Friday, 3 July 2026
News

170 ปี ไทย–ฝรั่งเศส!! เปิดวาระประวัติศาสตร์ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส ฉลอง 170 ปี สัมพันธ์การทูตไทย–ฝรั่งเศส

ในหลวง-พระราชินี จะเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ เป็นการทรงเยือนฝรั่งเศสครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยือนเมื่อปี 2503 และทรงเยือนประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะครั้งแรก แม้จะทรงเยือนยุโรปก่อนหน้านี้เพื่อทรงร่วมงานของราชวงศ์ต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

หมายกำหนดการโดยคร่าวของการทรงเยือนครั้งนี้ เริ่มด้วยพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา ณ โอเตลเดอวิลล์ หรือศาลาว่าการกรุงปารีส และจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชปฏิสันถาร ณ ทำเนียบประธานาธิบดี พระราชวังเอลิเซ่ โดยจะมีพิธีถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสืบสานพระราชปณิธาน ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง กรุงปารีส และบริษัทโรงงานผลิตอากาศยานแอร์บัส เมืองตูลูส เป็นต้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461981309296149&id=100064528819440&rdid=x04hNYcM0zPO28oi#

ทัวร์คนไทยลงเพจ Phuket Times คอมเม้นต์เอกฉันท์ "คนภูเก็ตทำตัวเอง" นักท่องเที่ยวเลยหาย

“หรือ ‘ภูเก็ต’ จะต้องง้อคนไทยด้วยกันให้มาเที่ยวเพิ่มขึ้น ตอนนี้ท่องเที่ยวระส่ำหนัก! ฝรั่งหัวทองหาย มีแต่หัวดำ แขกอินเดีย ทั้งนั้น
”เดี๋ยวนี้คนไทย ไม่นิยมเที่ยวภูเก็ตแล้วเหรอคะ“

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1350083353909170&id=100067225537993&rdid=Toal3x5mV6uu3eQH#

Solis เปิดเกม ESS!! FlexAIO นำเสนอระบบครบวงจร EverCore จัดเต็ม 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง เน้นตอบโจทย์ทุกภาคส่วนพลังงาน บูธ Hall B3 มิวนิก 23-25 มิ.ย.

Solis เปิดตัวโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานครบวงจร
ในงาน Intersolar Europe 2026 ชู FlexAIO และ EverCore
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการพลังงานอัจฉริยะในยุโรป

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี, 17 มิถุนายน 2569 – Solis (Ginlong Technologies) เตรียมเข้าร่วมงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รุ่นล่าสุดสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังกว่า 20 ปี Solis ได้นำเสนอระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การควบคุมอัจฉริยะ การติดตามประสิทธิภาพ และบริการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้แก่ผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ FlexAIO ระบบกักเก็บพลังงานแรงดันสูงแบบ All-in-One ที่ผสานอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในชุดเดียว รองรับการใช้งานทั้งระบบไฟฟ้าเฟสเดียวและสามเฟส พร้อมความสามารถในการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม Solis นำเสนอ EverCore ระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรความจุ 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งรวมแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว
ภายในงาน บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสำหรับที่อยู่อาศัยไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นาย Sandy Woodward ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปของ Solis กล่าวว่า
"ปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Solis ในยุโรป เรากำลังนำเสนอโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ Solis ยังนำเสนอแพลตฟอร์ม SolisCloud ที่ทำงานร่วมกับ Solis AI เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คาดการณ์กำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธของ Solis ได้ที่ Hall B3, Stand B3.430 ภายในงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

เกี่ยวกับ Solis
Solis (Ginlong Technologies) ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และโครงการสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก

สวนนงนุชพัทยาผ่ามะพร้าวทะเลหายาก 12 ลูก!! เปิดภาพเนื้อในผลสุดหายาก มูลค่ากว่า 1.2 ล้านปลอก 12 ลูก ต้นเดียวในไทยมีครบเพศผู้-เมีย เผยเวลาผลผลิตโดดเด่นเร็วกว่าเดิม

ตื่นตะลึงระดับโลก! สวนนงนุชพัทยาผ่า “มะพร้าวทะเล” พืชหายากเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก เผยภาพภายในผลที่แทบไม่มีใครเคยเห็น พร้อมตอกย้ำความสำเร็จการเป็น อาณาจักรแห่งแหล่งเรียนรู้ด้าพฤกษศาสตร์

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในการปลอกผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก พืชหายากระดับโลกที่มีมูลค่าประมาณลูกละ 100,000 บาท รวมมูลค่าที่ปลอกในวันนี้ 1.2ล้านบาทสะท้อนความสำเร็จด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชหายากของสวนนงนุชพัทยา

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการผ่าผลมะพร้าวทะเล เพื่อเปิดให้เห็นเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากมาก เนื่องจากมะพร้าวทะเลเป็นพืชหายากและมีมูลค่าสูง จึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นโครงสร้างภายในผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์พันธุ์พืช

มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจึงจะติดผลได้ โดยสวนนงนุชพัทยาอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันจนสามารถผสมเกสรและให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์

นายกัมพล กล่าวว่า ในธรรมชาติ มะพร้าวทะเลอาจใช้เวลานานถึง 60 ปีจึงจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นที่ปลูกในสวนนงนุชพัทยาสามารถให้ผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปีเศษ

ส่วนผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาปลอกในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนในลำดับต่อไป. สวนนงนุชพัทยามีแผนปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติมภายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต.

