Friday, 2 October 2026
News

‘สรรเพชญ’ นำคมนาคมร่วม InnoTrans 2026 เยือนเยอรมนีศึกษาเทคโนโลยีรถไฟ เปิดทางร่วมมือญี่ปุ่นยกระดับระบบรางไทย พัฒนา TOD ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน มุ่งสร้างรายได้ใหม่และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ

“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือญี่ปุ่นพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน สร้างรายได้ใหม่ ยกระดับระบบรางไทย

เมื่อวานนี้ (22 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดยการเข้าร่วมงานในวันแรก คณะได้เยี่ยมชม Japanese Pavilion บูธของหน่วยงาน และผู้ประกอบการระบบรางชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเทคโนโลยี รูปแบบการบริหารจัดการ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่สามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจระบบรางมาปรับใช้กับการพัฒนารถไฟไทย ทั้งการบำรุงรักษาระบบ การบริหารจัดการผู้โดยสาร การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

คณะผู้แทนไทย ได้เยี่ยมชมบูธองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนโครงการระบบรางในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนการศึกษารูปแบบการบำรุงรักษารถไฟชานเมืองสายสีแดง เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานและความปลอดภัยของระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงของไทยให้สามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

JICA มีแนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบรางหลายรูปแบบ ทั้งความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากรและองค์กร การถ่ายทอดเทคโนโลยี เงินทุนระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทยในแต่ละโครงการ

จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมบูธ Tokyo Metro ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนการพัฒนาแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือ M-MAP พร้อมศึกษานวัตกรรมตรวจวัดความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถแบบเรียลไทม์ โดยใช้กล้องตรวจจับมิติร่วมกับระบบ AI ประมวลผลและส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันและจอแสดงผลภายในสถานี

เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ผู้โดยสารทราบความหนาแน่นของแต่ละตู้ สามารถเลือกจุดขึ้นรถและวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลไปบริหารขบวนรถ กระจายผู้โดยสาร ลดความแออัด และยกระดับคุณภาพการให้บริการได้อย่างตรงจุด

ในส่วนของบูธ Hitachi คณะได้ศึกษานวัตกรรมระบบรางอย่างครบวงจร ทั้งระบบสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบราง ขบวนรถไฟ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ พร้อมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ Hitachi จากประสบการณ์ความร่วมมือที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการบำรุงรักษาระบบรางของไทยในอนาคต

พร้อมกันนี้ คณะได้เยี่ยมชมขบวนรถไฟที่ Hitachi นำมาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งเป็นขบวนรถแบบเดียวกับที่นำไปให้บริการจริงในประเทศอิตาลี เพื่อศึกษาการออกแบบ เทคโนโลยีภายในขบวนรถ ระบบอำนวยความสะดวก และมาตรฐานด้านความปลอดภัย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแนวทางพัฒนาขบวนรถและระบบให้บริการทางรางของประเทศไทยในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ การศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ TOD จาก Hankyu Corporation ผู้ประกอบการรถไฟเอกชนและผู้พัฒนาพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาสถานีรถไฟควบคู่กับที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะ โดยรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจรถไฟประมาณ 17% และธุรกิจนอกระบบรางประมาณ 83%

รูปแบบของ Hankyu เริ่มจากการนำที่ดินที่บริษัทมีอยู่เดิมมาพัฒนา พร้อมเจรจาซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากประชาชนโดยสมัครใจเพื่อให้เกิดพื้นที่ TOD ที่เชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้ใช้กระบวนการเวนคืน ส่งผลให้สถานีรถไฟเป็นทั้งศูนย์กลางการเดินทาง การอยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้กลับมาสนับสนุนกิจการรถไฟ และยกระดับมูลค่าพื้นที่โดยรอบในระยะยาว

คณะยังได้เยี่ยมชมบูธ East Japan Railway Company หรือ JR East ซึ่งเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเดินรถไฟรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดย JR East แสดงความสนใจร่วมศึกษาหรือแสวงหาแนวทางความร่วมมือกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำประสบการณ์ด้านการเดินรถ การบริหารสถานี และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีมาต่อยอดพื้นที่ศักยภาพของการรถไฟฯ ในประเทศไทย

