Saturday, 3 October 2026
News

'หนูเล็ก' ขอบคุณลูกค้า เริ่มวันด้วยยอดขายถล่มทลาย ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า ขายหมด สั่งวันนี้ย่างยาว 200 ห่อแน่นอน ลูกค้าชื่นชมยอดปังเกินคาด

คุณ หนูเล็ก ก่อนบ่าย ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

แต่เช้าเลยยย
หนูขอบคุณลูกค้ามากๆที่เหมา #ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า หมดไม่เหลือเลย

ขอโทษลูกค้าที่สั่งมาแล้วยังไม่ได้กิน วันนี้ย่างกันยาวๆไป 200ห่อ ขอบคุณมากๆนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/100044392240753/posts/1658548398968219/?rdid=3EeZO4igxSxcvZTX#

พี่โจ อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับ นายก น. และ น้า ณ . ย้ำว่าไม่ได้เข้าข้างใคร

“หมู่บ้านนี้ใหญ่มาก ทางเข้ามี รร.อินเตอร์ สนามกอล์ฟอยู่กลางหมู่บ้าน บ้านมีหลายโซน”
-บ้านนายก น. อยู่ฝั่งตะวันออก ของสนามกอล์ฟ น้ำไม่ท่วม
-บ้านน้า ณ. อยู่หลังสนามกอล์ฟ น้ำท่วม
-บ้านผม ฝั่งตะวันตกน้ำไม่ท่วม อีก 1 หลัง อยู่หลังสนามกอล์ฟ โซนเดียวกับ น้า ณ. ท่วมหนัก
“หมู่บ้านนี้กว้างมาก พื้นที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใหญ่โตพักโซนไหน
บ้านผมคนตัวเล็กๆ ท่วมหลัง ไม่ท่วมหลังครับ”

พี่โจ สมาชิกในหมู่บ้านเดียวกัน โพสต์

ความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน!! ส.อ.ท. เปิดภาพรวมน้ำท่วม กระทบโรงงานทั่วกรุงและปริมณฑล เสนอ 6 ด้านเร่งด่วนเพื่อช่วยผู้ประกอบการ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าEarly Warning

ส.อ.ท. ประเมินเบื้องต้นน้ำท่วมกระทบภาคอุตสาหกรรม ความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ชู 6 ด้านเร่งด่วน เสนอรัฐช่วยเหลือ–ฟื้นฟูผู้ประกอบการ พร้อมเร่งระบบ Early Warning

กรุงเทพฯ / 1 ตุลาคม 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24–30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม กรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ข้อมูลจากสมาชิก ส.อ.ท. ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเครื่องจักร ระบบการผลิต วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิต และระบบขนส่งโลจิสติกส์

จากการประเมินเบื้องต้นของ ส.อ.ท. พบว่า ภายใต้สมมติฐานสมาชิกในพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 40% มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,018.36 ล้านบาท โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นการประเมินจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และยังต้องปรับปรุงตามข้อมูลความเสียหายจริงที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี

ส.อ.ท. ระบุว่า การประเมินความเสียหายครอบคลุมทั้งความเสียหายโดยตรงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ รถยนต์และยานพาหนะของบริษัท ระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคภายในโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบและ Supply Chain เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิตจากพนักงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ตลอดจนผลกระทบทางอ้อมจากการผลิตแล้วไม่สามารถจำหน่ายสินค้า และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจบางส่วน ประกอบกับขนาดสถานประกอบการและสถานะการเป็นสมาชิกในการจัดทำประมาณการ

เปิดภาพรวมผลกระทบ กรุงเทพฯ–ภาคกลาง–ภาคตะวันออก
สำหรับ กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 เขต และมีสมาชิก ส.อ.ท. ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว 2,261 ราย แบ่งเป็นสมาชิกสามัญ 940 ราย และสมาชิกสมทบ 1,321 ราย

จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ โดยเฉพาะอำเภอบางพลีที่ยังมีน้ำท่วมสูง และโรงงานได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีและโรงงานตามแนวเส้นเทพารักษ์–บางเสาธง โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 1,269 ราย

จังหวัดปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี และลำลูกกา มีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 681 ราย โดยยังมีน้ำท่วมขังบางพื้นที่และการสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก

จังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอปากเกร็ดและอำเภอเมือง มีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้น 26 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นลักษณะน้ำล้อมรอบ ขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นน้ำท่วมขังบริเวณบ้านเรือนและเส้นทางสัญจร แต่สมาชิก ส.อ.ท. ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม

ด้าน จังหวัดชลบุรี ได้รับผลกระทบ 10 อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยว นิคมอุตสาหกรรม และบ้านเรือนประชาชน โดยโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างรอตัวเลขความเสียหายยืนยัน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จังหวัดระยอง พบว่าอำเภอแกลงได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีสมาชิก ส.อ.ท. ในพื้นที่ 48 ราย และเบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ

ส่วน จังหวัดนครนายก ได้รับผลกระทบในอำเภอเมืองและองครักษ์ มีข้อมูลสมาชิกได้รับความเดือดร้อน 7 ราย และมีกรณีความเสียหายรุนแรงที่ประเมินเบื้องต้น มากกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับผลกระทบในอำเภอเมือง กบินทร์บุรี ประจันตคาม บ้านสร้าง และศรีมหาโพธิ โดยส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตร และได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่ามีสมาชิก ส.อ.ท. ได้รับผลกระทบ 18 บริษัท

สำหรับ กาญจนบุรี เบื้องต้นมีสมาชิกได้รับผลกระทบ 1 ราย และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรงงานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ส่วน ฉะเชิงเทรา มีสมาชิกแจ้งผลกระทบ 1 ราย ขณะที่นครปฐม สมุทรสาคร จันทบุรี และสระแก้ว มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยยังอยู่ระหว่างติดตามและรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อสมาชิกเพิ่มเติม

“พิมพ์ใจ” ย้ำต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า “สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน ส.อ.ท. จึงเร่งรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบที่แท้จริง และนำไปสู่การช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด”

“ในระยะเร่งด่วน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประคองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น”

ส.อ.ท. เสนอ 6 ด้านเร่งด่วน ขอภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและความต้องการของสมาชิก ส.อ.ท. ได้สรุป 6 ด้านความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้
1. ด้านแรงงานและพนักงาน
ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยียวยาหรือสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในช่วงที่กิจการยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาการจ้างงานและลดผลกระทบต่อแรงงาน

2. ด้านเงินทุนและสภาพคล่อง
ขอให้มีมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อฉุกเฉิน รวมถึงการพิจารณามาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูกิจการ

3. ด้านภาษี ค่าธรรมเนียม และภาระภาครัฐ
เสนอให้พิจารณายกเว้น ลด หรือผ่อนผันค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและกิจการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงพิจารณามาตรการด้านภาษีหรือการขยายระยะเวลาการชำระภาระต่าง ๆ ในช่วงฟื้นฟูกิจการ

4. ด้านประกันภัยและการชดเชยความเสียหาย
ขอให้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจและเคลมความเสียหายโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในกรณีที่กระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดความล่าช้าหรือมีข้อขัดข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินชดเชยมาฟื้นฟูกิจการได้อย่างทันท่วงที

5. ด้านการฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร
เสนอให้มีการจัดผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหายของโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และระบบการผลิต พร้อมให้คำปรึกษาด้านการซ่อมแซม การฟื้นฟู และการกลับมาเดินสายการผลิตอย่างปลอดภัย รวมถึงเชื่อมโยงผู้ให้บริการ เครื่องจักร อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ

6. ด้านการจัดการขยะและสภาพแวดล้อมหลังน้ำลด
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนการจัดการขยะ ของเสีย และวัสดุที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสนับสนุนแนวทางการจัดการวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษหลังน้ำลด

เดินหน้า Early Warning–ฟื้นฟูหลังน้ำลด พร้อมติดตามผลกระทบโลจิสติกส์
นอกจากการประเมินความเสียหายแล้ว ส.อ.ท. ยังดำเนินการจัดทำข้อมูลสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุมแนวทางประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อม เบอร์โทรศัพท์ประสานงานกรณีเกิดอุทกภัย Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม แนวทางการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเคลมประกันและการจัดการซาก Li-ion battery

