Friday, 3 July 2026
News

“อย่าหลงเชื่อ AI แต่ต้องใช้ AIให้เป็น”

เมื่อวานนี้ “ผมได้รับเกียรติเป็นประธานเปิดงาน DigiCommerce Service Expo ณ ศูนย์การประชุมแห่ง
ชาติสิริกิติ์ และบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลิกอนาคตประเทศไทยสู่ยุคใหม่ (Thailand Beyond Next)” ว่าด้วยโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางภูมิภาคด้าน AI-Commerce, ซัพพลายเชนอัจฉริยะ และเทคโนโลยีผู้บริโภคแห่งอนาคต”

ภายในงาน “ผมมีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดงานและผู้ประกอบการจากประเทศจีนหลายท่าน จึงได้ทราบว่าสมาคมด้านโลจิสติกส์ของจีนมีมากกว่า 3,000 สมาคม และหลายแห่งกำลังมองหาประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการจัดงานและขยายธุรกิจในภูมิภาค”

ได้สะท้อนมุมมองอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงตลาดปลายทางของสินค้า แต่ควรเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วมกัน ผมจึงเชิญชวนให้ผู้ประกอบการจีนทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยและ Local Supply Chain ของประเทศ โดยผมยินดีช่วยประสานความร่วมมือผ่านเครือข่ายของหอการค้าไทย เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ในช่วงบ่าย ผมได้เดินทางไปบรรยายเรื่องปัญญาประดิษฐ์ให้กับนักลงทุนของ LH ณ โรงแรม Rosewood Bangkok สิ่งที่น่าชื่นใจคือ แม้หลายท่านจะไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีโดยตรง แต่กลับมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับ AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และทิศทางการแข่งขันของโลกยุคใหม่ หลายความคิดเห็นและข้อมูลที่ได้รับมีคุณค่าอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ทั้งสองเวทีในวันเดียวกัน ทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เรามีทั้งโอกาสจากกระแสการลงทุนระดับโลก ความพร้อมของภาคธุรกิจ และบุคลากรที่มีศักยภาพ

สิ่งสำคัญในวันนี้ คือการที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และสัญญาณจากตลาดโลกมาร่วมกันกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

ผมเชื่อว่า หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาคได้ในอนาคตอันใกล้

ส.อ.ท. ดันอุตสาหกรรม!! เดินหน้ายุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไทย ผสานวิทย์-นวัตกรรม-ทุนคน เสนอกองทุนและเทคโนโลยีลึก ร่วมมือ อว.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม

ส.อ.ท. หารือ อว. เดินหน้ายุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ด้วย Deep Tech-นวัตกรรม-ทุนมนุษย์สมรรถนะสูง

กรุงเทพฯ — นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน ณ ห้องประชุมชั้น 1 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)

การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ “The New Chapter of Thai Industry” ของ ส.อ.ท. เข้ากับกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตแบบรับจ้างผลิต หรือ OEM ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และแบรนด์นวัตกรรมของไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และการขยายตัวของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5I เพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย 1. Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย AI และ Automation 2. Innovation and Creative Industry การสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย 3. International Alliance and Network การเชื่อมโยงไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก 4. Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และพลังงาน รวมถึง 5. Inclusive Sustainability การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางดังกล่าว ส.อ.ท. ได้เสนอความร่วมมือสำคัญกับกระทรวง อว. ใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่
1. New Chapter of Thai Industry Fund
กองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 5 กลไกหลัก ได้แก่ Tech Startup Investment, SMEs Transformation Investment, Industry Sector Development, Innovation and Industry Enablement และ Fund and Portfolio Management โดยมุ่งให้เกิดการลงทุนที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง เพิ่มผลิตภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงผลงานวิจัยไทยสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม

2. In-Licensing Strategic Technology
การเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยผ่านการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์และระบบราง เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักร และวัสดุขั้นสูง เป็นต้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการสร้าง New Growth Engines และลดข้อจำกัดด้านองค์ความรู้หรือสิทธิบัตรในระยะยาว

3. Improving Productivity with Industry 4.0
การเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรมไทยด้วย Smart Manufacturing และ Industry 4.0 โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index เพื่อประเมินและยกระดับโรงงานไทยสู่ความเป็นอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ผ่านกระบวนการ Assessment, Solutioning และ Implementation ร่วมกับ System Integrator และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาโครงการที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