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้มีการพูดคุย คือโครงการพัฒนาย่านสถานีรถไฟธนบุรีสู่ “เมืองแห่งการแพทย์” หรือ Medical District บนพื้นที่ของการรถไฟฯ รวมประมาณ 148 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช โดยมีแนวคิดพัฒนาระยะแรกประมาณ 22 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร ประกอบด้วยศูนย์สนับสนุนการแพทย์ ที่พักบุคลากรทางการแพทย์ ที่พักผู้ป่วยพักฟื้นและญาติ พื้นที่วิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ พื้นที่สีเขียวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และพื้นที่บริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางการแพทย์ ซึ่งนายสรรเพชญเคยลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาโครงการดังกล่าวมาแล้ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป้าหมายของการเข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 คือ การนำองค์ความรู้และโอกาสความร่วมมือกลับมาสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะการลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการบำรุงรักษาระบบราง การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน และการปลดล็อกศักยภาพที่ดินของการรถไฟฯ ให้สามารถสร้างรายได้และพัฒนาเมืองควบคู่กันไป

“พื้นที่ของการรถไฟฯ หลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ หากเราสามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย การแพทย์ การค้า และบริการสาธารณะ จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้ใหม่ให้กิจการรถไฟ และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลจากการหารือไปศึกษาต่อยอดให้เกิดความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศไทยต่อไป” นายสรรเพชญกล่าว

และสำหรับกำหนดการ ในวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ และคณะฯ มีกำหนดหารือกับผู้บริหารของบริษัท Siemens Mobility เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านระบบรางในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบรางชั้นนำของโลก และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทยให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนมากยิ่งขึ้น

นักเรียน สาธิต มศว ปทุมวัน สร้างชื่อ!! ได้คัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ส่ง 5 เยาวชนไทยสู่เวที UNESCO ปารีส ในโครงการ Future Leader Academy เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย งานจัดที่ปารีสในเดือนตุลาคม2569

โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ขอแสดงความยินดีกับ

1. ด.ช.พีค อังคะนาวิน ม.2/422

2. นายพิภู สองห้อง ม.4/330

3. นางสาวกัลยกร สุรวิลาศ ม.4/141

4. นายปุญญ์ มะระกานนท์ ม.5/161

5. นางสาวอนินทยา แสงกล้า ม.6/511

นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ได้รับคัดเลือกในโครงการพัฒนาเยาวชน Future Leader Academy (FLA) เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ปาฐกถาพิเศษ ในประเด็น “Youth Traditional Culture Education: Ignite the Vital Spark of the Heart” ณ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (UNESCO) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 1- 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การนี้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 11.30 น.

คณะนักเรียนได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและรับฟังโอวาทจากท่านนิกรเดช พลางกูร

เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย

ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ 8, rue Greuze 75116 Paris ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122274723620120907&id=61553627233427&rdid=GanUfpbn5AZko79Y#

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” กองทัพเรือระดมค้นหาลูกเรือประมงอับปาง ส่งชุดประดาน้ำดำน้ำสำรวจ วางระบบ SARMap กำหนดพื้นที่ค้นหา ยืนยันค้นหาลูกเรือไม่ทอดทิ้งใคร

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” เช้านี้กองทัพเรือเร่งส่งชุดประดาน้ำสำรวจเรือประมงอับปาง ค้นหาลูกเรือที่เหลือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยความคืบหน้าการค้นหาลูกเรือประมง “ส.กาญจนาวารี 888” ว่า เช้าวันนี้ (23 กันยายน 2569) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 ได้เร่งส่งชุดประดาน้ำจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือเข้าสู่พื้นที่ เพื่อเตรียมลงสำรวจภายในตัวเรือที่จม หลังมีข้อมูลว่าอาจมีลูกเรือบางส่วนติดค้างอยู่ภายใน

