Saturday, 18 July 2026
นายหัวไทร

เก้าอี้ “หมอสรณ” ไม่ได้จบแค่คำวินิจฉัย แต่กำลังเปิดเกมสรรหาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณสมบัติ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของ กสทช. นัดประชุมจันทร์ 21 ก.ค. กำหนดทางหาคนใหม่สายคุ้มครองผู้บริโภค

กรรมการสรรหานัดถกทันที จันทร์ 21 กรกฏาคม วางกรอบหาคนใหม่แทน “หมอสรณ”

โดยหลักแล้ว การสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะใช้กลไกเดียวกับการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมา ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพียงแต่เป็นการสรรหาเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่าง ไม่ใช่การสรรหายกชุดทั้งหมด 

สรุปขั้นตอนเป็นลำดับได้ดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหา เปิดรับสมัครหรือเปิดให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในด้านที่ตำแหน่งนั้นว่างอยู่ (คราวนี้เป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค)

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างละเอียด

3. สัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

4. คัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ

5. ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

6. เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. 

ส่วน คณะกรรมการสรรหา ก็ยังเป็นองค์กรตามกฎหมายชุดเดิม ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

สิ่งที่ต่างจากการสรรหาครั้งก่อน กรณีของ นพ.สรณ มีความพิเศษตรงที่ คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยภายหลังว่าเข้าลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่การเลื่อนผู้ที่เคยได้คะแนนรองลงมา หรือดึงบัญชีสำรองขึ้นมาแทน 

ดังนั้น หากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเพิ่มเติม ขั้นตอนการสรรหาครั้งใหม่นี้จะเป็น การเปิดสรรหาใหม่ในตำแหน่งที่ว่าง ตามกระบวนการเดิม

มรสุมรุม ‘สุพิศ’ อบจ.สงขลา!! ถูกตรวจเข้มรอบทิศ บทพิสูจน์ผู้นำท้องถิ่นต้องปรับเกมการเมือง โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่พ้นคดี แต่ต้องกู้ศรัทธา ถ้าไม่ปรับเกมการเมืองและการสื่อสาร อาจไม่ผ่านบทตัดสินของประชาชน

“สุพิศ ยืนหยัดต้านมรสุมแรงรุมเร้า” ต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์ วิธีทำงานการเมือง

บทพิสูจน์ผู้นำองค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่อย่างอบจ.สงขลา ท่ามกลางแรงกดดันและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน นำทัพโดยเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) ที่ไม่ลดราวาศอก แม้ลูกชาย “ฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์” จะนั่งเป็นรองนายกฯอยู่ด้วยก็ตาม

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม หลังได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นงานบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเผชิญกับ “บททดสอบ” ที่หนักหน่วงจากทุกทิศทาง

ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีของการบริหารงาน อบจ.สงขลา ทุกโครงการ ทุกงบประมาณ และทุกนโยบาย ล้วนถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากภาคประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประเด็นที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินกู้ 2000 ล้าน เพื่อสร้างซ่อมถนน อบจ.ต้องไม่เป็นหลุมเป็นบ่อตามนโยบาย งบประมาณแก้ปัญหาหลังน้ำท่วมใหญ่สงขลาปลายปี 68 งบประมาณสร้างซุ้มประตู อบจ./งบประมาณซื้อรถไฟฟ้าบริการสาธารณะ เหล่านี้เป็นต้น

การตรวจสอบถือเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นดอกไม้ประชาธิปไตย

จนถึงขณะนี้ แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยจนนำไปสู่การร้องเนียนในหลายประเด็น แต่ยังไม่มีคดีหรือเรื่องร้องเรียนใดที่ถูกองค์กรตรวจสอบมีมติชี้มูลความผิดต่อนายสุพิศ แม้แต่เรื่องร้องเรียนผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุพิศก็ผ่านมาหมด อย่างไรก็ตาม บางเรื่องอาจยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงหรือสอบสวนตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับสุพิศ การถูกตรวจสอบไม่ใช่อุปสรรคที่ต้องหลีกหนี แต่เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญด้วยความโปร่งใส เขายืนยันหลายครั้งว่าพร้อมให้ทุกภาคส่วนเข้ามาตรวจสอบการทำงาน หากเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และเป็นไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการบริหารที่เปิดกว้างต่อการตรวจสอบ เพราะการใช้งบประมาณสาธารณะย่อมต้องสามารถอธิบายได้ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีตัวจริง

สุพิศอาจจะมีข้อด้อยหลายประการในตำแหน่งทางการเมือง เขาเป็นคนปากวัย อาจจะทำให้ขาดการกลั่นกรอง เมื่อพูดแล้ว คำพูดย่อมเป็นนายเราเสมอ หลายครั้งที่พูดแล้วพลาด ไปพันคอสุพิศ ก็เป็นเรื่องที่ต้องปรับแก้

การเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การวางตัวและท่าทีอาจจะต่างกับการเป็นนักการเมือง ที่ต้องอ่อนน้อมถ่อมต้น พร้อมรับฟัง ที่อาจจะแตกต่างจากสุพิศที่ยังครองตนเหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เรื่องราวในอดีตสมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รองอธิบดี อธิบดี ที่ภาพลักษณ์ไม่งดงามนักก็จะตามหลอกตามหล่อน แม้ผลสอบจะยังไม่พบประเด็นทุจริตก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้วัดกันเพียงการผ่านการตรวจสอบ แต่ยังวัดจากผลงาน ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการบริหารในระยะยาว

ท่ามกลางมรสุมทางการเมืองและแรงกดดันที่ยังคงโหมกระหน่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “สุพิศถูกตรวจสอบหรือไม่” แต่คือ “จะสามารถยืนหยัดรักษาหลักธรรมาภิบาล และพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตไปได้ตลอดวาระหรือไม่”

คำตอบสุดท้าย ย่อมไม่ได้อยู่ที่คำชี้แจงของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลงานที่ประชาชนชาวสงขลาจะเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเอง เมื่อถึงวันที่ต้องกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้งอีกครั้ง

คำถามเวลานี้ สมัยหน้า “สุพิศ” ยังจะลงสมัยอีกหรือไม่ ถ้าคำตอบคือลง เวลาที่เหลืออยู่ 2 ปีครึ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับกระบวนทัศน์อีกหลายอย่าง ต้องทำงานการเมืองควบคู่ไปกับการทำงานตามภารกิจ เพราะเวลานี้แมวข่วนหน้าเยินแล้ว

“ภูมิใจไทย” เข้าสู่โหมดกู้ศรัทธา!! หลังคะแนนนิยมตก เร่งเครื่องผลงาน–ปรับทัพสื่อสาร โพลล์ดิ่ง 10% เขย่ารัฐบาล–ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ เร่งรัฐมนตรีสร้างผลงาน ก่อนเสี่ยงปรับ ครม. ทำงานให้ประชาชนเห็นผลจับต้องได้

รัฐบาล-ภูมิใจไทย ปรับทัพรับมือกระแสตก

โพลล์ดิ่ง 10% ปลุกรัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน ก่อนถึงจุดเสี่ยงปรับ ครม.

คะแนนนิยมรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะผลสำรวจความนิยมในช่วงไตรมาส 2 ที่สะท้อนคะแนนตกลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า จนแกนนำรัฐบาลต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการทำงานและการสื่อสารอย่างเร่งด่วน

แม้ตัวเลขโพลล์จะเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล นี่คือ “ดัชนีวัดความเชื่อมั่น” ที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

“อนุทิน” ไขลานรัฐมนตรี เร่งเครื่องทุกกระทรวง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ภายหลังผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนแนวโน้มคะแนนนิยมลดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกรัฐมนตรีของพรรคเข้าหารือหลายรอบ เพื่อเร่งรัดการทำงานของทุกกระทรวง

สารหลักที่ส่งถึงรัฐมนตรีมีเพียงไม่กี่คำ แต่หนักแน่น

“ผลงานต้องจับต้องได้ ประชาชนต้องเห็น”

ทุกกระทรวงถูกกำชับให้เร่งเดินหน้าโครงการที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรง พร้อมทั้งให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นรายปี ไม่ใช่รอให้ครบวาระแล้วค่อยมาสรุปผลงาน

เพราะในโลกการเมือง หากประชาชนไม่รับรู้ ผลงานก็แทบไม่มีความหมาย

เตือนรัฐมนตรี “โลกลืม”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการประชุมภายใน มีการหยิบยกชื่อรัฐมนตรีบางคนที่ถูกประเมินว่า “เงียบเกินไป” หรือแทบไม่มีบทบาทในสายตาประชาชน

มีรายงานว่า นายอนุทินได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ให้เร่งสร้างผลงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน

พร้อมย้ำประโยคที่สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองว่า

“ระวังจะถึงวันปรับ ครม. แล้วนายกฯ จำไม่ได้ว่ามีรัฐมนตรีคนนี้อยู่”

แม้จะเป็นคำพูดเชิงหยอกล้อ แต่หลายคนในที่ประชุมรับรู้ดีว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนเร่งพิสูจน์ผลงานก่อนจะสายเกินไป