ขณะเดียวกัน สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. ได้ดำเนินการ Early Warning เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนสมาชิก ส.อ.ท. อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายอาเซียนและโลจิสติกส์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความช่วยเหลือที่ภาคธุรกิจต้องการเพิ่มเติม

นางพิมพ์ใจ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. จะติดตามสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประเมินความเสียหายมีความครบถ้วนมากขึ้น และพร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกประสานระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ประกอบการโดยเร็วที่สุด เพราะการฟื้นฟูโรงงานหนึ่งแห่งไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูเฉพาะผู้ประกอบการรายนั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาการจ้างงาน การผลิต และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานของประเทศด้วย”

“ส.อ.ท. วางแผนจะให้คำปรึกษาด้านดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ โดยจะจัดทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญ ลงให้คำปรึกษาแก่สมาชิกเกี่ยวกับการดูแล ซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อไป”

ทั้งนี้ ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวเป็น การประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่รวบรวมได้บางส่วน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับข้อมูลจากสมาชิกและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดย ส.อ.ท. จะเร่งติดตามและปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. สามารถติดตามข้อมูลแนวทางรับมืออุทกภัย มาตรการช่วยเหลือ Checklist ตรวจสอบโรงงานหลังน้ำท่วม และข้อมูลสนับสนุนต่าง ๆ ได้ที่ fti.or.th/csr#flood-2569

‘มิยู ซูซูกิ’ เปิดเหรียญแรกยิวยิตสูไทย!! สาวน้อยลูกครึ่งไทย–ญี่ปุ่นวัย 16 ปี ยูยิตสูหญิงแกร่ง รุ่น 48 กก. หลังเผชิญหน้าเจ๋งเวียดนามวัย 33 ชนะคะแนน 6-4 คว้าเหรียญทองแดง เหรียญแรกทัพยิวยิตสูไทยเอเชียนเกมส์

มิยู ซูซูกิ นักกีฬาสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นวัย 16 ปี คว้าเหรียญทองแดงในประเภทหญิง รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 48 กิโลกรัม เอเชียนเกมส์ 2026

โดย มิยู ลงแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดงยูยิตสูประเภทหญิง รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 48 กิโลกรัม เอเชียนเกมส์ 2026 พบกับ เฟือง ธิ ฮัว จอมเก๋าวัย 33 ปีจากเวียดนาม

ผลปรากฏว่า มิยู จะทำผลงานได้น่าประทับใจหลังเอาชนะไป 6-4 คะแนน คว้าเหรียญทองแดงไปครอง และถือเป็นเหรียญแรกของทัพยิวยิตสูไทยในเอเชียนเกมส์ 2026

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10421388

พิณนารา ลุยตลาดสกินแคร์!! ยอดขายเซรั่มทะลุ 10 ล้านขวด ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทปี 69 ชูพรีเซ็นเตอร์ 'ไบรท์' เสริมแกร่งแบรนด์ ขยายตลาดโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ

“พิณนารา” ฉลองความสำเร็จยอดขาย 10 ล้านขวด คว้า “ไบรท์ พิชญทัฬห์” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนแรก กางโรดแมป ปี’69 บุกโมเดิร์นเทรดทั่วไทยและตลาดโลก ดันยอดขายทะลุ 500 ล้านบาท ในปี 71

แบรนด์ “พิณนารา” (Pinnara) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์สกินแคร์ และบำรุงผิวพรรณจากสารสกัดธรรมชาติของไทย ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในตลาดสกินแคร์ด้วยยอดขายสะสมของ “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” ทะยานทะลุ 10,000,000 ขวด พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรความงามทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พิสูจน์จุดเด่นวัตถุดิบท้องถิ่นไทยอย่างมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิคที่ผสมผสานนวัตกรรมบำรุงผิวได้อย่างลงตัว เป็นไอเทมสุดฮิตครองใจผู้บริโภคในระดับสากล

