Saturday, 17 October 2026
Columnist

AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหงถูกทุบทิ้ง!! จุดคำถามรื้อทำไม–สร้างอะไรต่อ–ไม้เก่าไปไหน AD1 ไม่ใช่แค่อาคารเก่า แต่คือความทรงจำลูกพ่อขุน จี้ตรวจสอบ มติรื้อ–งบ–ผู้รับจ้าง ต้องเปิดข้อมูลว่าใครอนุมัติและวัสดุไปไหน

รามคำแหงทุบหอประชุม AD1 ทำไม เพื่ออะไร วัสดุจำนวนมากอย่างไม้ เอาไปไหน

วันก่อนเข้าไปในรั้วลูกพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง แหล่งตลาดวิชา ที่ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ชาติแล้วนับล้านคน บัณฑิตรามคำแหงจะฝังตัวอยู่ในทุกวงการ ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ภาพที่เข้าไปพบเห็นมันน่าเศร้าใจ ซุ่มของนักศึกษา ทั้งกลุ่มมาตุภูมิ กลุ่มจังหวัด กลุ่มบำเพ็ญเพียร ชมรมนักศึกษา พรรคนักศึกษา กลับเงียบสงบ ตึกกิจกรรมไม่คราคร่ำไปด้วยนักกิจกรรมเหมือนเมื่อก่อน

ที่เห็นแล้วเศร้าใจมาก คือการทุบทิ้งหอประชุม AD1 โดยไม่เห็นว่าจะมีการสร้างอะไรต่อ เมื่อก่อนเคยเห็นรถเครนจอดสงบอยู่ 2-3 ตัว แต่ตอนนี้ถูกรื้อออกไปแล้วเช่นกัน พื้นที่ถูกกั้นด้วยรั้วสังกะสี 

มีคำถามมากมายครับ ทุบทิ้งทำไม จะสร้างอะไรต่อ ทำไมไม่สร้างต่อ ไม้จำนวนมากจากการทุบเอาไปไว้ไหน ขายทอดตลาดหรือเปล่า มีการทำบัญชีไว้หรือไม่ เหล่านี้คือคำตอบที่ประเดประดังเข้ามาในสมอง…?

1. AD1 เดิมคืออะไร

AD1 เดิมเป็น อาคารหอประชุมของสถานแสดงสินค้า ที่มีอยู่ก่อนการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ เมื่อมีการจัดตก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2514 คณะกรรมการเตรียมการฯ ได้ย้ายสำนักงานมาใช้อาคารแห่งนี้ เป็นที่ทำการชั่วคราว และเรียกกันต่อมาว่า อาคาร AD1

ช่วงเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ AD1 จึงเป็นเสมือน “บ้านหลังแรกของรามคำแหง” โดยชั้นบนเป็นห้องทำงานอธิการบดีและห้องประชุมผู้บริหาร ส่วนชั้นล่างเป็นสำนักงานฝ่ายธุรการ 

เอกสารหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยรามคำแหงเองก็มีภาพ “ตึก AD1” บันทึกไว้ประมาณปี 2525-2526 แสดงว่าอาคารนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน 

และไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานเท่านั้น ต่อมายังใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและการจัดกิจกรรมของชมรมต่าง ๆ พรรคนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา การอภิปราย พูดได้ว่าช่วงกิจกรรมนักศึกษาคึกคัก AD1 แทบจะไม่ว่างเลย วงดนตรีเพื่อชีวิตดังๆ ไม่ว่าจะเป็นคาราวาน คาราบาว แฮมเมอร์ ล้วนแล้วแต่ผ่าน AD1 มาแล้วทั้งนั้น

2. แล้วตอนนี้ “ทุบทิ้งแล้ว” จริงหรือไม่?

ตรงนี้ผมยฟันธงเลยครับว่า ทุบทิ้งไปแล้ว แต่ทุบรื้อเมื่อใด ใครเป็นผู้อนุมัติ และรื้อเพื่อทำโครงการอะไร ไม่ปรากฏชัด แต่บุคลากรในมหาวิทยาลัยน่าจะทราบดี ต้องสืบค้นกันต่อไปว่ารื้อถอนเมื่อวันไหน งบประมาณรื้อถอนเท่าไรผู้รับจ้างคือใคร พื้นที่ AD1 หลังรื้อจะใช้ทำอะไร

มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่หรือไม่

วัสดุจากการรื้อถอน โดยเฉพาะ ไม้จำนวนมาก ถูกนำไปที่ไหน

3. เรื่อง “ไม้” น่าสนใจมาก เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล

เพราะAD1 เป็นอาคารเก่าและมีโครงสร้างไม้จำนวนมากเป็นตัวประกอบ การรื้อถอนย่อมมีวัสดุที่มีมูลค่า ไม่ควรจบเพียงคำว่า “รื้อแล้วก็ทิ้ง”

