Tuesday, 18 August 2026
News

CAAT ขับเคลื่อนบินไทย!! วางนโยบาย 4 แนวทางสำคัญ เป้าหมายเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค พร้อมเป็นเจ้าภาพ ICAO AAM 2026 เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยั่งยืน

CAAT ประกาศทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินไทย รับมือเศรษฐกิจโลก
พร้อมเดินหน้าเจ้าภาพ ICAO AAM 2026

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2569 – สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT จัดงาน “CAAT Executive Policy Dialogue: เสริมความเชื่อมั่น สนับสนุนการบินของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน” เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและแนวนโยบายสำคัญด้านการบิน 4 แนวทางสำคัญแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบิน ได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนการกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินสีเขียว และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต เพื่อมุ่งเป้าประเทศไทยสู่การเป็น Regional Aviation Hub และยังได้เผยความพร้อมในการจัดประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026) ที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ และยังเป็นครั้งแรกในการจัดประชุมสำคัญนี้ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกันนี้ได้เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมการบินเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนกลยุทธ์เพิ่มเติมเสริมศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างยั่งยืน

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า “จากสถานการณ์วิกฤตด้านสงคราม และพลังงานที่ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเผชิญภาวะชะลอตัว ซึ่งข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศหรือ IATA ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจากเดิมที่ 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกได้เร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน ให้สามารถแข่งขันในภาวะผันผวนได้มากขึ้น ทั้งนี้ CAAT ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานการบิน และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จึงได้วางแผนและนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับความผันผวนของภาคอุตสาหกรรมการบิน และยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายการผลักดันประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค” (Regional Aviation Hub) แก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการบิน”

โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้ได้เชิญทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการบินของประเทศ ทั้งสายการบิน สนามบิน ผู้ให้บริการการเดินอากาศ หน่วยซ่อมอากาศยาน สถาบันฝึกอบรมด้านการบิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมรับฟังแนวทางที่ CAAT จะเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของไทยตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม โดยมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกใน 4 แนวทางสำคัญได้แก่ การลดรายจ่าย และสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจการบิน การส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคต

พลอากาศเอกมนัท กล่าวต่อว่า ในด้านการดูแลประชาชนและผู้ประกอบการ CAAT ได้ดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางทางอากาศ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบขนส่งทางอากาศ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลเพิ่มเที่ยวบิน และอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัย พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้แก่สายการบิน อาทิ การลดค่าบริการการเดินอากาศ การลดค่าบริการขึ้น-ลงและที่เก็บอากาศยาน รวมถึงการขยายระยะเวลาชำระค่าบริการ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ รักษาระดับค่าโดยสาร และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน

สำหรับผลกระทบต่อต้นทุนด้านพลังงานของสายการบิน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน CAAT ยังได้ประสานหน่วยงานด้านการบิน พลังงาน และภาษี โดยมีการหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต บริษัท บางจาก และบริษัท ปตท. รวมถึงสำรวจปริมาณการใช้น้ำมันอากาศยาน JET A-1 ของสายการบิน สัญชาติไทย และติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันจากผู้ผลิต เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการ และการผลักดันมาตรการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบบขนส่งทางอากาศ ลดผลกระทบต่อประชาชน และเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ

ในด้านการส่งเสริมการบินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการวางรากฐานระบบการบินแห่งอนาคตได้มีการจัดทำแผน Thailand UAS and AAM Master Plan การพัฒนากฎหมายและมาตรฐานเพื่อรองรับ Advanced Air Mobility (AAM) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตภาคการบิน การส่งเสริมระบบนิเวศการบินทั่วไป (General Aviation: GA) และ Seaplane ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการบิน เพื่อสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

และจากความพร้อมในมิติต่างๆ ทำให้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมระดับนานาชาติ “ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 (AAM 2026)” ซึ่งนับเป็นเวทีระดับโลกด้านการพัฒนาอากาศยานแห่งอนาคตที่จะรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตอากาศยาน และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่ ซึ่งเป็นการจัดงานครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมงาน และเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญตราเฉลิมพระเกียรติคุณในพระปรีชาสามารถ ในฐานะพระมหากษัตริย์นักบิน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมการบินโลกต่อศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค

นอกจากการเผยนโยบายครั้งสำคัญนี้แล้ว CAAT ยังได้จัดเวที “Voices from Industry, Shaping Thailand's Aviation” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการบินร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ CAAT นำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม และเอื้อต่อการเติบโตของการบินไทยอย่างยั่งยืน

"การได้รับเกียรติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ICAO Second Advanced Air Mobility 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศต่อประชาคมการบินโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคตของภูมิภาค ซึ่ง CAAT พร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการบินของไทยในระยะยาว" พลอากาศเอกมนัท กล่าวทิ้งท้าย

‘เมสซี’ ไม่การันตีอนาคตทีมชาติ!! สเปนอาจพรากถ้วยโลกจากอาร์เจนตินา แต่สิ่งที่แฟนบอลฟ้าขาวหวั่นยิ่งกว่า คืออาจเป็นคืนสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ในสีเสื้อทีมชาติ ชี้อนาคตกับอาร์เจนตินาเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอน

สื่อรายงานอนาคตของ ลิโอเนล เมสซี กับการเล่นทีมชาตินั้นตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกให้กับ สเปน

โดย เมสซี ไม่สามารถพา อาร์เจนตินา ป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 ในนัดชิงของเวิลด์คัพ 2026 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.

นอกจากนั้นแล้วยังเป็นความพ่ายแพ้ของ เมสซี ในนัดชิงบอลโลกเป็นหนที่ 2 ต่อจากปี 2014 ซึ่งทัพ “ฟ้าขาว” ปราชัยต่อเยอรมนี

ล่าสุด “อีเอสพีเอ็น อาร์เจนตินา” ระบุว่า อนาคตของ เมสซี กับทีมชาติอาร์เจนตินาตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างมากหลังความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

คนใกล้ชิดของกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาเชื่อว่า การเล่นให้กับทัพ “ฟ้าขาวต่อไปจะเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากผลกระทบทางอารมณ์จากความพ่ายแพ้ดังกล่าว

ส่วน “เออร์นาน คาสติลโย” ผู้สื่อข่าวคนดังระบุว่า เมสซี บอกกับเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินาว่า รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกกับ สเปน คือเกมสุดท้ายของเขาในนามทีมชาติ โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์สุดซึ้งต่อเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัวหลังจบเกม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10331523

GGC ดัน Bio Hub นครสวรรค์ผงาดฐานชีวภาพ กระทรวงอุตฯ เยี่ยมชมโครงการ NatureWorks เสริมแกร่งพลาสติกชีวภาพ พร้อมหนุนเศรษฐกิจ BCG ไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์
GGC ตอกย้ำศักยภาพ Bio Hub แห่งแรกของไทย หนุนเศรษฐกิจ BCG

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะ เยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ รับฟังการนำเสนอความคืบหน้าโครงการฯ พร้อมเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรเข้ากับอุตสาหกรรม ไบโอเอทานอล พลังงานหมุนเวียน และพลาสติกชีวภาพอย่างครบวงจร โดยโครงการ ทั้ง 2 ระยะได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

นครสวรรค์ 22 กรกฎาคม 2569 - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ร่วมให้การต้อนรับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ ในโอกาสเยี่ยมชมความก้าวหน้าของโครงการนครสวรรค์ ไบโอคอมเพล็กซ์ จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับการเยี่ยมชมในครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมความคืบหน้าของโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์จาก NatureWorks และ GKBI พร้อมทั้งเยี่ยมชมโรงงานของ NatureWorks และ GKBI

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ดำเนินการโดย บริษัท จีจีซี เคทิส ไบโออินดัสเทรียล จำกัด หรือ GKBI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC บริษัทแกนนำในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร โดยนำจุดแข็ง ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทมาผสานกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการเกษตร วัตถุดิบชีวภาพ และการผลิตพลังงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC กล่าวว่า “โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพของ GGC ในการขับเคลื่อนธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปสู่ผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพและพลาสติกชีวภาพ โดยนำความเชี่ยวชาญของ GGC มาผสานกับจุดแข็งของ KTIS ด้านวัตถุดิบ ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่มีมูลค่าสูง”

