Wednesday, 2 September 2026
นายหัวไทร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT!! ปุ่มทองคำคือกุญแจสำคัญ ส่งผ่านเนเน่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่ต้องรอโหวตผู้ชม สะท้อนความโดดเด่นเหนือใคร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT

ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงเกมโชว์ หรือเกมการประกวด จึงไม่เข้าใจกับชื่อบางเรื่อง เช่นล่าสุด
กรณี “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ที่เพิ่งได้ Golden Buzzer จาก Mel B ในรายการ America’s Got Talent (AGT) ซีซัน 21

ผมไม่รู้ว่า Golden Buzzer คืออะไร จึงพยายามสืบค้น และผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ จึงขออนุญาตนำมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Golden Buzzer นั้น มีความหมายมากกว่าการที่กรรมการชมว่า “เก่งมาก” ครับ

Golden Buzzer พูดง่าย ๆ คือ “ปุ่มทองคำ” ที่เป็นทางลัดเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน

แต่ความหมายของ Golden Buzzer ขึ้นอยู่กับรอบที่กด ด้วย

-รอบ Audition ปกติ Golden Buzzer จะส่งผู้เข้าแข่งขันข้ามขั้นตอนคัดเลือก ไปสู่ Live Shows
-แต่ของ เนเน่เป็น “Live Golden Buzzer” ในรอบ Quarterfinals ซึ่งสำคัญกว่ามาก เพราะ Mel B กดให้เธอผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finals) โดยตรง
-เนเน่จึง ไม่ต้องลุ้นคะแนนโหวตเพื่อผ่านรอบรองชนะเลิศ เหมือนผู้เข้าแข่งขันทั่วไป

พูดแบบภาษาข่าวได้ว่า “กรรมการใช้สิทธิ์ปุ่มทอง ส่งเนเน่ทะยานเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ”

ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในรอบนี้ ผู้แข่งขันมีทางไปต่อหลัก ๆ 2 ทาง คือ

1. ได้คะแนนโหวตจากผู้ชมสูงพอ
หรือ
2. ได้ Live Golden Buzzer จากกรรมการ

เนเน่ได้ทางที่ 2 ซึ่งหมายความว่า Mel B เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นจนเลือกส่งเข้ารอบชิงฯ โดยไม่ต้องรอผลโหวต

ที่สำคัญคือ Golden Buzzer ไม่ได้แปลว่า “ชนะ AGT แล้ว” นะครับ เนเน่ยังต้องแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และผู้ชนะสุดท้ายจะตัดสินตามระบบของรอบ Finals และคะแนนโหวตของผู้ชม ซึ่งรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายนนี้

สำหรับเนเน่ สาวน้อยจากภูเก็ตเธอแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals และได้ Golden Buzzer จาก Mel B ทำให้กลายเป็น ผู้เข้าแข่งขันจากไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ AGT 2026 โดยตรง

ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในประโยคเดียว: Golden Buzzer = สิทธิ์พิเศษที่กรรมการเห็นว่าผู้แข่งขันโดดเด่นมากจนกดปุ่มทอง ส่งข้ามขั้นตอนการแข่งขันไปยังรอบที่กำหนดทันที

และ Golden Buzzer ของเนเน่ครั้งนี้คือ “ตั๋วตรงสู่รอบชิงฯ” ไม่ใช่แค่ตั๋วผ่านเข้ารอบธรรมดา ครับ

เปิดข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA !! ชู 7 หมวดอุตสาหกรรม เดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้างานกว่า1.2แสนอัตรา เชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้ รับฟังเสียงชุมชนครบวงจร

เปิดรายงานข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA กับ 7 หมวดอุตสาหกรรม

พลันที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม เตรียมผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือจะนะเข้าที่ประชุม ครม.สัญจร ที่หาดใหญ่ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายนนี้ ก็มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมอื้ออึงขึ้นมา เพราะเป็นโครงการเก่าที่ถูกคัดค้านมานาน

นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่คิดริเริ่มมานานนับสิบปี แต่ถูกชาวบ้านส่วนหนึ่งคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งก็สนับสนุนโครงการ เพราะเห็นถึงความก้าวหน้า การจ้างงาน เป็นต้น

เปิดผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEC)

ชูศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมสงขลา-ปัตตานี ดันอุตสาหกรรมควบคู่สิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจร อ.จะนะ จ.สงขลา ภายใต้กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ถูกนำเสนอเป็นแนวทางพัฒนาพื้นที่ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยึดแนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

สาระสำคัญของข้อเสนอ ระบุว่า เป้าหมายการพัฒนาตามมติ ครม. วาง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้” ไว้ 2 แกนสำคัญ ได้แก่ สงขลา → หัวรถจักรเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ และ ปัตตานี → ฐานอาหาร-ฮาลาล-พหุวัฒนธรรม

สำหรับศักยภาพของจังหวัดสงขลา มีทั้งทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและเส้นทางขนส่งทางทะเล เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากการเชื่อมโยงสองมหาสมุทร รวมถึงฐานเดิมด้านยางพารา อาหาร บริการ การศึกษา และการแพทย์

ข้อเสนอ SEA แบ่งแนวทางพัฒนาออกเป็น 7 หมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรแปรรูป อาหาร-ฮาลาล ยา-สมุนไพร อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเบา-นวัตกรรม พลังงานทดแทน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบโลจิสติกส์ โดยมีแนวคิดพัฒนา “Halal Supply Chain” การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนควบคู่กัน

เลือกพื้นที่อย่างไร ต้องตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือการเปรียบเทียบพื้นที่ทางเลือก โดยพื้นที่ อ.สิงหนคร (ขยายนิคมฯ) มีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องทางเข้า-ออก ปากทะเลสาบแคบ ประเด็นการจำกัดพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา

ขณะที่พื้นที่ อ.จะนะ ถูกเสนอเป็นพื้นที่ทางเลือกใหม่ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านทำเล ความกว้างขวางของพื้นที่ สามารถรองรับการพัฒนาและการขนส่งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ได้มากขึ้น รวมทั้งมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อเสนอ พื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจรของจะนะ ประกอบด้วย พื้นที่โลจิสติกส์ 1,406 ไร่ แบ่งเป็นท่าเรือสินค้า 656 ไร่ และพื้นที่รวบรวมและกระจายสินค้า 750 ไร่

ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจครบวงจรหลังท่าเรือมีประมาณ 15,347 ไร่ ประกอบด้วยเกษตร-อาหารฮาลาล 3,551 ไร่ อุตสาหกรรมเบาและนวัตกรรม 4,003 ไร่ พลังงานทางเลือก 7,155 ไร่ และเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ 638 ไร่ โดยเน้นแนวคิด Green Industry ให้การพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมาย SEA และกิจการใน 7 หมวดอุตสาหกรรม

ตั้งเป้าจ้างงานกว่า 1.24 แสนอัตรา

ข้อเสนอระบุว่า การพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างงานได้มากกว่า 124,000 อัตรา เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีงานทำในบ้านเกิด เพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ของครัวเรือน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม

ขณะเดียวกัน มีการเน้นเรื่อง “ค่านิยมร่วมในการพัฒนา” ภายใต้แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของข้อมูลและความจริง รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

รับฟังข้อกังวลชุมชน ควบคู่มาตรการเยียวยา

ข้อเสนอให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับประมง ทะเล น้ำท่วม วิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรม

แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การเยียวยาอย่างเป็นธรรมสำหรับชาวประมงและผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูชายฝั่งและป่าชายเลน การจัดระบบบริหารจัดการน้ำ และการดูแลพื้นที่วิถีชีวิตและศาสนา รวมทั้งเสนอให้โครงการและกิจการต่าง ๆ เปิดเผยผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกมาตรการผูกพันในกระบวนการ EIA/EHIA และติดตามผลโดยคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ รัฐ-เอกชน-ประชาชน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

