Tuesday, 18 August 2026
News

นักท่องเที่ยวอิสราเอลก่อเรื่อง!! โซเชียลเดือดกระแสต่อต้านพฤติกรรม นักท่องเที่ยวอิสราเอลกร่างที่กระบี่ กดดันไล่เรือในอุทยานทะเลแหวก พบเบี้ยวค่าอาหารสร้างความวุ่นวาย

โซเชียลเดือด 'นักท่องเที่ยวอิสราเอล' ก่อเรื่องไม่หยุด ไล่เรือพ้นที่จอดอุทยานฯ แถมชี้ยวเบี้ยวค่าอาหาร

​กระบี่ – กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ทำเอาคนไทยและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสุดจะทน เมื่อมีผู้ใช้โซเชียลออกมาเปิดเผยพฤติกรรมสุดเอือมระอาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ที่ก่อเหตุวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันในพื้นที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดกระบี่

​รายงานข่าวระบุว่า ผู้ใช้บริการเรือนำเที่ยวรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความสะท้อนความตึงเครียดในพื้นที่ "ทะเลแหวก" และ "อ่าวนาง" อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยระบุว่า ตนเองถูกกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามากดดันและไล่ไม่ให้จอดเรือในพื้นที่อุทยานฯ

​"วันนี้ผมโดนไล่ที่ทะเลแหวก เอ่อ ไล่เช่นเดียวกัน พอนักท่องเที่ยวมากับผมและที่ยืนอยู่บนชายหาด เห็นผมถูกไล่... กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่คนอิสราเอลจึงเข้ามาช่วยไล่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลออกไป พร้อมย้ำชัดว่า 'นี่คือประเทศไทย ไม่ใช่อิสราเอล!'"

​นอกจากประเด็นการกร่างกร่างไล่ที่จอดเรือแล้ว ในโพสต์ดังกล่าวยังเผยถึงพฤติกรรมน่ารังเกียจอื่นๆ ที่เกิดขึ้นบนเกาะ เช่น การซื้ออาหารรับประทานแล้วพยายามจะไม่จ่ายเงินและเตรียมจะหนี จนเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งไล่ตามกดดันจึงยอมควักเงินจ่ายในที่สุด

​เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งผู้ประกอบการไทยและนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก โดยชาวเน็ตต่างพากันแชร์ข้อมูลและติดแฮชแท็กเตือนภัยให้ระมัดระวังกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเข้ามาจัดระเบียบและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยไปมากกว่านี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1389703793280459&id=100067225537993&rdid=GT2xMDqzHZK51mM6#

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด

สร้างบังเกอร์ชายแดนจันทบุรี-ตราด
ใช้งบคุ้มค่าหรือไม่ ?
.
สส.ฉัตร สุภัทรวณิชย์
รองประธานกรรมาธิการการทหาร พรรคประชาชน

.

นี่เหรอคือ..“ผู้ทรงคุณวุฒิ”ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น“รองประธานกรรมาธิการทหาร”
ของสภาผู้แทนราษฎรไทย
ไม่ต้องเป็นหรอกครับ สส. แค่ทำตัวให้สมควรเป็น“คน”
ที่เกิดในแผ่นดินไทยก็พอครับ
.
วิทัย ลายถมยา
โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10162724218930426&id=709290425&rdid=oDHEIRuXtGgSWLy4#

ไทย–สหรัฐฯ ยุคสงครามเย็น!! บทบาทสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปั้นไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค จากมิตรประเทศสู่พันธมิตรแนวหน้า โลกเสรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.3)

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 โลกค่อย ๆ แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก ซึ่งนำไปสู่ยุค สงครามเย็น
1. ขั้วโลกเสรี (Western Bloc) นำโดย สหรัฐอเมริกา ยึดหลัก ประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและตลาดเสรี การคุ้มครองทรัพย์สินเอกชน
2. ขั้วโลกคอมมิวนิสต์ (Eastern Bloc) นำโดย สหภาพโซเวียต ยึดหลัก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง พรรคการเมืองเดียว

สหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1947–1991) จากปัจจัยสำคัญทั้งด้านอุดมการณ์ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และบทบาทในเวทีโลก ดังนี้
1. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ สหรัฐฯ มองว่าการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อเสรีภาพและระเบียบโลกที่ตนสนับสนุน

2. นโยบาย "การสกัดกั้น" (Containment) ในปี 1947 ประธานาธิบดี Harry S. Truman ประกาศ Truman Doctrine ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนโยบาย "Containment" มีเป้าหมายเพื่อ
-ป้องกันไม่ให้คอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่น
-สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร
แนวคิดนี้กลายเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ตลอดช่วงยุคสงครามเย็น

3. ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) สหรัฐฯ เชื่อว่า หากประเทศหนึ่งตกเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านก็อาจล้มตามกันเป็นลูกโซ่ แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น เกาหลี เวียดนาม ลาว กัมพูชา และไทย

4. ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการรักษา การค้าเสรี การลงทุนระหว่างประเทศ เส้นทางคมนาคมทางทะเล และการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ ด้วยเพราะ หากประเทศต่างๆ เปลี่ยนเป็นคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ กังวลว่าจะสูญเสียตลาดและอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

5. การแข่งขันกับสหภาพโซเวียตในฐานะมหาอำนาจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหลือมหาอำนาจหลักเพียงสองประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา กับ สหภาพโซเวียต โดยทั้งสองแข่งขันกันในหลายด้าน ได้แก่ กำลังทหารและอาวุธนิวเคลียร์ เทคโนโลยีและอวกาศ เศรษฐกิจ การสร้างพันธมิตร การแผ่อิทธิพลทางการเมือง ฯลฯ การต่อต้านคอมมิวนิสต์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อความเป็นผู้นำของโลก

6. การสร้างพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐฯ จัดตั้งหรือสนับสนุนพันธมิตรหลายแห่ง เช่น องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ North Atlantic Treaty Organization (NATO) ในยุโรป และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Southeast Asia Treaty Organization (SEATO) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐฯ สนับสนุนนพันธมิตรเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายคือการยับยั้งการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตและจีน

7. บทบาทในประเทศไทย ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยมีบทบาทเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ติดกับอินโดจีน ซึ่งเป็นพื้นที่การแข่งขันอิทธิพลระหว่างฝ่ายเสรีประชาธิปไตยที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน บทบาทของสหรัฐฯ ต่อไทยสามารถแบ่งได้ดังนี้

1. สนับสนุนความมั่นคงและการป้องกันประเทศ สหรัฐฯ มองว่าไทยเป็น "แนวหน้าของโลกเสรี" ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ ส่งความช่วยเหลือทางทหาร สนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุน ฝึกอบรมกำลังพลไทย และสนับสนุนการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย ฯลฯ เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ในปี 195 และ การประกาศ แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ (1962) ซึ่งสหรัฐฯ แสดงเจตนาช่วยเหลือไทยหากถูกคุกคามจากคอมมิวนิสต์

2. ใช้ประเทศไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ ในช่วงสงครามเวียดนาม ไทยกลายเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของสหรัฐฯ มีการใช้ฐานทัพอากาศหลายแห่ง เช่น ฐานทัพอากาศอู่ตะเภา ฐานทัพอากาศโคราช ฐานทัพอากาศอุดรธานี และฐานทัพอากาศตาคลี ฯลฯ บทบาทของฐานเหล่านี้ ได้แก่ สนับสนุนปฏิบัติการทางอากาศในเวียดนาม ปฏิบัติการลาดตระเวนและข่าวกรอง และลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ฯลฯ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 มีทหารอเมริกันประจำอยู่ในไทยหลายหมื่นนาย

