Friday, 3 July 2026
News

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วินด์เซิร์ฟฯ จัดแข่ง!! ไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชิงชัย ที่พัทยา 17-21 มิ.ย. 69 นักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมประชัน เตรียมพร้อมเอเชียนเกมส์ ยูธโอลิมปิก

วินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัด ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดศึก “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมชิงชัย หวังใช้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมให้ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์และยูธโอลิมปิกเกมส์

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดการแข่งขันรายการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน พ.ศ.2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติ ร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

สำหรับรายการนี้ทีมไทยส่งนักกีฬาส่งนักกีฬาลงชิงชัยเต็มพิกัด นำโดย ชุดเอเชียนเกมส์ 2026 ได้แก่ ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย จ.อ.นิติพัฒน์ ไชยวุฒิเวทย์, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปหญิง จ.ต.ศิริพร แก้วดวงงาม, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 19 ปี นายวชิรวิทย์ ทนอุป, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 19 ปี น.ส.ชนัฐกานต์ เจริญสุข

ขณะที่ วิลเลียม แมคมิลลัน นักกีฬาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย จะร่วมแข่งขันงานนี้ด้วย ในประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย เพื่อเตรียมความพร้อมทำศึกชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน พ.ศ.2569 รวมทั้งนักกีฬาดาวรุ่งชุด “ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026“ วรรณิดา วินทะชัย จะลงชิงชัยประเภทเทคโน 293 รุ่นเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี

“สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ ส่งนักกีฬาลงชิงชัยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเยาวชน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัยเอเชียนเกมส์ 2026 และยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 รวมทั้งยังให้นักกีฬาดาวรุ่งรุ่นใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย” พ่อบ้านทัพโต้คลื่นไทย กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 จัดที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 จัดที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10285284

‘ฮาลันด์’ เปิดซิงบอลโลกสุดโหด!! นอร์เวย์เปิดหัวบอลโลกสวย ดาวเตะนอร์เวย์โชว์ฟอร์มดุดัน เหมา 2 ตุง พานอร์เวย์ถล่มอิรัก 4-1 พานอร์เวย์เก็บชัยเหนืออิรัก

เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์เปิดใจหลังได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในอาชีพซึ่งผลจบลงด้วยการที่เจ้าตัวยิง 2 ประตูช่วยทีมเอาถล่ม อิรัก ขาดลอย 4-1

โดย ฮาลันด์ ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 และเป็นการเล่นเวิลด์คัพหนแรกในอาชีพเกมถล่ม อิรัก 4-1 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มไอ วันที่ 16 มิ.ย. (เช้าวันที่ 17 มิ.ย.) ซึ่งเจ้าตัวก็เหมาคนเดียว 2 ลูกด้วย
จากผลดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 25 ปีทำสถิติยิงให้ นอร์เวย์ ได้ 11 นัดติดต่อกันทุกรายการนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2024

หลังเกม ฮาลันด์ หัวหอก แมนฯ ซิตี้ กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การลงเล่นนัดแรกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องรู้สึกประหม่า และการชนะในวันที่ฟอร์มไม่ดีก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”

“การชนะ 4-1 ในวันที่ฟอร์มธรรมดาๆ นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเราทุกคน มันวิเศษมาก และผมภูมิใจในพวกเราทุกคน นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่คุณจะทำได้ เกมต่อไปจะยากกว่านี้มาก เราต้องเล่นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ส่วน เกรแฮม อาร์โนลด์ โค้ชทีมชาติอิรักระบุว่า “ผมคิดว่า 3 แต้มจะทำให้เราผ่านเข้ารอบต่อไปได้ เราเหลื
ออีก 2 เกม คุณรู้ไหม ผมคิดว่าเด็กๆ ทำได้ดีเยี่ยมในครึ่งแรก แต่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เราเสียเปรียบอย่างมาก”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10286235

ผู้นำโลกยังแพ้สปริงเกอร์!! สำนักข่าว RT รัสเซียเหน็บบอลโลกสหรัฐฯ หลังระบบฉีดน้ำเปิดเองกลางสนาม สนามแข่งในสหรัฐฯพบความผิดพลาด สปริงเกอร์คลาดการควบคุมอย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?

