Tuesday, 18 August 2026
News

จีนขยับบทบาทผู้นำภูมิอากาศโลก!! ครั้งที่ 2 รวมผู้เชี่ยวชาญ 300 คน จาก 23 ประเทศ UNDP–HIT เปิด Climate Leadership Initiative เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจ และนโยบายภูมิอากาศ มุ่งยกระดับบทบาทสากลของจีน

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ

ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินทรัพย์ขายหุ้น? แผนขายหุ้นฟุตบอลโลก 20% ส่อสะดุด จี้ฟีฟ่าเพิ่มความโปร่งใสก่อนเดินหน้าแผนใหญ่ ‘คอนคาเคฟ’ ไม่ถึงขั้นคว่ำบาตร แต่ยืนยันปฏิเสธแผนฟีฟ่าขายหุ้นกิจการฟุตบอลโลก

คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของฟีฟ่าที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง และแคริบเบียน (คอนคาเคฟ) เผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าฟีฟ่าเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกนามว่า ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเทอร์ไพรส์ (เอฟเอฟอี) เพื่อดูแลการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และกิจกรรมต่างๆ ครอบคลุมถึงฟุตบอลโลกทั้งชายและหญิงในอนาคต

ฟีฟ่าตั้งใจจะจัดตั้งเอฟเอฟอีด้วยมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทางองค์กรจะยังเป็นผู้กำกับดูแลบริษัทแห่งนี้เพียงผู้เดียว แต่จะมีการเปิดขายหุ้นส่วนน้อยจำนวนสูงสุด 20% ให้แก่นักลงทุนภายนอก เพื่อหวังระดมทุนเข้ามาให้ได้สูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเจอกระแสต่อต้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่จัดประชุมเฉพาะกิจเกี่ยวกับประเด็นนี้ ก่อนที่ชาติสมาชิกทั้ง 55 ประเทศจะมีมติตรงกันว่าจะคัดค้านเต็มที่ ถึงขั้นพร้อมคว่ำบาตรฟุตบอลโลกเลย

ล่าสุด คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์ว่า “บรรดาชาติสมาชิกได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระบวนการของแผนนี้ที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน, กำหนดเวลาตัดสินใจที่สั้นเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม และการไร้การตรวจสอบหรืออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

การหารือได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใสและความเหมาะสมในการกำกับดูแล ด้วยเหตุผลเหล่านี้ สมาชิกทั้ง 41 ชาติของคอนคาเคฟจึงขอปฏิเสธแผนดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่าคอนคาเคฟไม่ได้มีความตั้งใจจะแข็งข้อถึงขั้นขอคว่ำบาตรฟุตบอลโลกอย่างยูฟ่าแต่อย่างใด แต่เท่ากับว่าเสียงคัดค้านต่อฟีฟ่าก็จะมีเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกฟีฟ่านั้นมีทั้งหมด 211 ชาติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10342844

สื่อเกาหลีใต้ชี้คนไทยเที่ยวเกาหลีน้อยลง!! จากลูกค้ารายใหญ่สู่นักท่องเที่ยวลดลง แต่คนเกาหลียังแห่มาไทย เสี่ยงสมดุลท่องเที่ยวเอียงข้าง เกาหลีวิเคราะห์เหตุคนไทยชะลอเที่ยวเกาหลี เหตุเศรษฐกิจฝืด บาทอ่อน หนี้ครัวเรือนสูง

สื่อเกาหลีใต้ วิเคราะห์ “ทำไมคนไทยมาเที่ยวเกาหลีน้อยลง”

โดยชี้ว่าประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของตลาดการท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังประสบปัญหาหนัก

-กำลังซื้อที่ลดลงของคนไทยเป็นสาเหตุหลัก

-สถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่ไม่มั่นคง

-การอ่อนค่าของสกุลเงิน

-หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP

-ความรู้สึกต่อต้านชาวเกาหลี

"ประเทศไทย“ กำลังประสบปัญหาหนี้สินสูงและการบริโภคต่ำ

ในทางกลับกันยังมีความกังวลว่าอาจขาดดุลการท่องเที่ยว เพราะชาวเกาหลีจำนวนมากยังแห่เดินทางไปเที่ยวไทย

มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ ชาวเกาหลีไปเยือนไทยกว่า 540,000 คน เท่ากับเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อเดือน

หมายเหตุ : โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3739047649581235/?rdid=WsIhFFepOlpvdClq#

