Tuesday, 18 August 2026
News

“อินฟอร์มา” ปั้นธุรกิจท่องเที่ยวใหม่!! ผนึกภาคธุรกิจจัดงานใหญ่รวม 4 งาน ดันยุทธศาสตร์ "Value over Volume" ททท. เชื่อมโยงนวัตกรรม-บริการครบวงจร ดึงผู้ประกอบการ 3 หมื่นเข้าร่วมกิจกรรม

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว-บริการ
จัด Food & Hospitality Thailand 2026
เชื่อม 4 งานใหญ่ สร้างโอกาสธุรกิจครบวงจร

ทิศทางการท่องเที่ยวไทยกำลังปรับจากการเน้น "ปริมาณ" สู่ "คุณภาพ" ตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume’ ของภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการต้องเร่งปรับตัว ล่าสุด อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ องค์กร และสมาคมธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการ ประกาศความพร้อมจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อม 3 งานร่วม ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand, HOTELEX Thailand และ Agri Plus Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป - ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Value over Volume’ มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ อีเวนต์ระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Longevity) การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.5–1.55 ล้านล้านบาท

การที่ภาครัฐกำลังปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทย เป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องยกระดับสินค้าและบริการให้ทันเช่นกัน ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพร้อมที่จะเป็นเวทีกลางในการเชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารและบริการเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด "All Sectors, One Destination" ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมงานนอกจากจะได้พบการจัดแสดงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียม นวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 8 โซนสินค้า แล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การแข่งขัน สัมมนา และเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาหาร และบริการอีกด้วย
นอกจากนั้นความพิเศษของงานฯ ในปีนี้ คือ การมีงานระดับนานาชาติและระดับประเทศมาจัดร่วมกับงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมกันถึง 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ สิ่งอำนวยความสะดวก สปา สิ่งทอและการทำความสะอาด การออกแบบตกแต่งอาคาร โรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันของภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ครัว บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์การบริการ ฯลฯ โดยปีนี้มีโซนใหม่ที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ หม้อไฟ เบเกอรี่ ชา ขนมหวาน ฯลฯ และ Agri Plus Expo โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่ร่วมจัดกับงานนี้เป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ทำให้คาดว่าการจัดงานปีนี้ฯ จะดึงดูดผู้ประกอบการชาวไทยและภูมิภาคเข้าร่วมงานได้มากกว่า 30,000 คน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร และบริการให้เข้ามาเยี่ยมชมการจัดงานในครั้งนี้

ด้านพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานฯ ภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรักษาอันดับความนิยมในใจนักท่องเที่ยว แต่คือการรักษาระดับรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลดลง ผู้ประกอบการโรงแรมต้องยกระดับมาตรฐานพร้อมสอดแทรกอัตลักษณ์ไทยเข้าไปในทุกมิติ ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงการบริการจากบุคลากร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยเหนือกว่าคู่แข่ง สำหรับการร่วมจัดงานกับ Food & Hospitality Thailand 2026 ครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ AHRA Seminar 2026 โดยได้รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน ในหัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” พร้อมสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย

ด้านธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันสมาคมฯ กำลังร่วมกับภาครัฐผลักดัน “โครงการเส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ส่งเสริมคุณค่าด้านสุขภาพ ความหลากหลายของเมนูและรสชาติ พร้อมผลักดันให้ “ข้าวแกงไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก สำหรับการร่วมจัดงาน “Food & Hospitality Thailand 2026” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้อัปเดตองค์ความรู้ เทรนด์ และประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยสมาคมฯ ได้มีการเตรียมจัดกิจกรรมในหัวข้อ “เส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” และ “อนาคตข้าวแกงไทยในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองให้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ

ด้านภาคธุรกิจค้าปลีก นายณัฐ วงศ์พานิช นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกับ Food & Hospitality Thailand เห็นพัฒนาการของงานเติบโตขึ้นในทุกมิติ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุคที่โลกของ Food Retail เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องปรับตัวด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ระบบ Smart Supply Chain นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ระบบชำระเงินแบบ Omnichannel และแนวคิด ESG ดังนั้นในปีนี้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “Next-Gen Retail Masterclass 2026: ถอดสูตรลับ AI, Space Management และ Merchandising กลยุทธ์ที่จะพลิกโฉมค้าปลีกยุคใหม่เติบโตยั่งยืน” โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัล, สยามพิวรรธน์, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ซีพี แอ็กตรา มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในการหานวัตกรรม และเป็นเวทีให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใน Ecosystem เดียวกันอีกด้วย

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนนายกฯ ปมโจรขึ้นบ้าน!! เตือนอย่าสื่อสารให้ประชาชนกลัวคุก จนยอมจำนนต่ออาชญากร บ้านคือพื้นที่ปลอดภัยที่ต้องปกป้องได้ ชี้สุจริตชนไม่ควรถูกตัดสิทธิเอาชีวิตรอด

อาจารย์อุ๋ย สวนนายก! ลั่น! มีชีวิตรอดไปขึ้นศาล ดีกว่านอนเป็นศพเฝ้าบ้านเพราะกลัวติดคุก! ไขข้อสงสัย เมื่อโจรขึ้นบ้าน สุจริตชนมีสิทธิ์ “กดหมดแม็ก” หรือไม่?

โดย อาจารย์อุ๋ย-ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมาย/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ผมห็นข่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า “ยิงโจรในบ้านก็ผิดอยู่ดี เพราะกฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น” ในฐานะนักกฎหมาย ผมฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนี้อาจทำให้สุจริตชนเกิดความเข้าใจผิด จนยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงเพราะกลัวว่าจะต้องติดคุก

ผมขอพูดตรงๆ ในฐานะนักวิชาการเลยว่า “ถ้าภัยถึงตัวในยามวิกาล เจ้าบ้านกดหมดแม็กเพื่อเอาชีวิตรอดได้! มีชีวิตรอดไปสู้คดีในศาล ยังไงก็ดีกว่ากลายเป็นศพนอนเฝ้าบ้านตัวเอง”

ในระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ของสหรัฐอเมริกา มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Castle Doctrine (บ้านคือ “ปราสาท”ของเรา) และ Stand Your Ground หรือหลัก “ปักหลักสู้” ซึ่งรับรองสิทธิ์ว่า บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด บุคคลไม่จำเป็นต้องถอยหนีเมื่อมีผู้บุกรุก และมีสิทธิ์ใช้กำลังป้องกันตนเองได้ทันที

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เขียนคำว่า Castle Doctrine ไว้ในตำราตรงๆ แต่ในทางปฏิบัติ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาไทย ได้วางบรรทัดฐานที่สอดรับกับหลักสากลนี้ไว้อย่างชัดเจนมานานแล้ว

ลองนึกภาพตาม... หากคุณเป็นผู้หญิง เป็นผู้สูงอายุ หรือต้องอยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แล้วมีโจรบุกรุกเข้ามาในความมืด คุณไม่รู้หรอกว่าโจรมากันกี่คน มีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน จะให้ร้องตะโกนเชิญชวนให้โจรมาแสดงตัวหรือให้ยิงขู่ฟ้าร้องเตือน โจรที่มีอาวุธย่อมสวนกลับจนคุณตายก่อนแน่นอน

ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ถือเป็น “ภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 แล้ว การที่เจ้าบ้านตัดสินใจลั่นไกยิงใส่โจรต่อเนื่องจนหมดแม็กกาซีน เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนั้นระงับลง ย่อมเป็นการป้องกันสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาไทยเคยตัดสินรับรองบรรทัดฐานในสถานการณ์ทำนองนี้ไว้ เช่น ในห้องที่มืดสนิท มีคนร้ายปีนเข้ามาทางช่องลมอย่างกะทันหัน ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าคนร้ายมีอาวุธหรือไม่ หากจะให้รอจนคนร้ายแสดงกิริยาทำร้าย จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนการที่จำเลยยิงสวนไปทันที จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