“การลงทุนของ NatureWorks ในโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ภายในพื้นที่โครงการ ถือเป็นก้าวสำคัญ ที่ช่วยยกระดับนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ให้เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมชีวภาพที่ครบวงจรยิ่งขึ้น ตลอดจนเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก GGC มุ่งมั่นที่จะร่วมกับพันธมิตรสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ควบคู่กับการสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” ดร.กฤษฎา กล่าว

การพัฒนาโครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการ เชิงพาณิชย์แล้วทั้ง 2 ระยะ ประกอบด้วย

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 1 ประกอบด้วยโรงงานหีบอ้อย โรงงานผลิตเอทานอล และโรงไฟฟ้าจากชีวมวล โดยนำวัตถุดิบและผลพลอยได้จากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในพื้นที่โครงการ รวมถึงช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่เกษตรกรและชุมชนโดยรอบ โดยเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567

โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ระยะที่ 2 ประกอบด้วยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน โดย GKBI เป็นผู้ลงทุนและให้บริการด้านสาธารณูปโภค เพื่อรองรับโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดพอลิแลกติกแอซิด หรือ Polylactic Acid (PLA) ของบริษัท เนเจอร์เวิร์คส์ เอเชีย

แปซิฟิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ NatureWorks LLC ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพรายใหญ่ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงรองรับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนภายในพื้นที่ ในอนาคต โดยระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการระยะที่ 2 ได้เริ่มให้บริการ เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568

นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับอุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง ทั้งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระดับโลก

โครงการดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย โดยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบทางการเกษตรและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง GGC, KTIS และพันธมิตรระดับโลกอย่าง NatureWorks จะเป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมชีวภาพของประเทศไทย ยกระดับประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

‘อนุทิน’ เปิดงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้ายกกำลังประเทศไทย เริ่มจากยกศักยภาพคนไทยให้แข็งแรงขึ้น THAILAND² ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทย ย้ำพัฒนาคนไทยคือการลงทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.10 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์”

ก่อนเริ่มพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งถูกที่และถูกเวลา เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นวาระเร่งด่วนของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่า ประเทศที่จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี "ทุนมนุษย์" ที่มีศักยภาพสูงและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพราะทุนมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องของโลกยุคใหม่ที่กำลังแข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ลังสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับกับจีน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง “รับมือ” และ “รับโอกาส” จากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกกำลังคนไทยให้แข็งแรงขึ้น”

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ร่วมกันยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างเป็นระบบ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ นั่นคือคนไทย" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ และเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน ก่อนรับชมวีดิทัศน์ผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงภาคีเครือข่าย

สำหรับงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลักที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยภายในงานมีกิจกรรมและวาระสำคัญเพื่อการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศ อาทิ บูทนิทรรศการ ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ บูทนิทรรศการตลาดนำการผลิต กรมวิชาการเกษตร บูทนิทรรศการ Net Zero Campus สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ บูทนิทรรศการ CHANGAN กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166718?fbclid=IwdGRjcATNTfFjbGNrBM1N4mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHiTMRnm9yib3lCWOojOo_LR-lSeGm4hCFywnaM3BZb8El_iW_HsKYcMkGuYw_aem_Gn-gbsVx4Kqvnja9sLTWyA

มหิดลจับมือปักกิ่ง!! ลงนาม MoU วิชาการทันตแพทยศาสตร์ เสริมความร่วมมือการศึกษาและวิจัย ยกระดับมาตรฐานทันตแพทย์ไทย หวังเครือข่ายยั่งยืนในวงการวิชาการ

DTMU Signs MoU with the School of Stomatology, Peking University, to Establish Academic Collaboration
July 22, 2026 – DTMU officially signed an MoU with the School of Stomatology, Peking University, China PR, to strengthen academic collaboration and expand international partnerships between the two institutions.