การปฏิบัติจะเริ่มทันทีเมื่อประเมินแล้วว่า สภาพคลื่นลม กระแสน้ำ และทัศนวิสัยใต้น้ำมีความปลอดภัยเพียงพอ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของนักประดาน้ำและเพิ่มโอกาสในการค้นหาลูกเรือที่เหลือ
ขณะเดียวกัน กองทัพเรือและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ยังคงใช้ระบบ SARMap วิเคราะห์กระแสลมและกระแสน้ำ เพื่อกำหนดพื้นที่ค้นหาผู้ที่อาจลอยออกจากจุดเกิดเหตุ พร้อมบูรณาการกำลังค้นหาทั้งทางอากาศ ทางผิวน้ำ และใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือยืนยันว่าจะใช้ทุกขีดความสามารถค้นหาลูกเรือที่เหลืออย่างเต็มที่ และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

มุมมองด้านมืดญี่ปุ่น!! คลิปพิธีรับเหรียญวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น หลังไทยจับมือยินดีจีน แต่เจ้าภาพเดินลงแท่น ชาวญี่ปุ่นวิจารณ์นิสัยแพ้ไม่ได้

คนญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกต "ด้านมืดของนิสัยคนญี่ปุ่น" จากพิธีมอบเหรียญวอลเลย์บอลหญิง เอเชียนเกมส์ 2026
.
ภาพวีดิโอระหว่างพิธีการมอบเหรียญรางวัลวอลเลย์บอลหญิง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่สนามปาร์ค อารีนา โคมากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 69) กลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่ชาวญี่ปุ่นขึ้นมา เมื่อทีมชาติจีนชนะญี่ปุ่นเจ้าภาพไป 3-0 เซต จนคว้าเหรียญทองได้ ส่วนญี่ปุ่นก็ได้เหรียญเงินไปตามระเบียบ ส่วนทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยที่ชนะเกาหลีใต้ 3-0 เซตก็ได้เหรียญทองแดง
.
ทว่า ภาพหลังการรับเหรียญรางวัลกลายเป็นประเด็นเพราะ เมื่อมีการมอบเหรียญรางวัลเสร็จสิ้น ขณะที่เหล่าสาว ๆ นักกีฬาไทยต่างหันกลับไปจับไม้จับมือ แสดงความชื่นชมยินดีกับสาว ๆ ทีมชาติจีนที่ได้เหรียญทองอย่างน่ารักอบอุ่น แต่สาว ๆ นักวอลเลย์ฯ ทีมเจ้าภาพกลับหันขวาเดินลงจากแท่นรับรางวัลไปอย่างพร้อมเพรียงทันที
.
ภาพดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวญี่ปุ่นเช่นว่า "นี่มันเผยให้เห็นถึงนิสัยด้านแย่ ๆ ของคนญี่ปุ่นชัด ๆ คนญี่ปุ่นจะทำตัวใจดีก็แค่ตอนที่ตัวเองเป็นฝ่ายชนะเท่านั้นแหละ ถ้าหากญี่ปุ่นได้แชมป์ ป่านนี้นักกีฬาญี่ปุ่นก็คงยิ้มแย้ม จับมือ และถ่ายรูปที่ระลึกกับนักกีฬาต่างชาติไปแล้ว
.
"แต่พอแพ้หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบขึ้นมา ก็เผยธาตุแท้ออกมาทันที จนไม่เหลือความพร้อมที่จะมีน้ำใจต่อผู้อื่น และกลายเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกไปเลย" ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่นบัญชี @SekaiUtu (日本から逃げた人) ซึ่งมีผู้ติดตามมากว่า 2 หมื่นคนตั้งข้อสังเกต
.
แล้วแฟนเพจบูรพาไม่แพ้ล่ะ คิดว่ายังไงกับข้อสังเกตเรื่องนี้ ?
.
ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1694784339320703/?rdid=qxsFXT038UbfPqN5#

กพร. ชี้แจงสิทธิสำรวจแร่!! อนุญาตเฉพาะสำรวจแร่โพแทช อ.ธาตุพนม ยังไม่อนุญาตพื้นที่เรณูนคร ระบุสำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง เน้นได้รับอนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อน

