Friday, 3 July 2026
News

SME D Bank ติดปีกชุมชน!! ยกระดับผ้าลายโบราณ เสริมทักษะเพิ่มรายได้สูงวัย จับตลาดยุคใหม่พร้อมรักษ์โลก ขยายโมเดลสู่ชุมชนทั่วประเทศ

SME D Bank ติดปีกชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต่อยอดผ้าลายโบราณด้วยดีไซน์ ช่วยขยายตลาด เพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ สร้างสังคมเท่าเทียม เติบโตยั่งยืน

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัดโครงการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ดึงภูมิปัญญาผ้าลายโบราณสมัยอยุธยา ต่อยอดด้วยดีไซน์สมัยใหม่ ยกระดับเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด สนับสนุนเกิดการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน นำหลัก ESG ( Environmental Social และ Governance) ขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติขององค์กร โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเท่าเทียม เป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน คือ การยกระดับ “ชุมชน” ซึ่งถือเป็นฐานรากของสังคม และเศรษฐกิจไทย ด้วยการเติมเต็มในสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพื่อจะพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ส่งต่อประโยชน์สู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืนต่อไป

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากนโยบายดังกล่าว ธนาคารจัดโครงการ “SME D Partner by CSR” ลงพื้นที่เข้าไปส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ตัวอย่างหนึ่ง คือ การยกระดับ “วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก)” ตั้งอยู่ วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต.บ้านใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความโดดเด่นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มี "ผ้าลายอย่าง" (จุฬาพัสตร์) ซึ่งเป็นผ้าโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกค้นพบในตู้พระธรรม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการนำลายผ้าดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มทั้งหมด คือ แม่บ้านสตรีสูงวัย ทำให้ขาดความรู้ในการบริหารจัดการต้นทุนการเงิน รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สินค้ายังไม่มีความหลากหลายมากนัก รวมถึง ช่องทางตลาดค่อนข้างจำกัด มีวางจำหน่ายแค่ ณ สถานที่ตั้งของกลุ่ม ภายในวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) เท่านั้น ดังนั้น SME D Bank ช่วยเสริมศักยภาพ ด้วยการพาวิทยากรของธนาคารที่มีความชำนาญด้านการเงิน และวิทยากรจากหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น แนะนำบริหารการเงิน จัดทำบัญชี อีกทั้ง เชิญ นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกระเป๋าดีไซน์โดดเด่นจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นวิทยากร ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและรักษ์โลก ช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายทั้งดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย สามารถเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบเป็นหลักพัน ช่วยตอบความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน และเทรนด์ธุรกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ธนาคารช่วยสนับสนุนด้านการตลาด เช่น จัดทีมทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ เปิดโอกาสให้สินค้ามาขายในงาน SME D Market ที่ธนาคารจัดขึ้น อีกทั้ง นำลวดลายผ้าโบราณมาตัดเย็บเป็นชุดและเครื่องประดับสำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำธนาคาร จัดซื้อสินค้าชุมชนมอบเป็นสินค้าที่ระลึกแก่หน่วยงานพันธมิตรในเทศกาลสำคัญ เป็นต้น อีกทั้ง ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีสูงอายุ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดเป็นชุมชนแห่งความสุข เท่าเทียม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยธนาคารจะนำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปสู่การสนับสนุนชุมชนอื่นๆ ต่อไป

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

“ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผย โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยในเดือนแรก (30 มิ.ย. 69)

- มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท

- ประชาชนช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย

- เงินหมุนเวียนผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Deliver ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นและขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการดังกล่าว เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่

รัฐบาลจะติดตามผลและพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1460522112777182&set=a.271137638382308

นรข.ตัดเส้นทางยานรกริมโขง!! ยึดยาบ้า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬวันที่ 2 ก.ค. ตรวจพบเรือข้ามแม่น้ำโขงลำเลียงของกลาง ก่อนทะลักเข้าสู่ไทย

นรข. ยึดยาบ้ากว่า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬ สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) เวลา 03.00 น. สถานีเรือบึงกาฬ สังกัด นรข.เขตหนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ได้จำนวนประมาณ 5,550,000 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมตรวจยึดรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากการได้รับข่าวกรองว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยทางแม่น้ำโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จึงสั่งการให้ นรข.เขตหนองคาย จัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ กระทั่งช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนมีกลุ่มบุคคลลำเลียงกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมายังรถยนต์ต้องสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดได้ทิ้งของกลางและหลบหนี ขณะที่เรือได้เร่งเครื่องกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 14 กระสอบ รวมประมาณ 5,550,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งดิจิทัล และสัมภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการปฏิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ นรข. ในการเฝ้าระวังและปกป้องชายแดนทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียง และย้ำว่ากองทัพเรือจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป

กกท.ถกสมาคมตะกร้อ!! หารือสมาคมกีฬาตะกร้อไทยพร้อมรับมือ 5 นักกีฬาถูกแบนชั่วคราวไม่กระทบทีม เป้าหมาย 4 เหรียญทองยังมั่นคง เชื่อสมาคมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกท. หารือ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เตรียมแผนสำรองสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หาก 5 นักกีฬาได้รับบทลงโทษจากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสมาคมฯ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนโทษแบน แต่ยังมีนักกีฬาที่สามารถทดแทนกันได้ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย 4 เหรียญทอง

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการเตรียมนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย กีฬาความหวังเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า กรณีที่นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย 5 คน และสตาฟโค้ชอีก 3 คน ถูกสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ลงโทษแบนชั่วคราว จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติไทย ตัดสินใจไม่แข่งขันต่อ ในการแข่งขันเซปักตะกร้อ รอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุดชาย ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย กกท. ได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางและแผนสำรอง รองรับสำหรับการเตรียมทีม เอาไว้ ซึ่งเชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์และสามารถหานักกีฬามาทดแทนได้

“สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะทำตามสิทธิ์คือ ยื่นอุทธรณ์ แต่เบื้องต้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คงต้องยอมรับในกติกา และผลการตัดสินของสหพันธ์ฯ ส่วนการอุทธรณ์จะทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ สมาคมฯ สามารถบริหารจัดการได้ และมีนักกีฬาที่พร้อมทดแทนได้” ดร.ก้องศักด กล่าว

สำหรับเป้าหมายของทีมตะกร้อทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ดร.ก้องศักด ยืนยันว่า สำหรับตะกร้อไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากเหรียญทองเท่านั้น และจากการประเมินความหวังที่ตั้งไว้ถึง 4 เหรียญทอง แม้ว่านักกีฬาอาจจะถูกแบนก็ตาม แต่เชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ยังมีนักกีฬาฝีมือดีอีกหลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และยังมั่นใจว่าทีมตะกร้อไทยจะรักษามาตรฐานในการลุ้นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้เช่นเดิม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10306938

MOSHI ตอกย้ำ ESG ครบทุกมิติ!! เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน ชู ESG DNA พนักงานผ่านอบรมครบ 100% ปั้นความยั่งยืนสู่พนักงาน ชุมชน และสังคม ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม

“MOSHI” ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน ESG ชู "ความยั่งยืน" สู่ทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) พร้อมประกาศความสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายด้านพร้อมกัน

นางสาวพลอยนภัส บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เผยว่า ต้นปีที่ผ่านมา MOSHI คว้าเกียรติบัตร "โครงการ ESG DNA สำหรับพนักงานองค์กร" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังพนักงานทุกระดับทั้งสายบริการลูกค้าและสายงานสนับสนุน เข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบครบ100% ภายในช่วงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2568 ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเสริมศักยภาพบุคลากร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจภายใต้บริบทโลกที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ในด้านการสร้างคุณค่าให้ชุมชน MOSHI สานต่อกลยุทธ์ "GIVE" ผ่านโครงการ "Give a Better Life สร้างอาชีพ สู่ความยั่งยืน" ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการสร้างโอกาสการจ้างงานที่สอดคล้องกับทักษะของคนในพื้นที่และสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 1 ของโครงการ ณ คลังสินค้าอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเน้นการให้ความรู้ ฝึกอบรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานในชุมชน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว โดยในปี 2568 MOSHI สามารถสร้างการจ้างงานให้ชุมชนได้กว่า 83 ครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้รวม 7.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนและสร้างโอกาสทางอาชีพ คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเงินบริจาคสมทบทุนจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ ภายใต้โครงการ "Give For Life หนึ่งคนให้ หลายคนรับ" เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นเหล่านี้คือก้าวสำคัญที่ MOSHI เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด "Make Sustainability part of Your Everyday Life" เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "Let us be part of your everyday life" ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด

นักวิชาการ มธ. หนุน "Lemon Law" ชงร่างกฎหมายสินค้าชำรุดบกพร่อง เน้นสิทธิผู้บริโภค ช่วยลดข้อพิพาท ชี้ควรรวมร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ พร้อมรับมือเทคโนโลยีและสินค้าใหม่