Highlights of the partnership:
Signed by Assoc. Prof. Bundhit Jirajariyavej, Dean, and Assoc. Prof. Dr. Tippanart Vichayanrat, Deputy Dean for International Relations and Organizational Communication, together with Prof. Deng Xuliang, Dean of the School of Stomatology, and Prof. Peng Xin, Vice President of the School of Stomatology.

- Faculty, student, and staff exchanges
- Joint research and academic collaboration
-Academic conferences and scholarly activities
- Cooperation in dental education and academic services

Together, DTMU and Peking University are committed to advancing dental education, research, and professional development through meaningful international collaboration.

Check out more photos in the comments below!
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์บัณฑิต จิรจริยาเวช คณบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงทิพนาถ วิชญาณรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ร่วมลงนามกับ Professor Deng Xuliang, Dean, School of Stomatology, Peking University และ Professor Peng Xin, Vice President, School of Stomatology, Peking University ณ สิรินธรทันตพิพิธ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Stomatology, Peking University ในด้านการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร การดำเนินงานวิจัยร่วม การจัดประชุมและกิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์และการบริการวิชาการ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064863151141/posts/1504157535089671/?rdid=7eJ608Kwcsxr6Uis#

ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง!! ‘ตั๊ก บงกช’ เผยแผนใหญ่ครอบครัว ส่ง ‘ข้าวหอม’ เรียนจีน หวังต่อยอดโลกธุรกิจยุคมหาอำนาจเปลี่ยนขั้ว ตั้งเป้าเรียนบริหาร–ศิลปะ–ดนตรี ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตั๊กย้ำต้องเตรียมตัวยาว 5 ปี

“ตั๊ก บงกช” เผย “เจ้าสัวบุญชัย” ปูทางอนาคตลูกชาย ส่ง “ข้าวหอม” เรียนมหา‘ลัยปักกิ่ง อันดับ 1 ของประเทศจีน

เพราะโลกกำลังอยู่ในระหว่างการรีเซ็ตระบบใหม่ โดยกำลังมีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจ นักธุรกิจประเทศจีนเองก็ได้มาทำการลงทุนที่ประเทศไทยจำนวนมาก และจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ รวมถึงในแวดวงวิชาการนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิรุ่นใหม่ระดับโลกที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่ในยุโรปตอนนี้ทยอยกันกลับมาเป็นอาจารย์สอนในสาขาวิชาต่างๆ ในประเทศจีน เพื่อผลิตพลเมืองจีนให้มีความสอดคล้องกับโลกยุคใหม่

ทำให้ “เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล” นักธุรกิจหมื่นล้าน สามีอดีตนักแสดงสาว “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” คิดต่างจากผู้ปกครองที่มีค่านิยมส่งลูกไปเรียนไกลยุโรปเพื่อเป็นเจนใหม่กลับมาบริหารธุรกิจ แต่กลับเริ่มวางแผนการศึกษา ปูแนวทางอนาคตให้ลูกชายคนเล็ก วัย 12 ขวบ ไปเรียนมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน

ตั๊ก บงกช ได้โพสต์ภาพขณะครอบครัวบินไปพักผ่อนและทำงานที่ปักกิ่ง ประเทศจีน นอกจากเจ้าสัวบุญชัยจะบินไปดีลธุรกิจแล้วยังถือโอกาสพาข้าวหอมไปดูมหาวิทยาลัยที่พ่อมองไว้สำหรับอนาคตลูกชายคนนี้ โดย ตั๊ก แชร์ภาพและคลิปพร้อมเล่าว่า…

