Friday, 2 October 2026
News

พลังงานไทยครึ่งปีแรกขยับตามเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69 ขยายตัว 0.9% จับตาราคาพลังงานผันผวนทั่วโลก คาดปีนี้ความต้องการเพิ่ม 1.4% ยานยนต์ไฟฟ้าระเบิดตัว 66%

สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว
จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 ด้านยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 พร้อมคาดการณ์
ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.9 โดยการใช้
ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 0.8 ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0
และลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.6 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.5 และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.8 โดยการใช้น้ำมัน
กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1.49 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.7 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 43 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 รองลงมา
เป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลง
ร้อยละ 0.1 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6
การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยร้อยละ 63 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้
ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 12.5 ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 16.5
โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0 จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 40.4 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ
3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 61 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยนร้อยละ 15 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์
ร้อยละ 9 พลังน้ำร้อยละ 4 และน้ำมันร้อยละ 0.05
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3.3 สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
จากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 1.6 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 15.6
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย
ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน
และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BFPL–BPT คุมพื้นที่ใต้สะพานพระราม 3 ตรวจสอบแนวท่อส่งน้ำมันอย่างละเอียด เร่งหาจุดรั่วซึมน้ำมัน ยืนยันความปลอดภัยชุมชน บริหารขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับพระราม 3 ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีน้ำมันรั่วซึมจากแนวท่อส่งน้ำมันในบริเวณดังกล่าว โดยขณะนี้ทั้งสองบริษัทได้ควบคุมพื้นที่และเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อยืนยันจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริง และหากยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้ จะเร่งจัดทำแผนซ่อมแซมเสนอกรมธุรกิจพลังงานและดำเนินการโดยเร็ว พร้อมบริหารจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องทางอื่นเพื่อให้การจัดส่งน้ำมันดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ BFPL และ BPT ได้ตรวจสอบจุดเปิดหน้าดินและบริเวณแนวท่อช่วงถนนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบคราบและกลิ่นน้ำมันในระยะแรก ผลการตรวจสอบตามที่รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ไม่พบความผิดปกติของท่อในบริเวณที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่สามารถระบุที่มาของการปนเปื้อนน้ำมันได้ จึงได้ขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณโดยรอบ และพบร่องรอยน้ำมันเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

BFPL และ BPT จะเร่งตรวจสอบเพื่อระบุตำแหน่งและลักษณะความเสียหายให้ชัดเจน หากพบความเสียหาย จะดำเนินการซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบ ภายหลังการซ่อมแซม ทั้งสองบริษัทจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอื่นใด ระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ BPT ขณะที่ BFPL ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและทบทวนมาตรการดูแลระบบท่อ ตลอดจนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบบท่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งดูแล เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงได้สื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

เชฟรอน หนุนเยาวชนครอบครัวประมง!! สนันสนุน 8 ทุนแก่บุตรชาวประมง ทุนนักศึกษาปริญญาตรี มูลค่า 4 แสนบาท เชฟรอนร่วมทุน6 ปี15 ส่งเสริมเยาวชน ผลักดันพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุนมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมง
ผ่านความร่วมมือกับสมาคมประมงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นตัวแทนเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 จัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย จำนวน 8 ทุน รวมมูลค่า 400,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร. สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ (กลาง) คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วย นางณภัทร สาประเสริฐ (ที่ 5 จากขวา) ผู้จัดการสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธี ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 8 ทุน รวม 400,000 บาท แบ่งเป็นทุนสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 5 ทุน และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 3 ทุน
โครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี และขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวและเปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคประมงและพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ เชฟรอนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพพลังเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมไทย โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 15 ที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน ได้แก่ บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตรชาวประมงรวมทั้งสิ้น 279 ทุน คิดเป็นงบประมาณสนับสนุนรวม 13,950,000 บาท

เศรษฐกิจโลกผันผวน แรงงานไทยต้องอัปสกิล!! ก.แรงงานเตรียมพัฒนาระบบตลาดแรงงาน รับมือผันผวนเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสคนไทยปรับตัว สู้กับ AI และอุตสาหกรรมใหม่

ปลัดฯ ‘วรรณพงษ์’ เผย ก.แรงงาน เดินหน้าพัฒนา“ระบบวิเคราะห์ตลาดแรงงาน” หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
เพิ่มโอกาสคนไทย ปรับตัวสู่งานแห่งอนาคต