4. Human Capital Development
การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงเพื่ออุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับ AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านรูปแบบ Non-degree และ Micro-credentials รองรับทั้งการ Upskill แรงงานในสถานประกอบการ และการ Reskill และ New skill สำหรับบุคคลที่ต้องการเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย

โดยให้ความสำคัญกับสาขาเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ความมั่นคงและไซเบอร์ พลังงานสะอาด สุขภาพและการท่องเที่ยว รวมถึง Smart Manufacturing

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้แสดงความพร้อมในการเป็นพันธมิตรกับ ส.อ.ท. เพื่อผลักดันการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการใช้กลไกกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ ววน. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย พร้อมเสนอแนวทาง Strategic Leverage หรือการใช้การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการสร้างองค์ความรู้ให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. และกระทรวง อว. จะร่วมกันจัดทำรายละเอียดแผนงานและโครงการให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อปรับแนวทางการสนับสนุนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่การขับเคลื่อนในระดับประเทศต่อไป

ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ของไทย ที่เชื่อมโยงความต้องการของภาคเอกชนกับศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างเทคโนโลยีของตนเอง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กลุ่มโรงกลั่นฯ แจง “ค่าการกลั่น”!! ราคาพลังงานโลกผันผวน โรงกลั่นไทยย้ำต้องรักษากำลังผลิตในประเทศ ลดเสี่ยงนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ย้ำร่วมภาครัฐดูแลประชาชน

กลุ่มโรงกลั่นฯ ย้ำบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ร่วมภาครัฐ ดูแลผลกระทบจากความผันผวนราคาพลังงาน

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอย่างมาก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เดินเครื่องโรงกลั่นอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และสนับสนุนภาครัฐในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อประชาชน

อุตสาหกรรมโรงกลั่นเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ มีบทบาทในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และการดำรงชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศไว้ได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานและความผันผวนของราคาในช่วงวิกฤต

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงอ้างอิงราคาตลาดโลกตามกลไกการค้าเสรีเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ ราคาพลังงานจึงเปลี่ยนแปลงตามภาวะอุปสงค์และอุปทาน สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ตลอดจนเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดราคาน้ำมันที่แตกต่างจากตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด การลักลอบนำเข้าหรือส่งออกน้ำมัน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น เป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน โดยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดหนุนต้นทุนการดำเนินงานหรือรับประกันผลกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่นแต่อย่างใด

Gross Refinery Margin (GRM)
นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นความสำคัญของการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือความหมายของคำว่า GRM หรือ Gross Refinery Margin ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น”

ที่ผ่านมา ในภาษาไทยมักเรียก GRM ว่า “ค่าการกลั่น” อย่างไรก็ดี คำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะคำว่า “ค่า” อาจถูกตีความว่าเป็นค่าบริการ หรือเป็นรายได้ที่โรงกลั่นได้รับโดยตรง

เพื่อให้การสื่อสารมีความชัดเจนมากขึ้น จึงควรใช้คำว่า GRM หรือ “ส่วนต่างขั้นต้นของโรงกลั่น” เป็นคำหลัก แทนการใช้คำว่า “ค่าการกลั่น” เพียงลำพัง

GRM คือ ส่วนต่างเบื้องต้นระหว่างมูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของผลประกอบการ เพราะยังมีต้นทุนอื่นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ตัวอย่างสำคัญในช่วงสถานการณ์ตะวันออกกลางคือ War Risk Premium หรือพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่เกิดขึ้นในการจัดหาน้ำมันดิบ ทั้งจากความเสี่ยงด้านแหล่งผลิต เส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และความไม่แน่นอนของอุปทาน

ดังนั้น การดูเฉพาะ GRM ดิบ อาจทำให้เห็นตัวเลขส่วนต่างสูงกว่าภาพต้นทุนจริงที่โรงกลั่นต้องรับ

จากตัวเลขล่าสุด ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 หากหัก War Risk Premium แล้ว ตัวเลข Adjusted GRM จะปรับลดลง ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1: ค่าการกลั่นที่ประกาศโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
หน่วย: บาทต่อลิตร ม.ค. 69 ก.พ. 69 มี.ค. 69 เม.ย. 69 พ.ค. 69
ค่าการกลั่น (GRM) 2.18 2.08 7.23 11.81 6.13
Adjusted GRM
(ค่าการกลั่นหลังหัก - - 4.11 4.27 1.41
War Risk Premium)

