Saturday, 17 October 2026
นายหัวไทร

ไทยพีบีเอส ทุนหนาสุด ใช้เงินปีละ กว่า 2,000 ล้าน แต่ยังขาดทุน!! เปิดตัวเลขรายจ่ายทีวีดิจิทัลปี 2568 ทะลุสูงสุด 2,625.5 ล้าน ทิ้งห่างช่อง 7HD กว่า 600 ล้าน เนชั่นฯ ลดค่าใช้จ่าย ทำกำไรบ้างแล้ว

เปิดตัวเลขทีวีดิจิทัล ใครควักจ่ายหนักสุด
ไทยพีบีเอส รายจ่ายปี 2568 ทะลุ 2,600 กว่าล้านบาท จ่ายหนักสุด 7 เท่าของช่องเนชั่นทีวี

เปิดตัวเลขรายจ่ายรวมปี 2568 ของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลไทย พบว่า ไทยพีบีเอสมีรายจ่ายรวมสูงสุด 2,625.5 ล้านบาท ทิ้งห่างสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ช่อง 7HD ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายจ่าย 2,005.6 ล้านบาท

ข้อมูลจากกราฟิกที่เผยแพร่โดย Nation Online แสดงให้เห็นตัวเลขรายจ่ายของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลหลายแห่ง โดยเรียงจากรายจ่ายสูงไปต่ำ ดังนี้

-ไทยพีบีเอส 2,625.5 ล้านบาท
-ช่อง 7HD 2,005.6 ล้านบาท
-ช่อง 3 1,506 ล้านบาท
-อสมท 1,395.8 ล้านบาท
-ไทยรัฐทีวี 1,333 ล้านบาท
-ช่อง 8= 1,037.4 ล้านบาท
-อมรินทร์ทีวี 1,003.3 ล้านบาท
-PPTV 804.5 ล้านบาท
-TNN 585.6 ล้านบาท
/เนชั่นทีวี 389.6 ล้านบาท
-ช่องวัน 31 =272.1 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยพีบีเอสเป็นสถานีที่มีรายจ่ายรวมสูงที่สุดในกลุ่มที่นำเสนอ โดยสูงกว่าช่อง 7HD ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ประมาณ 619.9 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายรวมเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารหรือความคุ้มค่าในการดำเนินงานได้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดงบประมาณ แหล่งรายได้ ภารกิจของแต่ละสถานี และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายประกอบด้วย

กล่าวสำหรับเนชั่นทีวี เดิมน่าจะมีรายจ่ายปีละ 500 กว่าล้าน หรือตกเดือนละ 47-48 ล้าน แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น รายจ่ายจึงลดลงเหลือ 387 ล้านบาท จึงมีฐานะมีกำไรบ้างแล้ว

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

มหานครภูเก็ต–เชียงใหม่ ยังติดด่านมหาดไทย!! มหาดไทยยังถกข้อกฎหมาย พร้อมร่างฉบับภาคประชาชน วุฒิสภาผ่านรายงาน 2 ฉบับ รอเสนอ ครม. และล่ารายชื่อเพิ่ม

มหานครภูเก็ต-มหานครเชียงใหม่ ติดขัดอยู่ที่มหาดไทย

มีคำถามว่า มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ที่เป็นนโยบายรัฐบาล และให้เร่งศึกษา ไปถึงไหนแล้ว ติดขัดอะไร ทำไมถึงเงียบหายไป

คำตอบคือ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาและทำความเห็นเพื่อเสนอ ครม. ยังไม่ได้เป็นกฎหมายครับ ยกเว้นร่างฉบับภาคประชาชนที่เสร็จแล้ว

ขอแยกเป็น 2 สายที่เดินคู่กันอยู่
1. สายรัฐบาล - กระทรวงมหาดไทย
นี่คือสายหลักที่รับผิดชอบโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ 18 พ.ค. 2569 วุฒิสภา พิจารณารายงานเสร็จแล้วทั้ง 2 ฉบับ คือ รายงานการจัดตั้ง ภูเก็ตมหานคร และ เชียงใหม่มหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว โดยคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

15 ก.ค. 2569 หลังนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่อง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานประชุมนัดแรกเพื่อยกร่างความเห็น