“นักเรียนปักกิ่งในอนาคต ไม่รอดแน่นอนพ่อพามาฝากเเล้ว มาติดต่อขอดูมหา'ลัย อยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาในปักกิ่งในช่วงปิดเทอม ม.ต้น เเละมหา'ลัยปลอดภัยมาก เข้ายากมาก กว่าจะเข้าได้ต้องแสดงบัตรเยอะมาก และติดต่อไว้ก่อนล่วงหน้า ขอบคุณคุณฮาร์เวิร์ดที่ช่วยติดต่อไว้ให้นะคะ🙏 ปิดเทอมต่อไปก็ต้องมาเรียนภาษา จนกว่าจะ จบ ม.6 ✌🏻🙂 จริง ๆ มหา'ลัยใช้ภาษาอังกฤษแต่ถ้าได้ภาษาจีนด้วยก็ดีกับ Plan ไว้อีกห้าปี แป๊บๆ ปีนึงผ่านไปไว้มากจริงๆ Peking University มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ไม่ได้อยู่ดีๆ จะเข้าได้เลย ต้องเตรียมตัวแลกเปลี่ยนเรียนภาษาตั้งห้าปี แม่เป็นกำลังใจให้ลูกนะ เชื่อป๊านะลูก แม่ดีใจที่ลูกเชื่อป๊านะ ป๊าต้องคิดมาดีแล้ว ✌🏻🥰ลูกแม่สู้ ๆ”

ในคลิป ข้าวหอม ได้เผยถึงเป้าหมายว่าอยากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งในคณะ บริหารการจัดการ ศิลปะ และดนตรี ซึ่งข้าวหอมจะต้องมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาถึง 5 ปีเพื่อเป็นการปูพื้นฐานก่อนสอบเข้า

มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีนและเอเชีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและความคิดของประเทศจีน เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา งานวิจัย และอิทธิพลทางวิชาการ ผลิตผู้นำระดับประเทศจำนวนมาก จนมีการเปรียบเทียบกันว่าหากลูกได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก็เหมือนส่งลูกไปอยู่กับเทพ

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000072007

พนันออนไลน์ไม่หยุดแค่ชายแดน!! อาเซียนไล่บี้พนันออนไลน์–แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลาวรวบผู้ต้องหา 4 สัญชาติ คนไทยนำโด่ง ยึดคอมฯ–มือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง สะท้อนสแกมเมอร์กำลังหาฐานใหม่ทั่วภูมิภาค

ลาว ทางการลาวปราบ พนันออนไลน์สแกมเมอร์
อาเซียนรวมใจ พนันออนไลน์สแกมเมอร์

ลาวบุกทลายเครือข่ายเว็บพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 589 คน 4 สัญชาติ คนไทยมากสุด 373 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง สปป.ลาว พร้อมกำลังเฉพาะกิจ ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารให้เช่าในพื้นที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคม (Scammer)
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 589 คน เป็นหญิง 309 คน จาก 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ชาวไทย 373 คน (หญิง 198 คน), ชาวลาว 199 คน (หญิง 105 คน), ชาวเวียดนาม 15 คน (หญิง 4 คน) และ ชาวกัมพูชา 2 คน (หญิงทั้งหมด)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1,517 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 4,045 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 5,245 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลการสืบสวน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อขยายผลหาผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนสามารถเข้าทลายเครือข่ายดังกล่าวได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงงดเล่นการพนันออนไลน์ทุกประเภท พร้อมแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดผ่านสายด่วน 1533 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

จากข้อมูล หลังจากมีการปราบปรามในพม่าแก๊งสแกมเมอร์แตกและย้ายฐานมาสมทบในกัมพูชา หลังจากปะทะ ชายแดนไทย

ปิดด่าน ทางการจีนเริ่มปราบในกัมพูชา กลุ่มสแกมเมอร์แตก หาฐานใหม่ในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ยังเป็นฐานใหญ่

ส่วนฐานย่อยและเริ่มก่อตัวในพื้นที่ทางบกที่ไม่ห่างจากกัมพูชา แบ่งออกเป็นสองประเภทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ที่เป็นอาณาจักร

จากข่าวหลายข่าวจะเห็นได้ว่าหลังจากปะทะชายแดนกัมพูชาทางการเวียดนามและลาวสามารถจับกลุ่ม สแกมเมอร์ ได้ทีละหลายหลายคน คือตั้งเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ส่วนในประเทศไทยการลักลอบเปิดเป็นศูนย์ย่อยเช่าบ้านอยู่กัน 5-10 คน และทำการหลอกลวง