นักวิชาการ มธ. ชงข้อเสนอเพิ่มเติม หนุน ‘Lemon Law’ เดินหน้า อุดช่องว่าง-ตอบโจทย์ผู้บริโภค

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน “ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง” มองเป็นเรื่องดี ช่วยเพิ่มความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค – ลดข้อพิพาทผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่ในรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องว่าง เสนอพิจารณาข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมและรองรับเทคโนโลยีอนาคต

ผศ. ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอ เช่น ไม่กำหนดแนวทางเยียวยา ระยะเวลาในการเยียวยา ฯลฯ รวมถึงไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุดของสินค้า จนทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ไม่ลงตัว จนกลายเป็นเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เต็มที่ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าจะแก้ได้ด้วยวิธีการไหนได้บ้าง

ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวต่อไปว่า ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ มีการกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ชัดเจนมากขึ้น โดยอย่างน้อยใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การกำหนดสิทธิของผู้บริโภคในกรณีที่ได้รับสินค้าที่ชำรุดบกพร่องที่เป็นระบบและชัดเจนขึ้น เช่น มีสิทธิส่งสินค้าซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา เรียกค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ 2. การกำหนดข้อสันนิษฐานในการชำรุดบกพร่องของสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ในการกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับสินค้าชำรุดบกพร่อง
3. การแบ่งประเภทสินค้าและเกณฑ์ในการจัดการสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามประเภทสินค้า โดยมีการแบ่งเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 4. การกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อหรือก็คือสถาบันการเงินในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อสินค้า (ชำระราคาเช่าซื้อเป็นงวด) เช่น รถยนต์ และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันพบเจอปัญหาบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสามารถขอขยายระยะเวลาในการผ่อนได้หากพบว่ารถยนต์ชำรุดบกพร่อง และไม่ได้ใช้งานสินค้านั้น เพราะต้องไปซ่อม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าว เริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะมีการปรับแก้รายละเอียดของร่างกฎหมายอยู่หลายครั้ง แต่ในรายละเอียดก็ยังคงมีจุดที่เป็นข้อน่ากังวลทั้งในแง่การตีความ และการบังคับใช้ ไปจนถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตีความข้อสันนิษฐาน ลำดับสิทธิในการเยียวยาที่แม้จะกำหนดมาเป็นระบบ แต่ภาษากฎหมายมีรายละเอียดที่เข้าใจยาก ภาษาเทคนิคค่อนข้างเยอะ และสุดท้ายอาจนำมาซึ่งการถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายในเรื่องสิทธิการเยียวยาเช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเยียวยาบางกรณีที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงประเด็นเชิงรายละเอียดอย่างกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กล่าวถึงกรณีสินค้าเหล่านี้ไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพ แต่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัยจนใช้งานไม่ได้

ดังนั้น หลังจากนี้ที่ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่องฯ จะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการนำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอีกร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาในรายละเอียดควบคู่ไปด้วย เพราะร่าง 2 ฉบับดังกล่าวพัฒนามาจากแนวคิดของการปรับปรุงร่างเดิม มีการระบุถึงเรื่องต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม ปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดจากการตีความในอนาคต และเพิ่มเนื้อบางส่วนเพื่อให้กฎหมายก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยปิดช่องว่างให้กับร่างกฎหมายที่ ครม. เห็นชอบ และสร้างความพร้อมในการครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างครบถ้วน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันกฎหมายของต่างประเทศก้าวหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เช่น ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) มีการปรับรายละเอียดของกฎหมายในหลายส่วน อาทิ การกำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและชำรุดยาก เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องทำให้สินค้ามีความคงทนสูง ใช้ได้นาน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะ และหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยประเด็นนี้ทาง สคบ. ก็มีความสนใจและมอบหมายให้ทาง มธ. ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัย และทำข้อเสนอในประเด็นเหล่านี้เช่นกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้จะถูกมาพิจารณาด้วย

“คาดหวังว่าทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ และสิทธิเรานี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศทั่วโลก ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้รับรองมานานแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนผู้บริโภคเองต้องกระตุ้นให้ตัวตื่นตัวกับเรื่องนี้ หันมาเลือกซื้อสินค้าที่มาตรฐาน คุณภาพในการผลิต มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนของซื้อสินค้าไม่มีที่มาที่ไป หรือคุณภาพต่ำและพร้อมเป็นขยะในตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเราต้องสร้างการบริโภคที่ลดการสร้างภาระผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นด้วย” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ไทยเจ็บหนักวิกฤตพลังงาน!! รศ.ดร.ภูรี คณะเศรษฐศาสตร์ ชี้ค่าไฟ–น้ำมันยังแพงอีกหลายปี เหตุภาระอุดหนุนต้องทยอยคืน แม้ราคาตลาดโลกลง ชงรัฐเร่งตุนพลังงานช่วงเจรจาสงคราม

ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดโลก ไทย ‘ค่าไฟ-น้ำมัน’ แพงยาวอีกหลายปี
ช่วง ‘เจรจายุติสงคราม’ โอกาสทองตุนพลังงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังเจรจาข้อตกลงยุติสงครามถาวร 60 วัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งประสานกับผู้ค้าพลังงานประเทศต่างๆ ที่เคยทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ก่อนสงคราม เพื่อให้การเกิดจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG มายังประเทศไทยเอาไว้ก่อน รวมถึงควรเดินหน้าโครงการที่มีการไปลงทุนไว้ หรือมีสัมปทานในต่างประเทศ เช่น แหล่งผลิตน้ำมัน ฯลฯ ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะล่มหรือไม่ หรือจะมีการสู้รบต่อจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกหรือไม่ ฉะนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ในการเตรียมความพร้อมให้ดีและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะมีการปรับฐานใหม่มาอยู่สูงกว่าช่วงก่อนมีสงคราม โดยเฉพาะการสู้รบที่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน ฉะนั้นต้นทุนค่าซ่อมแซมก็จะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG หลังจากนี้ด้วย ประกอบกับการสู้รบยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อพลังงานไทยรุนแรง และมาตรการกลไกต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันจนสถานะติดลบ 5.8 หมื่นล้านบาท หลังจากนี้จะต้องมีการเก็บเงินชดเชยผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม รวมถึงค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ทำให้จากนี้ต้องมีการปรับค่า Ft สูงขึ้น เพื่อชดเชยคืนเช่นกัน ซึ่งเริ่มไปแล้วในรอบ มิ.ย. - ส.ค. 2569

“แม้สถานการณ์ราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ไม่ปรับตัวลงตามอย่างรวดเร็วเท่าใดนัก ราคาพลังงานในประเทศไทยจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นไปได้ยากมากที่จะลงไปต่ำกว่า หรือเท่ากับ 3.9 บาทต่อหน่วย เหมือนช่วงก่อนสงคราม” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งประสานเพื่อให้เกิดการจัดส่งพลังงานเข้ามาในประเทศแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ และบางโครงการมีการระงับไปแล้ว เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ฯลฯ โดยอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะนำเงินกู้ส่วนนี้ไปทำการเก็บข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียด ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่หว่านแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สงครามครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของไทยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากขึ้น 2. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LNG จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมากเกินไป 3. การบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐ รวมถึงการสื่อสารยังขาดประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันก็พบว่าไทยมีจุดแข็ง คือสามารถบริหารจัดการพลังงานให้ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ แม้จะมีประเด็นเรื่องราคา เพราะข้อเท็จจริงคือน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลนและไฟฟ้าก็ไม่ดับ ขณะที่ในบางประเทศรุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำมันใช้ และไฟฟ้าดับ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. หากรัฐบาลยังเลือกที่จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงาน ควรกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ไม่พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกิน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นๆ แล้ว เช่น มาเลเซีย แองโกลา ไนจีเรีย ฯลฯ แต่ก็เป็นลักษณะระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุทางการเกษตร ซึ่งจากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ศักยภาพที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีสามารถเพิ่มการพึ่งพาได้ไปถึง 70-80%

“สิงคโปร์” สร้างชาติด้วยการศึกษา!! ถอดบทเรียนสิงคโปร์สร้างชาติผ่านการศึกษา 60 ปี ปฏิรูป 4 ยุค จากเอาตัวรอดสู่เด็กเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยยังต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิรูปเด็ก หรือแค่รักษาระบบเดิมไว้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Aun Theeraphat ได้โพสต์ว่า

“สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร”

60 ปี ที่ผ่านมามีการปฏิรูปการศึกษาไปทั้งหมด 4 ครั้ง

ยุคแรก 1965 - 1978 Survival-Driven Education

สร้างโรงเรียนเยอะ ๆ ทุกโรงเรียนหน้าตาเหมือนกัน ก่อนนี้น้อยคนมีโอกาสได้เข้ามาเรียน ก็เริ่มได้เข้ามาเรียน ประกาศรับครูเยอะแยะมากมายสมัครตอนเช้าบรรจุตอนบ่าย