หรือคดีที่คนร้ายถือสิ่งของคล้ายอาวุธจู่โจมเข้ามาในเขตบ้านยามวิกาล ศาลก็มองว่าเป็นเหตุให้เจ้าบ้านเข้าใจว่าจะเข้ามาทำร้าย ย่อมเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การใช้อาวุธปืนยิงสวนไปจึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ
เพราะศาลจะพิจารณาถึง “สภาวะจิตใจ” ของมนุษย์ สุจริตชนที่ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นอาชีพ เมื่อตื่นมาในเวลากลางคืน เจอผู้บุกรุกเข้ามาในบ้าน ย่อมตกใจกลัวและหยิบอาวุธขึ้นมาป้องกันตัว ดังนั้น การรัวยิงในภาวะตกใจจึงไม่ใช่เจตนาฆ่าโดยตระเตรียมการ ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ายิงโจรในบ้านยังไงก็ผิด จึงเป็นการตัดรอนสิทธิ์ในการเอาชีวิตรอดของประชาชนจนเกินไป

นอกจากนี้ในมุมมองด้านยุทธวิธีและการเอาชีวิตรอดจริง เมื่ออะดรีนาลีนหลั่ง สายตาพร่ามัว เพราะความมืดปกคลุม ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ฝึกอาวุธเป็นอาชีพ ย่อมไม่สามารถประคองสติให้เล็งเป้าหมายขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวเร็วอย่าง “ขา” ได้ทัน การยิงเข้าที่ “กึ่งกลางลำตัว” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่สุด จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และมีโอกาสสูงสุดในการหยุดยั้งภัยคุกคาม

และเพื่อให้สุจริตชนใช้ปืนปกป้องตนเองได้อย่างปลอดภัย ผมขอให้เทคนิคกฎหมายดังนี้ครับ:

1. ยิงเพื่อระงับภัย ไม่ใช่ยิงล้างแค้น: คุณสามารถยิงรัวต่อเนื่องจนหมดแม็กได้ตราบใดที่โจรยังคงมุ่งหน้าเข้าหาหรือแสดงท่าทีคุกคาม รวมถึงกรณีโจรถือมีดวิ่งชาร์จเข้าใส่ในระยะประชิด ซึ่งมีดก็อันตรายถึงชีวิตไม่ต่างจากปืน การรัวไกในเสี้ยววินาทีเดียวขณะภัยยังไม่ระงับ ศาลมักมองว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องตามสัญชาตญาณในภาวะกระชั้นชิดที่ยังไม่ทันฟังผลนัดแรก จึงไม่เกินกว่าเหตุ แต่ต้องหยุดทันทีเมื่อโจรแน่นิ่ง สลบ หรือหันหลังหนีไปโดยทิ้งอาวุธแล้ว

2. หากโจรล้มลงแต่ยังถืออาวุธ...ยิงซ้ำเพื่อความปลอดภัยได้: หากโจรโดนยิงจนล้มลงไปแล้ว แต่ในมือยังคงกำปืนหรือมีดแน่น และมีท่าทีพยายามจะลุกขึ้นมาสู้ต่อ หรือเราประเมินว่าโจรอาจแกล้งล้ม แกล้งตาย เพื่อรอจังหวะสวนกลับในพริบตา ตราบใดที่อาวุธยังอยู่ในมือโจร ภัยคุกคามนั้นย่อมยังไม่หมดไปอย่างแท้จริง เจ้าบ้านมีสิทธิ์ยิงซ้ำเพื่อระงับภัยได้โดยไม่เกินกว่าเหตุ

