Friday, 3 July 2026
News

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่!! เปิด Hybrid Food Tech ปั้น “สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ ปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ดึงยักษ์อาหารร่วมดีไซน์ ปั้นคนรับตลาดโลก หนุนความมั่นคงทางอาหารและครัวไทยสู่ครัวโ

วิทยาลัยดุสิตธานี ปฏิรูปหลักสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี เปิดตัวหลักสูตร “Hybrid” ดึงยักษ์ใหญ่ร่วมดีไซน์ปั้นสถาปนิกอาหารรุ่นใหม่ ทลายข้อจำกัดสายวิทย์ หนุนความมั่นคงทางอาหารและ Future Food สู่เวทีโลก

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 - วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นนำในเครือดุสิตธานี ประกาศเปิดหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีสาขาใหม่ล่าสุด “เทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts)” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตรครั้งสำคัญในรอบ 15 ปี รองรับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ให้ก้าวสู่ยุคอาหารนวัตกรรม เดินหน้าผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

การเปิดหลักสูตรดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ วิทยาลัยดุสิตธานี โดยมีคุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณวิไลพรรณ สังฆะพันธ์ Senior Director, Operations – Ambient Operation Thailand บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เชฟจิรโรจน์ นาวานุเคราะห์ Executive Chef Unilever Food Solutions Thailand และ รองศาสตราจารย์ ดร.นนทลี พรธาดาวิทย์ คณบดีคณะศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรพิเศษในการสนทนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การสร้าง "ผู้ประกอบการ/สถาปนิกอาหาร” รุ่นใหม่ รับความท้าทายและโอกาสการเติบโตในตลาด Future Food ของโลก” 

การเปิดตัวหลักสูตรเกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณความต้องการกำลังคนด้าน Food Tech ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก TDRI และ NXPO คาดการณ์ว่า ระหว่างปี 2568–2572 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคตของไทยจะต้องการแรงงานมากกว่า 47,000 คน ขณะที่ตลาดแรงงานกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างชัดเจน จากการที่มีตำแหน่งงานด้าน Food Science และ Food Technology เปิดรับกว่า 5,000 ตำแหน่งต่อปี แต่จำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า “คน” กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต และเป็นเหตุผลสำคัญที่วิทยาลัยดุสิตธานีตัดสินใจก้าวเข้ามามีบทบาทในการพัฒนากำลังคนรุ่นใหม่ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของตลาดแรงงานและสนับสนุนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

จุดเด่นของหลักสูตร Hybrid ใหม่นี้ คือการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยี และศิลปะการประกอบอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่เข้าใจทั้งกระบวนการผลิต นวัตกรรมอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารจากพืช หรืออาหารแห่งอนาคต  พร้อมมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหา “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก โดยหลักสูตรนี้จะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดและยกระดับวัตถุดิบไทยไปสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน หลักสูตรนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Pain Point ของภาคอุตสาหกรรม ด้วยการทลายเส้นแบ่งและผสานจุดแข็งของสองศาสตร์ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งศิลปะการรังสรรค์อาหารอันประณีตของ “เชฟ” และองค์ความรู้เชิงลึกของ “นักวิทยาศาสตร์อาหาร” เพื่อบ่มเพาะบุคลากรสายพันธุ์ใหม่ที่มีทักษะผสมผสาน ทั้งศาสตร์การคำนวณและศิลปะการรังสรรค์เมนู ซึ่งเป็นตัวตนแบบ Hybrid ที่ภาคเอกชนกำลังต้องการตัวสูงสุด เพื่อให้การคิดค้นนวัตกรรมอาหารราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ วิทยาลัยดุสิตธานียังทลายกฎเกณฑ์เดิมๆ ในสายการศึกษา แก้ปัญหานักศึกษาลดลงด้วยการปลดล็อกข้อจำกัดและเปิดรับผู้เรียนจากทุกสายการเรียนที่มีความสนใจ ไม่จำเป็นต้องจบสายวิทย์-คณิต โดยปรับโครงสร้างวิชาให้เรียนสนุก เน้นการประยุกต์ใช้จริง ไม่วิชาการจนเกินไป เปลี่ยนภาพจำของวิทยาศาสตร์อาหารให้กลายเป็นการทดลองที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน ผ่านการจัดสมดุลสัดส่วนการเรียนอย่างพอดี คือ ด้านอาหาร 40% วิทยาศาสตร์ประยุกต์ 40-50% และธุรกิจ 10-20% บูรณาการทั้ง Art, Science และ Business เพื่อหล่อหลอมให้ผู้เรียนเป็นทั้ง “ผู้ประกอบการและสถาปนิกอาหาร” ในคนเดียว บัณฑิตรุ่นใหม่จะมีทางเลือกอาชีพที่กว้างขวางและตอบโจทย์ Passion ความชอบที่อิสระ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ นักนวัตกรรมอาหาร หรือเชฟยุคใหม่ที่เข้าใจเทคโนโลยี รวมถึงผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่สามารถแปรรูปหรือดีไซน์ผลิตภัณฑ์ เช่น การพัฒนาเนื้อสัตว์จากพืชที่มีรสสัมผัสเหมือนจริง หรือการคำนวณสารอาหารในเมนูและใส่ Storytelling เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพ

ความโดดเด่นทั้งหมดนี้ เกิดจากการทำ Co-Creation ครั้งใหญ่ ร่วมกับตัวจริงในวงการ โดยเป็นการจับมือกันระหว่างวิทยาลัยดุสิตธานี และยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก อาทิ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ บริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่ร่วมส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบรายวิชา เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับเทรนด์และตลาดโลก พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสการทำงานแบบครบวงจร ผ่านการเรียนการสอนในห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย โดยหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปีนี้ มีกำหนดจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป

ดร.อรรถเวทย์ พฤกษ์สถาพร อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเยาวชนผู้เข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาลดลงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2566 โดยมีจำนวนลดลงเกือบ 300,000 คน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ วิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคตและความต้องการอันหลากหลายของผู้เรียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

“เราไม่ได้มองเพียงการผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงาน แต่ต้องการสร้างกำลังคนที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ตอบสนองการขยายตลาดและโอกาสใหม่ๆ ให้วิทยาลัยด้วย” ดร.อรรถเวทย์ กล่าว

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมอาหารโลก การสร้างกำลังคนที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการศึกษา แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และวิทยาลัยดุสิตธานีกำลังวางตัวเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาคและของโลก

เกี่ยวกับวิทยาลัยดุสิตธานี

วิทยาลัยดุสิตธานี หนึ่งในสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำทางด้านอุตสาหกรรมบริการของประเทศไทย และบริษัทในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้รับการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) และการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับสากล จาก The International Centre of Excellence in Tourism and Hospitality Education หรือ THE-ICE ประเทศออสเตรเลีย เปิดสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภาษาไทยและนานาชาติ หลักสูตรปริญญาโท รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้นอีกมากมายสำหรับบุคคลทั่วไป ทั้งทางด้านการจัดการโรงแรม การบริการ ศิลปะการประกอบอาหาร สปา รวมไปถึงการท่องเที่ย

สวนนงนุชพัทยาจัดโปรฯ!! กรกฎาคมนี้เที่ยวคุ้ม สวนนงนุชพัทยาคืนโปรฯ ซื้อบัตร 1 แถมฟรีอีก 1 เด็ก–ผู้สูงอายุ–ผู้พิการ–วันเกิด เข้าฟรี ตลอดเดือน ก.ค. สำหรับคนไทย Walk-in

สวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวเที่ยวสุขใจ คุ้มที่สุด! โปรฯ กลับมาแล้ว “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนกรกฎาคม 69 เด็กฟรี ผู้สูงอายุฟรี ผู้พิการฟรี วันเกิดฟรี

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนคนไทยออกมาเติมเต็มความสุขกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าเที่ยวได้ทั้งครอบครัวในราคาสุดคุ้มสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางแบบ Walk-in

นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยายังมอบสิทธิพิเศษตลอดปี ได้แก่ เด็กที่มีส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวันเมื่อเดินทางมากับครอบครัว ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ ผู้สูงอายุอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันตลอดปี และผู้ที่มาเที่ยวตรงกับวันเกิดสามารถเข้าชมฟรี จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยารวบรวมกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยกว่า 60 สวน พันธุ์ไม้จากทั่วโลกมากกว่า 18,000 ชนิด เมืองไดโนเสาร์ที่มีหุ่นไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว เมืองอียิปต์ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ แวะพักผ่อนที่คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวนสัมผัสความงดงามของภูมิทัศน์ระดับโลก นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงน้องช้างแสนรู้ วันละ 4 รอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

จากบราซิลถึงเวเนซุเอลา!! ‘เนย์มาร์’ บริจาค 250,000 ดอลลาร์ ช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เผยเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อชาวเวเนซุเอลา หลังแผ่นดินไหวรุนแรงสุดในรอบ 126 ปี

เนย์มาร์ แนวรุกทีมชาติบราซิลบริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เวเนซุเอลา

โดยเวเนซุเอลาประสบเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ขนาด 7.2 และ7.5 ใกล้กรุงการากัสซึ่งถือเป็นรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาในรอบ 126 ปี นับตั้งแต่ปี 2443 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก

ล่าสุดมีการเปิดเผยว่า เนย์มาร์ แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิลซึ่งกำลังอยู่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้บริจาคเงินส่วนตัวจำนวน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.35 ล้านบาท)

เงินจำนวนนี้จะนำไปใช้ในโครงการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน เพื่อจัดหาอาหาร น้ำดื่มสะอาด อุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่พักพิงชั่วคราว และความช่วยเหลือฉุกเฉินอื่นๆ ให้แก่ผู้ประสบภัย

ดาวเตะวัย 34 ปีระบุว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลา หวังว่าการสนับสนุนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานของพวกเขา”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10302457

นโยบายไฟฟ้าสาธารณะอยู่ที่รัฐบาล!! 'กกพ.' ชี้ค่าไฟขึ้น ย้ำมาตรการติดมิเตอร์ให้ครบถ้วน ตามมติ กพช. ควบคุมค่าไฟไม่เกินร้อยละ 10 พร้อมติดตามกำกับหากนโยบายเปลี่ยนแปลง

“กกพ.” ชี้ค่าไฟฟ้าสาธารณะขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล

แจงค่าไฟฟ้าสาธารณะมาจากมติ กพช. ยกเว้นการเรียกเก็บไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ในเขตพื้นที่ ขณะที่ กกพ. ทำได้เพียง เร่งรัดการไฟฟ้าติดมิเตอร์วัดการใช้ไฟให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้ ประชาชนแบกภาระเกินควร

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และหลักเกณฑ์
ที่กำหนดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าสาธารณะมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นนโยบายที่ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2530 และได้รับการปรับปรุงตามมติ กพช. หลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าและบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ติดตาม ผลักดัน และเร่งรัดการดำเนินงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ กฟน. และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้สามารถ ตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

"หากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ. ก็พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช." ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่แฟนๆหลายคนต่างเอ็นดูกันอย่างมากสำหรับนักร้องอย่าง เสก โลโซ หลังจากที่ได้ออกมาจากเรือนจ่า โดยมีภรรยา กานด์ ได้รับงานคอนเสิร์ตหลายงาน ซึ่งขณะที่ เจ้าตัวกำลังไลฟ์สดพูดคุยกับแฟนๆอยู่นั้น ได้ถามภรรยาว่า

เสก โลโซ : คอนเสิร์ดครั้งละ 400,000บาท เดือนนิ่งเธอรับไปแล้ว 30 วัน เท่ากับได้ 12ล้าน แล้วเธอ