สำนักข่าว RT ของรัสเซีย วิจารณ์สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา "นอร์เวย์กับอิรัก"

เกิดเหตุผิดพลาดเมื่อระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำได้ทำงานขึ้นมาเอง ในพื้นที่สนามแข่ง โชคยังดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพักครึ่งเวลา

สำหรับประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำโลกในแทบทุกเรื่อง การควบคุมไม่ให้สปริงเกอร์เปิดเองกลางสนามฟุตบอลโลก ดูจะเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่แพ้การจัดการแข่งขันเลยทีเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1324221039866253/?rdid=xLkNmJYXnklUiieQ#

รศ.ดร.ดุลยภาค มธ. เผย!! จีน ควบคุมวิชาการอเมริกัน เชื้อสายเมียนมาร์ ส่งสัญญาณพร้อมใช้กฎหมายข้ามพรมแดน เตือนนักวิจัย-นักวิเคราะห์ต้องระวัง ยกระดับแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์จีน

“รศ.ดุลยภาค”เผย “มินซิน”เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์รัฐศาสตร์-พม่า-จีน-ให้ความรู้ระดับคลังสมอง-ลึกซึ้งสถานการณ์แรร์เอิร์ธ-บทวิเคราะห์ชี้ทางการจีนส่งสัญญาณพร้อมใช้อำนาจข้ามแดน-เตือนนักวิจัย-นักข่าว-นักวิเคราะห์

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมภูมิภาคศึกษา ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวชายขอบ”ถึงกรณีที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน นักวิชาการชาวพม่าสัญชาติอเมริกันระหว่างการเดินทางไปร่วมประชุมแห่งหนึ่งซึ่งสถาบันการศึกษาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่านายมิน ซินเป็นนักวิชาการสายรัฐศาสตร์ที่ชำนาญความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและพลเรือน เรียนปริญญาเอก ที่สหรัฐอเมริกา (University of California, Berkeley) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ สถาบันยุทธศาสตร์และนโยบาย-เมียนมา (Institute for Strategy and Policy-Myanmar ) หรือ ISP-Myanmar ซึ่งย้ายมาประจำที่เชียงใหม่

รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ได้มีโอกาสหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายมิน ซินเป็นระยะๆโดยนายมินซิน มีลักษณะผสมผสาน คือเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์โดยแท้ เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นนักปฏิบัติการเชิงนโยบาย คือไม่ได้ทำงานวิชาการอย่างเดียว แต่มีหน่วยงานต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ เชิญไปให้ความเห็น เช่น หากจีนจะดำเนินนโยบายต่อพม่าที่เหมาะสมเป็นอย่างไร นายมินซินจะไปปรากฏตัวในงานคลังสมองนานาชาติ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ และบอกผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียว่าควรดำเนินนโยบายต่อพม่า

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษากล่าวว่า ระยะหลังๆ นายมิน ซินสนใจรัฐศาสตร์พม่า-จีนมากขึ้น ในเว็บไซต์ของ ISP Myanmar มีงานเรื่องนี้เยอะ เช่น บทบาทจีน องค์กรให้ความสนใจประเด็นนี้ และเรื่องแรร์เอิร์ทด้วย ความสนใจของเขาผูกติดประเทศจีนโดยมีเครือข่ายนักวิชาการที่คุนหมิง ทำให้เขาไปสัมพันธ์กับนักวิชาการจีน หลังๆ เดินทางไปจีนบ่อย

“การทำวิจัยในจีนเรื่องรัฐนั้น ไม่ง่าย เพราะจีนออกกฎหมายเซนเซอร์ผู้ที่อาจเป็นสายลับ นักวิชาการที่ไปจีนในช่วงหลังจากที่จีนออกกฎหมายนี้ก็ต้องระมัดระวัง ขณะทีอูมิน ซินถือสัญชาติอเมริกัน เรียนปริญญาเอกที่เบิร์กเลย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ใช่นักวิชาการพม่าเพียวๆ แต่เป็นพลเมืองสหรัฐ เป็น US Citizen มาเก็บข้อมูล ผมไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ของจีนมองเขาแบบนี้หรือไม่” รศ.ดุลยภาค กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ทางการจีนจับกุมตัวนายมิน ซิน เป็นการคุมคามนักวิชาการหรือไม่ ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า นักวิชากาด้านนี้ที่เก็บข้อมูลต้อระมัดระวังตัวมากขึ้น
“ผมไม่ได้โปรจีน แต่ก็คิดว่าาไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เขาก็เชิญไปร่วมแลกเปลี่ยน ต้องหาว่าเกณฑ์ความเสี่ยงที่ถูกจับกุม คืออะไร”