ยุคนี้…ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องสื่อสารเป็น

อีกโจทย์สำคัญที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งแก้ คือปัญหาการสื่อสาร

แกนนำพรรคยอมรับว่า หลายกระทรวงมีผลงานจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้ ส่งผลให้คะแนนนิยมไม่สะท้อนผลงานที่เกิดขึ้นจริง

จึงมีการกำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ทั้งผ่านสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ของนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ปรับทัพ “สื่อน้ำเงิน”

นอกจากปรับการทำงานของรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่

มีรายงานว่า ทีมสื่อสารของพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหม่ โดยเพิ่มบุคลากรที่มีประสบการณ์จากสื่อกระแสหลักเข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ เพื่อขยายฐานการสื่อสารออกไปนอกกลุ่มผู้สนับสนุนเดิม

เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงประชาชนวงกว้างมากขึ้น

จับตา “เจ้สื่อเหลือง” กรีฑาทัพเข้าช่องหอยม่วง

อีกความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาในแวดวงสื่อและการเมือง คือกระแสข่าวการดึงบุคลากรจาก “สื่อเหลือง” เข้ามาเสริมทีมสื่อสารของเครือข่ายสื่อฝั่ง “น้ำเงิน”

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับผังและจัดวางบทบาทใหม่ โดยมีชื่อของผู้บริหารสื่อรายหนึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารในอนาคต

แม้ทุกอย่างยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคกำลังให้ความสำคัญกับ “สงครามข่าวสาร” ไม่แพ้การขับเคลื่อนนโยบาย

เกมชี้ชะตา…อยู่ที่ผลงานและความเชื่อมั่น

สำหรับภูมิใจไทย เวลานี้โจทย์ไม่ได้มีเพียงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อผลโพลล์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย การเร่งเครื่องรัฐมนตรี การประเมินผลงานรายปี การเตือนรัฐมนตรีที่ไร้บทบาท ตลอดจนการปรับทัพสื่อสาร ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่าพรรคกำลังเข้าสู่โหมด “กู้ศรัทธา”

เพราะท้ายที่สุด ในสนามการเมือง ผลงานอาจเป็นคำตอบ แต่การทำให้ประชาชนรับรู้ผลงาน คืออีกครึ่งหนึ่งของชัยชนะ

บ้านใหญ่สตูลสะเทือนหนัก!! มรสุมคดีการเมืองถล่มบ้านใหญ่สตูล สะเทือนเก้าอี้ มท.4 เขย่าบารมี ‘พิพัฒน์’ แม่ทัพสีน้ำเงินใต้ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล ‘โกเตี๋ยน’ ปมโครงการ 29.7 ล้าน

มรสุมขย่มบ้านใหญ่สตูล กระทบชิ่งถึง ”พิพัฒน์“ จะเอาอยู่ไหมกับคลื่นลมแรง

มรสุม “คดีการเมือง” เขย่า“บ้านใหญ่สตูล” แถมกำลังสร้างแรงสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้ มท.4 ที่เวลานี้มี “โกแพ”วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นั่งช่วยมหาดไทย ลูกชายบ้านใหญ่สตูลรักษาโควต้าอยู่

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน สตูล วงเงิน 29.7 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 และผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า อันเป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคู่สัญญาก็อยู่ในวงศาคณาญาติ และอาจขยายไปถึง “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้บริหารบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา จำกัด หรือชื่อเดิมคือ หจก.เกียรติเจริญชัยการโยธา และยังเป็นบิดาของ“โกแพ”วรศิษฎ์ ในฐานะผู้สนับสนุน

ยิ่งคดี“โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” ที่มีการเปิดตัวละครลับรายวัน ท่ามกลางข้อครหาเป็นหนึ่งใน “ธุรกิจการเมือง” หรือวงจร “ถอนทุนการเมือง” ของบรรดาซุ้มการเมืองบ้านใหญ่

แม้การลาออกของเลขานุการของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม จะไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจน แต่สังคมรับรู้ว่าเกี่ยวโยงกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเป็นแน่แท้

ที่โดนกระสุนตกใส่แบบเต็มๆ หนีไม่พ้น “มท.แพ” ทั้งในฐานะเป็นรมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งรับผิดชอบการจัดสอบโดยตรง

หรือกรณีที่บุคคลในตระกูลถูกเชื่อมโยงคดีโกงสอบดังกล่าว ล่าสุดมีการเปิดประเด็นโดย “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบทุจริต หลังปรากฎรายชื่อหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือคนในตระกูลเดียวกัน

จริงอยู่แม้ตามกระบวนการเวลานี้ จะยังไม่มีการชี้ผิด-ชี้ถูก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า“ผู้ถูกกล่าวหา” ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่วิกฤติศรัทธาจากคดีโกงสอบที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้ ถึงที่สุดอาจสั่นคลอนไปถึงการ“ต่อตั๋วรัฐมนตรี” ของมท.4 ผู้นี้ และเสี่ยงลุกลามถึงอาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ก็เป็นได้

การเมืองสตูล ทั้งสนามใหญ่ สนามเล็กถูกผูกขาดมาระยะหนึ่งแล้ว โดย “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เป็นนายก อบจ.ติดต่อกันหลายสมัย ขณะที่ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ถือเป็นนักธุรกิจที่ขยายอาณาจักรกว้างขวางใน จ.สตูล

ในการเลือกตั้งปี 2562 สตูลมี สส.2 คน “บ้านใหญ่เลียงประสิทธิ์” ส่ง “โกแพ”วรศิษฎ์ เป็น สส.สตูล เขต 2 สมัยแรก และรักษาแชมป์ติดต่อกัน 3 สมัย ก่อนเลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เสนาบดี ที่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทยอย่างรวดเร็ว ในการฟอร์มทีม ครม.อนุทิน 2 รอบล่าสุด

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “บ้านใหญ่สตูล” ที่กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าจากคดีการเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแม่ทัพภาคใต้ “ค่ายสีน้ำเงิน” คือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับบ้านใหญ่สตูล ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.สตูล รวมถึงภาคใต้โซนพัทลุง สงขลา

การเลือกตั้งปี 2562 “โกเกี๊ยะ” ส่ง “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย ชิงสส.เขต 1 สตูล ได้รับชัยชนะ เป็น สส.สมัยแรก และต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งปี 2566

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดปีนี้ 2569 “พิบูลย์”ขยับขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ และบ้านใหญ่ส่ง “ปีเตอร์” พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย “พิบูลย์”ลงรักษาพื้นที่แทน และได้รับเลือกเป็นสส.สมัยแรก

สตูล จึงกลายเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.แบบยกจังหวัด

ฉะนั้น ท่ามกลาง“มรสุมการเมือง”จากคดีทุจริตที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ จึงสะท้อนชัดว่า ถึงที่สุดอาจไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “อาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ของตระกูลเลียงประสิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่อาจเขย่าไปถึง"สมรภูมิสีน้ำเงิน“ที่มี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ เป็นแม่ทัพ และก่อนหน้านี้ ยังปรากฎชื่อบุคคลใกล้ชิด เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าข่ายถูกเรียกสอบในคดีโกงสอบท้องถิ่นอีกด้วย

สองอาทิตย์มาแล้ว เราได้ยินข่าว 2 น.ขัดแย้ง 1 พ. อันเป็นการสะท้อนความไม่พึงพอใจของแกนนำภูมิใจไทย ต่อพิพัฒน์

ต้องจับตาความอลหม่านปั่นป่วน ที่กำลังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของ“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล

ถึงที่สุดจะเรียกคืนความเชื่อมั่น ด้วยการล่า“ไอ้โม่ง”ตัวจริงมารับผิดได้หรือไม่ หรือที่สุดจะจบแค่การ“ตัดตอน” เอาผิดแต่ปลาซิวปลาสร้อย แล้วปล่อย“ผู้บงการ”ลอยนวล?

เปิดเส้นทาง “มนตรี เฉียบแหลม”!! รู้จัก “มนตรี” ผู้สมัคร สว.ที่ลุกขึ้นเปิดข้อมูลคดีฮั้วเลือก จากอดีตข้าราชการ สู่พยานสำคัญคดีฮั้วเลือก สว. ไม่ได้เป็นแค่ผู้สมัครที่พลาดเก้าอี้ สว. แต่เป็นหนึ่งในพยานที่ยืนยันให้ความจริงปรากฏ

“มนตรี เฉียบแหลม” ที่ผมรู้จัก ;นายหัวไทร

มนตรี เฉียบแหลม จากอดีตข้าราชการ สู่พยานคนสำคัญคดีฮั้วเลือก สว.

สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองภาคใต้และคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม กลายเป็นบุคคลที่ได้รับการจับตามองมากขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากผู้สมัคร สว.คนหนึ่ง กลายมาเป็นหนึ่งในพยานสำคัญที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตในการเลือก สว. ต่อสาธารณะ

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ชีวิตของมนตรีไม่ได้เริ่มต้นบนเส้นทางการเมือง เขาเกิดที่บ้านขอยหาด อ.ชะอวด นครศรีฯ ไปเรียนต่อในสายเกษตร อาชีพเริ่มจากการเป็นข้าราชการที่ตัดสินใจลาออก เพื่อเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความเชื่อปัญหาต้องแก้ด้วยการเมือง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบกับการยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีกระแสตอบรับในภาคใต้

“มนตรี”เสนอตัวลงเขต 1 นครศรีฯ แต่พรรคถีบส่งไปลงเขต 3 ที่เขาไม่มีฐานเสียง แต่ก็ยืนหยัดสู้ในช่วงเวลานั้น พรรคเพื่อไทยแทบไม่มีฐานเสียงในภาคใต้ และหลายคนมองว่าการลงสมัคร สส.ในพื้นที่เป็นภารกิจที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เขายังคงยืนหยัดอยู่กับพรรค ไม่เปลี่ยนสี ไม่ย้ายขั้ว แม้จะรู้ดีว่ากระแสทางการเมืองในพื้นที่ไม่ได้เป็นใจ

แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง แต่การยืนหยัดในจุดยืนทางการเมืองทำให้หลายคนจดจำเขาในฐานะนักการเมืองที่พร้อมรับความพ่ายแพ้เพื่อรักษาอุดมการณ์ที่เชื่อ

มนตรี เป็นนักธุรกิจที่สร้างตัวจากร้านขายไข่ และโรงเรียนบริบาล ในภาวะที่ไทยเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจสถานบริบาล มนตรีก็เปิดโรงเรียนการบริบาลร่วมกับพี่สาว และขยายไปในหลายจังหวัด นครศรีฯ สุราษฏร์ธานี ภูเก็ต และสงขลา ควบคู่ไปกับธุรกิจจำหน่ายไข่ไก่ ก่อนจะค่อย ๆ ขยายกิจการจนปัจจุบันมีร้านจำหน่ายไข่ถึง 11 สาขา กับฉายา ดร.ไข่ ไข่ไม่ขึ้น (ราคา)

ธุรกิจค้าปลีกด้านการดูแลผู้สูงอายุ โดยเปิด โรงเรียนผู้บริบาล เพื่อผลิตบุคลากรด้านการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมทั้งจัดตั้ง สถานบริบาล สำหรับดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการการดูแลระยะยาวประสบความสำเร็จดียิ่ง 

ธุรกิจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการมองเห็นโอกาสจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการลงทุนในธุรกิจบริการที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกือบได้เป็น สว. แต่สะดุดข้อกล่าวหาฮั้ว

เมื่อมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มนตรีตัดสินใจลงสมัคร และสามารถผ่านการคัดเลือกในรอบระดับอำเภอ สู่รอบระดับจังหวัด และรอบระดับประเทศ (รอบสุดท้าย)

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับการเลือกเป็น สว.

เขาเชื่อว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแข่งขันตามปกติ แต่เป็นผลจากขบวนการฮั้วเลือก สว. ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นที่หน่วยงานของรัฐหลายแห่งเข้าตรวจสอบ เขาเกือบจะเดินเข้าสู่ขบวนการฮั้ว แต่เมื่อเห็นร่องรอยของความผิดสังเกต ก็ถอยออกมา พร้อมเก็บหลักฐานไว้ทุกอย่าง

สิ่งที่ทำให้มนตรีแตกต่างจากผู้สมัครหลายคน คือเขาไม่ได้เพียงตั้งข้อสงสัย แต่เลือกเก็บข้อมูลและหลักฐานตั้งแต่เริ่มต้น

หนึ่งในหลักฐานที่เขาระบุว่าเก็บรักษาไว้ คือ เงินจำนวน 20,000 บาท ที่อ้างว่าเป็นเงินซึ่งถูกนำมาจ่ายให้ในช่วงแรกของกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ในขณะที่คนอื่นน่าจะจ่ายหมดแล้ว

นอกจากนี้ เขายังรวบรวมข้อมูล บุคคล เหตุการณ์ และลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ไว้อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำไปให้ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากผู้สมัคร สู่พยานสำคัญ ตลอดระยะเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา มนตรียังคงเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เขาเป็น 1 ใน 4 พยาน ที่ร่วมขึ้นเวทีเสวนาในงาน “2 ปี ฮั้วเลือก สว.” โดยอธิบายขั้นตอน วิธีการ และกลไกของขบวนการที่เขาอ้างว่าได้พบเห็น พร้อมทั้งเอ่ยชื่อบุคคลบางส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อมูลที่ตนมี เช่น นาย ป. นายกฯน.เป็นต้น

การออกมาเปิดเผยข้อมูลในลักษณะดังกล่าว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับความสนใจจากสังคมและสื่อมวลชน