3. เล็งที่ลำตัวเป็นหลักในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน แม้โจรมามือเปล่า: หากเราเตือนแล้วโจรยังวิ่งเข้าใส่ แม้จะเป็นเวลากลางวันและโจรมามือเปล่า แต่หากเจ้าบ้านเป็นผู้หญิง หรือผู้สูงอายุ ที่เสียเปรียบทางกายภาพ แรงปะทะของโจรก็อาจแย่งปืนไปฆ่าเราได้ การเล็งยิงที่ลำตัวเพื่อหยุดยั้งจึงทำได้และไม่เกินกว่าเหตุตามแนวทางที่ศาลเคยรับรองสิทธิ์ของหญิงที่อยู่บ้านคนเดียวในยามวิกาล แต่สำหรับชายฉกรรจ์ที่ไม่ได้เสียเปรียบมาก การกดหมดแม็กใส่คนมือเปล่าอาจต้องพิสูจน์เรื่องน้ำหนักภัยคุกคามหนักหน่อยในชั้นศาล

4. เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม: ต้องยอมรับความจริงในเนื้อผ้าของกฎหมายไทยว่า เมื่อมีคนตายในบ้าน พนักงานสอบสวนมักส่งฟ้องเพื่อให้ไปพิสูจน์เหตุยกเว้นโทษกันในชั้นศาล ซึ่งสถิติส่วนใหญ่หากเราทำเพื่อป้องกันตัวจริง ศาลมักจะ “ยกฟ้อง” หรืออย่างร้ายแรงที่สุดหากมองว่าเกินกว่าเหตุเนื่องจากยิงเยอะเกินไป ศาลก็มักจะ “รอการลงโทษ” หรือที่เรียกติดปากว่ารอลงอาญา ซึ่งยังไงก็ดีกว่าตายเป็นผีเฝ้าบ้าน

5. รักษาสถานที่เกิดเหตุและตั้งสติให้การ: หลังเหตุระงับ รีบโทรแจ้งตำรวจและกู้ชีพทันที ห้ามแตะต้องศพหรืออาวุธของโจร และเมื่อตำรวจมาถึง ให้ตั้งสติและให้การว่า “ตนเองตกใจกลัวเนื่องจากมีผู้บุกรุกและมีภัยคุกคามใกล้จะถึงตัว จึงจำเป็นต้องยิงเพื่อปกป้องชีวิต”

จำไว้ว่า... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนดี ไม่ได้มีไว้คุ้มครองโจร และสุจริตชนมีสิทธิ์เต็มชอบธรรมในการปกป้อง “ปราสาท” และชีวิตของตนเอง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/19HxB8mBbx/?mibextid=wwXIfr

แกร็บดันเทรนด์รักสุขภาพ!! เรียกรถไปสวนเช้าโต 5 เท่า กาแฟดำ-มัตฉะขายเกิน 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงพุ่ง 3.3 ล้านออเดอร์ ร่วมหนุน BYD HYROX ฟิตเนสเรซโลก

แกร็บ เผยเทรนด์ Longevity-HYROX มาแรง ปลุกคนเมืองรักสุขภาพ
ดันยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะโตกว่า 5 เท่า คนสั่งกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งบริการแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยเทรนด์รักสุขภาพ-ออกกำลังกายมาแรง รับกระแส Longevity และ HYROX ฟีเวอร์ สะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป พบคนกรุงใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ขณะที่กระแสฟิตเนสเรซมาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 2.5 เท่า ฟากธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดสั่ง “กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ” แบบหวาน 0% พุ่งรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี “เมนูอกไก่” ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี ขณะที่ “โปรตีนพร้อมดื่ม” เติบโตมากกว่า 3.5 เท่า

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ หรือแม้แต่เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง"

“ในฐานะผู้นำซูเปอร์แอปที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้ เราจึงได้คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง รวมถึงล่าสุดที่ได้เริ่มทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่อย่าง Nutrition Tag ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood นอกจากนี้ แกร็บยังไม่พลาดที่จะรุกขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย ด้วยการร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนท์การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีคนตั้งตาคอยมากที่สุดในประเทศไทย”