‘พนิดา’ พรรคประชาชนย้ำหลักนิติรัฐ!! เรียกร้องรัฐตรวจสอบกลุ่มอ้างปกป้องสถาบัน ทำร้ายประชาชน ชี้กฎหมายต้องอยู่เหนือกำลัง อ้างความจงรักภักดีไม่ได้ หากใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิผู้อื่น ย้ำไทยต้องเป็นสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนิดา มงคลสวัสดิ์ กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนว่าปกป้องสถาบัน เข้าไปควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการดูหมิ่นสถาบันนั้น

ดิฉันขอยืนยันในหลักการว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ

หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดใดๆ กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายไว้อย่างชัดเจน หน้าที่ในการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดี เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะตั้งตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้ความรุนแรงลงโทษผู้อื่น

การปล่อยให้เกิดการใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ย่อมเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเมื่อความรุนแรงถูกยอมรับว่าเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่าง ย่อมไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงนั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ทุกคน

ดิฉันขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา คุ้มครองสิทธิผู้ถูกทำร้าย และให้ความปลอดภัย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนการใช้กำลัง ใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้ในวันที่เรามีความเห็นแตกต่างกันอย่างที่สุด

การอ้างความจงรักภักดีไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1041063408286087&id=100071473118751&rdid=sfAXlVUvmyWlfplN#

‘วีระศักดิ์’ บรรยายรับมือภูมิอากาศ ธ.ก.ส. ผลักดันสินเชื่อเขียว อบรมกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ 3 วัน แลกเปลี่ยนรู้และดูงานปลูกป่า เตรียมพร้อมเกษตรกรรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่วิทยากรพิเศษบรรยายหัวข่อ "การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่างพรบ.อากาศสะอาด" ในเวทีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ และผู้บริหารโครงการสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ในฐานะกลไกหลักที่กำลังมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อน โดย ธ.ก.ส. ได้พยายามผลักดันให้ลูกค้าและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังดูแลลูกค้าให้สามารถปรับตัว โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) และการสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนผ่านสู่วิถีเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ลดการเผาในที่โล่ง ใช้กลไกธรรมชาติและความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาช่วยลดความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการรวมกลุ่มในการจัดการ เพื่อให้ฐานชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันและกันได้เต็มศักยภาพดีขึ้น

การอบรมนี้ เป็นหลักสูตร 3 วัน จัดขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้จากแต่ละภาคของประเทศได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดูงานระหว่างกัน จัดที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และมีกิจกรรมไปดูงานในพื้นที่ป่า ที่ปลูกในจังหวัดอ่างทอง

ปัญหา “นักโทษล้นคุก” ไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ผู้ต้องขังล้นเกินกำลังรับรอง 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ เสนอรัฐเน้นฟื้นฟูและติดตาม

ปัญหา ‘นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ’
ทำไทยเสียโอกาส ศก.กว่า 3 แสนล้าน
เสนอรัฐยกเครื่องเรือนจำ เน้นฟื้นฟู-ดูแล

ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะ “สังคมเหลื่อมล้ำ – ความไม่รู้กฎหมาย – ระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เผย 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท” เสนอ รัฐเปลี่ยนนโยบายจากควบคุมเป็นฟื้นฟู ชูมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางเฉพาะบุคคล พร้อมเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน สร้างระบบติดตามหลังพ้นโทษ