ผู้สื่อข่าวถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหนที่จะไม่เกิดความเสี่ยง ดร.ดุลยภาคกล่าวว่า ความพอดีในการวิจัย การเข้าถึงข้อมูลเอกสารต่างๆ ให้ประสานราชการ เอกสารต่างๆ หากเข้าทางที่ถูกต้องก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ประเด็นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สร้างความเข้าใจต่อจีน หัวข้อเหล่านี้ไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะสังเกตได้ว่าเป็นสายลับหรือเป็นนักวิชาการ ดร.ดุลยภาคตอบว่า หากเป็นนักวิชาการจริงๆ หรือหากเคยเป็นทหารมาก่อนแล้วมาเป็นนักวิชาการ หากใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลที่คนข้างในปล่อยออกมา หน่วยงานจะรู้ว่าเข้าถึงชั้นความลับ จะถูกมองว่ามีพฤติกรรมข้องเกี่ยวกับสายลับ

“ต้องดูว่าเขารับทุนสนับสนุนมาจากไหน เขามี agenda (วาระ) อย่างไร พิเศษอย่างไร ตอนนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นสถาบันการออกแบบรัฐ มีเคลื่อนไหวในเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ทำงานส่งเสริมศักยภาพ capacity building กลุ่มคนเหล่านี้ก็หวังดีกับพม่าทั้งนั้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือเป็นนักวิชาการต่างประเทศ เช่นอังกฤษ สหรัฐ ญี่ปุ่น ทำวิจัยเรื่องพม่า บางส่วนเดินทางเข้าพม่าไปเลย บางส่วนเอาไทยเป็นฐานในการเก็บข้อมูล ศึกษาเรื่องต่างๆ”รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

ขณะที่ SHAN News ได้รายงานบทวิเคราะห์ของ Sai Wansai ซึ่งระบุว่า การควบคุมตัวนายมิน ซิน โดยรัฐบาลจีนมิใช่เพียงมาตรการทางกฎหมายธรรมดา หากแต่เป็นคำเตือนที่ได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบต่อเครือข่ายทั้งหมดของนักวิเคราะห์อิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากการใช้อิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ไปสู่การใช้แรงกดดันและการข่มขู่ที่เปิดเผยมากขึ้น และมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในยุทธศาสตร์ของจีน

บทวิเคราะห์นี้ระบุด้วยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนอาศัยอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการเจรจาทางการเมืองเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางของเมียนมา แต่ในปัจจุบัน เมื่อกระแสต่อต้านจีนขยายตัวในสังคมเมียนมา และอำนาจควบคุมของรัฐบาลทหารอ่อนแอลง จีนดูเหมือนจะละทิ้งแนวทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม การจับกุมนาย มิน ซิน ไม่ใช่ข้อพิพาททางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่เป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจข้ามพรมแดน ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยปิดกั้นหรือทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบลงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนด้วยวิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น

บทความวิเคราะห์ระบุว่า การที่จีนเลือก "จับกุม" นาย มิน ซิน แทนที่จะปฏิเสธการเข้าประเทศหรือส่งตัวกลับ มีความหมายทางยุทธศาสตร์ได้แก่ 1. สร้างผลการข่มขู่ต่อวงการวิชาการ ทำให้นักวิจัย นักข่าว และนักวิเคราะห์คนอื่น ๆ เกิดความหวาดระแวงและระมัดระวังมากขึ้นในการศึกษาเรื่องจีน

2. แสดงอำนาจที่ขยายออกนอกพรมแดน แม้นายมิน ซิน จะทำงานในประเทศไทยและมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาในสหรัฐฯ แต่ก็ยังถูกควบคุมตัวในจีนได้เป็นการส่งสัญญาณว่าจีนตีความคำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" อย่างกว้างขวาง และพร้อมใช้แนวคิดดังกล่าวกับบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายจีน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด

3. จังหวะเวลามีนัยสำคัญเพราะการจับกุมเกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนและสนับสนุนพันธมิตรทางการเมือง

4. ใช้ข้อหา "สอดแนม" เป็นเครื่องมือ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการสอดแนมและความมั่นคงแห่งชาติช่วยสร้างความชอบธรรมทางกฎหมายให้กับการควบคุมตัว ขณะเดียวกันก็ทำให้ยากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1665845178879617&id=100063624517880&rdid=qbm3xQBfRNXXwDNr#