สิ่งที่มหาดไทยต้องทำตามมติของคณะกรรมการการกระจายอำนาจ (ก.ก.ถ.) คือ วิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและรวบรวมข้อคิดเห็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกฯ และ ครม. ภายในกรอบ 30 วัน (เลยกรอบเวลาแล้ว)
ประเด็นที่มหาดไทยติดอยู่และต้องตอบให้รอบคอบคือ ถ้ายฐานะเป็นมหานคร ต้อง ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในพื้นที่หรือไม่

สายบังคับบัญชา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จะไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯมหานคร ที่มาจากเลือกตั้ง แทนที่จะขึ้นกับนายอำเภอ/ผู้ว่าฯแต่งตั้ง หรือไม่

กลไก Single Command ตอนภัยพิบัติ, ความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างจังหวัด ถ้าให้มหานครเก็บภาษีเองเยอะ พูดง่ายๆ คือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรับลูกนโยบายนี้เต็มที่ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำยังขอชะลอเพื่ออุดช่องโหว่

2. สายประชาชน - ร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อ 10,000 คน
เดินคู่กันมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกพับไปตอนรัฐประหาร 2557 แล้วกลับมาอีกครั้งปี 2567-2568
• ทีมเชียงใหม่ตั้งเป้าล่ารายชื่อ 10,000 คน เพื่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเข้าสภาได้โดยตรง

ส่วนภูเก็ตก็มีประชาชนยื่นหนังสือริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.ภูเก็ตมหานครต่อพรรคประชาชนในรัฐสภาเช่นกัน รูปแบบที่เสนอเหมือนกันทั้ง 2 จังหวัด
ตามรายงานของวุฒิสภาและร่างประชาชน สรุปตรงกันคือ
-เป็นรูปแบบท้องถิ่นเป็น 2 ระดับ ระดับบนคือ มหานคร ระดับล่างคือ เทศบาลและ อบต.
ระดับบนมี ผู้ว่ามหานครและสภามหานคร มาจากเลือกตั้งโดยตรง
มีสภาพลเมือง กว่า 200 คนจากตัวแทนอาชีพต่างๆ มาตรวจสอบและเสนอนโยบาย

ด้านการคลัง ให้มหานครมีรายได้เพิ่มจากภาษีที่รัฐเก็บในพื้นที่ เช่น VAT, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีเงินได้ แบ่ง 50:50 กับส่วนกลาง และเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน
สรุปสถานะปัจจุบัน ต.ค. 2569: ยังไม่ถึง ครม. และยังไม่เข้าสภาในฐานะร่างรัฐบาล อยู่ที่ขั้นตอนมหาดไทยทำบทสรุปความเห็นตามที่วุฒิสภาเสนอมา ส่วนภาคประชาชนก็ยังรณรงค์ล่ารายชื่ออยู่ ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันผลักดันต่อจริง ขั้นต่อไปคือต้องเห็นร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับจากมหาดไทยเข้า ครม.

มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ยกฐานะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังติดอยู่ที่มหาดไทย ที่ยังคิดไม่ออกกับการถูกลดอำนาจ

เกมปรับ ครม. สกัด ‘ไอเดียร์’!! โรมเปิดโปงสามีแก๊งสแกมเมอร์ ชี้สินบน 40 ล้าน เรื่องเดือดในสภา พรรคในบุรีรัมย์ปะทะคนใหม่ชัยภูมิ รอดูชี้แจง กมธ. 7 ต.ค.

เกมปรับ ครม.สะกัด “แทนทรัพย์” โตข้ามบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งข้อมูลฝ่ายค้านแฉสแกมเมอร์

นี้คือเกมการเมืองในสภาที่ซ้อนกัน 3 ชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียครับ ต้องดูต้นสายจริงๆกับปรากฏการณ์ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดฉากแฉ สามี สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชาวจีนเชื้อสายออสเตรเลีย อาจจะเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ

เดือดทั้งสภากับกระทู้ของโรม ที่ถามความคืบหน้าเรื่องเงินสินบน 40 ล้าน ให้หยุดปราบแก๊งสแกมเมอร์ เรามาลองลำดับเหตุการณ์ และวิเคราะห์กันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
1. เหตุการณ์จริงที่เกิดในสภาคือ วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โรมตั้งกระทู้ถาม ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เรื่องมีคนเสนอสินบน 40 ล้านให้รัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร
ไชยชนกสวนกลับว่า สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ก็เอี่ยวเว็บพนัน
โรมเลยสวนว่า ถ้าจะปราบให้แฟร์ ให้ไปดู "สส.หญิงชัยภูมิคนหนึ่ง ที่อาจจะมีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ"

