Tuesday, 15 September 2026
อบจสงขลา

‘ไพเจน มากสุวรรณ์’ อดีตนายก อบจ.สงขลา มือวางน้ำดีที่ชาวบ้านยังเชื่อมั่น กับอนาคตทางการเมืองคลุมเครือ เบื่อการเมืองจริงหรือเพียงพักชั่วคราว

(30 ต.ค. 68) ผมไม่รู้ว่า 'ไพเจน มากสุวรรณ์' อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) คิดอย่างไรกับการเมืองในปัจจุบัน แม้ผมจะได้ยินจากปากตัวเองว่า “เบื่อๆ กับการเมือง”

แต่ผมคิดว่า ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง น่าจะเป็นความรู้สึกเบื่อไอยากๆมากกว่า เหมือนคนกิน “ข้าวเหนียวทุเรียน” คืออยากจะกิน แต่กินมากก็ “เอือน” แต่ปากก็ยังอยากจะกิน ไหนจะกลัวอ้วนมั่ง กลัวน้ำตาลสูงบ้าง 

ไพเจนน่าจะมีอาการแบบนั้น แต่เห็นจากการเดินสายพบโน้นพบนี้ น่าจะคิดอะไรอยู่เป็นแน่แท้ คิดอะไรบ้าง คิดจะลงสมัคร สส.คิดว่าจะลงเขตไหนดี หรือคิดว่าจะลงสมัครนายกฯอบจ.อีกสมัย ก็ต้องรออีก 3 ปีกว่า อายุก็มากขึ้นทุกวัน หรืออาจจะมีข้อมูลถึงอนาคตของนายกฯสุพิศ พิทักษ์ธรรม ว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในเร็วๆเร็วๆ นี้

อุบัติเหตุว่า จะโดนใบแดงหรือไม่ กับข้อร้องเรียนหาเสียงอ้างอิงสถาบัน ก็อยู่ที่ กกต.ว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง คือยกคำร้อง หรือให้ใบแดง เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจ โดยอ้างอิงข้อกฎหมายประกอบ

คำว่า เบื่อๆ กับการเมือง อาจจะมาจากการเมืองที่เข้ามากระแทกแรงๆ เช่น เรื่องสัญญากู้เงิน มีสัญญาจริงหรือไม่ กู้จริงไหม หรือเปล่าการเข้าใจผิด สัญญาถูกฉีกทิ้งไปแล้ว และเป็นการฉีกทิ้งก่อนหมดวาระ จึงไม่ต้องแสดงในรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินกับ ปปช.หลังพ้นตำแหน่ง เป็นต้น

อยากๆ เห็นได้ชัดว่า นายกฯไพเจนยังเดินทางไปร่วมงานโน้นงานนี้ เข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน สังคมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเป็นสำนึกต่อคะแนนเสียงที่เคยมอบให้ หรือยังประสงค์จะก้าวเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง จึงยังมีเยื่อใยต่อกันอยู่

ต้องยอมรับความจริงว่า นายกฯไพเจนยังเป็นที่นิยมชมชอบของชาวบ้านอยู่ ช่วงหมดวาระก็มีกระแสเรียกร้องสูงให้ลงสมัครต่อ แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางอย่างต้องตัดสินใจวางมือ ทั้งๆ ที่เสียงดี มีภาพพจน์ดี ไม่ค่อยมีข่าวในทางลบ

ถ้าให้อ่านใจผมว่า 50:50 ว่าจะลง สส.หรือลงนายกฯอบจ.อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมืองในวันข้างหน้า

ถ้าไพเจนตัดสินใจลงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างน้อยก็ได้ก็ภาพสีเทา-ดำ ของสงขลาได้บ้าง

มรสุมรุม ‘สุพิศ’ อบจ.สงขลา!! ถูกตรวจเข้มรอบทิศ บทพิสูจน์ผู้นำท้องถิ่นต้องปรับเกมการเมือง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่พ้นคดี แต่ต้องกู้ศรัทธา ถ้าไม่ปรับเกมการเมืองและการสื่อสาร อาจไม่ผ่านบทตัดสินของประชาชน

“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง

บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น

การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย

จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง

สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้

การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”

คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้

“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”

นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา

แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?

เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน

ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม

จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”

การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”

ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ

เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ

เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย

จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง

ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง

ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”

จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา

สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา

กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก

ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว

คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”

เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง

ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา

โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม

แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”

สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง

ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป

เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ

แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง

และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”

ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด

“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่

สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน

หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง

และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้

แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า

“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน

นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม

และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง

แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top