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

‘ปูติน’ เปิดโต๊ะรับผู้นำอาเซียน!! อนุทิน–ภริยาเข้าร่วมงานเลี้ยงเกียรติยศ ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซียสมัยพิเศษ สะท้อนบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาค ไทยย้ำสัมพันธ์อาเซียน–รัสเซีย

นายกฯอนุทิน และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/774466662359309/?rdid=A9zjCwTkAfugspfL#

ด่านไทย–มาเลเซีย สะดุดหนัก!! นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดือด ติดด่านไทยขาออก 4-6 ชั่วโมง จุดชนวนเสียงวิจารณ์จากมาเลเซีย กระทบการท่องเที่ยวไทยใต้ช่วงหยุดยาว

มาเลเซีย - ไทย

ประเด็นติดด่าน
ในกลุ่มท่องเที่ยวไทยภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรอผ่านด่านชายแดนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 300,000 คน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยแม้ด่านขาเข้าจะมีความแออัดอยู่บ้าง แต่ปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือด่านขาออก โดยเฉพาะบริเวณด่านนอก ที่มีผู้เดินทางต้องรอนานถึง 4-6 ชั่วโมง

นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถข้ามด่านได้ทันเวลา ขณะที่บางคนต้องจอดรถนอนรออยู่ริมถนนจนถึงเช้า และมีผู้ที่ต้องลางานเพิ่มเนื่องจากเดินทางกลับไม่ทันตามกำหนด

ในสัปดาห์นี้ ข้อความที่ไวรัลในโซเซียล และ กลุ่มมาเลเซียเที่ยวภาคใต้ไทย เขียนแรงๆว่า
“Kuจะไม่เหยียบประเทศไทยอีกแล้ว! การตรวจคนเข้าเมืองเหี้xที่สุดในโลกเลย!”
ข้อความนี้ไวรัลในโซเซียล บางรายบอกว่าขอไม่เข้าไทยช่วงวันหยุดยาวอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1565015331854130/?rdid=g8HejArcmmbasSKx#

GISTDA ร่วมยินดี CUSAT จุฬาฯ ชนะโครงการ KiboCUBE จากผู้สมัครกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ร่วมมือข้ามสาขาวิชาจากสองมหาวิทยาลัย เน้นแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและศึกษา

GISTDA ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของนิสิตจากชมรมเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ จุฬาฯ (Chulalongkorn University Satellite and Aerospace Technology Club) หรือ CUSAT ที่ได้รับการประกาศให้เป็น “Awardee” ในโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ซึ่งเป็นโครงการอวกาศระดับนานาชาติ จากผู้สมัครมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

โครงการ KiboCUBE เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (UNOOSA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอวกาศ และเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาได้ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ การประกาศผลอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ภายในงาน COPUOS 2026 Side Event ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย

ความสำเร็จในครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีการทำงานร่วมกันแบบข้ามสาขาวิชา ทั้งจากคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ ทีม CUSAT เริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ School Satellite 2024 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จากนั้นได้ส่งข้อเสนอโครงการ KiboCUBE Programme 9th Round ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 ผ่านการให้คำปรึกษาจาก GISTDA กระบวนการคัดเลือกรวมถึงการปรับปรุงผลงานอย่างเข้มข้นจนผ่านเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมชนะเลิศในที่สุด

ทีม CUSAT ได้พัฒนาดาวเทียมดวงแรกของชมรมฯ ร่วมกับ GISTDA ภายใต้ชื่อ “CUSAT-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมคิวบ์แซตขนาด 1U โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 2028 ภารกิจหลักของดาวเทียมดวงนี้มุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากร ได้แก่
-การติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
-การตรวจจับร่องรอยการเผาพื้นที่เกษตรจากภาพถ่ายดาวเทียม
-การสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การลดความเสียหายทางการเกษตร และติดตามปัญหามลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่ง

นอกจากภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โครงการ CUSAT-1 ยังมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการพัฒนาระบบที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาสามารถเข้าถึงการควบคุมดาวเทียมจริง รับข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดิน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โครงการนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านอวกาศของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1445489294284269&id=100064696360794&rdid=oc95uazUQcLuCgHY#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top