3. ความร่วมมือด้านข่าวกรอง ไทยและสหรัฐฯ ร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการ ต่อต้านการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ แลกเปลี่ยนข่าวกรอง พัฒนาขีดความสามารถของหน่วยข่าวกรองไทย และสนับสนุนการต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรับมือภัยคุกคามภายในประเทศและบริเวณชายแดน

4. ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ให้เงินช่วยเหลือจำนวนมากแก่ไทยผ่านโครงการต่างๆ เช่น เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนด้านเกษตรกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษา ฯลฯ หน่วยงานสำคัญที่ดำเนินโครงการคือ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID)

5. ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ สหรัฐฯ สนับสนุน ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกอบรมข้าราชการ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนามหาวิทยาลัย บุคลากรไทยจำนวนมากได้รับการศึกษาจากสหรัฐฯ และกลับมามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

6. ความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความร่วมมือด้าน การควบคุมโรคติดต่อ การวิจัยโรคเขตร้อน การแพทย์ทหาร การพัฒนาห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับระบบสาธารณสุขของไทยในระยะยาว

7. การลงทุนและการค้า สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของไทย โดยมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมปิโตรเลียม โทรคมนาคม ธุรกิจบริการ การส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก ฯลฯ ความร่วมมือดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงทศวรรษ 1960–1980

ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับ
-ได้รับการคุ้มครองด้านความมั่นคงในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญสงคราม
-กองทัพได้รับการพัฒนาและทันสมัยขึ้น
-เศรษฐกิจเติบโตจากเงินช่วยเหลือและการลงทุน
-โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนา เช่น ถนน สนามบิน และระบบสื่อสาร
-บุคลากรไทยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
-ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ผลกระทบ แม้ความร่วมมือจะนำมาซึ่งประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีประเด็นที่นักวิชาการอภิปราย เช่น
-การใช้ฐานทัพไทยสนับสนุนสงครามเวียดนาม ทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์
-การพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในบางช่วงอาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
-การปรากฏตัวของทหารสหรัฐฯ จำนวนมากส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ

ช่วงสงครามเย็นถือเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นที่สุดยุคหนึ่ง โดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะ "มิตรประเทศ" ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ การพัฒนา การศึกษา และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ความร่วมมือนี้ก็ทำให้ไทยมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และข้อถกเถียงที่ยังเป็นหัวข้อศึกษาทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วย จึงเป็นทั้งการแข่งขันเชิงอุดมการณ์และการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น

ฟันดาบเยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ฟันดาบไทยอนาคตไกล เยาวชนทีมชาติโชว์ผลงานยอดเยี่ยมบนเวทีเอเชีย กวาด 1 ทอง 2 ทองแดง ศึก Asian Cadet Cup Taipei 2026

นักกีฬาเยาวชนทีมชาติฟันดาบไทย ศุภากร ไชยนาเคนทร์ น้องนิว วรกร นพพรพรหม น้องอั่งเปา ชยุตพันธุ์ โพธิ์ทอง น้องนาย ธฤต จำปาแพง น้องเพื่อน ร่วมการแข่งขันรายการ Asian Cadet Cup Taipei 2026 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 2 ส.ค. ณ.ประเทศไทเป

ผลการแข่งขันรายการน้องนิวคว้าเหรียญทอง ในรอบชิงชนะเลิศได้เข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพ ซึ่งเป็นนักกีฬาอันดับที่ 1 ของรายการแข่งขัน และเอาชนะไปด้วยสกอร์ 15-9

ส่วนน้องไนน์คว้าเหรียญทองแดง ในรอบ 4 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเอง ก่อนพ่ายไปอย่างสูสี น้องอั่งเปา เหรียญทองแดง โดยในรอบ 4 คนสุดท้ายเข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพก่อนพ่ายไปด้วยสกอร์ 15-6 และน้องเพื่อน ได้อันดับที่ 5 โดยในรอบ 8 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเองก่อนพ่ายไปอย่างสูสี

อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความยินดีและขอชื่นชมน้อง ๆ ทุกคนที่แสดงผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทบุคคลหลังจากปี 2568 สามารถคว้าเหรียญทองประเภททีมมาได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10350893

'ลุงปลอด' สอนมวย ‘ลุงวีระ’!! เปิดกรณีดราม่าที่พัก ชี้ อุทยานที่พักดิบธรรมชาติ เผยผลงานสร้างที่พักใหญ่ เตือนเที่ยวต้องยอมรับสภาพ

“ลุงปลอด” ควันออกหู ออกโรงสอนมวย “วีระ” เรื่องที่พักอุทยานแห่งชาติ

6 สิงหาคม 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ถึงกรณี วีระ ธีระภัทรานนท์ กับดรามาเรื่องที่พักในอุทยานแห่งชาติ โดยมีข้อความว่า

"ไปนอนอุทยานแห่งชาติ ต้องยอมรับสภาพดิบๆแบบธรรมชาติ ให้ได้

ผมได้ฟัง คุณวีระ จัดรายการทีวีหลายครั้ง รู้สึกชื่นชมในความรอบรู้และการพูดแบบตรงๆ แต่มา 2-3 วันนี้ ไม่ทราบอารมณ์คุณวีระเป็นอย่างไร การพูดในคณะกรรมาธิการงบประมาณจึงดูล้ำเส้นในมาตรฐานของตัวผม ดังนั้นผมจึงขอใช้คำพูดคุณวีระเป็นข้ออ้างในการเขียน FB วันนี้ก็แล้วกัน คือผมอายุ 81ปีแล้วจึงแก่กว่าคุณวีระถึง 12 ปี จึงขอให้ฟังผมบ้าง

ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ 5 ปี ซึ่งในสมัยนั้นกรมป่าไม้ยังดูแลอุทยานแห่งชาติอยู่ และผมก็เป็นคนตั้งกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและประเดิมเป็นอธิบดีคนแรกด้วย จึงไม่พูดไม่ได้ โดยเฉพาะต่อคำพูดที่ว่า“ ที่พักในอุทยานเลวทรามมาก”

คุณวีระทราบไหมว่า ที่พักของอุทยานใหญ่ๆ ที่คนชอบไปพักกันในขณะนี้นั้น เกิดในสมัยผมเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่เขาใหญ่ เรียกได้ว่า 100% ก็ยังได้ ส่วนอุทยานทางทะเลก็เช่นกัน สำหรับที่สิมิลันนั้น เนื่องจากเกาะมีขนาดเล็กมาก ขาดแคลนน้ำจืดต้องขนไปจากฝั่ง และมีมากถึง 9 เกาะ เจ้าหน้าที่จึงไม่เพียงพอ กรมเขาจึงไม่รับนักท่องเที่ยว บ้านพักที่มีอยู่ในขณะนี้ เกิดจากการรับเสด็จทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ในสมัยผมเมื่อ 30 ปีมาแล้ว ผมยังแปลกใจที่เขาอนุญาตให้คุณวีระไปพักนั้นมันเกิดได้อย่างไร ขนาดผมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จะไปนอนเพื่อหารือเรื่องการจอดเรือของนักท่องเที่ยวที่ใช้วิธีมาเกยหาด เขายังขอร้องไม่ให้นอนค้างแรมเลย ดังนั้น การที่คุณวีระออกอารมณ์ว่า ที่นอนเป็นสปริงแข็ง นอนไม่ไหวนั้น ผมว่าก็บุญแล้วที่เขาไม่ให้นอนกับพื้นนะครับ

ผมอยากให้สติกับผู้ที่ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติว่า พวกคุณไปเที่ยว ไปดู ไปสัมผัสชื่นชมธรรมชาติ นะครับ ดังนั้น การได้อยู่ในสภาวะธรรมชาติแบบดิบๆ มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าคิดจะอยู่สบาย มีแอร์เย็นฉ่ำ มีน้ำร้อนอาบ ก็ให้อยู่บ้าน หรืออยู่โรงแรมนอกอุทยานก็แล้วกัน