ที่มา: สนพ.
กล่าวได้ว่า War Risk Premium ที่สะท้อนผ่านการปรับตัวเลขมีขนาดประมาณ 3.12 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม 7.54 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน และ 4.72 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า ในภาวะวิกฤติพลังงาน GRM ที่ดูสูงขึ้นไม่ได้สะท้อนเฉพาะส่วนต่างของโรงกลั่นเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนความเสี่ยงจากสงครามที่เกิดขึ้นจริงและต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย

ดังนั้น Adjusted GRM หรือ “GRM ที่ปรับหักต้นทุนความเสี่ยงแล้ว” จึงช่วยให้การอ่านสถานการณ์ใกล้เคียงต้นทุนจริงมากกว่า GRM ดิบ แม้ยังไม่ใช่ผลประกอบการสุทธิของโรงกลั่นก็ตาม

โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงเต็มรูปแบบจากความผันผวนด้านราคา
ภายใต้ระบบการค้าเสรี โรงกลั่นต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ราคาผลิตภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ด้วยตนเอง

เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลเชิงบวกในบางช่วงเวลา แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โรงกลั่นก็อาจเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจำนวนมากเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งแม้โรงกลั่นจะได้รับผลเชิงบวกในช่วงแรกจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง หลายโรงกลั่นกลับเผชิญผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและผลประกอบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูงและต้องเผชิญความเสี่ยงจากตลาดโลกตลอดเวลา มิใช่ธุรกิจที่ได้รับการรับประกันผลตอบแทนจากภาครัฐ

ความมั่นคงทางพลังงานต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมโรงกลั่นต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต การปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต

หากการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นลดลง หรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต และมีต้นทุนพลังงานที่ผันผวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ดังนั้น การพิจารณานโยบายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงกลั่น ควรพิจารณาจากผลประกอบการสุทธิ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง และภาระการลงทุนที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่พิจารณาจากค่าการกลั่นเพียงตัวเลขเดียว

พร้อมร่วมมือภาครัฐดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพพลังงาน
นางรุ่งนภา กล่าวว่า "กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐและทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาแนวทางหรือมาตรการที่เหมาะสมในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงสถานการณ์ผิดปกติ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการส่งเสริมการลงทุนที่จำเป็นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว"

"กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เชื่อมั่นว่า การดำเนินนโยบายบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง กลไกตลาดที่เป็นธรรม และการรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภคกับภาคการลงทุน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน" นางรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย

“มณฑลฝูเจี้ยน” ดันการเงินข้ามช่องแคบ!! ลงนามโครงการ 9.1 พันล้านหยวน เปิดพันธมิตรบริหารสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ เน้นส่งเสริมวิสาหกิจไต้หวันในจีน ยกระดับบริการการเงินและนวัตกรรม

การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่เมืองเซี่ยเหมิน

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุมการเงินข้ามช่องแคบและการประชุมพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ครั้งที่ 7 (7th Cross-Strait Financial Forum and Taiwan-Funded Enterprise Development Forum) ได้จัดขึ้น ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินมณฑลฝูเจี้ยน สำนักงานกำกับดูแลทางการเงินเทศบาลเมืองเซี่ยเหมิน และสมาคมวิสาหกิจไต้หวันที่ลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยมีบริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด (XIAMEN Financial Investment Group CO., LTD) รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และบริษัท จินหยวน เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ จำกัด (Jinyuan President Securities Co., Ltd.) รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงาน งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "สามปีแห่งการบูรณาการ สู่การเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ผนึกพลังเพื่อการพัฒนาร่วมกัน จารึกบทใหม่แห่งความสำเร็จ" โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือทางการเงินข้ามช่องแคบไต้หวัน การขยายช่องทางการระดมทุนสำหรับวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน การพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับไต้หวัน เพื่อผลักดันให้มณฑลฝูเจี้ยนก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกสำหรับพี่น้องร่วมชาติชาวไต้หวันและวิสาหกิจไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่

การประชุมดังกล่าวนับเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้การประชุมข้ามช่องแคบ ครั้งที่ 18 (18th Cross-Strait Forum) โดยภายในงานมีการลงนามโครงการบูรณาการทางการเงินระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวันจำนวน 9 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 9.1 พันล้านหยวน ครอบคลุมบริการทางการเงินในหลากหลายสาขา ได้แก่ ความร่วมมือทางอุตสาหกรรมข้ามช่องแคบ ความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำเพื่อสาธารณประโยชน์ การยกระดับศักยภาพของวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันซึ่งดำเนินธุรกิจมานาน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงเกษตรกรรมสมัยใหม่ โครงการเหล่านี้จะปลดล็อกประโยชน์ของนโยบายการเงินที่เอื้ออำนวย ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวัน ตลอดจนเพิ่มแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบูรณาการทางอุตสาหกรรมระหว่างฝูเจี้ยนกับไต้หวัน