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย "ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายต่อภาคแรงงานไทยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และความผันผวนของราคาพลังงาน”จากกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถส่งผ่านมายังภาคการผลิต การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และความต้องการทักษะแรงงานของไทยได้

ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวต่อว่า ผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นที่ต้องจับตามอง
ไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้มีงานทำหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งความต้องการทักษะใหม่ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และคุณภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจมีเนื้อหางานเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตโนมัติ และ AI ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความรู้ด้านมาตรฐานการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“โจทย์ของกระทรวงแรงงาน จึงไม่ใช่รอให้เกิดการว่างงานแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า
รู้ว่าอุตสาหกรรมใด พื้นที่ใด และแรงงานกลุ่มใด กำลังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมทักษะ ตำแหน่งงาน
และมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผลกระทบ
ด้านการค้า - พลังงาน - แรงงาน แบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อ การส่งออก การใช้กำลังการผลิต ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา การเลิกจ้างหรือหยุดกิจการ ตำแหน่งงานว่าง และราคาพลังงาน เพื่อให้สามารถตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะต้องเชื่อมระบบเตือนภัยเข้ากับมาตรการเชิงรุก ทั้งการฝึกอบรมระยะสั้นที่ตรงกับตำแหน่งงาน การจับคู่คนกับงาน การสนับสนุนการย้ายงานและเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด

“เป้าหมายของกระทรวงแรงงาน คือทำให้แรงงานไทยไม่เพียงมีงานทำ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ มีโอกาส
เข้าสู่งานที่มีคุณภาพ และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพใหม่ได้เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงจะเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการศึกษา การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนและใช้ข้อมูลนำการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและหลักฐานของหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่นำมาประกอบการกำหนดมาตรการด้านแรงงานเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงานไทย

พลังงานลุย GasTech 2026 ปิดงานหรูผู้ร่วมงาน 5 หมื่นคน ข้อตกลงธุรกิจ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผนึก 17 ประเทศเสริมแกร่งพลังงาน ไทยตั้งเป้าศูนย์กลางพลังงานอนา

“พลังงาน” ปิดฉากหรู GasTech 2026 สร้างความร่วมมือ 17 ประเทศ
สู้วิกฤติเพื่อคนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569
ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 50,000 คน เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือ
ทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุน

ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS

สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU)
ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MoU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD)

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน
และในประเทศที่สาม

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของเรา ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือ
ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR

จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป"

กพช.ไฟเขียวลดภาระค่า Ft ขยายโซลาร์ภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ อัตรารับซื้อ 2.20 บาทตลอด 20 ปี จ่อเก็บส่วนต่างก๊าซเพิ่มหลังปี 2570 เตรียมระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานใหม่

มติ กพช. ลดภาระค่า Ft ให้ประชาชน ไฟเขียว “โซลาร์ภาคประชาชน” ขยายเป้าหมายรับซื้อ 10,000 เมกะวัตต์ อัตรา 2.20 บาท/หน่วย ยาวขึ้นเป็น 20 ปี

วันนี้ (18 กันยายน 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยที่ประชุมได้พิจารณามาตรการสำคัญด้านพลังงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวทางลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 และการขยายโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กพช. รับทราบแนวทางการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนในงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เห็นชอบค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับภาระคงค้างสะสม
แทนประชาชนไปพลางก่อน และให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้จำนวน 16,127.17 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft รวมถึงการคิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามราคาที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินประมาณการเฉลี่ยราคาควบคุมที่ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน นอกจากนี้ กพช. ยังมอบหมายให้ ปตท. และ กฟผ. คิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติตามมติ กกพ. ดังกล่าว สำหรับโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาซื้อขายกับ ปตท. และ กฟผ. ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยทยอยเรียกเก็บส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตั้งแต่รอบเดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.
นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม กพช. ยังได้มีมติเห็นชอบการขยายการส่งเสริม Solar ภาคประชาชนทั้งแบบบนหลังคา (Rooftop) ภาคพื้นดิน( On Ground) และ ลอยน้ำ (Floating) ในรูปแบบ Net Billing เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ โดยขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมเป้าหมายเดิม 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี การขยายระยะเวลารับซื้อเป็น 20 ปี พร้อมสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) ในระยะยาว