อีกเรื่องที่ผมจะขอเตือน ก็คือ คนที่ดูแลนักท่องเที่ยวน่ะ เขาเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านะครับ เขาไม่ใช่คนใช้ของใคร และในปีหนึ่งๆ ท่านทราบไหมว่า เขาเสี่ยงชีวิต บาดเจ็บล้มตายเพื่อรักษาอุทยานแห่งชาติไว้ให้เป็นสมบัติของเราทุกคน

สุดท้าย คงเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของผม ผมจะขอเล่า เรื่องเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้วให้คุณวีระฟัง ขณะนั้นผมเป็นอธิบดีกรมประมงที่หนุ่มมาก ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ รัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย ได้กล่าวติผมว่าที่ผมพูดน่ะ“โกหก เพราะเมื่อปีที่แล้วเรื่องเดียวกันผมไม่ได้พูดแบบนี้ “ ผมถือมาก ผมได้บอกประธานฯ คือท่านรัฐมนตรีคลังว่า ผู้พูดต้องขอโทษผม มิเช่นนั้นผมจะไม่อธิบายต่อ และหากจะตัดงบประมาณก็เชิญ ผมประกาศในที่ประชุมว่า ภาษาสันสกฤต “ อธิบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่” ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ลูกน้องหรือขี้ข้าใคร ดังนั้น การที่คุณวีระไปแสดงความโกรธและดุรองปลัดกระทรวงท่านหนึ่งนั้น ผมเห็นว่า ไม่เหมาะสม

ส่วนคำแนะนำของคุณวีระเรื่องให้โรงแรมเข้ามาดูแลเรื่องอาหารและที่พักนั้น ผมได้เคยทดลองมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยได้ทำสัญญากับโรงแรมจุลดิศให้เข้ามาบริหารที่พักของอุทยานเขาใหญ่ เริ่มไปได้ปีเดียว โรงแรมบอกเลิก เพราะบอกว่า ขาดทุนและมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เชื่อว่าคุณวีระคงรับฟังได้และไม่โกรธผม"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1525271196312001&set=a.652798306892632

“กองทัพเรือ” คว้ารางวัลโซเชียลภาครัฐครั้งแรก!! คว้า Outstanding Government Entity on Social Media ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน เป็นอีกอีกหนึ่งหมุดหมายกองทัพเรือ

กองทัพเรือคว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media เป็นครั้งแรก ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงและโปร่งใส พร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จาก Thailand Social Government Awards ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่กองทัพเรือได้รับรางวัลด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางานด้านการสื่อสารสาธารณะของกองทัพเรือ

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดดเด่น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Government ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust) ผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจ มีความสม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

รางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือในทุกมิติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้กองทัพเรือเดินหน้ายกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการชี้แจงข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

“กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และผู้ติดตามทุกช่องทาง ที่ให้ความไว้วางใจและติดตามการสื่อสารของกองทัพเรือมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณผู้จัดงาน Thailand Social Government Awards คณะที่ปรึกษา และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ และมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้แก่กองทัพเรือ”

“การได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคือกำลังใจสำคัญของเรา กองทัพเรือจะไม่หยุดพัฒนา จะยึดมั่นในการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพเรือ”

‘วราวุธ’ สั่งตรวจสอบไฟไหม้พบยางเก่า จำนวนมาก!! บ้านบึงระทึกไฟไหม้อาคารคล้ายโรงงาน ส่งรถโมบายเช็กมลพิษ พบพื้นที่ไร้ใบอนุญาตโรงงาน เตรียมฟันตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี

“วราวุธ” เผย สั่ง สอจ.ชลบุรี รุดตรวจสอบเพลิงไหม้อาคารคล้ายโรงงาน พื้นที่บ้านบึง พบยางเก่าพรึ่บ ส่งรถโมบายกรมโรงงาน ตรวจเช็กสภาพอากาศ – มลพิษ – ไอระเหย เข้าพื้นที่แล้ว พบ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรงงานเด็ดขาด