กพร. แจงการอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ จ.นครพนม ดำเนินการตามกฎหมาย ย้ำ “สำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง และการเข้าสำรวจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อน”

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ชี้แจงว่าได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหิน จังหวัดนครพนม ไปเพียง 1 คำขอในพื้นที่ อำเภอธาตุพนม โดยได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำขอในพื้นที่ อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้อนุญาตและอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียน ย้ำอาชญาบัตรพิเศษเป็นเพียงสิทธิสำรวจแร่ ไม่ใช่การอนุญาตทำเหมือง การเข้าพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ และต้องฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการสำรวจ พร้อมกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การได้รับอาชญาบัตรพิเศษไม่ผูกพันการอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยกรณีมีข้อร้องเรียนคัดค้านการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหินของบริษัท ไซโน-เอสอี (ประเทศไทย) จำกัด ในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยยืนยันว่า การพิจารณาคำขอได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 รวมถึงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ ยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษ จำนวน 2 คำขอ ได้แก่ คำขอที่ 1/2568 เนื้อที่ 8,463 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลพระกลางทุ่ง ตำบลธาตุพนมเหนือ ตำบลฝั่งแดง และตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และ คำขอที่ 2/2568 เนื้อที่ 8,963 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลท่าลาด ตำบลโคกหินแฮ่ และตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

โดยในการประชุมคณะกรรมการแร่ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการแร่ได้มีมติเห็นชอบการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษทั้ง 2 คำขอ โดยกำหนดอายุ 5 ปี พร้อมเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อนเข้าไปดำเนินการสำรวจแร่ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมการแร่ ปรากฏข้อร้องเรียนคัดค้านในพื้นที่คำขอที่ 2/2568 อำเภอเรณูนคร กพร. จึงมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังจังหวัดนครพนม และได้รับแจ้งว่า คำขอที่ 2/2568 ดังกล่าว มีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ คำขอที่ 1/2568 อำเภอธาตุพนม ไม่ปรากฏการร้องเรียนคัดค้าน ดังนั้น กพร. จึงได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเฉพาะคำขอที่ 1/2568 ในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ส่วนคำขอที่ 2/2568 ในพื้นที่อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้มีการอนุญาตและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนและข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

สำหรับการให้อาชญาบัตรพิเศษเป็นการอนุญาตให้สิทธิในการสำรวจแร่ภายในเขตที่กำหนด มิใช่การให้สิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะเข้าไปสำรวจในพื้นที่ของประชาชนหรือพื้นที่ของหน่วยงานรัฐใด จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ก่อน โดยการสำรวจแร่เป็นการศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาและตรวจสอบศักยภาพแร่ตามแผนงานที่ได้รับอนุญาต มีการกระทำต่อพื้นที่เพียงเล็กน้อยและใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่จำเป็นต่อกิจกรรมสำรวจ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนและหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อส่งคืนพื้นที่ในสภาพเดิม ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพทรัพยากรแร่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรแร่ของประเทศต่อไป สำหรับการดำเนินการสำรวจแร่ของผู้ประกอบการ กพร. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ที่จะต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนงาน เงื่อนไขการอนุญาต และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของชุมชนในพื้นที่

การได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ไม่ได้ผูกพันว่าทางราชการจะต้องอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ในอนาคต หากผลสำรวจพบแหล่งแร่ที่มีศักยภาพและผู้ประกอบการประสงค์จะขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ จะต้องดำเนินการกำหนดพื้นที่ศักยภาพดังกล่าวให้เป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถยื่นคำขอประทานบัตรและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น การอนุญาตสำรวจแร่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การอนุญาตให้ทำเหมืองแร่

“ผมขอยืนยันว่าการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษดังกล่าว ได้ดำเนินการตามกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ การบริหารจัดการแร่ในภาพรวมของกรมได้คำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560” นายอดิทัต กล่าวทิ้งท้าย

เชฟรอน สนับสนุนปลูกป่า!! จัดโครงการปลูกป่าชายเลนในสมุทรสงคราม ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ งบ 1 แสนบาทส่งเสริมระบบนิเวศ พนักงานร่วมใจทำกิจกรรมจิตอาสา