ยุคสอง 1979 -1996 Efficiency- Driven Education

เน้นเด็กเก่ง เกรดดี ระบบเป๊ะ STEM เริ่มเข้ามา เรียนกดดัน  เรียนหนัก  มีการประเมินครู

แบ่งเด็กเป็นสายปกติ  สายเคร่งครัด  สายเทคโนโลยี

แบ่งเด็กเก่งเด็กอ่อน จัดอันดับโรงเรียน  ดูผลสอบโรงเรียน

“คะแนนสอบ” สำคัญที่สุด

.

ยุคสาม 1997 - 2011 Ability - Driven Education

เริ่มให้ความสำคัญ กับ Ability  ด้านอื่นมากขึ้นเช่นศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ เราจะเสิร์ฟอาหารจานเดียวกันให้กับเด็กทุกคนในสิงคโปร์ไม่ได้” เพราะความสามารถของเด็กแต่ละคนต่างกันมีการตั้งโรงเรียนเฉพาะทางเฉพาะด้านออกมา

ยุคสี่ 2012 - ปัจจุบัน Student - Centric Values Driven Education

เน้นการสร้างตัวตนและคุณ ค่า  เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

ห้ามโฆษณา เฉพาะเด็กเก่งที่ได้ A

เน้นเชิดชูตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ฝ่าฟันผ่านความยากลำบากมาได้

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เน้นการทำงานเข้ากับคน ปรับตัวเข้ากับสังคม

ยุคปัจจุบัน มี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเยอะมากและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้มันมากที่สุดในโลก

ช่วยลดภาระครู วางแผนการสอนช่วยตรวจงาน เป็นติวเตอร์ให้นักเรียนฟังแล้วก็น่าคิดนะครับ

1. ลองหลับตานึกดูปัจจุบันการศึกษาไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่กี่ปี  แล้วการศึกษาบ้านเราคล้ายกับช่วงไหนของเค้า

2. Dr.Lim กำลังจะมาเป็นผู้บริหารเปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยปีหน้า ชื่อ Singapore Global International School

โรงเรียนอินเตอร์เปิดใหม่สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดลง และสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

3. วันนึงผมก็อยากเห็นบ้างนะถ้าหลักสูตรไทยมันดีจริง เหมือนที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอก

แล้วมีนักการศึกษาแบบนี้ ไปสัมภาษณ์แถวประเทศในยุโรป เอเชียแล้วไปเปิดหลักสูตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลแข่งกับหลักสูตรสากลอื่น แข่งกับ ระบบ AP IB Singapore ไม่รู้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหมแล้วเมื่อไหร่ 

.

4. ข่าวดีเรากำลังจะมีโรงเรียนดี ๆ ผู้บริหารเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโรงเรียนในประเทศไทย

ข่าวร้ายอยากได้ของดีต้องจ่ายเงินในราคาที่แพง

ที่มา : https://www.facebook.com/100060348729261/posts/1381793657175579/?rdid=LChrQodD1Mu6lYrs#

“มาคาเลียส” เตือน“แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์”!! แก๊งวอเชอร์ปลอมระบาดหนัก ใช้ AI สร้างเพจปลอมหลอกลวง เน้นช่วงวันหยุดยาวและเทศกาล ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ

มาคาเลียส เตือน “แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์” เริ่มระบาด
แนบเนียนขึ้น ใช้ AI-เพจปลอม สร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อ

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้ ปี 2026 ธุรกิจซื้อขายวอเชอร์สำหรับการซื้อขายวอเชอร์ท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อีเวอเชอร์ (E-Voucher) เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบันเน้นเที่ยวระยะสั้น แต่ถี่ขึ้น ส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง อาศัยจังหวะที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่ “โหมดประหยัด” ต้องการมองหาดีลราคาคุ้มค่า โปรโมชันพิเศษ หรือส่วนลดท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภค

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการกลับมาของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “หลอกขายวอเชอร์ท่องเที่ยว” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เทศกาล และฤดูกาลท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อดีลท่องเที่ยวผ่านออนไลน์มากขึ้น ทั้งจาก Facebook, TikTok, LINE หรือช่องทางโซเชียลต่าง ๆ บวกกับ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปจากภาวะทางเศรษฐกิจ หลายคนมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทำให้คำว่า Flash Sale, ราคาพิเศษ, ดีลหลุดจอง หรือ ลดเฉพาะวันนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ดึงดูดความสนใจ และเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ รูปแบบการหลอกลวงมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้รูปภาพ การรีวิว และข้อมูลจากโรงแรมหรือร้านอาหารจริงมาสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสร้างเพจปลอม รีวิวปลอม ระบบตอบแชตอัตโนมัติ หรือแม้แต่คลิปวิดีโอปลอม เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผู้ขายจริง ตัวอย่างการหลอกลวงที่พบมาก ได้แก่ หลอกขายวอเชอร์โรงแรมหรูในราคาถูกผิดปกติ โปรโมชัน Flash Sale จำกัดเวลา เพื่อเร่งให้รีบโอนเงิน หลอกขายแพ็กเกจท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน หรือบุฟเฟต์ชื่อดัง ส่ง QR Code หรือเอกสารยืนยันการจองปลอม หลอกให้ชำระเงินเพิ่มเติมภายหลัง เช่น ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

นางสาวณีรนุช กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้กลับมาระบาดอีกครั้ง คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยคนส่วนใหญ่เริ่มซื้อดีลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น และตัดสินใจรวดเร็วขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา ส่งผลให้หลายครั้งขาดการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อนโอนเงิน เราต้องเข้าใจว่าวันนี้ภัยออนไลน์ไม่ได้มาในรูปแบบที่ดูน่าสงสัยเหมือนในอดีต แต่ถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือเหมือนแบรนด์จริงทุกอย่าง ทั้งการใช้รูปภาพ รีวิว ผู้ติดตาม หรือแม้แต่การพูดคุยในแชต ทำให้ผู้บริโภครู้ตัวอีกทีก็ตอนสูญเสียเงินไปแล้ว

มาคาเลียส ในฐานะแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์ด้านท่องเที่ยว จึงขอแนะนำผู้บริโภคให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อวอเชอร์ออนไลน์ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้

1. ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายให้ละเอียด
ควรตรวจสอบว่าเพจหรือเว็บไซต์มีตัวตนจริงหรือไม่ มีข้อมูลบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางติดต่อชัดเจน รวมถึงควรตรวจสอบว่าเปิดให้บริการมานานเพียงใด หากเป็นเพจใหม่ ยอดผู้ติดตามน้อย หรือเปลี่ยนชื่อเพจบ่อย ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2. อย่าหลงเชื่อ “ราคาถูกผิดปกติ”
หากพบวอเชอร์ที่ลดราคาสูงเกินจริง เช่น ลดมากกว่า 50-70% จากราคาปกติ หรือเป็นดีลที่ “ถูกเกินไปจนไม่น่าเป็นไปได้” ควรตั้งข้อสังเกตทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ราคาเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการหลอกเหยื่อ

3. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
แพลตฟอร์มหรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือ ควรมีระบบชำระเงินที่ตรวจสอบได้ หรือใช้บัญชีในนามบริษัท หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเข้าบัญชีบุคคล หรือแจ้งว่า ระบบมีปัญหา ขอให้โอนตรง ควรหลีกเลี่ยงทันที

4. ตรวจสอบรีวิวจากหลายช่องทาง
ไม่ควรเชื่อรีวิวในหน้าเพจเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถสร้างรีวิวปลอมได้ง่าย ควรค้นหาชื่อแบรนด์หรือชื่อเพจเพิ่มเติมจากช่องทางโซเชียลอื่น ๆ เพื่อดูประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งาน

5. ติดต่อสถานประกอบการโดยตรงก่อนชำระเงิน
หากเป็นดีลโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ควรโทรสอบถามกับสถานประกอบการโดยตรงว่า มีโปรโมชันดังกล่าวจริงหรือไม่ และผู้ขายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาตหรือเปล่า

6. ระวังการเร่งให้รีบตัดสินใจ
ข้อความประเภท “เหลือสิทธิ์สุดท้าย”, “หมดภายใน 10 นาที” หรือ “ราคาพิเศษเฉพาะวันนี้” เป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้สร้างความกดดันทางจิตวิทยา เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

7. เลือกซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ
ควรเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบยืนยันการซื้อขาย มี Customer Support สามารถตรวจสอบประวัติการสั่งซื้อได้ และมีช่องทางช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

“ปัจจุบันภัยออนไลน์มีความแนบเนียนมากขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเช่นกัน เพราะแม้เพจหรือเว็บไซต์จะดูน่าเชื่อถือ ก็อาจเป็นของปลอมได้ ดังนั้นการซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ช่วยสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน” นางสาวณีรนุช กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top