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ทราบเลขที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ได้เข้าร่วมตรวจสอบกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยเพลิงลุกไหม้ที่เกิดขึ้นเฉพาะภายในอาคาร ไม่ได้ลุกลามไปสู่ภายนอก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอจ.ชลบุรี อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในอาคารโรงงานได้ โดยสังเกตเห็นมียางรถยนต์เก่าและเครื่องจักรอยู่ใน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการนำรถปฏิบัติการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าวแล้วเพื่อจะตรวจวัดคุณภาพอากาศ มลพิษทางกลิ่น ไอระเหยสารเคมี ในรัศมีโดยรอบแล้วว่า มีผลกระทบอย่างไร เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้นำตรวจของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า อาคารดังกล่าวสร้างเพื่อเป็นโกดังหรือโรงงาน เบื้องต้นตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และยังพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการกองเก็บยางรถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ (วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) ไว้ในพื้นที่โล่งจำนวนมากซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบขยายผลว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ภายหลังเพลิงสงบตนให้เจ้าหน้าที่ สอจ.ชลบุรี เข้าไปดูในรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องและมีการดำเนินการไปก่อนนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 อย่างเต็มที่และเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงนี้หากมีเหตุด่วน หรือเหตุสงสัย หรือจะร้องเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม สามารถโทรมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ทุกเหตุการณ์เรามีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

โศกนาฏกรรมเทพศิรินทร์นนทบุรี!! โฆษก ตร.ชี้เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี สิ้นสุดแล้ว เร่งสอบเส้นทางปืนเหตุกราดยิงโรงเรียน พบเป็นอาวุธของบุคคลในครอบครัว ตำรวจเร่งสอบสวนแรงจูงใจ

โฆษก ตร.เผยเหตุกราดใน รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี ยุติแล้ว ยืนยันผู้เสียชีวิต 7 ราย เป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำปืนและกระสุนออกจากบ้าน พร้อมสืบสวนแรงจูงใจอย่างละเอียด

วันนี้ (7 ส.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุรุนแรงได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นยืนยันมีผู้เสียชีวิต 7 รายเป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 15 ราย แบ่งเป็นอาการบาดเจ็บทั่วไป 13 ราย และอาการสาหัส 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ สภาพแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานและติดต่อผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ในชั้นสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนของคุณปู่ของผู้ก่อเหตุ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้จะทราบเบื้องต้นว่าอาวุธปืนเป็นของคนในครอบครัว แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนและเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการสืบสวนในขณะนี้

“ตอนนี้ทราบเพียงว่าอาวุธปืนมีชื่อผู้ครอบครองเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนผู้ก่อเหตุนำอาวุธออกมาได้อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ขอให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ควบคุมและกำกับการปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน และจัดทำแผนผังจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจจัดส่งทีมจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเยียวยาความสูญเสียและลดผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และเส้นทางการครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงทั้งหมดและสรุปสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อไป

‘นิกร’ ดันเทคโนโลยียกระดับคนพิการ เปิดงานสัมมนาคนพิการระดับชาติ วิจัย-นวัตกรรมหนุนยกระดับชีวิต สนับสนุนเรียนรู้สู่สร้างรายได้ ผลักดันสังคมเท่าเทียมทั่วประเทศ

วิจัย-นวัตกรรม-เทคโนโลยี คือโอกาสใหม่ของคนพิการไทย และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“นิกร โสมกลาง” รมว.พม. ชูงานวิจัย-นวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพคนพิการ จาก “การเรียนรู้” สู่ “การสร้างรายได้” พร้อมผลักดันความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึง มีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ภายใต้แนวคิด “From Learning to Earning : Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดโอกาสและเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม., รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, คนพิการ พร้อมครอบครัวและผู้ดูแล, นักวิจัยและนักวิชาการจากทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2570 ให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่อเวทีวิชาการสำคัญของประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายนิกร ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี” จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสให้คนพิการจึงไม่ใช่เพียงการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงการศึกษา พัฒนาทักษะ ใช้นวัตกรรม และมีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

“คนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ” นายนิกร กล่าว

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีการนำเสนอ 58 ผลงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อคนพิการ การจ้างงานและการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและคุณภาพชีวิตคนพิการ, นิทรรศการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อคนพิการจากภาคีเครือข่าย รวม 40 บูธ, การประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ Inclusive Design Challenge 2026, เวทีเสวนาทางวิชาการ และกิจกรรมเวิร์กชอปทักษะอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรคนพิการ เพื่อเปลี่ยนงานวิชาการให้เป็นนโยบายที่เกิดผลลัพธ์จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าผลักดัน 12 แนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศ, การส่งเสริมการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึง, การพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรคนพิการ ตลอดจนการสนับสนุนให้คนพิการเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” (Co-creator) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้บริการ
“ตนเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายนิกร กล่าว

ด้าน รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการผลิตองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย ไปสู่การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเวทีการแข่งขัน Inclusive Design Challenge 2026 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพิการ โดยผลงานจาก 10 ทีมสุดท้ายมุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ตอกย้ำว่า "นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

สำหรับสุดยอดผลงาน Inclusive Design Challenge 2026 เงินรางวัลสนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังแรงกดทับในเบ้าขาเทียมแบบอัจฉริยะเพื่อป้องกันแผลกดทับ และส่งเสริมการกลับสู่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพของผู้พิการขาขาด มหาวิทยาลัยพายัพ เงินรางวัล 20,000 บาทพร้อมโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ห่วยใย: AI ดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ” เน็คแบนด์ประเมินความเสี่ยงรอบทิศทาง แปลงประสาทสัมผัส และบันทึกเหตุการณ์เรียลไทม์ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Thai Gaze-AAC ระบบสื่อสารผ่านการมองตาสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหวในบริบทภาษาไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ การพัฒนาโปรแกรมแปลภาษามือแบบสองทิศทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เงินรางวัลๆ ละ 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 12Tile ระบบตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การคิด และการเรียนรู้แบบองค์รวมสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก โรงเรียกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ArtSense ผลงานลายไทยสัมผัสได้ชุดแรกของไทย สำหรับผู้พิการทางสายตา นางสาวบุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ Shrewsbury International School Bangkok เงินรางวัล ๆ ละ 3,000 บาท ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมเพื่อคนพิการไม่ได้มีบทบาทเพียงการช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจได้

สุดอาลัย ‘ครูหมวย’ ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ช่วยพานักเรียนหลบภัยปลอดภัย ใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือน เสียสละต่อท้ายในวินาทีก่อนเสียชีวิต

สุดอาลัย "ครูหมวย" ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ครูพยายามส่งสัญญาณและพาเด็กๆไปหลบตามจุดต่างๆ จนทุกคนปลอดภัยแต่ตัวเองกลับต้องจากไป

"ครูทิวาพร วานิช" หรือครูหมวย ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพเพราะความสามารถอันโดดเด่นเท่านั้น แต่เธอคือฮีโร่ผู้เสียสละอย่างแท้จริง ทันทีที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก เธอรีบใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กรับรู้ และได้เอาตัวเองเข้าขวางเบี่ยงเบนความสนใจทำเพื่อเด็กๆจนวินาทีสุดท้าย

การจากไปของครูหมวยในวันนี้ จะถูกจดจำในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้กล้าหาญเพื่อให้ลูกศิษย์ปลอดภัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของครูหมวยด้วยค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573857281434655&id=100064311950006&post_id=100064311950006_1573857281434655&rdid=XU0HaCAITHk4JDYq#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top