ภายในงานยังมีการเปิดตัวพันธมิตรข้ามภาคส่วนด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ข้ามช่องแคบ (Cross-Strait Wealth and Asset Management Cross-Sector Alliance) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจากจินหยวน กรุ๊ป (Jinyuan Group) จากการร่วมนำเสนอโดยสถาบันการเงินในเครือ และได้รับการจัดตั้งร่วมกันโดย เซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ทรัสต์ (Xiamen International Trust), จินหยวน ยูนิ-เพรสซิเดนท์ ซีเคียวริตีส์ (Jinyuan Uni-President Securities), หยวนซิน หย่งเฟิง ฟันด์ (Yuanxin Yongfeng Fund), ธนาคารฟูบอน (ประเทศจีน) (Fubon Bank China), จวินหลง ไลฟ์ อินชัวรันซ์ (Junlong Life Insurance), โรงพยาบาลฉางกัง เมืองเซี่ยเหมิน (Xiamen Chang Gung Hospital) ฯลฯ โดยพันธมิตรดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับบริการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์สำหรับประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมการจัดสรรสินทรัพย์สำหรับชาวไต้หวันและวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ การวางแผนทรัสต์ครอบครัวและการสืบทอดความมั่งคั่ง บริการทางการเงินด้านบำนาญ รวมถึงโซลูชันการคุ้มครองสุขภาพอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกาศผลสำเร็จด้านนวัตกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันหลายรายการ รวมถึงการเปิดตัวมาตรฐานกลุ่มแรกของอุตสาหกรรมการธนาคาร ในด้านบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ "ข้อกำหนดสำหรับบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันของสถาบันการเงินและการธนาคาร" อย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม "Bailufen" เพื่อยกระดับบริการทางการเงินสำหรับชาวไต้หวันที่พำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาวิสาหกิจที่ได้รับเงินทุนจากไต้หวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: บริษัท เซี่ยเหมิน ไฟแนนเชียล อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU!! ปั้นกำลังคน–นวัตกรรม ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต ผนึกกำลังภาคอุตสาหกรรมและการศึกษา ยกระดับคนไทยด้วย Upskill–Reskill พัฒนาหลักสูตร วิจัย นวัตกรรม ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง

ส.อ.ท. จับมือ มศว ลงนาม MOU ยกระดับกำลังคน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่อนาคต

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคน การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี 2 ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม : ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 5I ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะ I2 ด้าน Innovation & Creative Industry ที่มุ่งส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน องค์ความรู้ และนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ โดยเชื่อว่าการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญของความร่วมมือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ สนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความต้องการด้านกำลังคน และแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกงาน สหกิจศึกษา และโครงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถานศึกษา

ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะนำศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ มาร่วมพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้นิสิตได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะการรเรียนรู้เชิงประสบการณ์  ผ่านการฝึกงาน สหกิจศึกษา อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยในระดับสากล 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี คณบดีวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการ พัฒนาศักยภาพกำลังคนผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill สร้างองค์ความรู้ ฐานข้อมูล และผลงานวิจัย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ “โครงการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล” ภายใต้กรอบแนวคิด “Jewelry BLAST” ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังคนตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุอัญมณีขั้นสูง กระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาดเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันในระดับสากล

ภายใต้โครงการดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกำหนดความต้องการด้านทักษะและสมรรถนะกำลังคน ตลอดจนสนับสนุนการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในสถานประกอบการ ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จะรับผิดชอบการพัฒนาหลักสูตร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การวิจัย และการสร้างนวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับผลิตภาพแรงงาน ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และคุณภาพผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างบุคลากรคุณภาพ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

มศว ย้ำสอบท้องถิ่นต้องโปร่งใสและเป็นธรรม!! สำนักทดสอบฯ มศว ยืนยันความเป็นกลาง ดำเนินการสอบด้วยความสุจริตและรอบคอบ พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ยืนหยัดไม่สนับสนุนความไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการ โดยไม่สนับสนุนหรือยินยอมต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบแข่งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1484152357086737&id=100064759594309&rdid=nZdKXzT5Bd6kdWnp#

