Friday, 3 July 2026
News

พรีเมียร์ลีกจับตา ‘เคโตะ นากามูระ’!! ฟอร์มสะดุดตา จนพรีเมียร์ลีกต้องหันมามอง เอฟเวอร์ตัน–บอร์นมัธ–ฟูแลม สนคว้า ‘นากามูระ’ เสริมทัพ หลังโชว์ฟอร์มเด่นกับญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

เคโตะ นากามูระ ตกเป็นข่าวกำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจกับทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เคโตะ นากามูระ กองกลางทีมชาติญี่ปุ่น กำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2026

แม้ญี่ปุ่นจะสิ้นสุดเส้นทางฟุตบอลโลกหนนี้เพียงรอบ 32 ทีมสุดท้าย แต่นากามูระก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้ญี่ปุ่นตลอดการแข่งขันทั้ง 4 แมตช์ โดยยิงไป 1 ประตู และทำแอสซิสต์ 1 ครั้ง

รายงานระบุว่ามีอย่างน้อย 3 ทีมจากพรีเมียร์ลีก ได้แก่ เอฟเวอร์ตัน, บอร์นมัธ และฟูแลม ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าสนใจนากามูระ แถมยังเคยมีข่าวว่าบียาร์เรอัล จากสเปน และเบซิกตัส จากตุรกี ที่อยากได้แข้งรายนี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนากามูระเล่นกับแร็งส์ ในลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส ซึ่งฝั่งแร็งส์ก็มีท่าทีพร้อมเปิดทางให้ดาวเตะแดนซามูไรย้ายทีมหากได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม โดยรายงานระบุว่าสโมสรน่าจะอยากได้ค่าตัวประมาณ 21.5 ล้านปอนด์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10308172

KTIS ผนึกพันธมิตรลดก๊าซ!! โชว์ความสำเร็จปี 2 ลดก๊าซเรือนกระจก 30-35% พร้อมรักษาศักยภาพการผลิตอ้อย ปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ สู่โมเดลยั่งยืน สร้างมาตรฐานใหม่อุตสาหกรรมเกษตรไทย

“KTIS – Suntory - VIVE” โชว์ความสำเร็จเกษตรฟื้นฟูปี 2 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 30-35%
เผยปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์สู่โมเดลรักษ์โลกที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เปิดผลสำเร็จปีที่ 2 ของโครงการ “เกษตรเชิงฟื้นฟู” ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กลุ่มใหญ่ - กลุ่ม KTIS, Suntory และ VIVE สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ในขณะที่ยังคงรักษาศักยภาพการผลิตอ้อยในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคง เผยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลดใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์และลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก ประกาศเดินหน้าต่อเนื่องในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง โดยมุ่งเน้นศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS มีความมุ่งมั่นในการยกระดับการผลิตสู่ความยั่งยืน จึงได้มีความร่วมมือกับ Suntory ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลก และ VIVE ผู้นำระดับโลกด้านความยั่งยืนทางการเกษตร เพื่อพัฒนาแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture: RA) ที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการทดสอบในแปลงทดลองใน 2 พื้นที่ชี้ชัดว่า แนวทางการทำเกษตรเชิงฟื้นฟูสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ซึ่งหลักๆ มาจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และการลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังสามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซ (Emissions Intensity) ลงถึง 20-25%

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบว่า ปริมาณผลผลิตในแปลงเกษตรฟื้นฟูจะต่ำกว่าแปลงควบคุมเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงมีความมั่นคง และสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญคือ คุณภาพความหวานของอ้อย (Sucrose Quality) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิธีเดิม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลงสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำตาลได้จริง

ด้านนายไบรอัน โกลเดน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Global Supply Solutions บริษัท Suntory Business Expert APAC Pte. Ltd. กล่าวว่า ความสำเร็จในปีที่ 2 นี้เป็นสัญญาณว่าโครงการกำลังเดินมาถูกทาง และสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่าง ซันโทรี่, KTIS และ VIVE ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการมีดินที่มีสุขภาพดีขึ้น