นายปณต โชควัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารา ทรี จำกัด เปิดเผยว่า“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ของตนเอง ที่เล็งเห็นความนิยมของน้ำมันมะพร้าวไทยในกลุ่มชาวจีน แต่พบข้อจำกัดเรื่องกลิ่น และเนื้อสัมผัสที่เหนียวเหนอะหนะ จึงได้คิดค้นเซรั่มมะพร้าวสูตรพิเศษที่ซึมไว กลิ่นหอมละมุน บำรุงได้ตั้งแต่ผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม จนปัจจุบันสามารถส่งออกไปยังกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยได้รับการจดแจ้ง FDA จากหลายประเทศชั้นนำ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น"

“บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการชู “เซรั่มมะพร้าวพิณนารา” เป็นสินค้าเรือธง ด้วยการใช้อัตลักษณ์ความเป็นไทยผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ที่เลือกสรรน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค ผสมผสานกับวิตามินซี และวิตามินอีเข้มข้น ช่วยตอบโจทย์การบำรุงผิว และเส้นผมอย่างอ่อนโยน ซึ่งนอกเหนือจากเซรั่มมะพร้าวแล้ว แบรนด์ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงอีกมายมาย เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นออร์แกนิค แชมพู และครีมนวดผมมะพร้าวผสมอาร์แกนออยล์ รวมถึงครีมหมักผมมะพร้ามผสมเคราติน เป็นต้น”

“จากผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท นารา ทรี จำกัด และบริษัทในเครือ สร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งด้วยรายได้รวมเกือบ 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลัก 70% มาจากเซรั่มมะพร้าวพิณนารา และอีก 30% มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตสู่ 300 ล้านบาท พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกในการผลักดันยอดขายให้แตะ 500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยเตรียมทุ่มงบลงทุนระลอกใหญ่กว่า 100 ล้านบาท ในการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนเครื่องจักร ให้รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2569 นี้”

เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ นายปณต ได้เผยถึง 5 กลยุทธ์หลักในการสเกลอัปธุรกิจ เพื่อขยายฐานลูกค้า Gen Z พร้อมบุกตลาดนักท่องเที่ยว ว่า “เริ่มต้นจากกลยุทธ์ที่ 1 Product Core & Identity ที่มุ่งเน้นความเป็นไทยในทุกมิติ ผสานนวัตกรรมแบบ Head to Toe ต่อด้วยกลยุทธ์ที่ 2 Audience Expansion ซึ่งเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายเดิม จากวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20 ปี ขึ้นไป ผ่านการสื่อสารที่ทันสมัยมากขึ้น และมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ Deep Moisture super Serum และ Intensive Whitening Super Cream ในรูปแบบสกินแคร์ซองที่เข้าถึงง่ายราคาสบายกระเป๋า สำหรับ กลยุทธ์ที่ 3 Cross-Border & Localized KOLs มุ่งเน้น Influencer Marketing โดยทุ่มงบรีวิวและเอนเกจเมนต์ผ่าน Local Influencer ในไทยจาก 200 คนในปีที่ผ่านมา เพิ่มเป็น 500 คน ในปี 2569 ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม TikTok Facebook Instagram และ Lemon8 ขณะที่ต่างประเทศเน้นการใช้ Local KOLs ของแต่ละประเทศเพื่อการสื่อสารที่ตรงจุด เช่น การเจาะตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์ม Xiaohongshu และ Douyin รวมถึงการกระจายรีวิวผ่าน Local KOLs ในหลากหลายประเทศ รวมกว่า 1,000 คน เพื่อผลักดันให้แบรนด์พิณนารา กลายเป็น “Must-Have Item” หรือของฝากยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนต้องซื้อกลับบ้าน”

“ปัจจุบันรายได้หลักมาจากตลาดในประเทศ 58% ตามด้วยรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวขาเข้า 22% และการส่งออก 20% บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ 4 Omnichannel & Inbound Tourism ด้วยการกระจายสินค้าเข้าสู่โมเดิร์นเทรด และบิวตี้สโตร์ชั้นนำของไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันมีวางจำหน่ายที่ บิ๊กซี โลตัส กูรเม่ต์ มาร์เก็ต ท็อปส์ วัตสัน คิงพาวเวอร์ Eveandboy Boots ซีเจ มอร์ รวมถึง Pinnara Store ที่เตรียมขยายเพิ่มเป็น 30 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569 นี้ ขณะเดียวกัน ยังขยายการจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ผ่านช่องทางอย่าง บิ๊กซีฮ่องกง และวัตสันไต้หวัน เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ ในส่วนกลยุทธ์ที่ 5 ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 Mass Awareness x Brand Trust โดยบริษัทฯ ทุ่มงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาทปูพรมสื่อโฆษณา เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่าง