คนเมืองฟิตจัด เรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่งกว่า 5 เท่า เข้ายิมโต 30%
- เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนมาแรงดันยอดเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1 โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.) กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพนิยมใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2

- นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่ สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต และสวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา

- อีกหนึ่งไฮไลท์เด่นต้องยกให้กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ดันยอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา พุ่งถึง 2.5 เท่า3 เมื่อเทียบกับการจัดงานในปีก่อนหน้า

คนรุ่นใหม่สั่งหวานน้อยพุ่ง 50% ออเดอร์เมนู “อกไก่” โต 30%
- เทรนด์หวานน้อยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% - 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6

- ฟากเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ “อกไก่” มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี เติบโตขึ้นกว่า 30%7

- เมื่อส่องพฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า “สลัด” “กรีกโยเกิร์ต” และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง8

“ผักเคล-บลูเบอร์รี-แซลมอน” ซูเปอร์ฟู้ดยอดฮิตติดบ้าน โปรตีนพร้อมดื่มพุ่ง 3.5 เท่า
- สินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่มมียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า9

- เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ดหรืออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ “ผักเคล” ที่ขึ้นแท่นไอเท่มยอดฮิตอันดับหนึ่งที่สายสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี10 ตามมาด้วย “บลูเบอร์รี่” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ “แซลมอน” ที่มีโปรตีนสูงอัดแน่นกรดไขมันโอเมก้า 3

- สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance และร้าน Veganerie โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า11 ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมไอเท่มสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว

เอาใจสายเฮลท์ตี้! แกร็บมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น เพียงใส่โค้ด “HEALTHY” เพื่อรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ แกร็บยังเอาใจสาวก HYROX ด้วยโค้ด “HYROXRACE” ที่ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาล!! ครองคะแนนเต็ม 100 AGM ต่อเนื่อง 7 ปีซ้อน รักษามาตรฐานสูง เน้นโปร่งใส หัวใจผู้ถือหุ้น ยกระดับสู่มาตรฐานสากลโลก

MALEE ตอกย้ำมาตรฐานธรรมาภิบาลดีเยี่ยม คว้าคะแนนเต็ม 100 AGM Checklist 7 ปีซ้อน
มุ่งมั่นพัฒนาระบบกำกับดูกิจการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสากล

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้รับคะแนนประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น 100 คะแนนเต็ม (ระดับ 5 เหรียญ) หรือระดับดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง (Excellent) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จากทั้งหมด 832 บริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ MALEE ได้รับคะแนนประเมิน AGM Checklist ระดับ ‘ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ MALEE ที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เปิดพื้นที่ให้ผู้ถือหุ้นเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ มุ่งมั่นพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการและกระบวนการจัดประชุมผู้ถือหุ้นให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก้าวสู่การเป็น Global Wellbeing Company

กบง. ลดราคาดีเซล!! เห็นชอบลดราคาดีเซล 2.40 บาท ต่อเนื่อง 31 วัน เริ่ม 16 ส.ค. 69 นำผลประโยชน์ส่วนเกิน 4.4 พันล้านมาใช้ บรรเทาค่าครองชีพ ชูความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

กบง. เห็นชอบ นำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4.4พันล้าน
ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน
มีผล 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569

การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่
11 สิงหาคม 2569 ที่มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม – 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท

โดยเป็นการดำเนินการ ครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ เปิดเผยในรายละเอียดว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค ขณะที่สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท โดยได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท

นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่คงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท มาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติม โดยเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ส่วนเกินที่นำมาใช้เป็นส่วนลดประมาณ 4,475 ล้านบาท และจะมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป

“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ขณะเดียวกันภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