“จะนะ” กับโจทย์ใหญ่ ลดความขัดแย้งด้วยข้อมูล

ข้อเสนอปิดท้ายด้วยแนวคิดการสร้าง “กลไกลดความขัดแย้ง” ผ่านเวทีข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยให้รัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดการกล่าวหากันด้วยข้อมูลที่แตกต่าง และปรับแผนตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

เป้าหมายปลายทางที่วางไว้คือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างงาน ดึงแรงงานคืนถิ่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs ในภาคใต้ และแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของข้อเสนอการพัฒนา “จะนะ” ภายใต้กรอบ SEA ที่พยายามวางโจทย์ใหม่จากเดิมที่ถกเถียงกันเรื่อง “จะสร้างหรือไม่สร้าง” ไปสู่คำถามสำคัญกว่าเดิมว่า หากจะพัฒนา จะพัฒนาอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประชาชนได้ประโยชน์ และสิ่งแวดล้อมต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

โคลนมาจากไหน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ยังฟันธงไม่ได้ หาดสำเร็จเจอโคลนปริศนาปกคลุมชายหาด จับตาสมดุลตะกอน–โครงสร้างชายฝั่งท่าชนะ สะท้อนปมกัดเซาะชายฝั่งและตะกอนสะสม

โคลนมาจากไหน ขึ้นหาดสำเร็จ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี

ผมได้รับแจ้งว่า เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น่าสนใจบริเวณหาดสำเร็จ ท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี มีโคลนเหนียวจำนวนมากขึ้นมาเต็มชายหาด

สืบค้นหาข้อมูลพบว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า หาดสำเร็จมีปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง และบางช่วงมีอัตราการกัดเซาะถึงประมาณ 5 เมตร/ปี ขณะเดียวกันบริเวณใกล้เคียงปากน้ำท่าม่วงมี การสะสมตะกอนดินสูง 

พื้นที่หาดสำเร็จมี เขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง 4 ตัว และเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง โดยกรม ทช. เคยพบว่าบริเวณปลายโครงสร้างเกิดการกัดเซาะ 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น มีรายงานจากพื้นที่ระบุว่า หลังมีการก่อสร้างโครงสร้างชายฝั่ง บางบริเวณของหาดสำเร็จที่เคยเป็นหาดทรายกลับกลายเป็นดินโคลน 

ผมจึงให้น้ำหนักว่า “โคลนชุดนี้” มาจากตะกอนชายฝั่งเป็นหลัก

คือระบบ ปากน้ำท่ากระจาย + ปากน้ำท่าม่วง + ตะกอนเดิมในอ่าวท่าชนะ แล้วถูกคลื่นและกระแสน้ำเคลื่อนย้าย ก่อนจะตกสะสมบริเวณชายหาด

ถ้าถามว่า “ทำไมจู่ ๆ ตอนนี้โคลนถึงขึ้นมามหาศาลขนาดนี้?”

อันนี้ยังฟันธงไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและศึกษา เพราะต้องรู้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับ ฝน น้ำจากคลอง ระดับน้ำทะเล ทิศทางคลื่น และกระแสน้ำ รวมถึงมีการขุดลอกหรือเคลื่อนย้ายตะกอนบริเวณใกล้เคียงหรือไม่

จากภาพที่เห็นมีจุดหนึ่งที่ผมสะดุดตา คือ ผิวเลนมีร่องน้ำจำนวนมาก แสดงว่าน้ำเพิ่งไหลผ่านและทิ้งตะกอนไว้ ไม่ใช่พื้นที่โคลนที่เกิดจากการแห้งสะสมเป็นเวลานาน

ทำให้ฟันธงไม่ได้ว่าเป็น “โคลนจากการขุดลอก” หรือ “โคลนจากโครงการใดโครงการหนึ่ง” เพราะหลักฐานยังไม่พอ

แต่หัวข้อที่น่าสืบมากคือ“เกิดอะไรขึ้นที่หาดสำเร็จ? โคลนทะเลปกคลุมชายหาดทั้งผืน”