สิ่งที่ควรตรวจสอบคือเอกสารประเภท “บัญชีวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน”

“รายงานการตรวจนับวัสดุ”

“การจำหน่ายพัสดุ/วัสดุจากการรื้อถอน”

“ประกาศขายทอดตลาดวัสดุ”

หรือเอกสารที่ระบุว่า นำไม้ไปใช้ประโยชน์ในราชการ ณ สถานที่ใด

เพราะถ้าไม้เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย การนำออกไปใช้หรือจำหน่ายควรมี หลักฐานทางพัสดุ ไม่ใช่เรื่องที่ควรตอบจากการบอกเล่าปากต่อปาก

4. หอประชุม AD1 น่าสนใจมากขึ้น เพราะต้องแยกให้ออกว่า AD1 เองถูกทุบทิ้งแล้วและพื้นที่เดิมถูกผนวกเข้าโครงการอะไร เราควรขุดต่อถึงระดับ “เอกสารราชการ” เลยครับ โดยเฉพาะ 4 เรื่อง:

1. มติสภามหาวิทยาลัย/คำสั่งรื้อ AD1

2. โครงการที่จะใช้พื้นที่ AD1 หลังรื้อ

3. สัญญาหรือผู้รับเหมารื้อถอน

4. บัญชีไม้และวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน ว่าเอาไปไหน

ถ้าหา 4 ชิ้นนี้เจอ เรื่องจะเปลี่ยนจาก “เล่าประวัติอาคารเก่า” เป็นข่าวตรวจสอบที่มีน้ำหนักทันที เพราะจะตอบได้ว่า “AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหง ถูกทุบทิ้งด้วยเหตุผลอะไร และทรัพย์สินจากการรื้อถอนหายไปไหน” ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้น่าขุดครับ

AD1 น่าจะเป็นสัญญาณลักษณความเป็นรามคำแหงแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ เคียงคู่กับตึกหอสมุด ดีนะที่ไม่ทุบพ่อขุนทิ้งไปด้วย

AD1 ถูกทุบเพื่อศูนย์การเรียนรู้ ปมศูนย์เรียนรู้พ่อขุนฯ สร้างศูนย์เรียนรู้ 277 ล้าน แต่โครงการค้างร้างหญ้าท่วม จี้รามคำแหงตอบ เงิน–ไม้–สัญญาไปไหน

ทุบ AD1 สร้างศูนย์เรียนรู้ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ปล่อยรกร้างหญ้าท่วมหัว

ไปนั่งอยู่ขอบรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง สืบทราบมาแล้วว่า ทำไมรามจึง “ทุบ AD1”หอประชุมอันถือว่าเป็นบ้านหลังแรกของรามคำแหง และเป็นศูนย์ร่วมการทำกิจกรรมนักศึกษา

สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงนั้นเอง

โครงการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ข้อมูลสำคัญมาก เพราะช่วยยืนยันรายละเอียดของโครงการได้ค่อนข้างชัดเจน

โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(R.U. Library and Learning Center)
เป็นอาคาร: 5 ชั้น (กอ.)
ความสูง: 33 เมตร พื้นที่ใช้สอย: 25,000 ตร.ม.
ผู้รับจ้างในการก่อสร้าง คือบริษัท ทำเดไทย ธรรมชาติ จำกัด ที่อยู่ผู้รับจ้าง: 799/2 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ
ระยะเวลาก่อสร้าง: 850 วัน เริ่มก่อสร้าง: 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดสิ้นสุด: 31 พฤษภาคม 2559 (ตรงนี้บนป้ายโครงการระบุเช่นนั้น แต่ตัวเลขดูผิดปกติมาก เพราะ 850 วันไม่สอดคล้องกับระยะเวลาเพียง 4 เดือน บนป้ายวันสิ้นสุดโครงการ 31 พฤษภาคม 2559 ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่กำหนดไว้ 850 วัน) มูลค่าการก่อสร้าง: 277,000,000 บาท

ที่น่าสนใจที่สุดคือ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียง “อาคาร” ธรรมดา แต่ระบุชัดว่าเป็น “ศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” และมีทั้งส่วน Library และ Learning Center

ถ้าจะเอาไปต่อยอดเรื่อง “ทำไมรามทุบ AD1”

โดยสรุปคือ รามคำแหงทุบ AD1 เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้มูลค่า 277 ล้านบาท

แล้ววันนี้ศูนย์การเรียนรู้ไปอยู่ไหน?” โครงการนี้ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ก่อนหน้านี่มีการเอาสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วไว้ ทุกวันนี้หญ้าขึ้นรกท่วมหัว ไม่มีการก่อสร้างใดๆ ป้ายระบุชื่อโครงการก็ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว รถเครนที่เคยจอดเด่นอยู่กูถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว

“เปิดป้ายหลักฐาน 277 ล้าน! รามทุบ AD1 สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนฯ แต่โครงการไปไม่ถึงฝัน?”
ควรไล่ต่อ เอกสารโครงการปี 2559 ให้ละเอียด โดยเฉพาะ

1. แบบก่อสร้างเดิมของอาคารนี้
2. สัญญาจ้าง 277 ล้านบาท
3. เหตุผลที่โครงการไม่เสร็จ/ถูกยุติ
4. ใครเป็นผู้อนุมัติรื้อ AD1
5. เงินที่เบิกจ่ายไปแล้วเท่าไร
6. ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ทำอะไร
7. มีการยกเลิกสัญญา/เรียกค่าเสียหายกับผู้รับจ้างหรือไม่

ป้ายโครงการที่ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องที่น่าติดตามโดยเฉพาะตัวเลข 277 ล้านบาท + 25,000 ตร.ม. + โครงการศูนย์การเรียนรู้ นี่ควรเอามาชนกับสภาพพื้นที่ปัจจุบันเลยว่า “สร้างไปถึงไหน และเงิน 277 ล้านหายไปอยู่ตรงไหนของโครงการ”

วันแถลงข่าวผู้บริหารต้องมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงไม้จำนวนมาก มูลค่ามหาศาลอยู่ที่ไหน ใครเก็บรักษาไว้ หรือขายทอดตลาดไปแล้ว เงินอยู่ที่ใคร…?

นายอำเภอ สิงหนครนัดหน่วยงานถก!! ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อสงขลา ค่าออกซิเจนละลายน้ำบางจุดเป็นศูนย์ หน่วยงานเร่งหาต้นตอโรงงานหรือแหล่งอื่น อดีตเคยเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมหนักปี 63

นายอำเภอสิงหนครเรียกถกด่วน ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อ สงขลา

สายข่าวรายงานว่า หลังข่าวสะพัดเรื่องปลาในคลองสทิงหม้อ คลองปะโอ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ลอยตายเกลื่อนเต็มคลอง ให้เป็นที่สงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ โรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือไม่ ทำไมมักจะเกิดช่วงย่างเข้าหน้าฝนของทุกปี

จากการตรวจสอบพบข้อมูลทางราชการว่า คลองสทิงหม้อมีปัญหาคุณภาพน้ำและมีเหตุปลาตายจริงในปี 2569 และเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกปีและที่สำคัญคือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมตรวจพบจุดหนึ่งที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำเป็น ศูนย์ ซึ่งถือว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่พบล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีชาวบ้านแจ้ง ปลาตายและมีกลิ่นเหม็นในคลองสทิงหม้อ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร

ทราบว่า นายอำเภอสิงหนครเรียกทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเวลา 10.00 น้ำ.วันนี้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุอีกครั้ง ซึ่งควรมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรมผโรงงาน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เข้าร่วมด้วย

ส่วนงานที่ต้องตรวจสอบไว้หลายกลุ่ม ได้แก่
-โรงงานอุตสาหกรรม
-สถานประกอบการ
-ภาคเกษตรกรรม
-ชุมชนโดยรอบ

และมีการเสนอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ตรวจน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบบ่อย แต่แก้ปัญหาไม่ตก เป็นเพราะเหตุอะไร ภาคประชาชนในส่วนร่วมในการตรวจสอบแค่ไหน

ที่น่าสนใจมากคือวันที่ 3 กันยายน 2569 สคพ.16 ตรวจน้ำ 3 จุด พบว่า
จุดตรวจสะพานหนองโด ต.รำแดง ค่าของน้ำ DO หรือออกซิเจนละลายน้ำอยู่ที่ 8.4 mg/L

หน้าโรงงาน ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 0 mg/L

สะพานหัวขี้เหล็ก ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 3.0 mg
โดยเฉพาะ หน้าโรงงานมีค่าเป็น 0 ขณะที่จุดต้นน้ำอ้างอิงอยู่ที่ 8.4 และจุดท้ายน้ำ 3.0 mg/L นี่เป็นข้อมูลที่ควรขุดต่ออย่างจริงจัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจระบบน้ำทิ้งของโรงงานประกอบกันด้วย

แล้วทำไมปลาถึงตายช่วงฝนตก? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. ระบุว่า หลังฝนตกหนัก สภาพน้ำดีขึ้น และไม่พบปลาตายตอนเจ้าหน้าที่ลงตรวจ จึงมีความเป็นไปได้หลายกลไก เช่น