ให้ฉันเท่าไหร่

กานต์ : ก็ฝากกานไว้แหละ

เสก โลโซ : อ้อ โอเค ฝากไว้ก่อนนะ 5555555555555

 

เสก โลโซ

ที่มา : https://today.line.me/th/v3/article/Op7MN96

จับลูกเรือไทย ขนเฮโรอีน!! ลูกเรือสาวไทยโดนจับคาสนามบินเมลเบิร์น ยึดยาเสพติดมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท แจ้ง 2 ข้อหาโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เตรียมขึ้นศาลเดือน ก.ย. นี้

“ลูกเรือสาวไทย” โดนรวบคาสนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ตร.พบขนเฮโรอีนกว่า 11 ล้านบาท ซุกกระเป๋าสัมภาระ

ตำรวจออสเตรเลียและกองกำลังพิทักษ์เขตแดนออสเตรเลีย แถลงว่า หญิงชาวไทยที่ถูกจับ อายุ 26 ปี เดินทางมาถึงสนามบินนานาเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ในฐานะลูกเรือเที่ยวบินระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติระหว่างเอ็กซเรย์กระเป๋าเดินทางของเธอตามปกติ ซึ่งรวมถึงกระเป๋าผ้า 12 ใบ และพบผงสีขาวรวมกว่าหนึ่งกิโลกรัม ซ่อนอยู่ภายในซับในของกระเป๋า ผลตรวจสอบพบว่าเป็นเฮโรอีน ที่ตำรวจออสเตรเลียประเมินว่า มีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 5 แสนดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11 ล้าน 5 แสนบาท

ตำรวจออสเตรเลียได้ทำการจับกุม ยึดของกลาง และแจ้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดในเวลาต่อมา 2 กระทง ได้แก่ นำเข้ายาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ และครอบครองยาเสพติดในปริมาณที่สามารถจำหน่ายได้ ทั้งสองข้อหามีโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เธอจะถูกควบคุมตัวไว้จนกว่าจะถึงกำหนดขึ้นศาลเมลเบิร์นในวันที่ 14 กันยายน

คลินต์ ซิมส์ ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย กล่าวว่า หน่วยงานยังคงเฝ้าระวังอันตรายจากบุคคลวงในที่ได้รับความไว้วางใจ อย่างเช่น ลูกเรือ และจะขัดขวางกิจกรรมนี้ต่อไป เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนและปกป้องชุมชนชาวออสเตรเลีย เช่นเดียวกับ ซีโมน บัตเชอร์ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจออสเตรเลีย กล่าวว่า สำนักงานตำรวจออสเตรเลียยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละ ในการจับกุมบุคคลที่ใช้ตำแหน่งงานหรือสถานะในชุมชนเพื่อสนับสนุนการค้ายาเสพติด

ที่มา : https://www.topnews.co.th/news/1615453?fbclid=IwdGRjcASu3S9jbGNrBK7dK2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHpDMtJFawkSUYrZhQcygChfM1Y8IjIg59UmGRg9TL6lQy-oQhSaqpAwGuJJI_aem_2o9GkkDuOSngY4b36gzohA

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่!! เพิ่มฟีเจอร์รวดเร็ว แนะนำสถานที่รับส่ง พิกัดจุดนัดพบแม่นยำ ขยายประสบการณ์เดินทางดีขึ้น

Maxim อัปเดตแอปฯ ใหม่ เพิ่มความรวดเร็วในการเรียกรถ พร้อมพัฒนาจุดนัดพบให้แม่นยำยิ่งขึ้น

กรุงเทพฯ, 29 มิถุนายน 2569 – Maxim ประเทศไทย หนึ่งในผู้นำด้านบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) เปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันล่าสุด เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการใช้งานของผู้โดยสาร พร้อมพัฒนาระบบนำทางและการนัดพบให้แม่นยำ ผ่าน 2 ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้การเรียกรถรวดเร็ว สะดวก และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ

หนึ่งในการอัปเดตสำคัญของแอปพลิเคชันคือฟีเจอร์แนะนำสถานที่รับและส่งที่ใช้งานเป็นประจำ ซึ่งจะแสดงบนหน้าหลักโดยอัตโนมัติเมื่อผู้โดยสารเรียกรถ ช่วยให้ไม่ต้องพิมพ์ที่อยู่หรือค้นหาจากประวัติการเดินทางอีกต่อไป เพียงแตะเลือกสถานที่ที่ต้องการก็สามารถสร้างคำสั่งเรียกรถได้ทันที ฟีเจอร์ดังกล่าวใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการเรียนรู้และวิเคราะห์รูปแบบการเดินทางของผู้โดยสาร เพื่อแนะนำสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเลือกมากที่สุด ช่วยลดขั้นตอนในการสร้างคำสั่งเรียกรถและประหยัดเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ ผู้โดยสารยังสามารถบันทึกและปักหมุดสถานที่ที่ใช้งานบ่อยไว้ในเมนู “รายการโปรด” เพื่อให้เข้าถึงและเลือกใช้งานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อีกหนึ่งการพัฒนาที่สำคัญคือการยกระดับฟีเจอร์ “จุดนัดพบ หรือ Pick-up Point” ให้มีความแม่นยำและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากการแสดงตำแหน่งจุดนัดพบบนแผนที่แล้ว แอปพลิเคชันยังสามารถระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนและแม่นยำสำหรับทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ ช่วยให้พาร์ทเนอร์คนขับสามารถเดินทางไปยังจุดจอดรับที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง ลดความสับสนในการค้นหาตำแหน่ง รวมถึงลดความเสี่ยงในการจอดรับในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตหรือการถูกปรับจากการฝ่าฝืนกฎจราจร ขณะที่ผู้โดยสารก็สามารถค้นหาจุดนัดพบได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว แม้อยู่ในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีความซับซ้อน เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน สถานีรถไฟ มหาวิทยาลัย และสถานที่จัดงานขนาดใหญ่

ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและมีจุดนัดพบหลายแห่ง เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งจุดนัดพบมักกระจายอยู่ตามทางเข้า–ออก ลานจอดรถ หรือชั้นต่าง ๆ ของอาคาร การระบุตำแหน่งจุดนัดพบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการนัดพบ เพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเรียกรถเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

นายพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าวว่า "เรารับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง และพบว่าปัญหาหลักที่ผู้ใช้พบมากที่สุดมีอยู่สองอย่าง ได้แก่ การต้องกรอกที่อยู่เดิมซ้ำ ๆ และการค้นหาจุดนัดพบที่ถูกต้องในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น การอัปเดตครั้งนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขทั้งสองปัญหา พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนการทำงานของพาร์ทเนอร์คนขับ การระบุจุดนัดพบที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ลดความสับสนในการนัดพบ และทำให้ประสบการณ์การใช้บริการเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับทุกฝ่าย"

แอปพลิเคชัน Maxim เวอร์ชันล่าสุดพร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้วสำหรับผู้ใช้งานทั่วประเทศไทย ผ่าน App Store (iOS), Google Play (Android), AppGallery, Galaxy Store, GetApps และเว็บไซต์ของ Maxim ผู้ใช้งานปัจจุบันสามารถอัปเดตแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานฟีเจอร์ใหม่ได้ทันที ขณะที่ผู้ใช้งานใหม่สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อสัมผัสอินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้การเรียกรถสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น

การอัปเดตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ Maxim ในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน บริษัทมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของทั้งผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์คนขับทั่วประเทศไทย

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#

รศ.ดร.ปิติ เผย ASEAN Foundation!! ชู AI–ดิจิทัล–เยาวชน คือกุญแจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงเยาวชนกว่า 8.3 ล้านคน ช่วย SMEs กว่า 120 รายขยายตลาด สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็งทั่วภูมิภาค

รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน(ASEAN FOUNDATION)
โพสต์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ และผู้ติดตามทุกท่าน