ชัยภูมิ สส.หญิงมีคนเดียวคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ พรรคภูมิใจไทย ลูกสาว สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 3 พ่อลูกอยู่ภูมิใจไทยทั้งคู่ ก่อนหน้านี้อยู่พลังประชารัฐมาก่อน

ไอเดียร์ลุกโต้ทันทีว่าพูดลอยๆ ทำให้เสียหาย ให้เปิดหลักฐานเลย ถ้าไม่มีหลักฐานทำให้เขาเสียหาย ให้ถอนคำพูดสุดท้ายโรมไม่ถอนคำพูด โดนรองประธานสภาฯ เชิญออกจากห้องประชุม
หลังจากนั้นโรมแถลงต่อว่าจะเรียก ไอเดียร์และสามี นายซาง ไท่หยาง ชาวจีนสัญชาติออสเตรเลีย มาชี้แจง กมธ.กฎหมาย 7 ต.ค. ประเด็นคือเงินเกือบ 1900 กว่าล้านมาจากไหน บริษัทที่เขาปล่อยกู้ล้มละลายไปแล้ว บางกองทุนคนติดคุกไปแล้ว
และโรมทิ้งบอมบ์อีกดอกว่า ไอเดียร์เคยเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี คาบเกี่ยวกับช่วงมีเรื่องสินบน 40 ล้านด้วย

ฝ่ายไอเดียร์ไปแจ้งความหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่ บก.ปอท. และยืนยันว่าสามีก่อนแต่งก็รวยอยู่แล้ว เขาทำธุรกิจลงทุนหลายบริษัท ไม่ได้เอี่ยวสแกมเมอร์

พ่อคือ สัมฤทธิ์ ก็ออกมาบอกว่าเชื่อลูกเขยทำธุรกิจสตาร์ทอัพสุจริต มีระบบตรวจสอบเข้มงวดในต่างประเทศ พร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ แต่ติงว่า กมธ.ไม่มีอำนาจเรียกคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง มาให้ข้อมูล

2. วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุ

ก. โซ้ย หรือแซะกันเองในภูมิใจไทย หวังผลเรื่องการปรับ ครม.ภูมิใจไทยตอนนี้มีโควตา 19 ตำแหน่ง แต่ สส.ทะลักเข้ามาเยอะ สูตรล่าสุดคือ 10 สส. ต่อ 1 รมต. แปลว่าแย่งกันดุเดือดมาก พ่อลูกตระกูลแทนทรัพย์ ถือ 2 เก้าอี้ในชัยภูมิ เป็นบ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย ถ้าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี ลูกสาวก็เป็นฐานต่อรอง กลุ่มเก่าในบุรีรัมย์+บ้านใหญ่เจ้าถิ่นเดิมจึงไม่พอใจ อยากสกัดไม่ให้ตระกูลใหม่โตเร็ว

ข. ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้าน - ประชาชน และ ประชาธิปัตย์ เป็นไปได้หรือไม่
นี่คือวิธีที่เนียนที่สุดในสภาไทย และเกิดขึ้นบ่อยในช่วงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือปรับ ครม. ตอนนี้ข้อมูลทรัพย์สิน 1,900 ล้านของไอเดียร์และสามี ใครก็เปิดดูได้จาก ป.ป.ช. แต่ข้อมูลเชิงลึกว่าบริษัทไหนล้มละลาย กองทุนไหนคนติดคุก ต้องมีคนชี้เป้า โรมถึงพูดได้ว่า "ไม่ต้องห่วงหลักฐานมาแน่" แสดงว่ามีคนส่งไฟล์ให้แล้ว