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวม 90ต้น (ต้นโต 35 ต้น และต้นกล้า 55ต้น) พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ ได้รับการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลากว่า 30 ปีจึงออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาราว 7 ปี และสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

“ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

ขณะที่กระบวนการทางวินัยต่อนักกีฬา 5 คนของทีม ซี รวมถึงโค้ชและผู้จัดการทีมที่เกี่ยวข้อง จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบผ่านกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง”

FB : สนามตะกร้อ
https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1558130032339490/?rdid=S3Snm13SvZIXlQ29#

Delta Compressor เดินหน้าปฏิวัติเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ชู “Delta Smart Application” ระบบติดตามเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย เตรียมต่อยอด AI Chatbot ยกระดับโรงงานสู่ยุคดิจิทัล

     Delta Compressor เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม รับเทรนด์โรงงานยุคดิจิทัล เปิดเกมรุกผ่าน “Delta Smart Application” แอปพลิเคชันติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงเครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน พร้อมยกระดับบริการหลังการขายด้วยระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ล่าสุดเตรียมต่อยอดสู่ AI Chatbot เพื่อช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้น และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้าในอนาคต

     นายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องปั๊มลมถือเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากทำหน้าที่สร้างแรงดันลมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิต หากเครื่องปั๊มลมหยุดทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรในสายการผลิตทั้งหมด และอาจสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิตของโรงงานในวงกว้าง

     ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดลต้าในฐานะผู้ให้บริการด้านการพัฒนา ติดตั้ง และดูแลระบบเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ได้มีโอกาสผลิตและติดตั้งเครื่องปั๊มลมขนาดใหญ่ให้กับบริษัทชั้นนำ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่มีระบบการผลิตต่อเนื่องและต้องใช้ลมอัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทเข้าใจถึงความสำคัญของความเสถียรในการดำเนินงานของโรงงานเป็นอย่างดี เครื่องปั๊มลมในกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน แต่เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของสายการผลิต

     จากประสบการณ์ดังกล่าว  บริษัทฯ พบว่า ปัญหาใหญ่ที่หลายโรงงานเผชิญคือ เครื่องปั๊มลมเกิดความเสียหายโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักและเกิดต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งด้านเวลา การซ่อมบำรุง และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ทำให้บริษัทเริ่มพัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องปั๊มลมแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของเครื่องจักรได้ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาจริง

     “เราอยากเปลี่ยนมุมมองของเครื่องปั๊มลม จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตลม ให้กลายเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารข้อมูลกับผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้โรงงานบริหารจัดการพลังงานและระบบการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกบริษัทฯ พัฒนาระบบติดตามผ่านเว็บไซต์ก่อน แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในโรงงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วผ่านมือถือ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “Delta Smart Application” ที่สามารถใช้งานบนมือถือได้ ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลเครื่องปั๊มลมได้สะดวกมากขึ้นแบบเรียลไทม์” นายพัชร์พลกล่าว

     ด้านนายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน Delta Smart Application เปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม โดยมีลูกค้าใช้งานประมาณ 60 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนเครื่องปั๊มลมที่เชื่อมต่อกับระบบมีราว 200 เครื่อง เนื่องจากหลายโรงงานติดตั้งเครื่องปั๊มลมหลายเครื่องภายในระบบการผลิตเดียวกัน

     สำหรับระบบการทำงานของ Delta Smart Application แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “Delta Smart Visions” สำหรับติดตามและมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องปั๊มลม และ “Delta Smart Service” สำหรับบริหารจัดการบริการหลังการขาย โดยทั้งลูกค้าและทีมช่างของบริษัทสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบเรียลไทม์ โดยภายในระบบ ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญของเครื่องปั๊มลมได้อย่างครบถ้วน ทั้งสถานะการทำงาน อุณหภูมิ การใช้ไฟฟ้า ความดัน ชั่วโมงการทำงาน รวมถึงกราฟแสดงผลย้อนหลัง เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานและวางแผนบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการแจ้งเตือน รวมถึงการติดตามประวัติการเข้าบริการของทีมช่าง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนอะไหล่ พร้อมภาพถ่ายก่อนและหลังการให้บริการ ทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

