Saturday, 17 October 2026
นายหัวไทร

โคลนมาจากไหน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังฟันธงไม่ได้ หาดสำเร็จเจอโคลนปริศนาปกคลุมชายหาด จับตาสมดุลตะกอน–โครงสร้างชายฝั่งท่าชนะ สะท้อนปมกัดเซาะชายฝั่งและตะกอนสะสม

โคลนมาจากไหน ขึ้นหาดสำเร็จ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี

ผมได้รับแจ้งว่า เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจบริเวณหาดสำเร็จ ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี มีโคลนเหนียวจำนวนมากขึ้นมาเต็มชายหาด

สืบค้นหาข้อมูลพบว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า หาดสำเร็จมีปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง และบางช่วงมีอัตราการกัดเซาะถึงประมาณ 5 เมตร/ปี ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงปากน้ำท่าม่วงมี การสะสมตะกอนดินสูง 

พื้นที่หาดสำเร็จมี เขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง 4 ตัว และเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง โดยกรม ทช. เคยพบว่าบริเวณปลายโครงสร้างเกิดการกัดเซาะ 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีรายงานจากพื้นที่ระบุว่า หลังมีการก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่ง บางบริเวณของหาดสำเร็จที่เคยเป็นหาดทรายกลับกลายเป็นดินโคลน 

ผมจึงให้น้ำหนักว่า “โคลนชุดนี้” มาจากตะกอนชายฝั่งเป็นหลัก

คือระบบ ปากน้ำท่ากระจาย + ปากน้ำท่าม่วง + ตะกอนเดิมในอ่าวท่าชนะ แล้วถูกคลื่นและกระแสน้ำเคลื่อนย้าย ก่อนจะตกสะสมบริเวณชายหาด

ถ้าถามว่า “ทำไมจู่ ๆ ตอนนี้โคลนถึงขึ้นมามหาศาลขนาดนี้?”

อันนี้ยังฟันธงไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและศึกษา เพราะต้องรู้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับ ฝน น้ำจากคลอง ระดับน้ำทะเล ทิศทางคลื่น และกระแสน้ำ รวมถึงมีการขุดลอกหรือเคลื่อนย้ายตะกอนบริเวณใกล้เคียงหรือไม่

จากภาพที่เห็นมีจุดหนึ่งที่ผมสะดุดตา คือ ผิวเลนมีร่องน้ำจำนวนมาก แสดงว่าน้ำเพิ่งไหลผ่านและทิ้งตะกอนไว้ ไม่ใช่พื้นที่โคลนที่เกิดจากการแห้งสะสมเป็นเวลานาน

ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่าเป็น “โคลนจากการขุดลอก” หรือ “โคลนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง” เพราะหลักฐานยังไม่พอ

แต่หัวข้อที่น่าสืบมากคือ“เกิดอะไรขึ้นที่หาดสำเร็จ? โคลนทะเลปกคลุมชายหาดทั้งผืน”

เพราะหาดสำเร็จมีประวัติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสมดุลตะกอนและผลกระทบจากโครงสร้างชายฝั่ง อยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ที่ไม่มีประวัติมาก่อน

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

คณะกรรมาธิการลุยโกง สว.!! จ่อเปิดหลักฐาน 9 ส.ค. แฉขบวนการล้มล้างระบบ ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’ ที่ซ่อนเงื่อน ชวนสังคมร่วมฟังและตรวจสอบ

จับตา 9 ส.ค. เปิดหลักฐาน “ขบวนการโกงฮั้ว สว.” ตั้งคำถาม “ใครคือไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลัง

คณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธ์ เป็นประธาน ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน เตรียมจัดแถลงข่าวครั้งสำคัญในหัวข้อ “เปิดโปงหลักฐาน: ขบวนการโกง สว.” พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ไฮไลต์ของการแถลงข่าวคือการนำเสนอประเด็น “ขบวนการโกง สว. คือขบวนการล้มล้างการปกครอง: ใครคือไอ้โม่ง? ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง” โดยผู้จัดระบุว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงลึก พร้อมตั้งคำถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการวางแผนและขับเคลื่อนขบวนการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองและเจตจำนงของประชาชน

การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารรัฐสภา โดยผู้จัดเชิญชวนภาคประชาชน สื่อมวลชน สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวและติดตามการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เป็นอีกเวทีที่จะแฉความจริงของกลโกง ขั้นตอนล็อคให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้า

กสทช.เสี่ยงสูญญากาศ!! ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. เขย่าบอร์ด วาระค้างสะเทือนผู้ประกอบการ เผือกร้อนถึงมือ ‘อนุทิน’ เร่งหรือยื้อ ล้วนมีแรงกดดันทางการเมือง

กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)มีการร้อนเรียนว่า ศ.คลีนิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติในการเป็นบอร์ด กสทช. คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า หมอสรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ขาดคุณสมบัติ ไม่แก้ไขคุณสมบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หมอสรณแก้ต่างว่า เป็นการทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายเลขาฯกรรมการสรรหา ต้องส่งมติให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดเกล้าให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

เวลานี้รอนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า แต่ฝ่ายหมอสรณยังดื้อนั่งหัวโต๊ะประชุมอ้างยังไม่โปรดเกล้า ยังอยู่ในตำแหน่ง ทำให้กรรมการ กสทช.คนอื่น 4 คน วอล์คเอ้าท์ ไม่ประชุมร่วมด้วยมาสองครั้งแล้ว วาระการประชุมจะตกค้างเยอะ มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เผือกร้อนอยู่ในมืออนุทินจะโยนลูกอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์ของ กสทช. กำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกได้ว่า “สุญญากาศเชิงปฏิบัติ” คือยังมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยพฤตินัย แต่การใช้อำนาจถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ฉากทัศน์ที่มีโอกาสมากที่สุด คือ “รอโปรดเกล้า แล้วจบ”
หากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา ส่งมติให้นายกรัฐมนตรีครบถ้วนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องก็จะสิ้นสุดในทางปกครองทันที
ระหว่างนี้ หมอสรณอาจยังยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการ แต่ปัญหาคือ “ความชอบธรรม” ในการใช้อำนาจถูกตั้งคำถามไปแล้ว