กองทุนอนุรักษ์ฯ ดันงบปี 69 จัดสรร 7,500 ล้านหนุนพลังงานสะอาด ตั้งเป้าระบบพลังงานกว่า 55,000 ระบบ เน้นลดค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน รองรับชุมชน เกษตร และภาครัฐทั่วประเทศ

กองทุนอนุรักษ์ฯ กำกับงบลงทุนปี 69
หนุนโครงการช่วยลดค่าครองชีพ–เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน

ส.กทอ. เผยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2569 มีกรอบสนับสนุนกว่า 7,500 ล้านบาท คาดว่าสามารถวางระบบพลังงานได้มากกว่า 55,000 ระบบ มีขนาดติดตั้งมากกว่า 33,000 กิโลวัตต์ โดยเน้นโครงการที่สร้างประโยชน์โดยตรงต่อสาธารณชน ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและครัวเรือนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ตลอดจนสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีกรอบเงินสนับสนุน 7,500 ล้านบาท โดยเบื้องต้นมีโครงการที่ผ่านการพิจารณารวม 55,058 ระบบ ขนาดติดตั้งรวม 33,968 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุนประมาณ 60%ของกรอบวงเงิน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถนำพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานไปสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน


สำหรับโครงการที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้จากงบประมาณปี 2569 ได้แก่ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและบ้านอยู่อาศัยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง จำนวน 47 พื้นที่ รวม 8,932 ระบบ ขนาดติดตั้งประมาณ 5,707 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุน 628 ล้านบาท ขณะที่การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรโดยร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงทั้งระบบสูบน้ำผิวดินในพื้นที่ภัยแล้วและระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ได้รับการสนับสนุนจำนวน 12 โครงการ จำนวนกว่า 1,200 ระบบทั่วประเทศ วงเงินรวมประมาณ 658 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในการประกอบอาชีพและเพิ่มประสิทธิ ภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรและสาธารณูปโภค


นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังสนับสนุนโครงการด้านพลังงานในกลุ่มโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผู้ประกอบการ โรงงานและอาคาร รวมถึงภาคธุรกิจ การสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานการสนับสนุนในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนโครงการด้านพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ ครอบคลุมทั้งมิติการลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว

“หลักสำคัญของการจัดสรรทุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนั้น มุ่งหวังที่จะทำให้เงินกองทุนฯ ที่สนับสนุนให้แก่โครงการต่างๆ สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และสร้างประสิทธิภาพให้กับชุมชน ภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ทุกบาทของกองทุนฯเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างคุ้มค่า” นายรัฐฉัตร กล่าวในตอนท้าย

‘วราวุธ’ เดินเกมอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่!! ผลประชุมครั้งแรกปี 69 เดินหน้าส่งเสริม เน้นใช้ Made in Thailand ผ่านจัดซื้อจัดจ้าง สนับสนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel ลดนำเข้า วงเงินกว่า 5,884 ล้าน คาดสร้างมูลค่า 35,000 ล้าน

“วราวุธ” โชว์ผล กอช. ดัน Made in Thailand –ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ทิ้งยานยนต์สันดาปภายใน-หนุนใช้ Biofuel ลดนำเข้า เสริมขีดแข่งขัน

ผลการประชุม กอช. ครั้งแรกปี 2569 เดินหน้าบูรณาการรัฐ–เอกชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เห็นชอบหลักการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมวางกรอบหนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel เสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่แผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต วงเงิน 5,884 ล้านบาท 49 โครงการ คืบหน้า 77.22% คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม กอช. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  

คณะกรรมการ กอช. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของ กอช. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาเรื่องสำคัญด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ซึ่งภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ขณะที่ครึ่งหลังปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัวจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่คลี่คลาย และการส่งออกที่ขยายตัว โดยมีอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป เป็นแรงหนุนสำคัญ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการส่งออก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve)