เพราะหาดสำเร็จมีประวัติเรื่อง การเปลี่ยนแปลงสมดุลตะกอนและผลกระทบจากโครงสร้างชายฝั่ง อยู่แล้ว ไม่ใช่พื้นที่ที่ไม่มีประวัติมาก่อน

ชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นนท์!! จัดเลือกตั้งใหม่ 20 ก.ย. จับตา 4 ผู้สมัครเด่น หลังเหตุยิงนายกฯ อบจ.เสียชีวิต วัดกำลังการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี

จับตาใครจะลงชิงเก้าอี้นายกฯอบจ.นนท์ หลังสิ้นนายกฯเด เปิด 4 คาดิเดต

นายกฯ อบจ.นนทบุรี ต้องเลือกตั้งใหม่ หลัง “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิง “พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ” นายกฯอบจ.เสียชีวิต

ภายหลังเกิดเหตุ ฉลอง เรี่ยวแรง ก่อเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี จนเสียชีวิต ทำให้ตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี ว่างลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามกฎหมาย

ล่าสุด กกต.นนทบุรี กำหนดวันเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ใหม่แล้ว เป็นวันที่ 20 กันยายนโดยมีผู้ที่ถูกจับตาว่าอาจลงสมัครชิงตำแหน่ง ประกอบด้วย

อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี 7 สมัย

ดิเรก ถึงฝั่ง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี อดีตผู้ว่าฯหลายจังหวัด

จำลอง ขำลา อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี

นางสาวพรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของอดีตนายก อบจ.นนทบุรี

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหาร อบจ.คนใหม่ แต่ยังเป็นการวัดกำลังทางการเมืองของแต่ละกลุ่มในพื้นที่นนทบุรี หลังการสูญเสียผู้นำท้องถิ่นจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว

‘มนตรี’ ย้ำ กกต.ไม่ใช่ศาล!! ขอให้ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.เข้าสู่กระบวนการวินิจฉัย หลังพยานออกโรงวอนให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน เตือน กกต. อย่าทำให้เกียรติราชการและสายสะพายเสื่อม ปมข้อกล่าวหาฮั้วเลือกตั้งที่สังคมจับตา


'มนตรี' จี้ กกต.ส่งสำนวนฮั้วเลือก สว.ให้ศาลวินิจฉัย

“มนตรี เฉียบแหลม” พยานปากสำคัญในคดี #ฮั้วเลือกสว กล่าววิงวอนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 คน ให้ตัดสินใจส่งสำนวนให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย

”ท่านทั้ง 7 คน ไม่ใช่ศาลที่จะวินิจฉัยถูกผิด ท่านมีหน้าที่เพียงรวบรวมเรื่องที่มีคนร้อนเรียนแล้วส่งต่อให้ศาลวินิจฉัย“

มนตรี ตอกย้ำว่า ได้ศึกษาประวัติของ กกต.ทั้ง 7 ท่านมาอย่างดีแล้ว แต่ละท่านรับราชการมายาวนาน ท่านเป็นคนดี ได้รับสายสะพาย

”การได้รับสายสะพายคือการได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูง อย่าทำให้สายสะพายของท่านเสื่ออมเลยครับ และจะเสื่อมไปถึงครอบครัว วงศ์ตระกูลด้วย ถ้าท่านตัดสินใจไม่ส่งสำนวนให้ศาล“

มนตรี กล่าวอีกว่า หาก กกต.ไม่ส่งสำนวนให้ศาลวินิจฉัย ตนจะยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมหลักฐาน เสื้อเหลืองที่ได้รับแจกมา และเงิน 20,000 บาท

”จะกราบบังคมทูลท่านด้วยว่า มีการแอบอ้างสถาบันด้วย ผมรับราชการในสำนักงาน กปร. รับใช้สถาบันด้วยความจงรักภักดีมาตลอด ผมรับไม่ได้กับการแอบอ้างสถาบัน“