พร้อมกันนี้ กพช. เห็นชอบให้ ผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิม ตั้งแต่โครงการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 และมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 เป็นต้นมา รวมถึงโครงการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ ได้รับการปรับระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ กพช. มอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกและปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่งข้อมูลการจำหน่ายและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบเป็นปัจจุบัน (Real Time) ให้ กฟผ. เพื่อใช้ในการติดตามและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ และทันต่อสถานการณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.
.
“มาตรการที่ กพช. เห็นชอบในวันนี้มีเป้าหมายทั้งการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น และการวางรากฐานระบบพลังงานในระยะยาว การดูแลค่าไฟต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน การขยายโซลาร์ภาคประชาชนจะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตพลังงาน สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าใช้จ่าย และนำไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม” นายเอกนัฏฯ กล่าว
สำหรับโครงการภาคประชาชน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าสู่ระบบในรูปแบบ Net Billing พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รวดเร็วขึ้นในลักษณะ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้สะดวกยิ่งขึ้น

การดำเนินมาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารนโยบายพลังงานที่ให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว

นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

กฟผ.จับมือ พพ.และหน่วยงานพันธมิตร ลงนามบันทึกความร่วมมือ ยกระดับโซลาร์รูฟท็อป–แบตเตอรี่ ปั้นต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ นำร่องย่านธุรกิจกลางเมือง

กฟผ. จับมือ พพ. และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพโซลาร์บนหลังคาพร้อมระบบแบตเตอรี่ บริหารพลังงานแบบครบวงจร

กฟผ. พร้อมด้วย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สวทช. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างครบวงจร

วานนี้ (วันที่ 17 กันยายน 2569) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District โดยมี นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารนวัตกรรม บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และนายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมทั้งมีผู้บริหารจากทุกหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม Auditorium อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จึงมีแนวคิดในการนำร่องต้นแบบกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ ภายในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District; CBD) ความร่วมมือครั้งนี้ พพ. ให้การสนับสนุนพื้นที่และอาคารสำนักงานของหน่วยงาน พร้อมระบบสาธารณูปโภคเพื่อพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารต้นแบบ เป็นการนำเทคโนโลยี ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม (BESS) ซึ่งผสานการทำงานระหว่างแบตเตอรี่ใหม่และแบตเตอรี่ใช้แล้วจากยานยนต์ไฟฟ้า (Second-Life Battery) รวมถึงการนำระบบหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการพลังงาน มาบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานในการดำเนินการโครงการต้นแบบ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและแบบอย่างให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปบริหารจัดการอาคารในอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเป็นอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศไทยโดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานจึงกำหนดทิศทางในการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังภาครัฐ ผู้กำกับนโยบาย สถาบันวิจัยระดับชาติ และภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานสะอาด" โดยนำพื้นที่ของ พพ. มาเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานในกลุ่มอาคารพาณิชย์และย่านธุรกิจ (Central Business District) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทุกหน่วยงานจะร่วมกันศึกษาวิจัยและนำร่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคารในพื้นที่ พพ. บูรณาการเทคโนโลยีพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ตลอดจนการบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ใหม่ เกิดเป็นระบบกักเก็บพลังงานแบบผสม (Hybrid BESS) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบกำลังใจ ส่ง27เยาวชนไทยสู้ศึก WorldSkills48ที่เซี่ยงไฮ้ มั่นใจฝีมือพร้อมโชว์ศักยภาพ ชูหัวใจนักสู้ไทยสู่ระดับโลก

“อธิบดีบุปผา” มอบพลังใจ 27 เยาวชนไทยก่อนชิงชัย WorldSkills 48 เซี่ยงไฮ้ “เชื่อมั่นฝีมือไทย พร้อมสู้ในเวทีโลก“

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานให้โอวาทและอวยพรสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ก่อนออกเดินทางไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย. 69) โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำคณะเยาวชนตัวแทนประเทศไทย 27 คนใน 22 สาขา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานในช่วงเช้า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเข้ารับโอวาทอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นางสาวบุปผา กล่าวว่า ในนามของกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความยินดีและภูมิใจ เป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับตัวแทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและการทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย พร้อมย้ำให้เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝึกฝนมา มีสมาธิ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และทำให้ดีที่สุดในทุกวินาทีของการแข่งขัน สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ จัดทุก 2 ปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 48 กำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ (The National Exhibition and Convention Center :NECC) นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดแข่งขัน 64 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันจาก 73 ประเทศ รวมผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 1,400 คน สำหรับประเทศไทยส่งตัวแทนเยาวชน 27 คนใน 22 สาขา ประกอบด้วย

1) สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์
2) สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ได้แก่ นายสรวิศ เก่งธัญกรรม
3) สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ได้แก่ นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา
4) สาขาการปูกระเบื้อง ได้แก่ นายธนพล ถวิลมาตร์
5) สาขาเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ นายอรรถสิทธิ์ แสงศักดิ์
6) สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ได้แก่ นายอมรฤทธิ์ เชาวิรัตน์
7) สาขาการก่ออิฐ ได้แก่ นายศุภกฤต แสงธูป
8) สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) ได้แก่ นายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ และ นายรัชนาท ศิริคุณ
9) สาขาไม้เครื่องเรือน ได้แก่ นายสิทธิกานต์ หลวงนา
10) สาขาการแต่งผม ได้แก่ นายศักรินทร์ สังคนุช
11) สาขาการประกอบอาหาร ได้แก่ นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช
12) สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง
13) สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น ได้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์
14) สาขากราฟิกดีไซน์ ได้แก่ นายเมธาสิทธิ์ วิสาขชัย
15) สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย ได้แก่ นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ
16) สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ ได้แก่นายเอกภพ สีทอน
17) สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) ได้แก่ ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และว่าที่ร้อยตำรวจตรี นันท์ธร จอมศิลป์
18) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) ได้แก่ นายวรชาติ แตงรื่น
19) สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) ได้แก่นายคณาธิป กรสันเทียะ และ นายสิรภพ ไกรคุ้ม
20) สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายธนกฤต ศรีมาคำ และ นายภาคิน เกลี้ยงเมือง
21) สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ ได้แก่ นายธีระพงษ์ บุญเรือน
22) สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์ ได้แก่ นายปวเรศ โวหารลึก
.
นางสาวบุปผา กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นในศักยภาพและฝีมือของเยาวชนไทยทั้ง 27 คน ที่ผ่านการคัดเลือกและสั่งสมประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันมาแล้ว จึงมั่นใจว่าทุกคนมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก และสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคาดหวังผลการแข่งขันที่ดีในทั้ง 22 สาขา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงผลแพ้หรือชนะ แต่คือการที่เยาวชนทุกคนได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้นำความมุ่งมั่น ความพยายาม และหัวใจของนักสู้ขึ้นไปบนเวทีเซี่ยงไฮ้ ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า คนไทยมีฝีมือ มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใด และพร้อมก้าวไปสู่มาตรฐานระดับสากล ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เยาวชนตัวแทนประเทศไทย จะรับฟังบรรยายธรรม และฝึกสมาธิ ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เพื่อเสริมสร้างสมาธิ และมีจิตใจที่ผ่องใสก่อนการเดินทางไปแข่งขันฯ อีกด้วย

ทัพเรือปิดด่านเข้มชายแดนจันทบุรี!! รวบ 5 ผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งรถโจรกรรมข้ามแดน ของกลางยึด 4 จยย. 1 รถยนต์ ยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง สกัดขบวนการข้ามชาติทุกรูปแบบ

“กองทัพเรือสกัดขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติ ชายแดนจันทบุรี จับผู้ต้องหา 5 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 4 คัน พร้อมยาไอซ์”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจและสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมออกนอกราชอาณาจักร บริเวณพื้นที่เขาเสือหมอบ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถยนต์ 1 คัน เข้ามาในพื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ 4 ราย พร้อมตรวจยึดยานพาหนะไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจสอบที่พักในพื้นที่บ้านบึงชนัง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน สามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 1 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา 1 ราย

ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ 4 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวนหนึ่ง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถจักรยานยนต์ 2 คัน มีการแจ้งเหตุโจรกรรมไว้ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรแกลงและสถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน และรถยนต์กระบะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติและแหล่งที่มา
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบพฤติการณ์เป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่การตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ตามความต้องการของผู้สั่งการ การลำเลียงรถจากพื้นที่จังหวัดระยองมารวบรวมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนการนัดหมายเพื่อเตรียมลักลอบนำรถออกนอกราชอาณาจักรผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน เพื่อดำเนินการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ลักทรัพย์หรือรับของโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติด ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการควบคุมชายแดนและการ “ปิดด่าน 100%” เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ กองทัพเรือจะยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ในการควบคุมตัวและส่งมอบผู้ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน โดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด มิได้กระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการกระทำที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top