     “จุดสำคัญคือ ลูกค้าและทีมช่างของ Delta จะเห็นข้อมูลเดียวกันพร้อมกันแบบเรียลไทม์ บางครั้งทีมช่างสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนลูกค้าด้วยซ้ำ ทำให้สามารถติดต่อเข้าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เครื่องจักรจะหยุดทำงานกะทันหัน และจุดเด่นสำคัญของ Delta Smart Application คือ การนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมในยุคที่ทุกวินาทีของการผลิตมีต้นทุน” นายพัชร์พลกล่าว

     “Delta เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่คิดและพัฒนาระบบติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ได้จริง แตกต่างจากแอปพลิเคชันทั่วไปที่เป็นเพียงช่องทางให้ข้อมูลสินค้า และเรากำลังพัฒนา AI และ Chatbot เพื่อเข้ามาช่วยตอบคำถามด้านบริการลูกค้า รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็ว ๆ นี้” นายธวัชชัยกล่าว

     “เป้าหมายของ Delta Compressor ไม่ใช่แค่การขายเครื่องจักร แต่คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนโลกของเครื่องปั๊มลมแบบเดิม ให้กลายเป็นเครื่องจักรยุคใหม่ที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และช่วยให้โรงงานก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องปั๊มลมในประเทศไทย และขยายสู่ระดับเอเชียในอนาคต” นายพัชร์พลกล่าวปิดท้าย

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย

‘บิ๊กแป๊ะ’ เขียนถึง ‘มาดามแป้ง’!! มาดามแป้งรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อ แต่เลือกแก้ปัญหาเพื่อศักดิ์ศรีบอลไทย หลังคดีลิขสิทธิ์ยืดเยื้อเกือบ 10 ปี จบปมลิขสิทธิ์ประวัติศาสตร์

‘บิ๊กแป๊ะ’ เขียนถึง ‘มาดามแป้ง’

คุยแต่เรื่องบอลโลกมาหลายวันแล้ว วันนี้ขอคุยถึงเรื่องราวดีๆของบอลไทย
ถ้าไม่ใช่ เพราะฟุตบอลโลก ฟีเวอร์ ข่าวนี้มีสิทธิ์ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ
ผมกำลังพูดถึง การเคลียร์หนี้สินที่สมาคมฟุตบอลฯ ในยุคที่ พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับพรรคพวก ก่อไว้จากการไป “หักดิบ” ลิขสิทธิ์ฟุตบอลไทย ชนิดที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสัมปทาน โดยไม่สนใจว่าจะมีความถูกต้องชอบธรรม หรือไม่อย่างไร ?

จากนั้นก็มีการฟ้องร้องตามมา และหลังจากใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในที่สุด ศาลสถิตย์ยุติธรรม ก็มีคำพิพากษาให้ สมาคมฟุตบอลฯ แพ้คดี และชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินก้อนใหญ่ถึง 360 ล้านบาท
แต่กฎแห่งกรรมที่ว่าด้วย กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนองไม่มีจริง!

เพราะหนี้สิน 360 ล้านบาทก้อนนี้ แทนที่ บิ๊กอ๊อด พล.ต.อ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กับ คณะสภากรรมการในยุคนั้น จะต้องรับผิดชอบหามาชดใช้

กลับกลายเป็นว่า มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ แทน บิ๊กอ๊อด ต้องมารับภาระหนี้สินที่ผูกพันตามมาด้วย ตามกฎหมาย

เมื่อผลจากการที่ ทฤษฎีกฎแห่งกรรมไม่มีจริง
ทำให้ มาดามแป้ง เสมือนตกอยู่ในสถานการณ์ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง แถมยังต้องเอากระดูกไปแขวนคอ เข้าให้อีก

ยิ่งคิดยิ่งช้ำ มันคือความยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมกับเธอเอาเสียเลย !

ผมคิดเองเออเองว่า ถ้าเธอจะไม่อยู่รับภาระที่เธอไม่ได้ก่อก็เป็นความชอบธรรม ที่ทำได้ !
แต่แล้ว
การแถลงข่าวร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ สมาคมฟุตบอลฯ ทรูวิชั่นส์ ในนามของเจ้าหนี้ร่วมซินิแพล็กซ์ และ สยามสปอร์ต ซินดิเคท คู่กรณีโดยตรง ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
เธอไม่ยอมหนีปัญหา

เธอแสดงความรับผิดชอบ และเธอจบมันได้ ในที่สุด
มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ สยบทุกปัญหาที่ค้างคากับเจ้าหนี้ทั้ง 2 ราย ได้อย่างหมดจด สง่างาม และสมศักดิ์ศรี อย่างที่สุด !!!

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นหนี้น้ำใจแห่งความเสียสละของเธอ อย่างชนิดที่ชดใช้เท่าไหร่ ก็ไม่มีวันหมดนางฟ้า แห่งวงการฟุตบอลไทย !

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1634599192001654&id=100063547655365&post_id=100063547655365_1634599192001654&rdid=6OFHV3lZv2xM4a1o#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top