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน สนับสนุนสมาคมประมงในสมุทรสงคราม
จัดโครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน เดินหน้าสานต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าชายเลนและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการสนับสนุน “โครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท พร้อมนำพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรม โดยมี นางทิพย์วดี ไทยศิริ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจ ในฐานะผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วม พร้อมด้วย นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม และ นายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม ตลอดจนตัวแทนจากภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ ณ พื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด สมาคมประมงสมุทรสงคราม และสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมแนวทางการทำประมงอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และปลูกป่าชายเลนแบบปลูกเสริมในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับวิถีประมงท้องถิ่น

การสนับสนุนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน ซึ่งประกอบด้วย บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี
ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อชุมชน ผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยมุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อร่วมส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสู่ชุมชนต่อไป

ลมกรดญี่ปุ่นยอมรับ ‘บิว ภูริพล’!! ทำให้เห็นช่องว่างระดับโลก หลังคว้าทอง 200 เมตร เอเชียนเกมส์ เผยบาดเจ็บส่งผลฟอร์มด้อยลง คู่แข่งญี่ปุ่นตั้งเป้าคืนฟอร์มชิงแชมป์โลก

โชชิ มิซึคุโบะ นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งคว้าเหรียญทองแดง 200 เมตร ชาย เอเชียนเกมส์ “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ยอมรับว่า “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ทำให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลกอย่างแท้จริง

หลังจาก ภูริพล บุญสอน สร้างชื่อกระหึ่มโลกกรีฑานำแบบม้วนเดียวจบ ทำสถิติ 19.88 วิ. คว้าเหรียญทอง เอเชียนเกมส์ 2026 โดยเป็นสถิติใหม่ เอเชียนเกมส์ และ ทาบสถิติ เอเชีย ของ เซียะ เซิ่น เย่ ลมกรดจีน โดยเหรียญเงินเป็นของ โย เหวิ่น ฮวง จากจีน 20.45 วิ. ห่าง 0.57 วินาที เหรียญทองแดง โชชิ มิซึคุโบะ ลมกรดญี่ปุ่น 20.56 วิ.ห่างจาก ภูริพล 0.68 วินาที

ล่าสุด สโปโฮจิ สื่อญี่ปุ่น เผยบทสัมภาษณ์ของ มิซึคุโบะ ซึ่งมีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดว่า “การที่ฝึกซ้อมได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย มันแสดงออกมาให้เห็นชัดเจนในการแข่งครั้งนี้ เป็นการแข่งขันที่ทำให้ผมรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างตัวเองกับระดับโลก”

มิซึคุโบะ ลมกรดวัย 27ปี คว้าแชมป์ 200 เมตร ชิงแชมป์ญี่ปุ่น โดยทำสถิติ 20.07 วินาที เป็นสถิติเร็วสุดตลอดกาลอันดับ 2 ของญี่ปุ่น ตามหลัง ชินโกะ สึเอะซึงุ ที่เคยทำไว้ 20.04 วินาที แต่ในเอเชียนเกมส์ เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บก่อนการแข่งขัน

มิซุคุโบะกล่าวตั้งปณิธานไว้ว่า “ปีหน้ายังมีการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกที่ปักกิ่ง ผมจะพยายามอย่างเต็มที่โดยมีเป้าหมายคือการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศให้ได้”

ที่มา :https://www.khaosod.co.th/sports/news_10416039

ผ้าไหมไทยมุมใหม่ ‘ไมก้า–Chayanna’!! ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ Chayanna ตีความมูเตลูผ่านแฟชั่นร่วมสมัย เปิดตัวที่มหกรรมผ้าไหมขอนแก่น เชื่อมวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่

“ไมก้า” ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ แบรนด์ “Chayanna” พัฒนา “มูเตลู” ตีความความเชื่อไทยผ่านแฟชั่นผ้าไหมร่วมสมัย เปิดตัวครั้งแรกบนเวที มหกรรมผ้าไหมไทยที่ขอนแก่น