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน กอช. ได้รับทราบการนำกรอบการดำเนินงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยจะนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก และผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น ไบโอเอทิลีน พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และรับทราบผลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับระบบบริหารสมัยใหม่ตามแนวทาง PDCA และจะขยายผลสู่สถานประกอบการอย่างน้อย 99 แห่งภายในปี 2570 

นอกจากนี้ยังรับทราบแผนปรับปรุงกฎหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม 5 ฉบับ แบ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ 2535 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และเป็นการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. .... เพื่อยกระดับการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ คุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลสินค้าด้อยคุณภาพให้ครอบคลุมถึงตลาดออนไลน์มากขึ้น

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา กอช. เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT) ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ซื้อหลัก ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าวอาทิ กำหนดผลิตภัณฑ์ศักยภาพ (Product Champion) จัดทำเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Local Content) และเร่งนำไปใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดภายในประเทศ ลดการนำเข้า และยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมยานยนต์ ที่กำหนดมาตรการภาษีสรรพสามิตและ BOI เพื่อสนับสนุนรถยนต์ HEV และ mHEV รวมถึงมาตรการด้านเชื้อเพลิงและราคา ที่กำหนดมาตรการภาษีน้ำมัน โครงสร้างราคา และสูตรคำนวณสัดส่วนการผสม E-flex และ B-flex ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา พร้อมสนับสนุนการปรับรูปแบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์วัตถุดิบและราคาพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

“การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ เรื่องสำคัญจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และหลังจากนี้ จะมีการติดตามความคืบหน้าของงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อขับเคลื่อนมติที่ประชุมในระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเติบโตและแข่งขันได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะที่ 4.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ครั้งที่ 1/2569 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและผลการใช้จ่ายงบประมาณ และให้หน่วยงานบูรณาการทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินโครงการและใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ 30 กันยายนนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีศุภจี ได้ชื่นชมผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และมอบนโยบายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตของไทยเกิดความต่อเนื่องและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสร้างซัพพลายเชนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการยกระดับทักษะบุคลากรโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศและนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินงบประมาณรวม 5,884.1810 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ โดยมีหน่วยงานร่วมบูรณาการจาก 7 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ รวม 14 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ 

การดำเนินงานภายใต้แผนงานดังกล่าวมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Enabling Factors) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ (Smart System) และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) มีผลการใช้จ่ายงบประมาณรวม 4,317.9636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.38 และมีผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ ร้อยละ 77.22 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท

‘อนุทิน’ ยันยังไม่มีรายงานสหรัฐฯ!! ปฏิเสธข่าวสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำความมั่นคงไม่เกี่ยวดีลภาษีการค้า คุยด้านความมั่นคงล้วน ไม่แตะประเด็นการค้า ยืนยันเจรจาการค้าเดินตามกรอบเดิม

นายกฯ ปฏิเสธสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำแยกความมั่นคงออกจากการค้า

วันนี้ (14 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข่าวสหรัฐอเมริกาเตรียมตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องต่อรองการเจรจาภาษีกับสหรัฐเมื่อวานนี้ นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ฝ่ายนโยบาย เข้าพบ แต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ เนื่องจากการเจรจาภาษีเป็นประเด็นด้านการค้า ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารเป็นอีกส่วนหนึ่ง รัฐบาลจะไม่นำมาเกี่ยวข้องกัน

สำหรับข้อสงสัยว่าต้องแยกประเด็นความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแนวทางดังกล่าวมาตลอด สังเกตได้จากการพูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีประเด็นเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะดำเนินไปตามห้วงเวลาปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาหลายสิบปี และไม่ทราบถึงที่มาของกระแสข่าวดังกล่าว
การรายงานความคืบหน้าเรื่องเจรจาต่อรองภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประชุมร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์เพื่ออัปเดตข้อมูล ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปตามกรอบเวลาที่คณะเจรจากำหนดไว้

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/943957748736411/?rdid=7LIREfSUlXohPmTM#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top