การที่โรมได้ข้อมูล แล้วประชาธิปัตย์ โดยศิริโชค โสภา อดีต สส.ก็น่าจะได้ข้อมูลเดียวกัน แบ่งกันเล่น โรมเปิดประเด็น ศิริโชคขยี้ต่อ ประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งตอกย้ำเจตนารมณ์ไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยเพราะ "ละอายใจต่อบรรพบุรุษ" ก็ออกมาซ้ำเรื่องความโปร่งใส จึงเข้าล็อคทฤษฎี "ยืมมือฝ่ายค้านฆ่า" ไม่ต้องเปลืองตัวทะเลาะกันเองในพรรคร่วม
ค. โซ้ยแซะพ่อ สกัดนั่งรัฐมนตรี นี่คือเป้าหลัก พ่อคือ สัมฤทธิ์ เป็นประธาน กมธ.พาณิชย์ฯ กำลังมีชื่อลุ้น รมต. ถ้าลูกสาวโดนแผลเรื่องสามีพัวพันสแกมเมอร์และฟอกเงิน พ่อก็หมดความชอบธรรมทันที ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ปปง.ต้องเข้ามายึดอายัดตรวจสอบก่อน โรมจงใจพูดเรื่องนี้
และถ้าลูกสาวโดน ป.ป.ช.สอบหนัก ก็เท่ากับตัดขาตระกูลแทนทรัพย์ทั้งตระกูล ไม่ใช่แค่สกัดไอเดียร์คนเดียว

ง. ใครแซะ ใครโซ้ย? ถ้าเรียงตามผลประโยชน์:
-คนแซะไอเดียร์: กลุ่มบ้านใหญ่เดิมในภูมิใจไทยที่เสียโควตา รมต. ให้กลุ่มใหม่ย้ายมา + กลุ่มที่อยากดันคนของตัวเองนั่งดีอี แทนสายของไชยชนก
-คนโซ้ยพ่อ: กลุ่มเดียวกัน เพราะถ้าพ่อได้ รมต. บ้านใหญ่ชัยภูมิจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ในอีสานทับซ้อนกับขั้วบุรีรัมย์
-คนได้ประโยชน์จากการให้โรมแฉ: ภูมิใจไทยสายหลัก (ชิดชอบ) เองก็ได้ประโยชน์ เพราะได้อ้างว่าพรรคพร้อมให้ตรวจสอบ โชว์ว่าตัวเองปราบสแกมเมอร์จริง แต่ก็ได้กำจัดกลุ่มที่อาจเป็นจุดอ่อนเรื่องทุนสีเทาไปในตัว

สรุปสั้นๆ: นี่ไม่ใช่เรื่องโรมอยากแฉไอเดียร์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องคนในภูมิใจไทยอยากใช้โรมเป็นมีดไปเชือดกันเอง ก่อนโผ ครม. อนุทิน 2 จะออก โรมได้คอนเทนต์ปราบสแกมเมอร์ที่เป็นจุดยืนพรรคประชาชนมาตลอด ส่วนคนส่งข้อมูลในภูมิใจไทยได้กำจัดคู่แข่งโดยไม่ต้องออกหน้าเอง

ต้องรอดูวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไอเดียร์กับสามีจะกล้าเข้าชี้แจง กมธ.หรือไม่ และ ป.ป.ช. จะเรียกสอบที่มาทรัพย์สิน 1.9 พันล้านเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นตัวตัดสินว่านี่คือการสกัดทางการเมือง หรือมีมูลเรื่องฟอกเงินจริง

หลังศาลปกครองกลางยกฟ้อง!! กรรมการสรรหาฯยื่นศาลปกครอง สั่ง ‘หมอสรณ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยันคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ป้องกันกระทบประโยชน์ชาติ

"ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. มีมติยื่นศาลปกครอง สั่ง 'หมอสรณ' หยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. ชี้ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ"

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคดีถึงที่สุด
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณฯ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ ศ.คลินิกสรณฯ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่า เพื่อมิให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงัก อันทำให้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรยื่นคำร้องให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 ประกอบกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ ศ.คลินิกสรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป

ศาลฎีการับคดีเลือกตั้ง สว. ศาลรับคดีฟ้อง กกต. ปมเลือก สว. นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค. นี้ ร้องสอบทุจริต ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ เชื่อกระทบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง 2 คดี ผู้สมัคร สว. - สว.สำรอง ยื่นฟ้อง อดีตประธาน กกต.กับพวก ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย กกต.ปมเลือก สว.และประกาศรับรองผล นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี อันเป็นคดีเกี่ยวกับการเลือก สว./คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว9/2569 เเละ คดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569

โดยคดีแรกเป็นคดี ที่นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

โดยคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวก รวม 3 คน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ทั้งสองคดีในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น. ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 5

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว. 10/2569 กรณีตนยื่นร้อง กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว. ปี 2567 เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว. และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว. ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว. ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว. เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

“ขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต. รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ”นายอัครวัฒน์ กล่าว
.
สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว. โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ โดยแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Cr ; nation online

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top