1. น้ำเสียสะสมในคลองช่วงน้ำไหลน้อย อินทรีย์วัตถุสูงทำให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย จน DO ลดลง
2. ฝนตกแล้วเกิดน้ำชะล้างจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงคลอง
ทั้งชุมชน เกษตร ฟาร์ม/แพกุ้ง และพื้นที่ประกอบการ
3. ฝนตกหนักอาจทำให้น้ำในคลองเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น
จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลังฝนตกหนักบางครั้งคุณภาพน้ำกลับดีขึ้น
4. น้ำเน่าเสียอาจเกิดเป็นช่วง ๆ

ถ้ามีการระบายน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นครั้งคราว เจ้าหน้าที่ไปตรวจหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็อาจไม่พบความผิดปกติ

และมีข้อมูลย้อนหลังที่น่าสนใจมาก เพราะ ปี 2563 ก็เคยเกิดปลาตายในคลองสทิงหม้อ–รำแดงจำนวนมาก โดยชาวบ้านในเวลานั้นตั้งข้อสังเกตถึงน้ำที่ไหลจากตอนบนและบริเวณด้านหลังโรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ระหว่างปรับปรุง

แล้ว “สองโรงงาน” ที่สงสัยล่ะ?

ตรงนี้ยัง ไม่อยากฟันธงชื่อโรงงานจากข้อมูลที่หาได้ตอนนี้ เพราะถ้าจะเขียนเป็นข่าวเชิงกล่าวหา ต้องระบุให้ชัดว่าโรงงานไหนตั้งอยู่ตรงไหน มีท่อระบายน้ำออกตรงใด และผลตรวจน้ำทิ้งเป็นอย่างไร

แต่ข้อมูลราชการมีจุดสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่เลือกตรวจ “หน้าโรงงาน ต.ทำนบ” เป็นจุดตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ และพบ DO = 0 mg/L จริง

ดังนั้นโจทย์ที่ควรไล่ต่อไม่ใช่แค่ “โรงงานปล่อยน้ำเสียหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ครบว่า

น้ำเสียมาจากไหน? ไหลมาจากทิศไหน? มีท่อระบายกี่จุด? โรงงานสองแห่งมีระบบบำบัดแบบไหน? ผลตรวจน้ำทิ้งหน้าโรงงานผ่านมาตรฐานหรือไม่? และทำไมบริเวณหน้าโรงงานจึงมี DO = 0 แต่จุดอ้างอิงต้นน้ำ 8.4?

ส่วนคลองปะโอ พบข้อมูลตำแหน่ง คลองปะโอ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร แต่ในการค้นครั้งนี้ ยังไม่พบรายงานทางราชการที่ยืนยันว่ามีเหตุปลาตายจำนวนมากในคลองปะโอในปี 2569 จึงยังไม่ควรเอาเหตุคลองปะโอมาปนกับคลองสทิงหม้อโดยไม่มีหลักฐาน

ถ้าจะทำเรื่องนี้ในสไตล์ข่าว “ปลาในคลองตายทุกปี ใครปล่อยอะไรลงคลอง?” ผมว่ามีประเด็นให้ขุดได้ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะการเอา ข้อมูลปี 2563 เทียบกับปี 2569 แล้วไล่ดูว่าโรงงาน/สถานประกอบการบริเวณเดิมมีอะไรบ้าง ระบบบำบัดน้ำเสียเปลี่ยนไปหรือไม่ และผลตรวจของรัฐเคยพบอะไร

ถอดรหัส “มอสสาด–ชุมชนชาวยิวในต่างแดน” ชุมชนชาวยิวในไทยถูกจับตา เปิดบทบาท Chabad–เครือข่ายความปลอดภัย และข้อสงสัยโยงมอสสาด สร้างเครือข่าย Sayanim ทั่วโลก