ยิ่งใหญ่จัดเต็มกับสื่อ Out of Home ในการติดตั้งป้ายบิลบอร์ด และหน้าจอ LED โฆษณาตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั่วเมือง พร้อมทั้งสื่อโฆษณาเคลื่อนที่บนรถประจำทาง เพื่อสร้างการรับรู้และความจดจำแบรนด์ในวงกว้างสู่ผู้บริโภคระดับแมสอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญยังได้สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกของแบรนด์ “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวสาวมากฝีมือจากรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใช้ทุกวัน ไบรท์ทุกวัน” ซึ่งแบรนด์มั่นใจว่าภาพลักษณ์ที่มีความน่าเชื่อถือ รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ดูสดใส และเป็นธรรมชาติของพรีเซ็นเตอร์จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นในแบรนด์ ตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์คุณภาพสูงที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พิณนาราให้ก้าวสู่การเป็นสกินแคร์สัญชาติไทยที่ครองใจผู้บริโภคทั้งในประเทศ และระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”

“บริษัทฯ มั่นใจว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว จะสร้างการเติบโต และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคสมัยใหม่ทั้งชาย-หญิง รวมทั้งจะช่วยสานต่อความสำเร็จในการทำตลาดของบริษัท นารา ทรี และบริษัท ในเครือ พร้อมผลักดันยอดขายโดยรวมให้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายปณต กล่าวทิ้งท้าย

มธ. ปรับหลักสูตรใหญ่!! ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำครบ เพิ่มการฝึกงานจริงในหลักสูตร เปิดระบบคลังหน่วยกิตปี 70 ชวนร่วมงาน Open House 2026

‘มธ.’ ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตรใหญ่ ‘เน้นทำงานจริง’
พร้อมเปิด ‘Credit bank’ เอื้อเรียนจบไว

“ม.ธรรมศาสตร์” ประกาศทิศทางผลิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ตั้งเป้าบัณฑิต “มีงานทำ 100%” เดินหน้าพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคต – ปรับหลักสูตรใหญ่เพิ่มสัดส่วน “ฝึกประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ” รวมถึงเตรียมเปิด “ระบบคลังหน่วยกิต” เอื้อเรียนจบไวขึ้น พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน “Thammasat Open House 2026”

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” เพื่อประกาศทิศทางของการผลิตบัณฑิตของ มธ. ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งหลักสูตรใหม่ วิชาที่เท่าทันกับยุคสมัย กลไกการเรียนข้ามคณะ ตลอดจนระบบรับรองทักษะจากคอร์สระยะสั้น (Micro-credentials) และคลังหน่วยกิต (Credit bank) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2570 นี้ พร้อมเผยกิจกรรมภายในงาน Thammasat Open House 2026

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือ การทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาไปมีงานทำ 100% ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจทำให้ตำแหน่งงานหายไปหลายล้านตำแหน่ง

ดังนั้น มธ. จึงมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีทักษะแห่งอนาคต หรือ IMPACT ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายพร้อมทำงานรวมกับคนทุกช่วงวัย (Interpersonal Skills) ความพร้อมทั้งด้านกายและใจ (Mindful Self-Development) การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ (Progressive thinking) ความยืดหยุ่นที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลว (Agility) การใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Competencies in Technologies) และความเป็นพลเมืองโลก และความรู้เท่าทันทางด้านการเงิน (Thrives in Global Citizenship and Financial Literacy)