ยังคงเดินหน้าชี้แจงต่อสาธารณะ แม้เวทีเสวนาจะจบลงแล้ว เพราะเขาให้ข้อมูลชัดจน “พริษฐ์ วัชรสินธ์” ในฐานะผู้จัด ขอจับมือถึง 7 ครั้ง พร้อมยกนิ้วโป้งให้

มนตรียังคงได้รับเชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์และเวทีเสวนาต่าง ๆ เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงในมุมของตนเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ไปออกช่องเนชั่น /เดอะสแตนดาร์ด /เดลินิวส์ / มติชน เป็นต้น

เขายังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่า ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าอย่างโปร่งใส และให้ความจริงปรากฏ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

นี้คือเรื่องราวของมนตรี เฉียบแหลม ที่สะท้อนเส้นทางชีวิตนักสู้ หลายบทบาท ตั้งแต่อดีตข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้สมัคร สว. จนกลายมาเป็นพยานในคดีที่ถูกจับตามองระดับประเทศ

ไม่ว่าบทสรุปของคดีฮั้วเลือก สว. จะเป็นอย่างไร ชื่อของ มนตรี เฉียบแหลม ได้กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกจดจำว่าเป็นผู้ที่เลือกออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อมาตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาตามกฎหมาย โดยผลวินิจฉัยสุดท้ายเป็นหน้าที่ของหน่วยงานทั้ง กกต.และดีเอสไอ และศาลในที่สุด

100 วันแรก ‘สรรเพชญ’ ยังต้องพิสูจน์!! เดินหน้าลงพื้นที่ ดันงานทางน้ำ–ท่าเรือ–โครงการภาคใต้ หลัง 100 วันแรกในคมนาคม เร่งพิสูจน์ผลงานจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ สัญญาณชัดว่าเกมคมนาคมทางน้ำกำลังถูกดันขึ้นเป็นวาระใหญ่

100 วันแรกผลงาน ”สรรเพชญ บุญญามณี“รมช.คมนาคม

“สรรเพชญ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะถือว่าเป็นลูกเทพหรือเปล่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประชาชน

หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 สรรเพชญ บุญญามณี ถือเป็นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานด้านการคมนาคมทางน้ำ ท่าเรือ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ โดยตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งลงพื้นที่ ตรวจราชการ และผลักดันนโยบายในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน  

1. เร่งขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา “คมนาคมทางน้ำ”

หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือการผลักดันให้การขนส่งทางน้ำมีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงระบบขนส่งทุกมิติ ทั้งทางบก ทางราง และทางทะเล โดยเน้นการพัฒนาท่าเรือให้ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

2. มอบนโยบายกรมเจ้าท่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้ตรวจเยี่ยมกรมเจ้าท่า พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เร่งพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำ เพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ ยกระดับมาตรฐานท่าเรือ และผลักดันการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต  

3. กำหนดทิศทางการพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้มอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบดิจิทัล ยกระดับท่าเรือสีเขียว (Green Port) และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ  

4. ผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม 40 บาท”สนับสนุนนโยบายค่าโดยสารร่วม 40 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม  

5. ลงพื้นที่ติดตามโครงการภาคใต้

สรรเพชญให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

-การพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งจังหวัดปัตตานี

-การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี

-การรับฟังข้อเสนอจากผู้ประกอบการประมง

-การติดตามความพร้อมด้านการขนส่งทางน้ำในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

6. เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหาดใหญ่ รับฟังแผนงานจากกรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งรัดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการคมนาคม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ  

7. ติดตามการพัฒนาท่าเรือและเศรษฐกิจชายแดน นอกจากจังหวัดสงขลา ยังได้ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือตันหยงโป จังหวัดสตูล เพื่อผลักดันศักยภาพด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามัน  

8.โครงการ “เรือนักเรียน” ฟรี เป็นการผลักดันให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ริมคลองและริมแม่น้ำ เดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของเรือรับส่งนักเรียน 

9.โครงการ “แท็กซี่เรือ”

เป็นอีกนโยบายที่ได้รับความสนใจ คือการผลักดันระบบ “แท็กซี่เรือ” หรือ Water Taxi เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางในเขตเมือง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเมืองท่องเที่ยวที่มีคลองและแม่น้ำ ให้สามารถเรียกใช้บริการได้สะดวกมากขึ้น คล้ายบริการแท็กซี่หรือรถผ่านแอปพลิเคชัน

ภาพรวมการทำงาน แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่การทำงานของสรรเพชญ บุญญามณี มีจุดเด่นอยู่ที่การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การรับฟังปัญหาจากประชาชนและผู้ประกอบการ การเร่งติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม และการผลักดันการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ

ในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือการผลักดันโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับท่าเรือของประเทศ การเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำ และการขับเคลื่อนโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐมนตรีรุ่นใหม่คนนี้ในการสร้างผลงานระดับประเทศ

หมดเวลาฝึกงานรัฐมนตรี!! ‘อนุทิน’ ย้ำเก้าอี้ ครม.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ต้องมีผลงานให้ประชาชนเห็น ก่อนชื่อหายจากบัญชีปรับ ครม. เตือนรัฐมนตรีไร้ผลงาน “โลกลืม นายกฯ ก็อาจไม่จำ”

รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็อาจจะไม่จำ ปรับ ครม.ชื่ออาจจะตกหล่น

“อนุทิน ชาญวีระกูล”นายกรัฐมนตรี ตอกย้ำเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน“

การตอกย้ำรอบสองดูขึงขัง และชัดเจนขึ้น ”รัฐมนตรีที่โลกลืม นายกรัฐมนตรีก็ไม่จำเหมือนกัน ระวังปรับ ครม.ชื่อจะตกหล่น“ ครั้งแรกบอกว่าจะประเมินผลงานในรอบ 1 ปี

เป็นการตอกย้ำไปถึงรัฐมนตรีลูกเทพ รัฐมนตรีโควต้า ที่พูดตรงๆว่า ไม่มีผลงานอะไรให้ประจักษ์ ชื่อหายไปจากวงการสื่อ

ขอตอกย้ำอีกครั้งว่า มีใครบ้างที่ชื่อหายไปจากหน้าสื่อ รัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

นอกจากนี้ยังมีพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีสาธารณะสุข ก็ไม่แอ๊คชั่นอะไรมาก โดยเฉพาะกับข่าวฉาว นักศึกษามหาวิทยาลัยดังในภาคอิสานเกิน 30% เป็นโรคพยาธิใบไม้

ยัง….ยังไม่พอยังมีรัฐมนตรีที่ชื่อเสียงด่างพล้อย ให้สัมภาษณ์แต่ละทีมีแต่เข้าตัว สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้รัฐบาล เช่น พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม สุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพย์ เป็นต้น

พิพัฒน์คงจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ล่าสุดสร้างทีมงานสื่อสารขึ้นเอง เปิดเพจใหม่ ”หยัดได้ - yaddai ซึ่งน่าจะใช้เป็นช่องทางสื่อสารว่า “พิพัฒน์ หยัดได้”

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน แต่การสื่อสารที่ผิดพลาดก็ไม่เป็นผลดีต่อการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

ไม่มีมิตรแท้ในสนามอำนาจ?! ถอดสมการ “2 น. 1 พ.” เกมอำนาจเงียบก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่ เปิดเกมภายในบ้านสีน้ำเงิน เมื่อการเมืองภาคใต้กลายเป็นสนามทดสอบบารมีแกนนำ จับตาแรงเสียดทานเขย่าดุลอำนาจภูมิใจไทย

เปิดปม “2 น. 1 พ.” ศึกเงียบในบ้านสีน้ำเงิน ใครกำลังเขย่าดุลอำนาจ?

การเมืองไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร แต่มีเพียง “ผลประโยชน์” และ “อำนาจ” ที่เป็นตัวกำหนดทิศทาง

หากจะถอดรหัสแรงสั่นสะเทือนภายในพรรคภูมิใจไทยในห้วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นสมการ “2 น. 1 พ.” ส่อขัดแย้ง และหนักขึ้นเรื่อยๆ

“น.” คนแรก คือ เนวิน ชิดชอบ ผู้ได้รับการมองว่าเป็นศูนย์รวมบารมีและผู้วางยุทธศาสตร์การเมืองของบ้านสีน้ำเงิน

“น.” คนที่สอง คือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและผู้ถืออำนาจอย่างเป็นทางการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย ใหญ่เบอเริ้ม

ส่วน “พ.” คือ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม แกนนำคนสำคัญของพรรคในพื้นที่ภาคใต้

แม้ทั้งสามยังอยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน แต่เหตุการณ์หลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือไม่

จุดเริ่มต้นที่สงขลา ชนวนแรกถูกมองว่าเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา)

มีรายงานว่า เดิมมีความเข้าใจร่วมกันภายในเครือข่ายการเมืองว่า จะสนับสนุน สุพิศ พิทักษ์ธรรม อดีตอธิบดีกรมฝนหลวง เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเอง ด้วย “สุพิศ-อนุทิน“เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมา

แต่ต่อมา พิพัฒน์กลับเปิดตัว ประสงค์ บุรีรักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเขารูปช้าง ลงแข่งขันด้วย อนุทินที่รับปากสุพิศแล้ว เริ่มเสียหน้า และไม่พอใจพิพัฒน์ แต่ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะพิพัฒน์แผ่บารมีล้นภาคใต้แล้ว

ผลเลือกตั้งปรากฏว่า สุพิศได้รับชัยชนะอย่างขาดลอย ประสงค์ถอยตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง ประสงค์แพ้ก็เหมือนภูมิใจไทยแพ้

แม้การแข่งขันจะจบลง แต่รอยร้าวทางการเมืองกลับถูกมองว่ายังไม่จบ

ความกังวลเรื่อง “ศูนย์อำนาจใหม่” ในแวดวงการเมืองท้องถิ่น มีการวิเคราะห์ว่า หลังสุพิศได้รับชัยชนะ พิพัฒน์อาจกังวลต่อการขยายอิทธิพลทางการเมืองของสุพิศ หากมีการประสานงานใกล้ชิดกับ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เพียงแต่ พล.อ.เกรียงไกร ยังขับเคลื่อนอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นรองประธานวุฒิสภาอยู่

กระแสวิจารณ์ที่ถาโถม

หลังจากนั้น พิพัฒน์ต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน

ทั้งการให้สัมภาษณ์บางกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่ช่วยลดแรงปะทะทางการเมือง แถมยังถูกโจมตีหนักขึ้น ทั้งเรื่องน้ำมัน ที่เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน เรื่องบิลค่าไฟถนน บอกว่ารัฐบาลแบกรับไม่ไหว

รวมถึงกรณีการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งแม้เป็นการดำเนินการของรัฐ แต่ก็มีการเชื่อมโยงทางการเมืองไปถึงเครือข่ายของพิพัฒน์ จนเกิดคำถามต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มการเมืองในพื้นที่

ปมบุคคลใกล้ชิด เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึง คือการคัดเลือกบุคคลใกล้ชิดเข้ามาทำงาน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าบางรายมีมลทิน สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายงานว่าบุคคลในภาคใต้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และข้าราชการการเมืองบางรายถูกเชื่อมโยงกับคดี และเลขานุการของพิพัฒน์ลาออกในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงความรับผิดชอบของบุคคลใดควรรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการที่กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น

โจทย์ใหญ่ของกระทรวงคมนาคม

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ยังถูกฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า การผลักดันโครงการด้านคมนาคมให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก ขณะที่พื้นที่อื่นอาจได้รับความสำคัญน้อยกว่า หรือถูกละเลย

ขณะเดียวกัน การสื่อสารและการเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ก็ถูกวิจารณ์ว่ายังไม่สามารถสร้างฉันทามติได้ ทำให้รัฐบาลต้องปรับท่าทีในหลายประเด็นตามข้อกังวลของภาคประชาชน พูดง่ายๆ การเจรจากับฝ่ายต่อต้านเสียเปรียบเขา

บทสรุป

ถึงวันนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “2 น. 1 พ.” แตกหัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์หลายเรื่องได้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเสียดทานภายในที่ถูกจับตามองมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “มีความขัดแย้งหรือไม่”

แต่คือ หากความเห็นต่างภายในยังดำเนินต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะบริหารดุลอำนาจระหว่างแกนนำแต่ละกลุ่มอย่างไร และจะส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์การเมืองในภาคใต้และระดับประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่วงการเมืองกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าอนาคตจะนำไปสู่ความแตกหักหรือไม่ ในสถานการณ์การเมืองอ่อนไหว

“จีน–ไทย” สานสัมพันธ์ผ่านภาษา!! ทูตจีนเปิดเวที “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 ชูภาษาเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ ไทย–จีน ปั้นคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกมากขึ้น ตอกย้ำพลังการศึกษาเชื่อมสองชาติ

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิสาหกิจจีน สมาคมพัฒนาสถาบันขงจื๊อ (ห้องเรียน) ในประเทศไทย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ปกครองกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นพาหะแห่งอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่จัดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน “สะพานสู่ภาษาจีน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อแสดงทักษะภาษาจีนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและโลกอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตจางได้ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันให้ใช้ภาษาเป็นสะพานเพื่อแสดงความสามารถ สร้างมิตรภาพ เปิดรับโลก และเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างจีนและไทย

ก่อนการแข่งขัน ท่านเอกอัครราชทูตจางได้เยี่ยมชมสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และฐานบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาของพันธมิตรวิทยาศาสตร์และการศึกษานานาชาติเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1444131041078238/?rdid=ZorQtgc1V11GThJE#

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top