มอสสาด กับชุมชนยิวในต่างประเทศ

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบ้านเรา สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากมายาคติของคนยิวซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาและตามคัมภีร์ว่า ชาวยิว เป็น "ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก" (Chosen People) แนวคิดเรื่องชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อชาวยิว เพราะมีความหมายเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า โดยหมายถึงพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วหมายถึง:
- พันธสัญญา (Covenant): การถูกเลือกหมายถึงการได้รับพันธสัญญาและหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์อื่น
- ภาระหน้าที่ (Responsibility): ชาวยิวเชื่อว่าพวกเขาต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามความยุติธรรมและความเมตตา
- ความรักจากพระเจ้า: คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าทรงเลือกพวกเขาไม่ใช่เพราะมีจำนวนมาก แต่เพราะทรงรักและรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ อับราฮัม บรรพบุรุษของพวกเขา
แต่ความหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึง “ความเหนือกว่าทางเผ่าพันธุ์เมื่อเปรียบกับมนุษย์ในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ” แต่อย่างใด พฤติการณ์และพฤติกรรมของชาวยิว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จึงทำผู้คนมากมายในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่พอใจด้วยเช่นกัน ล่มสลายลงครั้งสำคัญจากน้ำมือของจักรวรรดิบาบิโลนในปี 587 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทำลายซ้ำโดยจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 70 ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นฐานจนเกิดเป็น ชุมชนยิว (Jewish Diaspora) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เนื่องจากรัฐอิสราเอลวางรากฐานตัวเองให้เป็น "บ้านของชาวยิวทั่วโลก" ความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) กับ ชุมชนยิวในต่างประเทศ (Jewish Diaspora) จึงกลายเป็นมิติเฉพาะตัวที่แทบไม่มีในหน่วยข่าวกรองของประเทศอื่น มอสสาดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จารกรรมความมั่นคง แต่ยังมีภารกิจปกป้อง อพยพ สร้างและใช้เครือข่ายชาวยิวในต่างแดนอีกด้วย
1.ภารกิจคุ้มครองและอพยพชาวยิว (Rescue & Aliyah Operations) มอสสาดมีหน่วยงานเฉพาะภายในชื่อ Bitzur ซึ่งรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยของชุมชนยิวในต่างประเทศ และประสานงานอพยพชาวยิวจากพื้นที่ขัดแย้งหรือประเทศที่มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงกลับสู่อิสราเอล:
- ปฏิบัติการ Moses & Joshua (1984–1985): ลักลอบพาชาวยิวเชื้อสายเอธิโอเปีย (Beta Israel) หลายพันคนเดินทางผ่านค่ายผู้อพยพในซูดานเพื่อบินต่อไปยังอิสราเอล
- ปฏิบัติการ Solomon (1991): ประสานงานขนย้ายชาวยิวเอธิโอเปียกว่า 14,000 คนสู่อิสราเอลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง
- ปฏิบัติการ Yachin (1961–1964): ลักลอบพาชาวยิวในโมร็อกโกกว่า 90,000 คนออกจากประเทศเพื่อตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล
- การช่วยเหลือในตะวันออกกลาง: อพยพชุมชนยิวออกจากประเทศอาหรับในยุคสงครามเย็น เช่น อิรัก ซีเรีย และเยเมน

2.สร้างเครือข่าย "Sayanim" (อาสาสมัครยิวในต่างแดน) คำว่า Sayanim (ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ช่วยเหลือ") คือชาวยิวสัญชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และยินดีให้ความช่วยเหลือมอสสาดในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
- รูปแบบการช่วยเหลือ: การให้เช่าบ้าน/รถยนต์ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเปิดบัญชีธนาคาร หรือการให้ข้อมูลท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการใช้อาวุธหรือการฆาตกรรม
- หลักการ: Sayanim ต้องมั่นใจว่าการช่วยเหลือมอสสาดนั้น จะไม่ส่งผลเสียหรือละเมิดความมั่นคงของประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่

3.การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนยิว (Diaspora Protection) หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เล็งเป้าหมายไปยังชาวยิวในต่างแดน เช่น การวางระเบิดศูนย์ชุมชนยิว AMIA ในอาร์เจนตินา (ปี 1994) มอสสาดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรมระบบอารักขา การเฝ้าระวัง และแชร์ข้อมูลข่าวกรองกรองภัยคุกคามให้กับโรงเรียน โบสถ์ซินากอก และศูนย์ชุมชนยิวทั่วโลก

ประเด็นความท้าทายและความขัดแย้ง
- ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง "ความจงรักภักดีซ้อน" (Dual Loyalty): การปฏิบัติการของมอสสาดที่ดึงชาวยิวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งสร้างความลำบากใจให้ชุมชนยิวในประเทศนั้นๆ เพราะอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลท้องถิ่นว่าจงรักภักดีต่ออิสราเอลมากกว่าประเทศบ้านเกิดของตนเอง
- ผลกระทบทางการเมือง: เมื่ออิสราเอลดำเนินนโยบายทางการเมืองหรือการทหารที่สุ่มเสี่ยง ชุมชนยิวในต่างประเทศมักตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการแก้แค้นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอสสาดต้องเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงในจุดนี้เช่นกัน