“ความรู้เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุ แต่สมรรถนะแห่งอนาคตเหล่านี้ คือ สิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน โดยจะช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ มธ. จึงพยายามบ่มเพาะทักษะสมรรถนะเหล่านี้ให้กับบัณฑิตทุกคน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาแล้ว ในปี 2570 นี้ มธ. จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยจะทำให้เกือบทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีกว่า 290 หลักสูตร มีการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ให้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่ที่ 3 หน่วยกิต จะเพิ่มเป็น 6 หน่วยกิต หรือบางหลักสูตรอาจเพิ่มไปถึง 12 หน่วยกิต ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีงานทำได้ง่ายขึ้น เพราะ ทางภาคธุรกิจเอกชนที่นักศึกษาเคยไปฝึกประสบการณ์อาจมีการตอบรับให้นักศึกษาได้เข้าทำงานเลย

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2570 มธ. จะมีเปิดตัวระบบคลังหน่วยกิตอย่างเป็นทางการด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก อย่างนักเรียนมัธยมศึกษา หรือผู้ที่สนใจ สามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งในรูปแบบ E-Learning และออนไซต์ เพื่อเก็บสะสมเป็นหน่วยกิต และหากในอนาคตสนใจจะเข้ามาศึกษาที่ มธ. ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ก็จะสามารถนำหน่วยกิตเหล่านั้นมาใช้เทียบโอนได้ เพื่อให้สามารถจบการศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เช่น หากบางคนออกแบบการเรียนได้ดีอาจสามารถจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโทได้ภายในเวลา 3 - 5 ปี

รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. จะเป็นพื้นที่ของโอกาสสำหรับทุกๆ คน ในการมาค้นหาตัวเอง พร้อมกับการสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกๆ ด้านก่อนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงาน โดยช่วงที่ผ่านมา มธ. มีการพลิกโฉมหลักสูตรค่อนข้างมาก ผ่านการเชิญภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงวิชาการศึกษาทั่วไป เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ที่ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นอาทิ ซึ่งรายวิชาเหล่านี้ทางผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนจะมาร่วมสอน และที่สำคัญคือ ร่วมรับนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์ต่อด้วย

“ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับภาคธุรกิจในการพัฒนารายวิชาการศึกษาทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เช่น รายวิชาเกี่ยวกับความรู้เท่าทันทางด้านการเงินและการลงทุนที่เป็นอีกทักษะสำคัญในปัจจุบัน ก็ได้ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแม้กระทั่ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แสนสิริ โดยวิชาเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการของทุกคนได้” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนข้ามศาสตร์ในรายวิชาของคณะอื่นๆ ได้ ด้วย เช่น เลือกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ก็ไม่ใช่แค่จะมีเฉพาะวิชาด้านรัฐศาสตร์ให้ได้เลือกเรียน แต่นักศึกษาสามารถข้ามไปเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ อย่างด้านนิติศาสตร์ หรือด้านเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยนักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย

ส่วนในด้านกิจกรรม มธ. ก็มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกาย ด้านการพัฒนาทักษะเฉพาะอย่างการเป็นพิธีกร การฝึกพูดในที่สาธารณะ และนอกจากกิจกรรมที่ประชาคมธรรมศาสตร์จัดขึ้นเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิด และร่วมลงมือทำเป็นกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ตอนนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และจำกัดอยู่แค่เฉพาะกับอาจารย์เท่านั้น แต่อยู่ที่พี่ๆ ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเอกชน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงเรียกได้ว่าพื้นที่ของธรรมศาสตร์เป็น Sandbox ให้น้องๆ ได้มาทดลอง ทำผิดไม่เป็นไร ล้มเหลวไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเรียนรู้” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ

รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของงาน Thammasat Open House 2026 ว่า สำหรับงาน Open House ในปีนี้ ธรรมศาสตร์ จะมีการจัดงานหลัก 2 แห่ง คือ มธ. ศูนย์รังสิต และ มธ. ศูนย์พัทยา โดยแต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมและจุดเน้นในเชิงรายละเอียดแตกต่างกัน โดยในส่วนงานที่ มธ. ศูนย์รังสิต จะมีการเปิดให้นักเรียนได้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกคณะ และทุกสถานที่ ใน มธ. ว่ามีบรรยากาศการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยอย่างไร เช่น หอพัก ห้องสมุด ลานกิจกรรม ฯลฯ

รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามาทดลองเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละคณะ กิจกรรมชมรมต่างๆ การแสดงดนตรี และที่สำคัญจะมีกิจกรรมพิเศษที่ มธ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เสนอแนวคิด หรือโครงการ สินค้า หรือโมเดลทางธุรกิจ โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลความรู้ พร้อมกับจะมีการออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรให้นักเรียนนำไปใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อได้ด้วย

ขณะที่ มธ. ศูนย์พัทยา จะมีกิจกรรมพิเศษในสายวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงในสายสุขศาสตร์ โดยจะมีการเปิดให้ได้เยี่ยมชมห้องผ่าตัด รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทันสมัย การเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้นักเรียน และผู้ที่สนใจได้รับประสบการณ์จริงจากศาสตร์นั้นๆ มากที่สุด เท่าที่ทำได้

“ขอเชิญชวนนักเรียน และผู้ที่สนใจทุกคน เข้าร่วมงาน Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 และ Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์พัทยา ในวันที่ 6 พ.ย. 2569 โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานที่มีกิจกรรมจัดเต็มที่สุดมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประโยชน์กลับไปทั้งในแง่ของความรู้ และข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ รวมถึงในแง่ของความบันเทิงจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย” รศ. นพ.พฤหัส กล่าว

‘โซเฟีย มอนโกเมอรี่’ ผงาดคว้าทองเรือใบ ILCA6 หญิง!! สร้างผลงานสุดยอด พาไทยซิวทองที่ 13 เอเชียนเกมส์ 2026 ที่นาโกย่า จบแต้มเสียรวม 26 คะแนน แซงคู่แข่งจากสิงคโปร์และอินเดีย

โซเฟีย มอนโกเมอรี่ แล่นใบสาวลูกครึ่งไทย-อเมริกัน คว้าทองที่ 13 ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6) ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20

เรือใบ ในมหกรรมเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันรอบสุดท้าย โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ลงแข่งขัน ในประเภท Dinghy หญิง (คลาส ILCA6)

สำหรับก่อนหน้านี้ โซเฟีย ทำผลงานในรอบควอลิฟายทั้ง 9 เรซ ได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 จากการมีแต้มเสียน้อยที่สุด 21 คะแนน โดยตัดรอบที่แต้มเสียมากที่สุด

ส่วนผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศปรากฎว่า โซเฟีย มอนโกเมอรี่ นักกีฬาเรือใบลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ต้องลงแข่ง 2 ทำแต้มเสียรวม 5 คะแนน จบการแข่งขัน มีแต้มเสียรวมทั้งหมด 26 คะแนน น้อยที่สุดเป็นอันดับ 1 คว้าเหรียญทองไปครองส่วนเหรียญเงินเป็นของนักกีฬาสิงคโปร์ และเหรียญทองแดงเป็นของนักกีฬาอินเดีย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422441

BKKCAW 2026 เปิดฉาก!! งานสัปดาห์ภูมิอากาศเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เชิญสื่อและนักเล่าเรื่องร่วมกิจกรรม เน้นพลังลงมือทำร่วมกันสู้วิกฤติคลายร้อน ผสานชุมชน ภาคธุรกิจ สร้างอนาคตยั่งยืน

BKKCAW 2026 เริ่มแล้วเสาร์นี้ มาร่วมติดตาม “Story Hub” เพื่อไม่พลาดไฮไลต์กิจกรรมสำคัญตลอดทั้งสัปดาห์

ขอเชิญชวนสื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่อง ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของพลังแห่งการลงมือทำร่วมกัน แนวทางแก้ปัญหาที่นำโดยชุมชน และบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

กรุงเทพฯ 1 ตุลาคม 2569 – งาน Bangkok Climate Action Week 2026 (BKKCAW 2026) จะเปิดฉากขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ โดยเชิญชวนสื่อมวลชนและเหล่านักเล่าเรื่องลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW “Story Hub” เพื่อค้นหาและนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นว่าพลังของการลงมือทำร่วมกัน สามารถช่วยสร้างอนาคตที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร

เมื่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้นทั่วเอเชีย ตั้งแต่การละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอย่างรุนแรงในเนปาล ไปจนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดในกรุงเทพฯ BKKCAW 2026 ภายใต้แนวคิด “เมืองนี้เราลิขิต เศรษฐกิจแห่งความหวัง” หรือ “Rao Likit: Economy We Shape, Climate We Share” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมารวมพลัง ร่วมรับมือ และร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคมนี้ BKKCAW 2026 จะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากทุกภาคส่วนได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านกิจกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปิน ผู้กำกับภาพยนตร์ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปที่ขับเคลื่อนงานด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับชุมชนและภาคประชาสังคม ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการรับมือและสร้างผลกระทบต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไฮไลต์ของปีนี้ ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์ Changing Climate, Changing Lives (CCCL) Film Festival ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม เวลา 13:00-17:00 น. ณ noble PLAY ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้คนและชุมชน, เวิร์กช็อป “How to Land a Job in Climate: A Career Transition Workshop” ที่ในวันที่ 8ตุลาคม เวลา 18:30-21:00 น. ณ Slowcombo ที่ชวนสำรวจเส้นทางสู่อาชีพด้านสภาพภูมิอากาศ และเวทีเสวนา ‘Our Economy, Our Choice’ วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 16:30-20:00น. ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี ซึ่งจะชวนผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทางเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์ สื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักเล่าเรื่องที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมและติดตามกิจกรรมภายในสวนลุมพินี ตลอดช่วงการจัดงานได้
“BKKCAW Story Hub” จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนและนักเล่าเรื่อง โดยนำเสนอ
-ข้อมูลอัปเดตรายวันเกี่ยวกับกิจกรรมและความเคลื่อนไหวตลอดช่วง Bangkok Climate Action Week
-ภาพถ่ายและวิดีโอจากช่างภาพของงานและผู้เข้าร่วมกิจกรรม
-โอกาสในการเชื่อมต่อกับแหล่งข่าวโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และผู้ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ
-เรื่องราวและประเด็นน่าสนใจที่ได้รับการคัดสรรตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมข้อมูลเชิงลึกเพื่อการต่อยอดประเด็นข่าว

นอกเหนือจากกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ยังมีเรื่องราวของผู้คนที่กำลังลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ และพัฒนาทางออกให้กับชุมชนของตนเอง BKKCAW Story Hub จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถค้นหา เข้าถึง และนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้สู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วม BKKCAW Story Hub เพื่อเข้าถึงข้อมูลและสื่อต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหา กำหนดการและกิจกรรมทั้งหมด สามารถดูรายละเอียดได้ที่กำหนดการกิจกรรมเวทีหลัก และกำหนดการกิจกรรมตลอดทั้งสัปดาห์ของงาน Bangkok Climate Action Week

วอลเลย์บอลชายไทยเดินหน้าต่อ!! ชนะกาตาร์ 3-1 25-20, 25-19, 21-25, 25-21 ทะลุรอบชิงอันดับ 5 เอเชียนเกมส์ เอเชียนเกมส์ 2026 ญี่ปุ่น แสดงพลังแก้ตัวสำเร็จ

ตบหนุ่มไทย แก้ตัวสำเร็จ หลังเดินหน้าตบเอาชนะ กาตาร์ ในรอบจัดอันดับ 5-8 ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น

วอลเลย์บอลชาย ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ต.ค.69 เป็นการแข่งขันในรอบจัดอันดับ 5-8 ทีมวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย อันดับ 52 ของโลก ลงสนามพบ กาตาร์ อันดับ 43 ของโลก

แมตช์นี้ ปาร์ค กีวอน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ส่งผู้เล่น 6 คนแรกประกอบด้วย บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร กัปตันทีม, ธูปดิษฐ์ พระพุทธ, นภาเดช พินิจดี, อนุชิต ภักดีแก้ว, ธนัสถ์ บำรุงภักดี, ชัยวัฒน์ ถุงคำ และตัวรับอิสระ นครินทร์ อินธนู

ผลปรากฎว่า แมตช์นี้เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ ตบหนุ่มไทย จะเป็นฝ่ายเอาชนะไป 3-1 เซ็ต 25-20, 25-19, 21-25 และ 25-21 คว้าชัยชนะ แก้ตัวผ่านเข้าสู่รอบชิงอันดับ 5 ได้สำเร็จ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10422576


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top