Sunday, 4 October 2026
News

เภสัชกรไม่ได้หยุดที่การขายยา!! เภสัชกรสาวปิดร้านช่วยนักเรียนแพ้รุนแรง ส่งโรงพยาบาลทันเวลา สะท้อนบทบาท “ด่านหน้าเพื่อประชาชน” หนึ่งเคสสะท้อนคุณค่าร้านยา เภสัชกรเป็นด่านสำคัญดูแลสุขภาพประชาชน

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอแสดงความชื่นชม ภญ.กัญญาณัฐ วงษ์ตาผา ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ รุ่นที่ 27​

จากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ที่มีนักเรียนชายรายหนึ่งเข้ามาขอซื้อยาแก้แพ้​ ณ​ ร้านยาหยกยาฟาร์มาซี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร แต่เภสัชกรสังเกตพบความผิดปกติ ทั้งอาการขยี้ตา ตาบวม และกลืนน้ำลายลำบาก จึงไม่ได้หยุดเพียงการจ่ายยา แต่ได้ซักประวัติ ประเมินอาการ และเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าอาการมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เภสัชกรตัดสินใจ ปิดร้านชั่วคราวและรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า “เภสัชกรไม่ได้มีหน้าที่เพียงจ่ายยา แต่ยังเป็นด่านสำคัญในการคัดกรอง ประเมิน และเฝ้าระวังความผิดปกติด้านสุขภาพของประชาชน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การตัดสินใจอย่างรวดเร็วอาจมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

“เภสัชกร…วิชาชีพเพื่อประชาชน”

แหล่งข่าว : https://www.facebook.com/share/p/1CdejwR8iB/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1500608145440483&set=a.620784260089547

เทนนิสหญิงไทยพุ่งแรง!! 'รวงข้าว' ขึ้นที่ 61 โลกสูงสุด 'ไหม' พุ่งขึ้น 88 อันดับ ทำสถิติใหม่ในยูเอส โอเพ่น โอกาสสดใสในอาชีพนักเทนนิสหญิง

สมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง หรือ WTA ประกาศการจัดอันดับโลกล่าสุดอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าสองนักหวดสาวไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนอันดับโลกพุ่งสูงที่สุดบนเส้นทางอาชีพ หลังควงคู่กันทำผลงานผ่านเข้าถึงรอบสองในศึกแกรนด์สแลมสุดท้ายของปีอย่าง ยูเอส โอเพ่น

"รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักหวดวัย 22 ปี ขยับขึ้นมาถึง 15 อันดับ จากอันดับ 76 พุ่งขึ้นมารั้งมือ 61 ของโลก ทำให้เธอกลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยที่ทำอันดับโลกสูงที่สุดตลอดกาลเป็นคนที่สอง ต่อจากตำนานอย่าง "แทมมี่" แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ที่เคยขึ้นไปสูงถึงอันดับ 19 ของโลก โดยแซงหน้าสถิติของ "ลัก" ลักษิกา คำขำ ที่เคยทำไว้สูงสุดอันดับ 66 ของโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

ทางด้าน "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว วัย 24 ปี ก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน ขยับขึ้นมาอีก 6 อันดับ จากอันดับ 95 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 88 ของโลก สร้างอันดับที่ดีที่สุดในชีวิตการเล่นอาชีพได้เช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1490746329752749&id=100064521886528&rdid=fw4SCbvNt0amcNEf#

‘สรวุฒิ’ เลขารมว.เกษตร เตือนสารเร่งเนื้อแดงอันตราย!! กรมปศุสัตว์-ตำรวจ จับมือเดินหน้าปราบ ตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด สืบย้อนต้นทางจนพบโรงฆ่าสัตว์ในสระบุรี เปิดปฏิบัติการใหญ่วันที่ 11 มิถุนายนนี้

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมปศุสัตว์ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เดินหน้าปราบปรามการลักลอบใช้ “สารเร่งเนื้อแดง” ในโคเนื้อ หลังตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด จากนั้นได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์หลายแห่ง โดยเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์เพื่อตรวจหาสารตกค้างต้องห้าม กระทั่งพบสารที่เข้าข่าย “สารเร่งเนื้อแดง” จึงนำไปสู่การสืบสวนเช็กย้อนกลับ เพื่อค้นหาต้นทางว่าเนื้อสัตว์มาจากฟาร์มใดและผ่านโรงฆ่าสัตว์แห่งใด ก่อนขยายผลนำไปสู่โรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงเพิ่มเติม จากนั้นรวบรวมข้อมูลเชื่อมโยงไปยังฟาร์มในจังหวัดสระบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ก่อนเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายรวม 6 จุด

ตลอดการดำเนินการทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 16 จุด เจ้าหน้าที่พบสารเร่งเนื้อแดงทั้งในอาหารสัตว์ เครื่องผลิตอาหาร และโคที่อยู่ภายในฟาร์ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม จึงดำเนินการอายัดของกลางและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากของกลางด้านปศุสัตว์แล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลเส้นทางการเงินที่น่าสนใจ โดยหลังการเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พบว่าผู้ต้องหารายหนึ่งมีพฤติการณ์โอนและแยกย้ายทรัพย์สินออกจากบัญชีในวันถัดมา รวมกว่า 8 ล้านบาท ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมหลักฐานด้านการเงินควบคู่กับผลตรวจทางวิทยาศาสตร์และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ก่อนพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ได้ขอศาลออกหมายจับ นายเอก (นามสมมติ)  จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินเข้า–ออกบัญชีรวม 80,289,292 บาท

จากการตรวจสอบข้อมูลว่าผู้ต้องหาเคยทำงานเป็นเซลส์ในวงการอาหารสัตว์มาตั้งแต่ปี 2539 แต่ปัจจุบันไม่มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต , ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ,ขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ , ใช้วัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ และ ขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นประเภทยาอันตราย (ยาซัลบูตามอลซึ่งเป็นยาจำพวกแอดรีเนอร์จิค) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผลปฏิบัติการปราบปราม “สารเร่งเนื้อแดง” ในครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการทำงานระหว่างตำรวจสอบสวนกลางกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ หลังเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายให้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาหารและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถยึดโคได้ 667 ตัว อายัดเงินกว่า 30 ล้านบาท และพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกว่า 80 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์   กล่าวว่า  สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นยาอันตรายและเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด เพราะอาจตกค้างในเนื้อสัตว์และกระทบผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งมีสารตกค้างอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ มือสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ และหากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/6191212/?fbclid=IwY2xjawUWyTRwZG9mAWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6v0DUi1Lci3pUcAqQ1HlzVfQW1LrDnXSg12JFILX9VfVxCPdMbsMAdQiKE5w_aem_T0WoqJckVyEzLv3W9iLzYw

BCPG เดินหน้าคาร์บอนนิวทรัล!! บรรลุเป้าหมายต่อเนื่อง 4 ปี รับประกาศนียบัตรจากองค์กรบริหารก๊าซ ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2593 แสดงความมุ่งมั่นสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

BCPG บรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

คุณชลิดา ณรงค์ศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เข้ารับมอบประกาศนียบัตร “เครื่องหมายคาร์บอนนิวทรัล ประเภทองค์กร” จาก นายวิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ

ในปี 2568 บีซีพีจีได้รับการรับรองการปล่อยและการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 2,487 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นับเป็นการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ บีซีพีจี ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย คาร์บอนนิวทรัลในทุกประเทศที่มีการควบคุมการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือ ย้ำ “ปิดด่าน 100%” !! ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่ 4,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท ปิดด่าน 100% เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวน สกัดลักลอบสินค้าไม่เสียภาษีแนวชายแดน

กองทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่หนีภาษี 4,000 ซอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษี จำนวน 7 ถุงดำ รวม 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวรั้วกำแพง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการฐานที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยคาดว่าเป็นความพยายามลักลอบนำสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตลาดบ้านแหลม แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ 235 จำนวน 1,000 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองอ่อน จำนวน 620 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ D&J จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ GOLD SEAL จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ LUXURY จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ ORIS จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองแข็ง จำนวน 380 ซอง

บุหรี่ทั้งหมดบรรจุซองละ 20 มวน รวมจำนวน 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน หากประเมินตามราคาจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360,000 บาท เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตราพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ไบโอเทค ยกระดับตรวจโรค!! นครหลวงเวียงจันทน์จัดอบรม เทคโนโลยีตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมต้นพันธุ์สะอาด เสริมเกษตรกรรับมือระบาดโรคได้ทันที

ไบโอเทค สวทช. - NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง

ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป

ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป

ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ตำรวจ บก.น.6 รวบ นศ.อุเทนถวาย!! ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทง นศ.ปทุมวัน เจ็บ 2 รายบน BTS สยาม ใช้เวลาตามจับเพียง 8 วัน คดีอยู่ระหว่างสอบสวนต่อ

