‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”
โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้
“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”
นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา
แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?
เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา
อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน
ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม
จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”
การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”
ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน
ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว
สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”
คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ
เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ
เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว
เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย
จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท
เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง
ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง
ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”
จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา
สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา
กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก
ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว
คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย
เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”
เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง
ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา
โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม
แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”
สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร
โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง
ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป
เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ
แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง
และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว
“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”
ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด
“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”
นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่
สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน
หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง
และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้
แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า
“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน
นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม
และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง
แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้