ขอนแก่น – “ไมก้า–ศศิมนัส บุนนาค” ดีไซเนอร์วัย 17 ปี นักเรียน Year 13 จาก Shrewsbury International School Bangkok ร่วมกับแบรนด์ผ้าไหม Chayanna เปิดตัวคอลเลกชัน “Mutelu” ในงาน SIAM INTERNATIONAL FASHION WEEK Visit KHON KAEN มหกรรมผ้าไหมไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เมืองแห่งไหมมัดหมี่โลก นำความเชื่อและสัญลักษณ์ในสังคมไทยมาตีความผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่ สู่เสื้อผ้าผ้าไหมสไตล์ Modern Luxury ที่สวมใส่ได้จริง พร้อมขยายฐานผู้สวมใส่ผ้าไทย โดยคงคุณค่างานหัตถศิลป์

ไมก้า กล่าวว่า ความสนใจด้านแฟชั่น ผ้าไทย มูเตลู และสัญลักษณ์ศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชัน เธอศึกษาความหมายและเรื่องราวเบื้องหลังความเชื่อ ก่อนถ่ายทอดผ่านเส้นสาย โครงสร้าง และรายละเอียดของเสื้อผ้า แทนการใช้รูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรง

“สำหรับหนู มูเตลูไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาง แต่มีอารมณ์ ความหมาย และเรื่องราวที่ผู้คนผูกพันไว้กับความเชื่อ หนูจึงอยากนำมาถ่ายทอดผ่านแฟชั่น พร้อมสำรวจผ้าไทยจากมุมมองของคนรุ่นเรา” ไมก้า กล่าว

ไมก้า กล่าวอีกว่า คอลเลกชันนี้เน้นความเรียบหรู คล่องตัว และผสานแนวคิด Power Dressing เพื่อสะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ โดยมุ่งให้ผ้าไทยเป็นทางเลือกสำหรับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสพิเศษ ไมก้า มองว่าโจทย์สำคัญคือการทำให้คนรุ่นใหม่เลือกสวมใส่ผ้าไทยตามรสนิยมของตนเอง โดยไม่ลดทอนเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม

ด้านคุณชญณา ศิริภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวว่า ไมก้า เข้ามาฝึกงานกับแบรนด์เป็นเวลา 3 เดือน มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ค้นคว้าข้อมูล วางแนวทางคอลเลกชัน ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการผลิตและการตลาด ในบทบาทใกล้เคียง Junior Art Director ทำให้ได้สัมผัสทั้งงานออกแบบและการดำเนินธุรกิจแฟชั่น

คุณชญณา กล่าวด้วยว่า แม้ไมก้า จะเติบโตและศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ แต่กลับมีความสนใจในวัฒนธรรมและวิถีความเชื่อของคนไทย ในระหว่างค้นคว้า น้องจึงหยิบแนวคิด Mutelu ขึ้นมาเป็นหัวใจของคอลเลกชัน เพื่อสื่อสารว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่อหรือศรัทธาในสิ่งใด เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมองเห็นคุณค่า ให้เกียรติ และไม่ตัดสินความแตกต่างของผู้อื่น

“ไมก้าสนใจภาพความเชื่อที่พบได้ในสังคมไทย ทั้งการถวายรูปปั้นม้าลาย การมองหาตัวเลขจากต้นไม้ และการผูกผ้าสามสี แทนที่จะนำภาพเหล่านั้นมาใช้ตกแต่งเสื้อผ้าโดยตรง น้องกลับตั้งคำถามถึงความหวัง ความผูกพัน และศรัทธาของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง จนนำไปสู่แนวคิดหลักของคอลเลกชันที่สื่อสารการเคารพความแตกต่างทางความเชื่อ” คุณชญณา กล่าว

สำหรับ แบรนด์ Chayanna จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่ผ้าไหมจากอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการมัดลาย ย้อมสีธรรมชาติ และการทอผ้าที่สืบทอดกันมา ซึ่งคุณชญณา ระบุว่า ผ้าทอแต่ละผืนมีน้ำหนัก เนื้อสัมผัส และโครงสร้างต่างกัน นักออกแบบจึงต้องเข้าใจวัสดุควบคู่กับการสร้างรูปทรง เพื่อให้เสื้อผ้าสวมใส่สบาย ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานยาวนาน

คุณชญณา กล่าวเพิ่มเติมว่า งานแฟชั่นหนึ่งคอลเลกชันไม่ได้จบที่แบบเสื้อผ้า แต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนผลิต การบริหารทีม การตลาด และการส่งมอบสินค้า การฝึกงานจึงเป็นโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสการทำงานจริงก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ได้เรียนรู้รสนิยมและวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อนำมาพัฒนางานผ้าไทยให้เข้าถึงผู้สวมใส่กลุ่มใหม่

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีทั้งรากที่แข็งแรง เข้าใจภูมิปัญญา วัสดุ และผู้คนเบื้องหลังผ้าไทย พร้อมมีปีกที่จะนำความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่” นางชญณากล่าว โดยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับมุมมองร่วมสมัย เพื่อให้ผ้าไทยเติบโตต่อไปในโลกแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน” เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวทิ้งท้าย

IRPC รับรางวัล Human Rights Awards 2026 องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ Gold ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ การเติบโตอย่างยั่งยืน หลังยืนหยัดมาตรฐานสิทธิมนุษยชน 8 ปีต่อเนื่อง

IRPC คว้ารางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ระดับ Gold 3 ปีซ้อน 

มุ่งยกระดับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร “รางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ Gold ประจำปี 2569” จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในงาน Human Rights Awards 2026 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม 

อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธี

รางวัลดังกล่าวนับเป็นการได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และได้รับรางวัลระดับ Gold เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ IRPC ในการนำหลัก “Protect – Respect – Remedy” หรือ “คุ้มครอง – เคารพ – เยียวยา” มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของทุกคน

IRPC เดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างความตระหนักและความเข้าใจภายในองค์กร ไปจนถึงการขยายความร่วมมือกับคู่ค้า คู่ธุรกิจ ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้และการเสริมสร้า ความพร้อม เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกัน และสร้างคุณค่าร่วมอย่างยั่งยืน

กระทรวงแรงงานช่วยน้ำท่วม!! ‘จุลพันธ์’ กำชับหน่วยงานแรงงานดูแลผู้ประกันตน ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม จัดข้าวกล่อง 5,000 ชุดช่วยผู้เดือดร้อน แจกจ่ายชุมชนแฟลตคลองจั่นนำร่อง

’จุลพันธ์‘ มอบกรมพัฒน์ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน หน่วยงานในสังกัด เปิดโรงครัวทำข้าวกล่อง 5,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุง

วันที่ 28 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า จากกรณีที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนในหลายเขตพื้นที่ ทางกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ตนจึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดโรงครัว จัดทำข้าวกล่อง โดยได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคจากสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน และทุกกรมในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม จัดทำข้าวกล่อง จำนวน 5,000 ชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถสัญจรออกจากที่พักอาศัยมาจัดหาอาหารเองได้สะดวก

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตนได้มอบหมายให้ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ใช้วิทยาลัยแรงงาน เป็นโรงครัวกลางชั่วคราว สำหรับเตรียมวัตถุดิบและปรุงอาหารกล่องทั้งหมด โดยเริ่มผลิตข้าวกล่องล็อตแรกในวันนี้ ก่อนจะทยอยลำเลียงนำไปส่งมอบให้แก่ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม โดยจะนำร่องที่ชุมชนแฟลตคลองจั่น เป็นแห่งแรกๆ เนื่องจากเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รวมถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว และพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วต่อไป

ในการนี้ นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะนายกสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมทำข้าวกล่อง สำหรับส่งมอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้วย

“สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนจำนวนมาก กระทรวงแรงงานพร้อมระดมกำลังจากทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ข้าวกล่อง 5,000 ชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลพี่น้องแรงงาน ผู้ประกันตน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวงแรงงานอย่างทั่วถึง” นายจุลพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องแรงงาน ผู้ประกันตน และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม และต้องการความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศ หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top