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) และ ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นพื้นที่พำนัก-ท่องเที่ยวของชาวยิว กับการเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.บริบทของชุมชนยิวในประเทศไทย
- โครงสร้างชุมชน: ชุมชนชาวยิวในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก (ประมาณ 1,000–2,000 คนที่อยู่อาศัยถาวร) ประกอบด้วยนักธุรกิจ ผู้ย้ายถิ่นฐาน และเจ้าหน้าที่การทูต
- ศูนย์กลาง Chabad House: ศูนย์ประสานงานและทำพิธีทางศาสนาของชาวยิว (Chabad) มีกระจายอยู่ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (ข้าวสาร), เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะสมุย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและทหารเกณฑ์เกษียณอายุชาวอิสราเอลเดินทางมาเยือนนับแสนคน
2.บทบาทของมอสสาดและหน่วยความมั่นคงในไทย
- การเฝ้าระวังและการแบ่งปันข่าวกรอง (Intelligence Sharing): มอสสาดและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, และ ศูนย์ปราบปรามการก่อการร้ายสากล (ศปภ.) ของไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่อาจใช้ไทยเป็นพื้นที่กบดานหรือวางแผนก่อเหตุ
- การอารักขาจุดสุ่มเสี่ยง: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงศูนย์ Chabad House ทุกแห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านการประเมินภัยคุกคามและคำแนะนำด้านมาตรการความมั่นคงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอลร่วมกับตำรวจไทย
3.เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้อง
- คดีรถบรรทุกซุกระเบิดปี พ.ศ.2537 (1994): กลุ่มก่อการร้ายพยายามใช้รถบรรทุกซุกระเบิดโจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ แต่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก่อน ทำให้แผนล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างมอสสาดและไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
- เหตุการณ์ระเบิดสุขุมวิท 71 ปี พ.ศ.2555 (2012): เหตุระเบิดพลาดของกลุ่มชาวอิหร่านในกรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลระบุว่าเป็นแผนการเล็งเป้าหมายสังหารนักการทูตอิสราเอล

ชุมชนยิวในไทย อาจไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการจารกรรมหรือการรับสมัครอาสาสมัคร (Sayanim) ขนาดใหญ่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่มีความสำคัญในฐานะ "พื้นที่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน" (Preventive & Protective Hub) ที่มอสสาดต้องคอยติดตามข่าวกรองร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล

สำหรับ แรบไบ โยเซฟ" หรือ แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ซึ่งเป็น หัวหน้าแรมไบประจำประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) และได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด ได้รับมอบหมายจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Chabad-Lubavitch ให้เข้ามาดูแลชุมชนชาวชาวยิวและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (1993) ปัจจุบันพำนักอยู่ในไทยมานานกว่า 30 ปี
- การได้สัญชาติไทย: เขาและครอบครัวได้ยื่นขอแปลงสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ระยะเวลาการพำนัก การลงทุน และการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติในช่วงปี พ.ศ. 2560
- ทำไมถึงถูกโยงกับ “มอสสาด” เพราะในขณะนี้ แรบไบโยเซฟ และเครือข่ายศูนย์ Chabad House ในไทย (เช่น ย่านสุขุมวิท, ถนนข้าวสาร, ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน) กำลังถูกตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมไทยใน 2 ประเด็นหลัก:

1.มิติด้านธุรกิจ: มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเรื่อง "อาณาจักรธุรกิจกินรอบวง" ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล (ที่พัก ร้านอาหาร ทัวร์) รวมถึงประเด็นเรื่องการระดมทุนและการถือครอง

2.มิติด้านความมั่นคง: เนื่องจากศูนย์ Chabad ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวยิว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่ล้วนแล้วแต่เคยประจำการในกองทัพอิสราเอล ในทางสากลศูนย์เหล่านี้จึงมักมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสื่อส่วนหนึ่งมักจะตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายนี้เข้ากับ "ซายานิม" หรือ “มอสสาด” โดยขณะนี้ เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์จากบริบทความเชื่อมโยงทางเครือข่ายชาวยิวเท่านั้น ด้วยยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดในลักษณะนั้น หากพบว่า บุคคลใดที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีพฤติการณ์และพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ บุคคลนั้นก็จะถูกพิจารณาเพิกถอนสัญชาติไทย และเนรเทศออกไปจากราชอาณาจักรอย่างแน่นอน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

รามคำแหง เผยทำเนียบอธิการบดี!! 54 ปีรามคำแหง เปิดไทม์ไลน์อธิการบดี 10 คน ‘รังสรรค์’ ครองตำแหน่งยาวสุด จับตา ‘วุฒิศักดิ์’ รักษาการร่วม 4 ปี ตั้งคำถามรักษาการยืดเยื้อไม่จบ

เปิดทำเนียบอธิการบดี ม.รามคำแหง “รังสรรค์”นั่งยาวที่สุด ตามด้วย “วุฒิศักดิ์”

มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2514 เดิมฉบับร่างใช้ว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่ สส.ขอนแก่น ”แคล้ว นรปติ ได้ขอแปรญัตติ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โดยมีปรัชญาเป็น “ตลาดวิชา” เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า

ยุคเบบี้บูม มีเยาวชนเรียนจบมัธยมปลายจำนวนมาก และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับได้ไม่เพียงพอ เยาวชนถูกดีดออกนอกระบบการศึกศาล ม.รามคำแหงจึงก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนเหล่านั้น

54 ปี ม.รามคำแหงได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบแรงงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ บัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยแต่ละคนกว่าจะจบได้สั่งสมประสบการณ์ วิชาความรู้มากมาย มีการศึกษานอกระบบสืบทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย หลายคนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารองค์กร เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฏีกา เป็นต้น