จุฬาฯ เดินหน้าสร้างผู้นำอนาคต!! ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดอันดับ 19 ของโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยงานวิจัยและเครือข่ายนานาชาติ สะท้อนวิสัยทัศน์สู่เวทีสากล

จุฬาฯ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ผงาดขึ้นอันดับ 19 ของโลก สะท้อนวิสัยทัศน์อธิการบดีนำไทยสู่เวทีสากล

กรุงเทพฯ — จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสร้างชื่อเสียงครั้งยิ่งใหญ่ให้แก่วงการการศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก หลังผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกครั้งล่าสุดประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาฯ สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 19 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการบริหารงานภายใต้วิสัยทัศน์ของอธิการบดี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัขร

ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลสัมฤทธิ์โดยตรงจากการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของอธิการบดี ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพวิชาการ การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ต่อสังคม ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังได้ปรับปรุงระบบนิเวศทางการศึกษาให้ทันสมัย รองรับการเรียนรู้แห่งอนาคต จนได้รับคะแนนประเมินที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และการยอมรับจากผู้จ้างงานในระดับสากล (Employer Reputation)

ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัขร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า “การที่จุฬาฯ ก้าวขึ้นมาสู่อันดับที่ 19 ของโลกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของชาวจุฬาฯ เท่านั้น แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ ขอขอบคุณคณาจารย์ บุคลากร นิสิต และศิษย์เก่าทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่นมาโดยตลอด จากนี้ไป จุฬาฯ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการศึกษาและสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมไทยและสังคมโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อรักษามาตรฐานความสำเร็จนี้และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

การก้าวกระโดดสู่ท็อป 20 ของโลกในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเป็น "มหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก" (National World-Class University) ที่พร้อมสร้างผู้นำแห่งอนาคตและสร้างองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือนไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ”!! ชี้ไทยต้องอ่านเกมโลกให้ขาด อย่าปล่อยข้อพิพาทกัมพูชาถูกดึงเป็นเกมมหาอำนาจ เสนอ 3 หลัก นโยบายต่างประเทศ ไทยต้องไม่เลือกข้าง แต่เลือกผลประโยชน์ชาติ

อาจารย์อุ๋ย เตือน! ไทยอย่าตกเป็น “เบี้ยมหาอำนาจ” ชี้ต้องคุมเกมกัมพูชาด้วยทวิภาคี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ส่วนด้านตะวันออกกลางยังคุกรุ่น และความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันก็ยังดำรงอยู่ หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้อยู่ไกลประเทศไทย แต่ในความเป็นจริง นี่คือคลื่นลูกเดียวกันของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังแผ่ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยไม่มีสิทธิ์ทำเป็นมองไม่เห็น

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การที่มหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน แต่คือการที่ประเทศขนาดกลางและประเทศเล็กอาจถูกดึงเข้าไปเป็นเครื่องมือในเกมของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ประวัติศาสตร์โลกย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เมื่อมหาอำนาจเผชิญหน้ากัน ประเทศที่ประเมินสถานการณ์ผิดหรือเลือกเดินเกมผิด ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงที่สุด คือ สงครามบนแผ่นดินตัวเอง

โลกปัจจุบันแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้แบ่งออกเป็นสองขั้วแบบยุคสงครามเย็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้กลายเป็นแกนหลักของการเมืองระหว่างประเทศ ทุกการขยับตัวของทั้งสองฝ่ายกำลังส่งผลโดยตรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย

สหรัฐอเมริกายกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฝึกร่วม การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ขณะที่จีนก็ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีนมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือทางทหาร และโครงการยุทธศาสตร์หลายโครงการ ทำให้กัมพูชากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดในภูมิภาค

เมื่อประเทศไทยอยู่ตรงกลางระหว่างผลประโยชน์ของมหาอำนาจทั้งสอง การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เราสูญเสียพื้นที่ในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าประเทศไทยจะเกิดสงคราม หรือไทยกับกัมพูชาจะกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอํนาจในวันเร็ววันเพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่ผมกำลังเตือนว่า หากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง ความเสี่ยงที่ข้อพิพาทในภูมิภาคจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่วันนี้

ผมจึงเห็นว่า ประเทศไทยควรยืนอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ

หนึ่ง รักษาข้อพิพาทกับกัมพูชาให้อยู่ในกรอบการเจรจาแบบทวิภาคีเป็นหลัก ใช้การทูตเป็นแนวหน้า และใช้ศักยภาพด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศที่ไทยมีเหนือกว่ากัมพูชาอย่างมาก เป็นพลังสนับสนุนอำนาจต่อรองตามหลักการป้องปราม มิใช่เพื่อยั่วยุหรือแสวงหาความขัดแย้ง หากยังไม่ถึงเวลา

สอง ดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบรักษาดุลอำนาจ รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเท่าที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ โดยไม่ปล่อยให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สาม ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า แผ่นดิน น่านน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของไทย จะไม่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหรือเครื่องมือในการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ

เพราะประเทศไทยไม่ได้มีหน้าที่เลือกข้าง แต่มีหน้าที่เลือก “ผลประโยชน์ของชาติ”

ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด หรือประเทศที่เลือกข้างได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่อ่านเกมโลกได้แม่นที่สุด รักษาดุลอำนาจได้ดีที่สุด และมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเคารพผลประโยชน์ของตน

บทเรียนจากยูเครนและตะวันออกกลางไม่ได้สอนให้เรากลัวสงคราม แต่สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่ประมาทต่อภูมิรัฐศาสตร์ มักเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายต้นทุนแพงที่สุด และคนไทย รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นกับแผ่นดินของเรา

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1DP8pGRXyg/?mibextid=wwXIfr

ม.รังสิต ลุยเปิดหลักสูตรอินเตอร์!! ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา เล็งตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก ผสานเทคโนโลยี-ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนานักศึกษาสู่เวทีสากล

CHOOSE YOUR FUTURE หลักสูตรอินเตอร์ ม.รังสิต (English & Chinese Programs) ครบทุกระดับชั้น ตรี-โท-เอก!

หากพูดถึงสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม ในการขับเคลื่อนหลักสูตรนานาชาติที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานโลกอย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยรังสิต (RSU) คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ มาร่วมเปิดมุมมอง ทิศทาง ผลลัพธ์ และความครบถ้วนของสิ่งที่จะเปลี่ยนอนาคตของผู้เรียนภายใต้แนวคิด “CHOOSE YOUR FUTURE” และมาทำความรู้จักหลักสูตรอินเตอร์ทั้ง English Program International Program และ Chinese Program หลักสูตรที่ถูกดีไซน์การเรียนการสอนเพื่อผลักดันให้ผู้เรียนก้าวสู่เวทีระดับสากลได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก

ผศ.ดร.สุพัฒนา นิรัคฆนาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จุดยืนของ ม.รังสิต ชัดเจนมากค่ะ เราไม่ได้มองว่าหลักสูตรอินเตอร์คือการเอาตำราต่างประเทศมาแปลแล้วสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนเท่านั้น แต่ ม.รังสิต เรามองว่ามันคือ ‘พื้นที่แห่งโอกาสและเครื่องมือในการสร้างอนาคต’ ปัจจุบันเราเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท จนถึงปริญญาเอก จุดเด่นของเราคือการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีสมัยใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่และการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน

“ในระดับปริญญาตรีเอง ตัวหลักสูตรจะมีความหลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์ความสนใจของนักศึกษา ของคนรุ่นใหม่ สายบริหารและภาษาเพื่อธุรกิจ เรามีทั้ง International Business และหลักสูตรภาคภาษาจีนอย่าง Business Administration (Chinese program) สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอีกหนึ่งหมวดที่ต้องปรับหลักสูตรให้ตามเทรนด์อย่างต่อเนื่องค่ะ เพื่อตอบรับยุค AI เรามีหลักสูตร Information and Communication Technology, Computer Science, Computer Game and Esport และ Digital Innovation and Artificial Intelligence ซึ่งเป็นสายงานที่ตลาดโลกขาดแคลน สายอาร์ต ศิลปะ การออกแบบ และนิเทศศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งหมวดที่นักศึกษาเมื่อเรียนแล้วสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตร Communication Arts, Tourism, Hospitality and Sports, Creative Product Design, Communication Design, Fashion Design, Interior Design และ Photography and Media Arts อีกหนึ่งหมวดที่สำคัญด้านวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.รังสิตให้ความสำคัญในการปูรากฐานนวัตกรรมการแพทย์ และการก่อสร้าง ผ่านหลักสูตร Biomedical Sciences, Biomedical Engineering, Civil Engineering และ Electrical Engineering นอกจากนี้ ม.รังสิต ยังได้ขยายหมวดการเรียนรู้จากระดับบัณฑิตศึกษาลงมาสู่ระดับปริญญาตรี ด้วยการเปิดหลักสูตรใหม่ด้านการทูต อย่าง International Relations and Development เพื่อรองรับการสร้างนักคิดและนักนโยบายรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลในระดับสากลค่ะ จะสังเกตว่าในระดับบัณฑิตศึกษา (โท-เอก) มีหลักสูตรที่เฉพาะทางหลากหลายค่ะ มหาวิทยาลัยต้องการสร้างผู้เชี่ยวชาญจึงเน้นหลักสูตรที่สอดรับกับเทรนด์การทำงานยุคดิจิทัลและงานสร้างสรรค์ขั้นสูง เช่น International Digital Business, Diplomacy and International Studies, Bilingual Education, Curriculum and Instruction, Digital Communication Arts and New Media รวมถึงหลักสูตรใหม่อย่าง Film and Series Writing and Directing, Design, Electrical and Computer Engineering, Cyber Security Management and Technology และ Business Administration (Chinese program) ส่วนในระดับ ปริญญาเอก (Doctoral Degrees) เรามุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยและการขับเคลื่อนนโยบายระดับสูง ผ่าน 4 หลักสูตรหลัก ได้แก่ Business Administration, Digital Communication Arts and New Media, Educational Studies และ Information Technology เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพไปพัฒนาสังคมในระยะยาวค่ะ"

ไม่ว่าคุณจะมีความฝันในสายงานไหน หรือตั้งเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไร ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเรามีโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายนานาชาติ และคณาจารย์ที่พร้อมจะสนับสนุนคุณในทุกระดับชั้น เพราะการเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่คือการสร้างโอกาสเพื่อก้าวสู่การทำงานได้อย่างมั่นใจ อนาคตเป็นสิ่งที่คุณเลือกเองได้ มาร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เป็นคุณด้วยกัน

องค์กร ลุยเลือก Cloud รองรับ AI ในธุรกิจอย่างหนัก โครงสร้างพื้นฐานต้องยืดหยุ่นสูง มองประสิทธิภาพและต้นทุนควบคู่กัน ใช้ Cloud Model ต่างชนิดผสมได้

เลือก Cloud Infrastructure ที่เหมาะกับการใช้งาน AI ระดับองค์กร

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงานของ McKinsey & Company (2025) ระบุว่า สัดส่วนองค์กรที่นำ AI มาใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ จาก 77 เปอร์เซ็นต์ในปีก่อนหน้า1 สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเลือกโมเดล AI ที่เหมาะสม แต่รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กร เพราะเมื่อ AI ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจัง ทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการประมวลผล ความเสถียรของระบบ และต้นทุน ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องบริหารควบคู่กัน ด้วยเหตุนี้ Cloud จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน AI ขององค์กร ทั้งในด้านความยืดหยุ่น การขยายระบบ และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาววันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านมาสำรวจการเลือก Cloud ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร
โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับ AI

ระบบ AI มีลักษณะการทำงานแตกต่างจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ในอดีต หลายองค์กรออกแบบระบบเพื่อรองรับงานธุรกรรม เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือระบบปฏิบัติการภายใน ซึ่งมีรูปแบบการใช้งานที่ค่อนข้างคาดการณ์ได้ ในขณะที่ AI ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลภายในเวลาสั้น ๆ ทำให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น แต่ต้องมองภาพรวมของพลังประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และความสามารถในการขยายระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

สิ่งที่ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ควรมี

การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกำลังประมวลผลหรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง แต่ต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นและความคุ้มค่าควบคู่กันไป เมื่อองค์กรเริ่มขยาย AI จากระดับทดลอง (Pilot) ไปสู่การใช้งานจริง โครงสร้างพื้นฐานจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบ ความต่อเนื่องในการให้บริการ และต้นทุนในการดำเนินงาน โดย Google Cloud ระบุว่า การวัดความสำเร็จของ AI ในระดับองค์กรควรครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพของระบบ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ2 เพื่อให้มั่นใจว่า AI สามารถสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริง

ในมุมมองของ TCC Technology ปัจจัยสำคัญในการออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. Scalability — ขยายระบบได้ตามการเติบโตของภาระงาน
AI เป็นงานที่มีความต้องการทรัพยากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเริ่มขยายจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริง ในช่วงแรก องค์กรอาจใช้ทรัพยากรไม่มาก แต่เมื่อจำนวนข้อมูล ผู้ใช้งาน หรือปริมาณการประมวลผลเพิ่มขึ้น ระบบที่รองรับได้ไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความเร็วในการประมวลผล การเข้าถึงข้อมูล และความต่อเนื่องของบริการ ดังนั้น Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงควรสามารถขยายทรัพยากรได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งด้านประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. Performance — ประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับลักษณะงาน
AI แต่ละประเภทมีความต้องการด้านประสิทธิภาพแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Batch อาจยอมรับความหน่วงได้ระดับหนึ่ง ขณะที่ระบบ Recommendation, Fraud Detection หรือ AI Assistant มักต้องการการตอบสนองแบบใกล้เรียลไทม์ ดังนั้น การออกแบบ Infrastructure ควรอิงจากลักษณะการใช้งานจริง มากกว่าพิจารณาเพียงขนาดของระบบ โดยต้องคำนึงถึงทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความถี่ในการใช้งาน และระดับการตอบสนองที่ธุรกิจยอมรับได้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องกับลักษณะงาน ระบบ AI ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. Cost Visibility — มองเห็นและควบคุมต้นทุนได้ตั้งแต่ต้น
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของ AI คือ “ต้นทุน” การวาง Cloud Infrastructure จึงควรคำนึงถึงการมองเห็นต้นทุนตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับลักษณะงาน การจัดเก็บข้อมูลตามรูปแบบการใช้งาน และการติดตามค่าใช้จ่ายผ่านระบบบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และขยายการใช้งาน AI ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
Cloud Model ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกองค์กร

เมื่อพูดถึง Cloud หลายคนอาจนึกถึง Public Cloud เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรจำนวนมากเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่หลากหลายมากกว่านั้น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีจุดเด่นและเหมาะกับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. Public Cloud
เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายทรัพยากรได้รวดเร็ว และรองรับการทดลอง Use Case ใหม่ได้อย่างคล่องตัว จึงเหมาะกับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว และปรับขนาดตามปริมาณการใช้งานจริง

2. Private Cloud
เหมาะกับงานที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว หรือ Compliance ที่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ หรือมีข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ

3. Hybrid Cloud
Hybrid Cloud กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในระดับองค์กร เพราะช่วยให้สามารถเลือกวางระบบให้เหมาะกับลักษณะของงานได้ เช่น ข้อมูลสำคัญอาจอยู่บน Private Cloud ขณะที่งานที่ต้องการความยืดหยุ่นสูงสามารถทำงานบน Public Cloud ได้ แนวทางนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความคล่องตัว การควบคุมระบบ และการบริหารต้นทุนได้อย่างเหมาะสม

ในมุมมองของ TCC Technology การออกแบบ Cloud Infrastructure สำหรับ AI จึงไม่ใช่เพียงการเลือก Cloud รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่เหมาะกับเป้าหมายทางธุรกิจ ลักษณะข้อมูล และรูปแบบการใช้งานของแต่ละองค์กร TCC Technology มีบริการด้าน Cloud Infrastructure ครอบคลุม Dedicated Cloud Server, Virtual Private Server และ Multi-cloud Solutions ที่ช่วยให้องค์กรสามารถวางระบบ AI ได้อย่างยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

Infrastructure ที่ดี ต้องช่วยให้ AI เชื่อมต่อกับธุรกิจได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Cloud Infrastructure ไม่ควรถูกแยกออกจากบริบทธุรกิจ เพราะเมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบเบื้องหลังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับข้อมูล ความปลอดภัย และกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบ Infrastructure ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ AI สามารถเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงเพิ่มทรัพยากรด้านการประมวลผลเท่านั้น

สุดท้ายนี้ AI กำลังทำให้บทบาทของ Cloud Infrastructure เปลี่ยนจากระบบสนับสนุนไปสู่รากฐานของการสร้างความสามารถทางธุรกิจ การเลือก Cloud สำหรับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด แต่คือการเลือกรากฐานที่เหมาะกับลักษณะงาน ข้อมูล ความเสี่ยง และเป้าหมายขององค์กร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานถูกออกแบบอย่างเหมาะสม องค์กรจะไม่เพียงสามารถทดลองใช้ AI ได้สำเร็จ แต่ยังสามารถขยายไปสู่การใช้งานจริงที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top