“เกษตรเชิงฟื้นฟูนี้สามารถฟื้นฟูคุณภาพดิน ทำให้มีปริมาณอินทรียวัตถุและระดับฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความยืดหยุ่นของดินให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างเกราะคุ้มกันภาวะโลกร้อน และเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” นายไบรอันกล่าว

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง จะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอกย้ำว่าแนวทางเกษตรฟื้นฟูเป็นแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงและคุ้มค่า สำหรับการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานน้ำตาลของประเทศไทย อันจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

มาสด้าเปิดตัว “Mazda6e”!! ส่งมอบรถไฟฟ้ารุ่นแรกในไทย ล็อตแรก 500 คันถึงแหลมฉบัง วิ่งได้สูงสุด 654 กม.ต่อชาร์จ พร้อมบริการลูกค้าทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 23 มิถุนายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทยให้แก่ ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น มาสด้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ไปขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า และสร้างประสบการณ์ความสุขในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าและทุกคนในครอบครัวไปตลอดอายุการใช้งาน

The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว

การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้ามาสด้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจอง The All-Electric Mazda6e ไว้ก่อนหน้านี้ มาสด้าจะเริ่มทยอยทำการขนส่งไปยังผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าทุกท่านอย่างเร็วที่สุด หรือผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง https://www.mazda.co.th/th/mazda6e มาสด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศแล้ววันนี้

“เอ็มจี” ลุยตลาดไฟฟ้า!! เปิดตัว NEW MG URBAN สีม่วงสด ใช้กลยุทธ์ Urban Takeover เปลี่ยนแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ เจาะไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่

เอ็มจี Takeover กรุงเทพฯ เป็น “สีม่วง”
เปิดตัว NEW MG URBAN สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการยานยนต์

กรุงเทพฯ – 22 มิถุนายน 2569 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกโมเดลการตลาดครั้งสำคัญในการเปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกกรอบเดิมสู่การสร้างประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “NEW MG URBAN City Takeover” ที่เปลี่ยนแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครให้เป็น “สีม่วง” เพื่อถ่ายทอดความโดดเด่นของ NEW MG URBAN ที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนเมือง

การดำเนินงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้นำรูปแบบการสื่อสารจากช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการสร้างกระแสการรับรู้ในโลกออนไลน์ผ่านตัวตนของ “น้องม่วง” จนเกิดเป็นกระแสไวรัลและได้รับการพูดถึงในวงกว้างบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะยกระดับสู่โลกออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร (Urban Takeover) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำอัตลักษณ์ของ NEW MG URBAN ในเชิงกายภาพ

การสร้างการจดจำอัตลักษณ์ เอ็มจี ได้นำสีไฮไลท์ของรุ่นมาพลิกโฉมพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ ให้กลายเป็น “Media Canvas” ขนาดใหญ่ ครอบคลุมย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ (CBD) ได้แก่ สยาม–ราชประสงค์ อโศก–สุขุมวิท สีลม–สาทร และพระราม 9–รัชดาภิเษก รวมถึงจุดหมายสำคัญของเมือง อาทิ สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และใบหยกทาวเวอร์ เป็นต้น ส่งผลให้ภาพ “สีม่วง” ของ NEW MG URBAN ปรากฏอยู่ในทุกจังหวะการใช้ชีวิตของคนเมืองตลอดทั้งวันอย่างแท้จริง

นายชุมพล คงสกุล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “NEW MG URBAN คือโมเดลสำคัญของเอ็มจี ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างทั้งในเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับโลก (Global Innovation) มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนไทย (Thai Passion) พร้อมมอบความคุ้มค่าที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ (Value Choice) เราจึงมุ่งเน้นการสร้างความรู้สึกสนุกและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) ผ่านการสื่อสารที่ร่วมสมัยและการเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาในสังคม ทั้งในช่องทางดิจิทัลและบริบทของชีวิตประจำวัน เพื่อให้แบรนด์ เอ็มจี มีความใกล้ชิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ซึ่งการสร้างปรากฏการณ์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังได้ปรับรูปแบบการสื่อสารให้เท่าทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์กลยุทธ์ที่แตกต่างและทรงพลังในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน”