2. ปัญหาใหญ่คือ “องค์ประชุม”หากกรรมการ กสทช. คนอื่นเลือกวอล์กเอาต์ ไม่เข้าประชุม ผลที่ตามมาคือ
-วาระสำคัญอนุมัติไม่ได้
-แผนแม่บทการประมูลคลื่นโทรทัศน์ชะงักกระทบผู้ประกอบการ
-การอนุมัติใบอนุญาต
-กองทุน USO
-การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล

หลายเรื่องอาจต้องเลื่อนออกไป ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
-ผู้ประกอบการมือถือ
-ผู้ประกอบการทีวี
-ผู้ประกอบการดาวเทียม
-นักลงทุน

เพราะหลายเรื่องต้องใช้มติบอร์ด กสทช.

3. หมอสรณมีทางสู้อีกหรือไม่ ยังพอมีทางในทางกฎหมาย เช่น
-โต้แย้งว่ามติกรรมการสรรหาไม่ชอบ
-ฟ้องศาลปกครอง
-ขอคุ้มครองชั่วคราว

แต่การฟ้องศาล ไม่ได้หยุดขั้นตอนของฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้น แม้จะเข้าสู่กระบวนการศาล ก็อาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ในระยะสั้น
.
4. เผือกร้อนอยู่ที่นายกรัฐมนตรี /รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ในทางการเมือง ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง หากเร่งดำเนินการ ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัด

อีกด้านหนึ่ง หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็จะถูกตั้งคำถามว่า ยื้อเวลาปล่อยให้ กสทช. เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อระบบกำกับดูแลและภาคธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว การปล่อยเรื่องค้างไว้นาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าลดแรงกดดัน

5. ตอนจบที่เป็นไปได้
หากไม่มีเหตุแทรกสำคัญ ผมมองว่ามี 3 ทาง
1. โอกาสสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอน เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
2. หมอสรณฟ้องศาลปกครอง พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทางปกครอง หากศาลไม่ให้คุ้มครอง ขั้นตอนของฝ่ายบริหารก็ยังเดินหน้าต่อได้
3. หากการดำเนินการล่าช้า ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมประชุม ภาวะชะงักงันของ กสทช. จะยืดเยื้อ กระทบการตัดสินใจด้านนโยบายและผู้ประกอบการมากขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่ท่าทีของหมอสรณ แต่คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งมติถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาเท่าใดในการเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าภาวะชะงักงันของ กสทช. จะจบลงเร็ว หรือยืดเยื้อออกไป

เผือกร้อนจะถูกส่งถึงมือนายกฯอนุทิน ไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่อนุทินจะตัดสินใจอย่างไร

‘นิพนธ์’ ชนะคดีปกครอง!! ชัยชนะทางปกครอง ไม่ได้หมายถึงพ้นคดีทุจริต ยังต้องสู้ต่อในศาลอาญา ปมข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ม.157

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่

การเมืองสลายขั้ว? สูตร “ส้ม–แดง–เขียว” ถูกจับตา พรรคประชาชน เจอโจทย์ใหญ่ หากร่วมรัฐบาลกับอดีตคู่ขัดแย้ง ฐานเสียงจะรับได้แค่ไหน

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

เก้าอี้ “หมอสรณ” ไม่ได้จบแค่คำวินิจฉัย แต่กำลังเปิดเกมสรรหาใหม่ที่ต้องพิสูจน์ทั้งคุณสมบัติ ความโปร่งใส และความชอบธรรมของ กสทช. นัดประชุมจันทร์ 21 ก.ค. กำหนดทางหาคนใหม่สายคุ้มครองผู้บริโภค

กรรมการสรรหานัดถกทันที จันทร์ 21 กรกฏาคม วางกรอบหาคนใหม่แทน “หมอสรณ”

โดยหลักแล้ว การสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่แทน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะใช้กลไกเดียวกับการสรรหา กสทช. ที่ผ่านมา ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เพียงแต่เป็นการสรรหาเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่าง ไม่ใช่การสรรหายกชุดทั้งหมด 

สรุปขั้นตอนเป็นลำดับได้ดังนี้

1. คณะกรรมการสรรหา เปิดรับสมัครหรือเปิดให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติในด้านที่ตำแหน่งนั้นว่างอยู่ (คราวนี้เป็นด้านคุ้มครองผู้บริโภค)

2. ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างละเอียด

3. สัมภาษณ์และประเมินความเหมาะสม

4. คัดเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อ

5. ส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

6. เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบแล้ว จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. 

ส่วน คณะกรรมการสรรหา ก็ยังเป็นองค์กรตามกฎหมายชุดเดิม ประกอบด้วยผู้แทนจากองค์กรอิสระและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ป.ป.ช. สตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น 

สิ่งที่ต่างจากการสรรหาครั้งก่อน กรณีของ นพ.สรณ มีความพิเศษตรงที่ คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยภายหลังว่าเข้าลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งแทนใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่การเลื่อนผู้ที่เคยได้คะแนนรองลงมา หรือดึงบัญชีสำรองขึ้นมาแทน 

ดังนั้น หากไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายเพิ่มเติม ขั้นตอนการสรรหาครั้งใหม่นี้จะเป็น การเปิดสรรหาใหม่ในตำแหน่งที่ว่าง ตามกระบวนการเดิม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top