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) วันนี้ผมอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาเล่าและสรุปความคืบหน้าการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มิถุนายน 2026) ให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่า พวกเราได้ขับเคลื่อนภารกิจอะไรในภูมิภาคมาบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานสรุปผลงานอย่างเป็นทางการของ ASEAN Foundation ที่ได้รายงานต่อ คณะผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ (เอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกทั้ง 11 ท่าน)

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ASEAN Foundation ยึดหมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยเราเน้นการดึงพันธมิตรและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมสร้างโอกาสให้ประชาชนอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

1. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI Ready ASEAN: โครงการนี้พวกเราภูมิใจมากครับ เราได้รับทุนสนับสนุนจาก Google.org ในการกระจายความรู้เท่าทันด้าน AI สู่ระดับภูมิภาค ตอนนี้สามารถเข้าถึงเยาวชน ครู และผู้ปกครองได้แล้วกว่า 8.3 ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง (เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคน) และได้รับการสนับสนุนระดับนโยบายจากผู้นำประเทศอย่าง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์, รองประธานาธิบดี ยิบรัน รากาบูมิง แห่งอินโดนีเซีย, นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี ธาร์มาน ชานมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ อีกด้วยครับ

ASEAN Ahead: โครงการระยะยาวร่วมกับ LinkedIn เพื่อเสริมทักษะ AI และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้แก่เยาวชน 18,200 คน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET, Not in Employment, Education and Training) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพึ่งเริ่มต้นการหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีดำเนินการร่วมกับเราใน 11 ประเทศ

EDS-ASEAN: ASEAN Foundation ร่วมกับ Huawei คัดเลือกและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลและ Cloud ให้กับผู้ประกอบการ SMEs 120 ราย และพาตัวแทนระดับท็อปไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจครับ

2. การยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs)
ASEAN SOAR Together: โครงการร่วมกับ TikTok Shop เพื่อช่วยบ่มเพาะทักษะการตลาดดิจิทัลและการไลฟ์สดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย 50 รายจากทั่วอาเซียน โดยร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการสตรี และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การอบรมนี้ทำให้หลายแบรนด์มียอดขาย (GMV) เติบโตขึ้นสูงสุดถึง 715% แถมยังมีแบรนด์ไทยอย่าง LALAPIS ได้ไปร่วมแสดงผลงานในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยครับ

ASEAN SEDP 4.0: โครงการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทุนสนับสนุนของเราได้ส่งตรงไปถึงวิสาหกิจ 27 แห่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เกษตรกรรายย่อย และสตรีผู้ด้อยโอกาส รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ทั่วภูมิภาค ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของธุรกิจที่เข้าร่วมมีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนครับ และเรากำลังริเริ่มโครงการใหม่
ASEAN SEDP Elevates

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนและสุขภาวะชุมชน
eMpowering Youths Across ASEAN (Cohort 5): คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชน 100 คนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมจริงร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) เป็นเวลา 14 วัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนไปกว่า 10,712 คน ก่อนจะจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซียครับ และสัปดาห์หน้า cohort 6 จะนำเยาวชน 110 คนจาก 11 ประเทศมาเริ่มกิจกรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9th ASEAN Data Science Explorers 2025: โครงการแข่งขันวิเคราะห์เดต้าผ่านระบบของ SAP มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 11,152 คน และความยินดีของพวกเราคือ ทีมเยาวชนไทย "Mamamamoodeng" คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาครองได้สำเร็จครับ

Local Model ASEAN Meetings: เปิดพื้นที่ให้อดีตเยาวชนในโครงการของเราสวมบทบาทเป็นทูตเพื่อจำลองการประชุมอาเซียน 12 ครั้ง ใน 11 ประเทศสมาชิก รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง

CALM MRI: ความร่วมมือพิเศษกับ LEGO ในการแจกจ่ายชุดของเล่นเครื่องสแกน MRI จำนวน 648 ชุดในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความกล้าหาญให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลครับ

Aus4ASEAN Alumni Dialogue: เราพาศิษย์เก่าอาเซียนที่เรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียมาระดมสมองในรูปแบบ Track 1.5 เพื่อเฟ้นหาความคิดสร้างสรรค์จากคยรุ่นใหม่ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจะขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างไรในอนาคต

4. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนผ่านสื่อสร้างสรรค์
เราเน้นการสื่อสารผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ASEAN LIVE Creators for Change ร่วมกับ TikTok ดึงครีเอเตอร์มาไลฟ์พูดคุยประเด็นสังคมวัฒนธรรม สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้กว่า 4.1 ล้านครั้ง และโครงการ ASEAN Y-Impact ร่วมกับสถานทูตแคนาดา รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ส่งผลให้ในรอบครึ่งปีนี้ สื่อโซเชียลมีเดียของมูลนิธิอาเซียนเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 29 ล้านคน และมียอดผู้ติดตามรวมทะลุ 535,553 รายแล้วครับ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และสมัคร Social media ของเราในทุกช่องทางด้วยนะครับ ASEAN Foundation

ก้าวต่อไปของมูลนิธิอาเซียน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเรากำลังเตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น Scam Ready ASEAN ที่ได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ให้ประชาชน 3 ล้านคนทั่วอาเซียน เราเร่ิมลงพื้นที่และเปิดรับสมัครพันธมิตรในการเสริมสร้างทักษะให้กับประชาชนใน 11 ประเทศ เรากำลังเจรจาโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการครีเอเตอร์วัฒนธรรมเฟส 2 และโครงการรณรงค์สุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานร่วมกับ Novo Nordisk

ผมขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน และทีมงาน ASEAN Foundation ทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคของเราให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราในโครงการต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164126824217225/?rdid=JFHeC9ZZSJ9AYCts#

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำทำตามนโยบายรัฐ ไม่บวกกำไรซื้อไฟเอกชน กำไรไม่เข้ากระเป๋า นำส่งคลัง–ลงทุนระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำบทบาทรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการตามนโยบายรัฐเพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ส่วนกำไรนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อค่าไฟที่เป็นธรรม

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กฟผ. เป็นเสือนอนกิน ผลิตไฟเองเพียง 29% แต่เป็นคนกลางรับซื้อไฟเอกชน 71% มาขายต่อจนมีกำไรปีละนับหมื่นล้านบาท กฟผ. ควรลดราคาให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนลดลงด้วยนั้น กฟผ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินงานผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและดำเนินกิจการโดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น อีกทั้งยังมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับควบคุมผลตอบแทนการลงทุน (Return of Invested Capital : ROIC) ของ กฟผ. อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบค่าไฟฟ้าซึ่งกำหนดโดย กกพ. พบว่า รายได้ของ กฟผ. มีเพียงค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยขายปลีก และค่าระบบส่ง กฟผ. ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วยขายปลีกเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ปี 2558 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดนั้น กฟผ. เป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าตามราคาที่รัฐกำหนดและดำเนินการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯ เท่านั้น ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มแต่อย่างใด นอกจากนี้ กฟผ. ยังคงแบกรับภาระค่า Ft ค้างรับสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 35,928 ล้านบาท

ส่วนกำไรของ กฟผ. ได้รับการจัดสรรตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็น
1. นำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ติดอันดับเป็น 1 ใน 5หน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินมากที่สุด
2. นำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศเสริมความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรณี กฟผ. มีผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าที่ กกพ. กำหนด กฟผ. ต้องนำกำไรส่วนเกินส่งคืนรัฐ เรียกว่า เงินที่รวบรวมได้จากการกำกับฐานะการเงิน และเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน (Claw Back) โดย กกพ. มีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้บริหารค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไป

ส่วนค่าไฟฟ้าสาธารณะซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ปัจจุบัน กกพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลค่าไฟฟ้า อยู่ระหว่างเร่งรัดการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดการใช้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กฟผ. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน

“กฟผ. ตระหนักดีว่า กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงมิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น และต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งประเทศ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top