CNBC ว่า คุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ระบุไว้ในประกาศ สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของ Axon เพียงรายเดียว ทำให้บริษัทกลายเป็นตัวเต็งที่จะได้รับสัญญาดังกล่าว หากโครงการเดินหน้าต่อ

รายงานของ CNBC ระบุด้วยว่า ยังไม่มีหลักฐาน ว่าทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อของ ICE หรือรับทราบรายละเอียดล่วงหน้า รวมถึงไม่มีหลักฐานว่า Axon ทราบถึงการเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมของรัฐบาลมองว่า ช่วงเวลาของการซื้อหุ้นอาจก่อให้เกิดคำถามด้านผลประโยชน์ทับซ้อน แม้กฎหมายสหรัฐฯ จะยกเว้นประธานาธิบดีจากกฎหมายอาญาว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนที่ใช้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารส่วนใหญ่ก็ตาม

ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธข้อกังวลดังกล่าว โดยโฆษก แอนนา เคลลี (Anna Kelly) ระบุว่า ทรัพย์สินของประธานาธิบดีถูกเก็บไว้ในทรัสต์ที่บริหารโดยบุตรของเขา และการลงทุนดำเนินการโดยผู้จัดการกองทุนอิสระที่เป็นบุคคลที่สาม ไม่ใช่โดยทรัมป์หรือสมาชิกในครอบครัว พร้อมยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และกล่าวว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ หุ้นของ Axon ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างการซื้อขาย และนักวิเคราะห์บางรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มของบริษัท เนื่องจากคาดว่าการใช้จ่ายด้านการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางจะยังคงอยู่ในระดับสูง

ที่มา : CNBC // https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335358035419220/?rdid=y4iAJ2epm4XpKOkP#

‘อนุทิน’ มอบ 'เอกนิติ' นำเสนองบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น รัฐบาลชูเป้าหมายรับมือโลกไม่แน่นอน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เนื่องด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายกฯ จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 (รับหลักการ) พร้อมกำชับคณะรัฐมนตรีตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1458361126326614&id=100064582216937&rdid=q0xZarsQkVbyIFG7#

‘อ.อุ๋ย’ เตือนสังคมไทย!! คดีแอร์สาวไทยถูกจับที่เมลเบิร์น ชี้ข้อต่อสู้ “เพื่อนฝากมา” พิสูจน์ยากในคดียาเสพติดข้ามชาติ คดีนี้ตัดสินด้วยหลักฐาน ไม่ใช่กระแสสังคม

อาจารย์อุ๋ย วิเคราะห์คดีแอร์สาวไทยในออสเตรเลีย: เมื่อคำว่า “ไม่รู้” ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำพูด !

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

คดีอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยที่ถูกจับกุม ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในซับในกระเป๋าถือจำนวน 12 ใบ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องหาให้การว่า “ไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด เพราะเป็นของที่เพื่อนฝากมา”

คำถามที่หลายคนอยากรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เธอพูดความจริงหรือไม่” แต่คือ “กฎหมายออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือไม่”

คำตอบคือ มี แต่เป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่พิสูจน์ได้ยากที่สุดในคดียาเสพติดข้ามชาติ

ในวงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ มีคำเรียกผู้ที่อ้างว่าถูกใช้เป็นผู้ขนยาเสพติดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า Blind Mule หรือ “ผู้นำพาที่ถูกหลอก” คำนี้เป็นศัพท์ในทางอาชญาวิทยา มิใช่ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อ้างตนเป็น Blind Mule จะพ้นความผิดโดยอัตโนมัติ

ในระบบกฎหมายออสเตรเลียซึ่งอยู่ในตระกูล Common Law ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรง โดยหลักแล้วอัยการต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจ (Mens Rea) ของจำเลย มิใช่เพียงพิสูจน์ว่าพบยาเสพติดอยู่ในความครอบครองของบุคคลนั้น หลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการรับรองโดยศาลสูงออสเตรเลียในคดี He Kaw Teh v. The Queen (1985)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพิสูจน์ความผิด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายออสเตรเลียจึงเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่อง Honest and Reasonable Mistake of Fact หรือ “การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร” ซึ่งมีรากฐานจากคดี Proudman v. Dayman (1941) และได้รับการพัฒนาต่อมาในกฎหมายอาญาของออสเตรเลีย

หากจะใช้แนวทางนี้ จำเลยต้องแสดงให้ศาลเชื่อว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งของดังกล่าวไม่ใช่ยาเสพติด ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันก็อาจเชื่อได้ และลักษณะการซุกซ่อนมีความแนบเนียนจนไม่อาจตรวจพบได้จากการตรวจสอบตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คดีนี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ

ประการแรก คือ ลักษณะและจำนวนของกลาง หากในชั้นพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผิดสังเกตจนบุคคลทั่วไปควรตั้งข้อสงสัย แต่ผู้รับฝากกลับเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ ศาลอาจพิจารณาหลัก Willful Blindness หรือ “การจงใจหลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อเท็จจริง”

หลักการนี้ใช้กับกรณีที่บุคคลมีเหตุอันสมควรสงสัยอย่างมากว่าสิ่งของหรือพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่กลับเลือกที่จะไม่ค้นหาความจริงหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า “ไม่รู้”

ในระบบกฎหมาย Common Law หลัก Willful Blindness ไม่ใช่เพียงเรื่องของความประมาทเลินเล่อธรรมดา หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยมีองค์ประกอบทางจิตใจเพียงพอสำหรับความผิดบางฐานหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนที่ “รู้แล้วทำ” แต่ยังตั้งคำถามกับคนที่ “มีเหตุให้สงสัยอย่างมาก แต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง” เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากความรับผิดเสมอไป

ประการที่สอง คือ สถานะของผู้ต้องหาในฐานะอดีตลูกเรือสายการบิน เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพลูกเรือเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงการบินอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการปฏิบัติงานที่ ห้ามนำสัมภาระ พัสดุ หรือสิ่งของของบุคคลอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินของตนเองขึ้นไปบนอากาศยาน เพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ วัตถุอันตราย หรือสิ่งผิดกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลอื่นเพื่อนำขึ้นเครื่องบินด้วย ศาลจึงอาจนำมาตรฐานวิชาชีพนี้มาประกอบการประเมินว่า บุคคลซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางควรมีระดับความระมัดระวังและความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไปเพียงใด

หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย หลักกฎหมายก็สอดคล้องกันในสาระสำคัญ เพราะประมวลวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และหากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้จนปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

ท้ายที่สุด คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันที่คำว่า “เพื่อนฝากมา” หรือ “ไม่รู้” แต่จะตัดสินกันที่พยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล การติดต่อสื่อสาร พฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ตลอดจนข้อเท็จจริงแวดล้อมที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง

ศาลไม่ได้ตัดสินจากกระแสสังคม หากแต่ตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และนั่นคือหลักนิติรัฐที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ

ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเช่นไร คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้แก่สังคมว่า การรับฝากสัมภาระหรือสิ่งของจากผู้อื่น แม้จะเป็นเพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ก็อาจกลายเป็นความไว้ใจเพียงครั้งเดียวที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต

ด้วยความปราถนาดี

อ้างอิง:
-He Kaw Teh v. The Queen (1985), -Proudman v. Dayman (1941),
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

https://www.facebook.com/share/p/1Pr3SQDrL9/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1002581112756104&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=Io8i9GB1mwYX07yb#

ครม. เปิดทางปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue!! ไทยขยับบทบาทเวทีแรงงานระหว่างประเทศ ดันเทคโนโลยีดิจิทัลดูแลแรงงานข้ามชาติ ปักหมุดแรงงานไทยต่างแดนต้องปลอดภัย มีสิทธิ และได้งานที่เป็นธรรม เพิ่มโอกาสแรงงานไทยเข้าถึงงานคุณภาพในต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue ยกระดับคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

ครม. (30 มิ.ย.69) เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ร่างปฏิญญาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการแรงงาน ลดต้นทุนการจัดหางาน และการส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม

การเข้าร่วมร่างปฏิญญาครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านแรงงานในระดับภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะ และเข้าถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1460052146157512/?rdid=hr91dqg5lnjivaKp# 

Fashion Diplomacy ไทยผงาดยุโรป!! ‘ปฐม อินทโรดม’ ย้ำชุดไทยไม่ใช่แค่ความงาม สมเด็จพระราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทย กลายเป็นภาพจำแห่ง Soft Power ไทยบนเวทียุโรป สะท้อนความสำเร็จการทูตผ่านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรม

หลายคนอาจมองว่าการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปีนี้ เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุดในปีนี้

ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปัก งานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

ที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับจากสื่อต่างประเทศก็สะท้อนความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน

- Vogue นิตยสารแฟชั่นระดับโลก ถึงกับนำเสนอเรื่องราวของชุดไทยและนิทรรศการในฐานะตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักไทยกับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้แฟชั่นเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการทูตได้อย่างแยบยล

- เว็บไซต์ติดตามราชวงศ์ยุโรปอย่าง New My Royals ให้ความสำคัญกับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเป็นพิเศษ โดยจัดอยู่ในหมวด Royal Fashion และชื่นชมความสง่างามของชุดไทยที่สามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างโดดเด่น

ส่วนสำนักข่าวภาพระดับโลกอย่าง Reuters และ Anadolu Agency แม้จะเน้นรายงานการเสด็จเยือนในมิติทางการเมืองและการทูต แต่ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทยกลับถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วโลก กลายเป็นภาพจำของการเยือนครั้งนี้โดยปริยาย

ในโลกยุคใหม่ อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ยังวัดกันด้วยความสามารถในการทำให้คนทั้งโลกหลงใหลในวัฒนธรรมของตนเอง เกาหลีมี K-Pop ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ

และหากพูดถึงผู้ที่วางรากฐานของ Fashion Diplomacy ไทย คงไม่อาจละเลยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำผ้าไหมไทยและชุดไทยออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อกว่าหกทศวรรษก่อน จนทำให้ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบจำนวนมาก

การเสด็จเยือนยุโรปในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อเรื่องราวของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่เรียกว่า “แฟชั่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะบางครั้ง Soft Power ไม่ได้เกิดจากแคมเปญโฆษณาราคาแพง ไม่ได้เกิดจากการซื้อสื่อหรือการประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหยุดมองภาพหนึ่งภาพ แล้วพูดพร้อมกันว่า ชุดไทยช่างสวยเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27257669797192798/?rdid=zvSGqHLpXKoDVzyS#

คำร้อง ‘ศรีสุวรรณ’ สะดุด!! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมกล่าวหาพีระพันธุ์ใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งคณะทำงาน ศาลไม่รับคำร้อง ม.213 ปมพีระพันธุ์ ชี้ผู้ร้องยังไม่แสดงความเดือดร้อนเสียหายชัดเจน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ เรื่องพิจารณาที่ ต. 48/2569 กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ผู้ถูกร้อง) ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้ผู้ร้องซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลดังกล่าวต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของผู้ถูกร้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 53

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2563 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1241019


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top