Luckin Coffee ปิดมหากาพย์คดี 5 ปี!! ชนะคดีเครื่องหมายการค้าในไทย คดีโลโก้กวางเลียนแบบ วางบรรทัดฐานจดทะเบียนไม่สุจริต ชดใช้กว่า 95 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin Coffee) แบรนด์กาแฟชั้นนำจากประเทศจีน ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงความสำเร็จในการชนะคดีเครื่องหมายการค้ากับบริษัทคู่กรณีในประเทศไทย นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการยื่นรับรองแนวคิด "การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับแบรนด์นานาชาติและแบรนด์จีนในการปกป้องสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศไทย

Luckin Coffee ประกาศ ณ วันที่ 27 ก.ค. 2569 ผ่านบัญชีโซเชียล “เวยปั๋ว” แจงต่อสาธารณะว่า Luckin ชนะการอุทธรณ์คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งคู่กรณีคือบริษัทไทย รอยัล 50R กรุ๊ป ที่ใช้แบบตัวอักษรและโลโกรูปกวางเลียนแบบ เป็นอันจบมหากาพย์การต่อสู้คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยืดเยื้อมาราวห้าปีอย่างบริบูรณ์ (จากปี 2565- ก.ค. 2569)

คดีดังกล่าวมีคู่กรณีคือ บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด (50R Group) ซึ่งได้ทำการลักลอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของลัคกิ้น คอฟฟี่ ก่อนที่แบรนด์จริงจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยนำโลโก้รูปหัวกวางมากลับด้าน จากขวาไปซ้าย พร้อมเลียนแบบการตกแต่งร้าน และรายการสินค้าจนสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแหล่งหนึ่งในจีนระบุว่า "บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จดทะเบียนฯในไทย โดยมีผู้ถือหุ้นฝ่่ายไทย 51 % และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% แม้ว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผู้ควบคุมที่แท้จริงและปฏิบัติการธุรกิจทั้งหมดกลับเป็นชาวจีน โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย-จีน"

สำนักงานกฎหมาย ติลลิกี แอนด์ กิ๊บบินส์ (Tilleke & Gibbins) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีให้แก่ลักกี้ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า ศาลไทยมีคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ห้ามใช้ชื่อ "Luckin Coffee" ชื่อภาษาจีน "瑞幸咖啡" รวมถึงโลโก้รูปหัวกวาง พร้อมสั่งให้เปลี่ยนชื่อบริษัทและตราประทับ ทั้งนี้ ศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท และค่าเสียหายต่อเนื่องวันละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องร้องจนกว่าจะหยุดการละเมิด รวมระยะเวลาละเมิดสูงถึง 856 วัน คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมกว่า 95 ล้านบาท หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.5 ล้านหยวน) ซึ่งถือเป็นมูลค่าค่าเสียหายคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ศาลไทย

หลังจากมีผู้พบเห็นร้านกาแฟ Luckin Coffee ในไทยเมื่อปี 2565 บริษัทแบรนด์กาแฟดังในจีน ประกาศ Luckin Coffee ไม่มีสาขาในประเทศไทย และเดินหน้าฟ้องร้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยการพิจารณาคดียกแรกในปี 2566 ศาลตัดสินให้ Luckin Coffee แพ้คดีฯ

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม 2565 ลัคกิ้น คอฟฟี่ เคยออกมาชี้แจงว่าไม่ได้เปิดสาขาในประเทศไทย และร้านที่เปิดอยู่เป็นร้านเลียนแบบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2566 ทางบริษัทเคยแพ้คดีในชั้นต้น จนถูกบริษัทคู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายตอบโต้สูงถึง 10,000 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านหยวน) โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยมาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งต่อมา คดีเกิดการพลิกผันเมื่อศาลพิจารณาพยานหลักฐานและตัดสินให้ลักกี้ คอฟฟี่ เป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด

นอกจากนี้ มีรายงานว่า บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมกว้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแบรนด์จีนชื่อดังอื่นๆ อีกจำนวนมาก เช่น ซุนเฟิง, เจเคเอ็กซ์เพรส, หนงฟู สปริง, อู่เหลียงเย่ ฯลฯ โดยมีลักษณะมุ่งเน้นการฉวยโอกาสกว้านจดทะเบียนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการฟ้องร้องหรือการประไพประณอมโดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง

ที่มาข่าวและภาพ: กลุ่มสื่อจีน

ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9690000074248

ญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทยวัย 28 ปี!! จากผู้ต้องสงสัยสู่การไม่ฟ้อง เชื่อไม่รู้ว่ากาแฟมีไอซ์ซุกซ่อน หลังอัยการเห็นเป็นผู้หิ้วสินค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

อัยการญี่ปุ่นสั่ง “ไม่ฟ้อง” น.ส.จุฑาทิพย์ หญิงไทยวัย 28 ปี หิ้วกาแฟซุกไอซ์ ถูกจับได้ที่สนามบินฟุกุโอกะ

โดยมองว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อได้ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำเอาสินค้าซึ่งไม่รู้ว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่น

อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันในเรื่องยาเสพติดมาก่อน จึงเตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3740121786140488/?rdid=tSFE6xilmVkkbMXc#

เปิดแนวทางจัดการมรดกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ 50 ปี จากคลิปท่องเที่ยวสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ‘ฮลุน โซโล่’ ยังได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินฯ แนะทายาทยื่นจัดการมรดก ก่อนดูแลบัญชียูทูบและผลประโยชน์ของ ‘ฮลุน โซโล่’

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจง คลิปยูทูบของ “ฮลุน โซโล่” ยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปีนับจากวันเผยแพร่ครั้งแรก ขณะที่สิทธิในช่องและรายได้สามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมได้ พร้อมแนะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการดูแลบัญชีต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของ “ฮลุน โซโล่” ภายหลังเสียชีวิต โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนยูทูบถือเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

คลิปวิดีโอมีองค์ประกอบสร้างสรรค์หลายส่วน เช่น ภาพสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกและเรียบเรียงฟุตเทจ จังหวะการตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยาย เมื่อบันทึกไว้ในอุปกรณ์หรือหน่วยความจำและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้ จึงเข้าข่าย “งานโสตทัศนวัสดุ” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ฮลุน โซโล่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างคลิปขึ้น และมีสิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงาน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง งานโสตทัศนวัสดุจะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะคุ้มครองต่อเนื่อง 50 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก ดังนั้น วันที่อัปโหลดคลิปแต่ละชิ้นลงยูทูบจึงถือเป็นวันเผยแพร่ครั้งแรกของคลิปนั้น

ลิขสิทธิ์ยังถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ เงินฝาก หรือที่ดิน หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ สิทธิในลิขสิทธิ์จะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุ แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เช่น บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย และญาติในลำดับถัดไป โดยคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นสามารถนำคำสั่งศาลไปใช้จัดการบัญชียูทูบ สิทธิในช่อง และรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ต่อไป 

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000074972

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์!! คว้ารองแชมป์โลก Excel ที่สหรัฐฯ เมืองแอนาไฮม์ แข่งขันปีที่ 24 ทั่วโลก 36 ประเทศ ทักษะดิจิทัลเยาวชนไทยโดดเด่น

เด็กไทยสร้างประวัติศาสตร์ คว้ารองแชมป์โลก Microsoft Excel บนเวที Microsoft Office Specialist
World Championship 2026

ARIT ภูมิใจส่งตัวแทนเยาวชนไทยสร้างชื่อเสียงระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพทักษะดิจิทัลของประเทศไทย

บริษัท เออาร์ไอที จำกัด (ARIT) ขอแสดงความยินดีกับ นายธนวิชญ์ ถาวรกาญจน์
นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย
ด้วยการคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (2nd Place) ในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist
World Championship 2026 โปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง Anaheim รัฐ California
ประเทศสหรัฐอเมริกา

การแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship จัดขึ้นโดย Certiport, a Pearson VUE Business เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนผู้มีความสามารถด้านการใช้ Microsoft Office จากทั่วโลก
และนับเป็นเวทีการแข่งขันทักษะดิจิทัลระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับสูงสุดรายการหนึ่งของโลก
ในปี 2026 การแข่งขันจัดขึ้นเป็นปีที่ 24 โดยมีผู้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศจำนวน 135 คน จาก 36 ประเทศที่มีอายุระหว่าง 13–22 ปี เข้าร่วมแข่งขันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเยาวชนจากนานาประเทศตอกย้ำคุณค่าของการรับรองทักษะ Microsoft Office Specialist (MOS) ในการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษาและการประกอบอาชีพในอนาคต

ในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการของ Certiport ในประเทศไทย บริษัท เออาร์ไอที จำกัด
ได้รับสิทธิในการดำเนินการคัดเลือกและส่งตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Microsoft Office
Specialist World Championship มาอย่างต่อเนื่องโดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับโลก
ความสำเร็จของนายธนวิชญ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถและความมุ่งมั่นของผู้เข้าแข่งขัน
แต่ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันกับผู้แทนจากนานาประเทศได้อย่างทัดเทียม หากได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง นายวรเทพ มงคลวาที ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กล่าวว่า

เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของน้องเจมส์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยอีกจำนวนมาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า

ทักษะดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการเรียนหรือการทำงาน
แต่สามารถสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยก้าวไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกได้จริง

ARIT ยังคงมุ่งมั่นผลักดันการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล ผ่านการจัดการแข่งขัน MOS Olympic Thailand Competition 2027 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะ Microsoft Word, Excel และ PowerPoint พร้อมก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Microsoft Office Specialist World Championship 2027 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำหรับเยาวชนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารการสมัครเข้าร่วมโครงการในปีต่อไปได้ที่
www.aritcompetition.com

Eat Play Root Fest เทศกาลสร้างเมืองด้วยอาหาร เปลี่ยนความสัมพันธ์ผ่านมื้อข้าว รวมกิจกรรมเวิร์กชอปและบทสนทนา 30 ส.ค. ที่ Na Café กรุงเทพฯ

Eat Play Root Fest เมืองที่น่าอยู่ เริ่มต้นจากผู้คนที่นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ชวนมาสร้างเมืองที่อบอุ่น...ผ่านอาหารหนึ่งมื้อไปด้วยกัน
เทศกาลที่เชื่อว่า "อาหาร" คือจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชน

ถ้าเมืองที่เราอยากอยู่ ไม่ได้เริ่มจากการสร้างตึกใหม่ แต่เริ่มจากการที่ผู้คนรู้จักกันมากขึ้น แบ่งปันกันมากขึ้น และนั่งกินข้าวร่วมกันมากขึ้นล่ะ?

Eat Play Root Fest คือเทศกาลแห่งประสบการณ์ ที่ชวนทุกคนมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้คน และธรรมชาติ ผ่านเวิร์กชอป อาหาร และบทสนทนาที่ออกแบบมาอย่างตั้งใจภายใต้แนวคิด Deep Ecology ที่เชื่อมคนด้วยความคิดว่าเรามีมากพอที่จะแบ่งปันกัน

ผู้เข้าร่วมสามารถเดินเลือกเข้าร่วมฐานกิจกรรมได้ตามความสนใจตลอดทั้งวัน ผ่าน Event Passport ที่จะพาคุณออกเดินทางไปตามแต่ละประสบการณ์

ไฮไลต์ของงาน
Community Meal มื้ออาหารร่วมกันกับเชฟและผู้เข้าร่วม ภายใต้แนวคิด Eating Therapy เพราะเราเชื่อว่า "การกินข้าวร่วมกัน" คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี (เฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า)

ปิดท้ายด้วย Community Dialogue ชวนทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนไอเดีย และออกแบบ "ชุมชนและเมืองที่เราอยากเห็น" ไปด้วยกัน

เราอยากให้คุณกลับบ้านพร้อมความรู้สึก...
- อิ่มใจ
- อิ่มท้อง
- และอิ่มความหวัง ว่าเมืองที่อบอุ่นเริ่มต้นได้จากผู้คนธรรมดาที่เลือกเชื่อมโยงและแบ่งปันกัน

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569
- 09.00 – 16.00 น.
-Na Café at Bangkok 1899
https://maps.app.goo.gl/SFUMAtz7D6L7XUJx6

ลงทะเบียนล่วงหน้า 30 ที่นั่ง

ผู้ลงทะเบียนทุกประเภทบัตรจะได้รับ
- คูปอง Community Meal
- คูปองเครื่องดื่มจาก Na Café
มูลค่ารวม 150 บาท

เมื่อครบ 30 สิทธิ์ จะปิดการจองอาหารกลางวัน แต่ยังสามารถ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งวัน

สมัครวันนี้ได้ที่: https://forms.gle/CGjmaTcZG1uu871a6
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
Facebook : Eat-Play-Root Journey
Instagram : @eatplayroot.journey

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI
ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง
แต่คือการตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้
เพราะการยอมรับความไม่รู้
คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งใหม่

ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top