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือ โดนผลัก !? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพื่อตีแผ่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความเปราะบางทางสังคมที่ผลักให้ผู้คนเปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ตั้งแต่สถานการณ์จริงในเรือนจำไปจนถึงความท้าทายของชีวิตหลังพ้นโทษ ตลอดจนข้อเสนอในการแก้ไข พร้อมกับมองไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำคัญยังมีการสะท้อนถึงข้อควรระวังในเชิงกฎหมายเพื่อป้องกันการก้าวพลาดและทำให้กลายเป็นคนผิดโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ ภายในงานเสวนามีการเปิดเผยถึงฐานข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ปี 2568 โดยระบุว่า ประเทศไทย มีผู้ต้องขังอยู่ประมาณ 301,020 คน ในขณะที่ศักยภาพของเรือนจำสามารถรองรับผู้ต้องขังได้เต็มที่ 248,333 คน ซึ่งหมายความว่าขณะนี้จำนวนผู้ต้องขังล้นเกินกว่าที่เรือนจำจะรองรับได้ และมีโอกาสทำให้ระบบการควบคุม ดูแล และการฟื้นฟูผู้ต้องขังอาจทำได้ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะการดูแลผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
สำหรับสาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวในเวทีเสวนาชี้ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ เช่น การขาดรายได้ หรือมีรายได้น้อยจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย การถูกกีดกันหรือเข้าไม่ถึงบริการที่จำเป็น อย่างบริการสาธารณสุข หรือการเข้าไม่ถึงความรู้ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนๆ หนึ่งเกิดความเปราะบาง กล่าวคือ ทำให้เงื่อนไขในการใช้ชีวิต และทางเลือกในการตัดสินใจน้อยลง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ ซึ่งสุดท้ายจึงเป็นเหตุที่ผลักให้คนจำนวนไม่น้อยกระทำความผิด และต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เช่น ผู้ติดยาเสพติด ซึ่งจากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำกว่า 3 แสนคน มีถึง 70% ที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด

นอกจากนี้ เวทีเสวนายังมีการเผยว่าภายใน 3 ปีหลังพ้นโทษมีผู้ต้องขังถึง 80% ที่มีการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนว่ากระบวนการภายในเรือนจำไม่สามารถช่วยเหลือ หรือฟื้นฟูให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้ สอดคล้องข้อมูลการจัดอันดับ World justice index ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 76 ของโลก และคะแนนที่ไทยได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรม และจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นหน่วยงานที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับต่ำที่สุด

รศ. ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงวิธีการ และทางออกของปัญหาดังกล่าวว่า รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกรมราชทัณฑ์ ควรมีการดำเนินการในเชิงนโยบาย 4 เรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. การปรับเปลี่ยนนโยบายของเรือนจำจากสถานที่ควบคุม และคุมขังไปสู่การดูแลและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับรายงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ชี้ว่าการมีมาตรการในเชิงฟื้นฟู และลงโทษในเชิงทางเลือก รวมถึงการสร้างระบบในการทำให้ผู้ต้องขังกลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคม ควรเป็นทิศทางของเรือนจำในอนาคต

2. เรือนจำควรมีมาตรการเฉพาะในการดูแลกลุ่มคนในเรือนจำที่มีความแตกต่างหลากหลาย และต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เช่น ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่การใช้มาตรการเดียวในการดูแลคนทุกกลุ่ม 3. เรือนจำควรมีบทบาทในการพัฒนาความรู้ และทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ไม่ใช่สถานที่บ่มเพาะให้คนยิ่งกระทำความผิดรุนแรงขึ้น และ 4. รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างระบบติดตาม และช่วยเหลือหลังพ้นโทษช่วง 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะตัดสินว่าจะมีการกระทำผิดซ้ำ หรือกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ

ผศ. ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวถึงช่องว่างของความไม่รู้กฎหมายที่อาจทำให้บางคนกลายเป็นคนกระทำความผิดได้โดยไม่ได้ตั้งใจว่า ปัจจุบันเส้นกั้นของกฎหมายในการตัดสินการกระทำความผิดบางมาก รวมถึงจำกัดขอบเขตของการกระทำมากขึ้น ซึ่งทำให้ความไม่รู้อาจนำไปสู่การทำผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว เช่น การรีวิวโรงแรมด้วยถ้อยคำบางอย่างอาจกลายเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หรือการรับของจากคนแปลกหน้าเพื่อไปส่งให้อีกคน แม้คนส่งจะไม่รู้ว่าของข้างในคืออะไร แต่ในทางกฎหมายจะดูที่ความตั้งใจในการถือของคนส่ง

ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไปหากมีความรู้ทางกฎหมายไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็สามารถปรึกษามาที่ศูนย์นิติศาสตร์ ของ มธ. ได้ นอกจากนี้ มธ. ยังมีการจัดอบรมให้ความรู้ทางกฎหมายแก่นักเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง เพราะ มธ. เชื่อว่าถ้าคนรู้กฎหมายก็จะลดโอกาสในการกระทำผิดน้อยลง และจำนวนผู้ต้องขังก็น้อยลง

อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้อาจช่วยได้ไม่ทั้งหมด ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมแก้ไขอย่างเป็นระบบด้วย เพราะขณะนี้มีปัญหาทั้งวงจร กล่าวคือ ทุกวันนี้รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้วยการออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษจำนวนมาก และศาลก็มีการใช้กฎหมายเหล่านั้นส่งคนเข้าคุกตลอดเวลา ขณะที่กรมราชทัณฑ์พยายามดูแลและฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้ แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดทำให้การดำเนินงานไม่ครอบคลุม และในทุกปีก็ต้องใช้กลไกอภัยโทษเพื่อให้นักโทษหลุดออกจากระบบเรือนจำ ซึ่งการดูแลหลังพ้นโทษของไทยก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก สุดท้ายก็กลายเป็นก่อเหตุซ้ำ และวนกลับเข้าไปเรือนจำเหมือนเดิม

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. กล่าวว่า นักสังคมสงเคราะห์ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในการดูแลผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยเฉพาะการดูแลรายกรณีให้กลุ่มต่างๆในเรือนจำได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งในช่วงก่อนเข้าเรือนจำ ระหว่างอยู่ในเรือนจำ และหลังพ้นโทษออกจากเรือนจำ ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึกเบื้องหลังของแต่ละคน ทว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทั้งด้านจำนวนของผู้ต้องขังที่มีจำนวนมากคือกว่า 3 แสนคน ขณะที่นักสังคมสงเคราะห์มีเพียงประมาณ 3,000 คน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์บางคนทำได้เพียงบันทึกทะเบียนนักโทษ รับเรื่องร้องเรียน และโดยเฉพาะการประสานส่งต่อ

รศ. ดร.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า ฉะนั้น ควรมีการผลักดันให้เกิดการผลิตนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้นให้เพียงพอกับการดูแลผู้ต้องขังเรือนจำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ด้วย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงพยาบาล เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรมีปฏิรูประบบการทำงานให้มีความเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประสานส่งต่อดูแลผู้ต้องขังสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการทำงานแยกส่วน หรือการต้องผ่านกระบวนการโดยไม่จำเป็น

ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. กล่าวว่า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมศาสตร์ได้รับการจัดอันดับโดย The Times Higher Education (THE) ให้อยู่อันดับที่ 1 ของโลกในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป้าหมายที่ 16 การสร้างสังคมที่สงบสุข การสร้างกระบวนการยุติธรรม และการมีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ แต่ในระดับประเทศยังมีอีกหลายเป้าหมายที่ไทยยังทำได้ไม่ดีนัก และหลายเป้าหมายก็เชื่อมโยงกับปัญหาผู้ต้องขังในเรือนจำด้วย เช่น เป้าหมายย่อยที่ 3.3 การยุติการแพร่ระบาดของวัณโรค ที่ไทยยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งวัณโรคส่วนใหญ่มักพบในผู้ต้องขังและแรงงานต่างด้าว จึงสะท้อนปัญหาความเป็นอยู่และการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังได้บางส่วน
ผศ.ชล กล่าวอีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการแก้ไข เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินการแก้ไขมาตลอด แต่อาจจะติดข้อจำกัดอะไรต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องดึงภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมสนับสนุนด้วย เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ฯลฯ เพื่อจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าการดูแลฟื้นฟูผู้ต้องขังหลังพ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังถือเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะหากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ แรงงาน 1 คนสามารถสร้างผลิตภาพให้กับประเทศได้มูลค่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งถ้าไทยไม่สามารถทำให้ผู้ต้องขังราว 3.2 แสนคนในเรือนจำออกมาและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ เท่ากับว่าประเทศจะมีค่าเสียโอกาสในหลัก 3 แสนล้านบาท ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์การคลังของประเทศที่มีรายได้ไม่มากนัก รัฐอาจต้องหันกลับมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยอีกส่วน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top