ทั้งนี้ NEW MG URBAN พร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเปิดให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ผ่านการทดลองขับที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั้ง 126 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

ศาลจีนตอกย้ำสิทธิแบรนด์ยุคใหม่!! ดีไซน์ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่คือสินทรัพย์มูลค่าสูง Louis Vuitton ชนะคดีในจีน ศาลชี้โลโก้ Molly Tea ถูกสั่งจ่าย 10.3 ล้านหยวนให้ Louis Vuitton ศาลจีนย้ำเครื่องหมายการค้าคือเกราะธุรกิจ

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้ดอกไม้คล้ายกับ Monogram Flower ของแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศส

ศาลจีนสั่งให้แบรนด์ชานม “Molly Tea” ชดใช้ Louis Vuitton กว่า 10.3 ล้านหยวน ปมโลโก้คล้ายกัน สะท้อนโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ยุคใหม่ เมื่อ “ดีไซน์” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล

เป็นข่าวฮือฮาที่ถูกพูดถึงกันมากจนทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตคำค้นหายอดนิยมเลยทีเดียว กรณี ล่าสุด ที่ศาลประชาชนระดับกลางเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีคำพิพากษาให้ Molly Tea เชนร้านชานมสัญชาติจีน ชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.3 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ Louis Vuitton Malletier หลังศาลวินิจฉัยว่าแบรนด์ชานมละเมิดเครื่องหมายการค้าของแบรนด์ลักชัวรีชื่อดังจากฝรั่งเศส

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก และติดเทรนด์ในโซเชียลมีเดียของจีนเลย เพราะไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทระหว่างแบรนด์แฟชั่นกับธุรกิจเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้

คำพิพากษาระบุว่า บริษัท Shenzhen Mile Catering Management ผู้ดำเนินธุรกิจ Molly Tea รวมถึงร้านแฟรนไชส์แห่งหนึ่งในเขตอู่จง เมืองซูโจว ได้ละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Louis Vuitton จำนวน 7 รายการ

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่สัญลักษณ์รูปดอกไม้ 4 กลีบที่ Molly Tea นำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของแบรนด์ ซึ่งศาลเห็นว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับลวดลาย Monogram Flower อันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton จนอาจก่อให้เกิดความสับสนต่อผู้บริโภค

ศาลจึงมีคำสั่งให้ Molly Tea ชำระค่าเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวน 10 ล้านหยวน พร้อมจ่ายค่าดำเนินคดีและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติมอีก 300,000 หยวน รวมเป็น 10.3 ล้านหยวน อย่างไรก็ตาม บริษัทเจ้าของ Molly Tea ยืนยันว่าจะใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลชั้นสูงต่อไป

[ จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท ]

Louis Vuitton ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลเมืองซูโจวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 โดยเห็นว่าตราสัญลักษณ์ของ Molly Tea มีความคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองไว้ก่อนแล้ว

ระหว่างการพิจารณาคดี ยังพบว่า Molly Tea เคยยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปดอกไม้หลายรูปแบบกับสำนักงานบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน เพื่อใช้กับธุรกิจร้านอาหารและสินค้าอาหาร แต่คำขอส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการคัดค้าน มีเพียงเครื่องหมายที่ใช้ร่วมกับชื่อภาษาจีนของ Molly Tea เท่านั้นที่ได้รับการจดทะเบียน

ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนว่า เครื่องหมายรูปดอกไม้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผ่านการรับรองสิทธิในฐานะเครื่องหมายการค้า

[ จากสตาร์ทอัพชานม สู่เชนกว่า 2,000 สาขา ]

แม้จะก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 แต่ Molly Tea ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ชานมที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน แบรนด์วางตำแหน่งด้วยชานมสดผสมกลิ่นดอกไม้ (Fresh Floral Milk Tea) ซึ่งตอบรับกระแสเครื่องดื่มพรีเมียมของผู้บริโภครุ่นใหม่

ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี Molly Tea ขยายสาขามากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน และยังเปิดให้บริการในต่างประเทศมากกว่า 50 สาขา รวมถึงในประเทศไทยด้วย สะท้อนศักยภาพของแบรนด์จีนรุ่นใหม่ที่สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

[ เสียงแตกบนโลกออนไลน์ ]

หลังคำพิพากษาถูกเผยแพร่ กระแสในสื่อสังคมออนไลน์ของจีนแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งเห็นว่าโลโก้ของ Molly Tea มีความคล้ายกับลายดอกไม้ของ Louis Vuitton อย่างชัดเจน และการตัดสินของศาลเป็นไปตามหลักการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า ทั้งสองแบรนด์ดำเนินธุรกิจคนละประเภท ทั้งแฟชั่นลักชัวรีและเครื่องดื่ม จึงไม่น่าทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้

ขณะที่บางความคิดเห็นตั้งข้อสังเกตว่า ลวดลายดอกไม้ลักษณะดังกล่าวมีรากฐานมาจากศิลปะและวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน จึงไม่ควรมีผู้ใดผูกขาดเพียงรายเดียว

แม้เสียงวิจารณ์จะหลากหลาย แต่คำพิพากษาของศาลยืนยันว่าการพิจารณาคดีไม่ได้อาศัยเพียงความเห็นของสาธารณะ หากพิจารณาจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อน

[ ผู้เชี่ยวชาญชี้ “จดก่อน ได้สิทธิก่อน” ?]

นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาหลายรายมองว่า คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของระบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของจีน โดย Kang Lixia หุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า แม้องค์ประกอบทางศิลปะหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมจะถือเป็นสมบัติสาธารณะ แต่ระบบเครื่องหมายการค้าของจีนใช้หลัก First-to-File หรือ “ผู้จดทะเบียนก่อนย่อมได้รับสิทธิก่อน”

นั่นหมายความว่า หากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้อง ผู้ประกอบการรายอื่นย่อมต้องหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมายที่อาจทำให้เกิดความสับสน แม้จะไม่ได้มีเจตนาลอกเลียนโดยตรงก็ตาม

คดีระหว่าง Louis Vuitton และ Molly Tea สะท้อนประเด็นที่สำคัญกว่าการออกแบบโลโก้ นั่นคือ “Brand Identity” ได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ในอดีต หลายองค์กรอาจมองว่าโลโก้เป็นเพียงองค์ประกอบด้านดีไซน์ แต่ปัจจุบัน เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินที่สร้างทั้งความแตกต่าง ความน่าเชื่อถือ และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กร

ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลการอุทธรณ์ของ Molly Tea จะออกมาอย่างไร คดีนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตาในวงการการตลาดและการสร้างแบรนด์ระดับโลก ว่าในยุคที่การแข่งขันเข้มข้น การมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงข้อได้เปรียบทางการตลาด แต่ยังเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง

ส่วนคำพิพากษานี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนโลโก้ของ Molly หรือไม่ ซึ่งหากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงในทุกๆ สาขาทั่วจีน นั่นอาจแปลได้ว่าสิ่งนี้อาจส่งผลต่อหลายสาขาที่ประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเราจะนำมาเล่าให้ฟังต่อไป

ธรรมศาสตร์ขึ้นอันดับ 1 คว้าที่ 1 โลกด้าน SDG 16 สันติภาพ ยุติธรรม สถาบันเข้มแข็ง อันดับ 46 ของโลกด้าน SDG รวม ย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน

'ธรรมศาสตร์' คว้าอันดับ 1 ของโลก มหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านความยุติธรรม

“ธรรมศาสตร์” ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลก ด้าน SDG16 “สันติภาพ-ยุติธรรม-สถาบันที่เข้มแข็ง” พร้อมประกาศความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน”

The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยจากสหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน (SDGs) ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2569 โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 หรือ SDGs 16 : Peace, Justice and Strong Institutions ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดหลักสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ยังได้จัดอันดับโลกของมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม ซึ่งในปี 2026 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับคะแนนรวม 92.9 คะแนน ขยับขึ้นมาติด TOP 50 ของโลก ด้วยการคว้าอันดับ 46 จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมรับการจัดอันดับทั้งหมด 1,603 สถาบัน ถือเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศไทย

สำหรับการเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ด้านการขับเคลื่อน SDGs 16 และอันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ภาพรวม สะท้อนถึงรูปธรรมการทำงานผ่านความตั้งใจจริงของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ประชาคมธรรมศาสตร์ทุกภาคส่วน ในการจัดทำและดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม หลักนิติธรรม และการสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ผ่านการดำเนินพันธกิจด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนภารกิจจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง และได้รับการยอมรับในระดับสากล

ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการยืนหยัดในอุดมการณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน” มากว่า 92 ปี ซึ่งหลังจากนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้และการดำเนินการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก มาสนับสนุนการรับใช้สังคมและร่วมแก้ไขปัญหาของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเด็นด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และการบริการวิชาการ

ทั้งนี้ การได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG16 ไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจของประชาคมธรรมศาสตร์ หากยังตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกอีกด้วย

‘กรณ์’ เตือนไทยจ่อเจอ “ทางตันงบประมาณ”!! รายจ่ายประจำ 3 ล้านล้านเท่ารายได้รัฐ เหลือทางลงทุนด้วยเงินกู้ จากขาดดุลสู่ทางตันการคลัง หากไม่ปฏิรูปงบประมาณ ไทยอาจเจอหายนะในไม่กี่ปี

กรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค ว่า

เรากำลังจะเจอ ‘ทางตันงบประมาณ’
ปีนี้งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

เรากำลังเดินสู่ทางตันครับ !
เรามีสองกฎหมายที่กำกับการจัดทำงบประมาณ

1. พรบ. วินัยทางการคลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

2. พรบ. หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้)
สรุป 2 พรบ.นี้บอกว่า ”เรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และเราต้องลงทุนอย่างน้อย 20%“
ซึ่งหมายความว่า สมมติปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ‘กับดักกฎหมาย’ ทันที

ลองดูนะครับ สมมติรายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้อยู่เท่าเดิม
นั่นหมายความว่า ปีหน้ารายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ - คือเราต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้!

และที่สำคัญ จะแปลว่าเราจะมีเงินกู้เหลือเพียง 18% ที่จะลงทุน (เพราะตามกฎหมายเรากู้ได้แค่ 20% ของงบฯ)
หมายความว่าเราจะติดกับดัก พรบ.วินัยทางการคลังทันที ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ!

ทางออกมี 6 ทาง
1. ลดค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างรวดเร็ว
2. เพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย
3. แก้กฎหมาย พรบ. วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน
4. แก้ พรบ. หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
5. กู้นอกระบบงบประมาณทุกปี ด้วยการออก พรก.เงินกู้ แบบรอบล่าสุด
6. ปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ nominal GDP โตมากขึ้น (แต่กำลังซื้อของประชาชนลดลง)
ชัดเจนว่าเราต้องเลือกเดินทางที่ 1 & 2 เป็นหลัก คือ ‘ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้’ เพราะแนวทางอื่นเป็นแนวทางที่จะมีผลทางลบอย่างมากกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอาว่านำพาไปสู่หายนะและความยากจนก็ว่าได้
.
ที่ผ่านมารัฐบาลย้ำเสมอว่าจะทำแบบ 1 & 2 แต่รัฐบาล พูดแล้วไม่ได้ทำจริง!
วันก่อนรัฐมนตรีพูดว่า “เราต้องเลือกว่าจะแก้ไขที่โครงสร้าง หรือจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
เท่าที่เห็นคำตอบชัดเจนว่า รัฐบาลเลือก “กู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”
และในกรณีการกู้ พรก. 400,000 ล้านนั้น ชัดเจนว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง
ผมจะมานำเสนอต่อไปครับ ว่า “แก้ไขที่โครงสร้าง” ทำได้อย่างไรบ้าง
ถ้าไม่ทำ ผมฟันธงเลยครับ ว่าเราจะเจอวิกฤติการคลัง นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในไม่เกิน 2-3 ปี

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1572732677548621&id=100044357112719&mibextid=wwXIfr&rdid=sdRJSqGnl3hCxSyi#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top