ตำรวจ บก.น.6 รวบนักศึกษาอุเทนถวาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทงนักศึกษาเทคโนปทุมวันเจ็บ 2 ราย บน BTS สยาม หลังเร่งสืบสวนติดตามตัวเพียง 8 วัน

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน บริเวณชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ก่อนมีการใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้นักศึกษาปทุมวันถูกแทงบริเวณหลังได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลหัวเฉียว

ล่าสุด วันนี้ (16 ก.ย.) ทีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 สั่งการเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.น.6 ร่วมกับสน.ปทุมวัน เข้าจับกุม นายวิชชากรฯ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้บริเวณหน้าสน.ปทุมวัน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1261/2569 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569

โดยถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนหาข่าว และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนสามารถระบุตัวนายวิชชากรเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ

กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ชุดสืบสวนจึงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการทางการสืบสวน กระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา หรือภายในเวลา 8 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น นายวิชชากรให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับ และยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000090502?fbclid=IwdGRjcAUXSPNjbGNrBRdI8XBkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEezeHcIag5tUHd6J03VFsVmpEeFZ-hIikms631dI7yK2YGjj1cROZa_NH_kdc_aem_Y0SGEBRikXy624e0wW2IEw

ตะลึงความสามารถเด็กไทย ‘ลิลลี่ รัชวิน’!! อายุแค่ 15 แต่ฝีมือระดับโลก เดินแบบแบรนด์ตัวเองบนเวทีนานาชาติ สร้างชื่อบนเวทีแฟชั่นโลก จากนิวยอร์ก–โตริโน สู่ปารีส ขอเชียร์เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด

เด็กไทยดังไกลทั่วทั่วโลก ตะลึง! น้อง “ลิลลี่” อายุเพียง 15 ปี เดินแบบบนเวทีโลก (ปารีส) ในแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบเอง พบประวัติไม่ธรรมดา

วันที่ 16 กันยายน 2569 จากปรากฏการณ์น้อง “เนเน่” อายุเพียง 16 ปี ได้เข้าแข่งขันรายการ “America’s Got Talent” จนสามารถผ่านรอบชิงชนะเลิศได้ จนทำให้โด่งดังไปทั่วโลก ล่าสุดมีน้อง “ลิลลี่” รัชวิน โอฬารกิจเจริญ อายุเพียง 15 ปี แต่กลับได้เดินแบบบนเวทีระดับโลกมาแล้วหลายเวที ทั้งเมืองมิลาน เมืองนิวยอร์ก เมืองโตริโน ล่าสุดกำลังเดินทางไปเมืองปารีส

น้องลิลลี่เริ่มต้นจากมีความชื่นชอบในการออกแบบเสื้อผ้า เดินแบบ และออกแบบเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก บวกกับน้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ ทำให้พบกับเพื่อนที่ชื่นชอบในการเดินแบบหลายคน เมื่อตอนน้องอายุ 13 ปี น้องได้รับเชิญให้ไปดูงานเดินแบบที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำให้น้องมีแรงบันดาลใจ อยากเป็นนางแบบมืออาชีพ และอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชื่อแบรนด์ Rachawin (RW) แต่ฝันนั้นไม่ไกลเกินจริง น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบโชว์ผลงานในแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้ไปเดินโชว์ตัวต่อที่เมืองโตริโน ประเทศอิตาลี จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบบนเวทีระดับโลก ในแบรนด์ของตัวเอง ที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีครูโอปอล์ - พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด นางแบบแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเทรนเนอร์ให้

น้องลิลลี่ กล่าวว่า ตอนที่หนูเดินแบบบนเวที ชาวต่างชาติไม่คิดว่าหนูอายุเพียง 15 ปี แต่หลังทราบอายุหนู ชาวต่างชาติได้ชื่นชมว่าทำไมเด็กไทยถึงเก่งขนาดนี้ และทุกครั้งที่หนูไปเดินแบบจะมีชาวต่างชาติคอยปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ตลอด โดยเวทีล่าสุดที่หนูจะไปเดินแบบในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ เป็นเวทีระดับโลกที่มีนางแบบระดับโลกเข้าร่วมหลายคน ที่เมืองปารีส หนูรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อยากฝากให้พี่น้องคนไทยช่วยเชียร์หนูด้วยนะคะ หนูเชื่อว่าเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100082969160443/posts/1058192130289749/?rdid=x2CnI3KoB6yum6oQ#

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top