54 ปี ม.รามคำแหงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน น้ำท่วมอย่างน้อย 3 คน ไฟไหม้โรงพิมพ์ การชุมนุมทางการเมือง การสร้างกิจกรรมหล่อหลอมนักศึกษา เป็น 54 ปี ที่ผ่านการบริหารของอธิการบดีมาแล้ว 10 คน มีทั้งอธิการบดีตัวจริง” มีทั้ง “รักษาราชการแทนอธิการบดี” โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2564 มีความซับซ้อนในตำแหน่งพอสมควร

อธิการบดีคนแรกของรามคำแหง คือ
ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์
บริหารช่วง13 พ.ค. 2514 – 12 พ.ค. 2516 / 30 พ.ค. 2516 – 22 มิ.ย. 2516 และกลับมาอีกครั้ง 28 พ.ย. 2521 – 1 ก.ค. 2523 เคยมีปรากฏการณ์นักศึกษาชุมชุมขับไล่ ศ.ดร.ศักดิ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคราวไคร้ของเผด็จการ

ต่อมา ศ.กำธร พันธุลาภ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี 2 ก.ย. 2517 – 1 ก.ย. 2519 / 21 ก.ย. 2519 – 20 ก.ย. 2521

รศ.ดร.อภิรมย์ ณ นคร เข้ามารับช่วงบริหารต่อจาก ศ.กำธร ระหว่าง
3 ต.ค. 2523 – 2 ต.ค. 2525

รศ.สุขุม นวลสกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอธิการบดีต่อ นั่งบริหารช่วง
15 ม.ค. 2526 – 14 ม.ค. 2528 / 15 เม.ย. 2528 – 14 เม.ย. 2530

ศ.ดร.ธรรมนูญ โสภารัตน์ ได้รับเลือกตั้งต่อจาก รศ.สุขุม นวลสกุล บริหารช่วง 13 พ.ค. 2530 – 12 พ.ค. 2532

“ติงลี่-รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารช่วง 6 ก.ค. 2532 – 5 ก.ค. 2534 / 20 ก.ย. 2534 – 2537

รศ.รังสรรค์ แสงสุข ได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในตำแหน่งอธิการบดียาวนานที่สุด นั่งบริหารช่วง 13 ม.ค. 2537 – 16 ม.ค. 2550 รวม 4 วาระ

เมื่อ รังสรรค์วางมือ รศ.คิม ไชยแสนสุข เข้ามาสบทอดต่อ ช่วง 18 มิ.ย. 2550 – 10 ก.พ. 2554

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้รับความไว้วางจากจากบุคลากรรามฯ เข้ามาบริหารช่วง
21 ต.ค. 2554 – 20 ต.ค. 2558 และได้รับเลือกตั้งอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ลุกขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งอธิการบดีจากวุฒิศักดิ์ และได้รับความไว้วางใจให้บริหารช่วง
12 ก.ย. 2564 – 9 พ.ย. 2565

ข้อมูลทำเนียบเดิมระบุรายละเอียดวันเริ่ม-สิ้นสุดของแต่ละวาระไว้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะ 7 คนแรก และยืนยันว่ารังสรรค์ แสงสุขดำรงตำแหน่ง 4 วาระยาวที่สุดในประวัติศาสตร์รามคำแหง

แต่มี “ช่วงรักษาการ” ที่ต้องใส่ในไทม์ไลน์ด้วย

10 ก.พ. 2554 – ก่อน 21 ต.ค. 2554 หลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข พ้นจากตำแหน่ง วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่ 10 ก.พ. 2554

จากนั้นวุฒิศักดิ์จึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น อธิการบดีตัวจริง ตั้งแต่ 21 ต.ค. 2554 และอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

หลังสืบพงษ์ถูกถอดถอน 9 พ.ย. 2565
สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่เรื่องถูกศาลปกครองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งทุเลาการถอดถอนและการแต่งตั้งรักษาการดังกล่าว ก่อนสถานะจะเปลี่ยนตามกระบวนการศาลภายหลัง

และที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันปี 2569 วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ยังปรากฏเป็น “ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี” ไม่ใช่อธิการบดีที่ได้รับแต่งตั้งตามวาระ 4 ปี แต่เป็นการรักษาราชการแทนที่ยาวนานร่วม 4 ปี

ส่วน สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีพระบรมราชโองการถอดถอนย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย. 2565 ซึ่งประกาศออกมาในปี 2569 หลังผ่านกระบวนการศาล

จนถึงขณะวุฒิศักดิ์ ยังคงรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีอยู่ โดยยังไม่มีทีท่าใดๆว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการริเริ่มให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีอะไรปรากฏว่าจะมีดำริให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆที่อยู่รักษาการมาแล้วร่วม 4 ปี

จึงมีคำถามว่า “คำว่ารักษาการ”ควรจะอยู่นานแค่ไหน ใครไม่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่งอธิการบดีตาม พรบ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับปี 2541

‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้

“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”

นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา

แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?

เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน

ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม

จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”

การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”

ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ

เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ

เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย

จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง

ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง

ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”

จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา

สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา

กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก

ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว

คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”

เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง

ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา

โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม

แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”

สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง

ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป

เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ

แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง

และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”

ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด

“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่

สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน

หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง

และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้

แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า

“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน

นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม

และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง

แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้

‘แมน-นายหัวไทร’ ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยน!! ย้ำยังเป็น 'แมนคนเดิม' พร้อมยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ ปฏิเสธข่าวปลอมและการบิดเบือน ตั้งใจเผยความจริงสู่สังคมเสมอ

แมน-นายหัวไทร จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน
หลังจากผมเสนอข่าวและชำแหละการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อเนื่องมา 4-5 ตอน ก็เริ่มมีความพยายามบางอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการปล่อยข่าว การตั้งคำถามกับตัวผม รวมไปถึงการพยายามทำให้เกิดภาพว่า
“พี่แมนเปลี่ยนไป”

บางรายถึงขั้นเข้ามาป่วน ตั้งข้อกล่าวหา และสร้างเรื่องราวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น บอกว่าเป็นศิษย์เก่าเข้ามาป่วน มีคนจ้างให้เขียน บ้างก็เข้ามาแสดงความชื่นชมถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องมหาวิทยาลัย

ผมไม่ได้แปลกใจ เพราะคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ย่อมต้องรู้ว่า เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ มีอำนาจ และมีผู้คนเกี่ยวข้อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากยืนยันให้ชัดเจนคือ ผมยังเป็นแมนคนเดิม และ “นายหัวไทร” คนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

ทุกเรื่องที่นำเสนอ ผมยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ตั้งคำถามจากสิ่งที่ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมกันพิจารณา

ผมไม่ได้มีหน้าที่เชียร์ใคร ไม่ได้มีหน้าที่เป็นกองเชียร์ของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์หรือสนับสนุนใคร เพียงเพราะเคยรู้จักหรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะพิจารณาประเด็นเป็นสำคัญ

การที่ผมไม่เชียร์เขา ไม่สัมภาษณ์เขา ไม่ได้หมายความว่าผมเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเครื่องยืนยันด้วยซ้ำว่า ผมยังยืนอยู่บนจุดเดิม

จุดยืนที่ว่า…“ใครใช้อำนาจรัฐ ต้องถูกตรวจสอบ” และผู้นั้นต้องยอมรับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน องค์กร หน่วยงานของรัฐ ต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ
เงินภาษีของประชาชน ต้องตอบได้ว่าใช้ไปอย่างไร และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น คนทำหน้าที่สื่อก็มีสิทธิที่จะถาม มีสิทธิที่จะตรวจสอบ และมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงมาเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้บริหารที่ถูกตั้งคำถามก็มีหน้าที่ในการตอบ/ชี้แจง

ผมไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายกับใคร ผมยืนบนลำแข้งลำขาของตัวเอง ผมเลือกเป็น ฝ่ายของข้อมูล/ข้อเท็จจริง หากข้อมูลที่นำเสนอผิด ผมพร้อมแก้ไข
หากมีข้อมูลใหม่ ผมพร้อมนำเสนอ หากผู้ถูกกล่าวถึงมีข้อเท็จจริงอีกด้าน ผมพร้อมรับฟัง

แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับ คือการสร้างข่าวเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการใช้คนเข้ามาป่วนเพียงเพราะไม่พอใจกับสิ่งที่ผมนำเสนอ เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ของเขา

เพราะการทำงานของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายใคร แต่มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบคนที่ใช้อำนาจ และตรวจสอบกลไกของรัฐ

นี่คือหน้าที่ที่ผมเลือกทำมาตลอด และนี่คือเหตุผลที่ชื่อ “นายหัวไทร” ยังยืนอยู่ตรงนี้

ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าใครจะพยายามสร้างภาพว่าผมเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมก็ยังเป็นผม “แมนคนเดิม”และยิ่งถูกกดดันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องยืนยันหลักการให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคำชมของใครคนหนึ่ง คือการตอบคำถามของสังคมให้ได้ว่า
เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาหรือยัง

สำหรับผม คำตอบยังเหมือนเดิม ตรวจสอบอำนาจ ยืนข้างข้อเท็จจริง
และรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

นี่คือจุดยืนของผม และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top