มนตรีเป็น 1 ในพยานอีกหลายคนคดีฮั้วเลือก สว. ที่รอการตัดสินใจจาก กกต.ซึ่งพยานได้ให้ปากคำกับ กกต.ไปหมดแล้ว และเป็นข้อมูลเดียวกับที่พูดกับสื่อ

รัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์”!! มุ่งหน้า Missing Link แทน ปิดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 'อนุทิน' แจงทิศทางใหม่ชัดเจน ทุกฝ่ายต้องจับตาทบทวนยุทธศาสตร์

ฟันธง….พับแผนแลนด์บริดจ์ มุ่งหน้า Missing link
แลนด์บริดจ์จบแล้วในเชิงนโยบายรัฐบาลชุดนี้
เพราะมี 2 เสียงหลักประกบกันแล้ว

อนุทิน: บอกว่าเลิกคิดแลนด์บริดจ์ หันไปทำ Missing Link
เอกนิติ: ผลศึกษาไม่คุ้ม ค่าการลงทุนพับโครงการ

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เคยประกาศตั้งแต่ 8 ก.ค. ว่า กระทรวงคมนาคมยังไม่เสนอ SEC + Land Bridge เข้า ครม. และจะตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย รับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหาข้อสรุปภายใน 1 ปี

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม ออกอาการงงว่า “ศึกษา 1 ปี มาจากไหนอีก”

ดังนั้นรัฐมนตรีบางคนที่ยังพูดว่า “ขอศึกษาอีก 1 ปี” จึงไม่ได้สะท้อนทิศทางหลักของรัฐบาล แต่เป็น การพยายามเปิดประตูสำรองให้โครงการ มากกว่า

ที่สำคัญสะท้อนว่า รัฐมนตรียังเห็นต่างกันอยู่ หรืออาจจะไม่ได้คุยกัน จึงมีรัฐมนตรีบางคนออกทะเล

และผมว่าเรื่องนี้ต้องจับตาให้ดี เพราะถ้าอนุทินประกาศทิศทางใหม่ชัดแล้ว แต่ยังมีการตั้งกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ต่ออีกปี คำถามจะไม่ใช่ “ศึกษาอะไร” แล้ว แต่จะกลายเป็น

“ตกลงนายกฯ สั่งเลิกแล้ว ทำไมยังมีคนพยายามชุบชีวิตโครงการอีก“ หรือพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง

ส่วน Missing Link ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ฉบับย่อ แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “สร้างโครงสร้างพื้นฐานมหึมาเพื่อหวังดึงสินค้าข้ามคาบสมุทร” มาเป็น “เติมโครงสร้างพื้นฐานที่ขาด และใช้ท่าเรือระนองให้เกิดประโยชน์จริงก่อน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่อนุทินผลักดันล่าสุด

สรุปเป็นประโยคเดียว

“แลนด์บริดจ์ถูกรัฐบาลอนุทินถอยออกจากโต๊ะแล้ว เหลือเพียงบางฝ่ายที่ยังพยายามขอเวลา 1 ปีเพื่อไม่ให้โครงการตายสนิท แต่ทิศทางใหม่คือ Missing Link เพราะรัฐบาลเริ่มยอมรับแล้วว่า ‘ของใหญ่ที่ไม่คุ้ม’ สู้ ‘ของที่จำเป็นและใช้ได้จริง’ ไม่ได้”

นี่แหละ…คือแก่นของเรื่อง ไม่ใช่แค่ “พักโครงการ” แต่เป็น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ครับ เลิกแลนด์บริดจ์ ที่มีแต่แรงต้าน-คัดค้าน ที่มีผลกระทบมาก

คณะกรรมาธิการลุยโกง สว.!! จ่อเปิดหลักฐาน 9 ส.ค. แฉขบวนการล้มล้างระบบ ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’ ที่ซ่อนเงื่อน ชวนสังคมร่วมฟังและตรวจสอบ

จับตา 9 ส.ค. เปิดหลักฐาน “ขบวนการโกงฮั้ว สว.” ตั้งคำถาม “ใครคือไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลัง

คณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธ์ เป็นประธาน ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน เตรียมจัดแถลงข่าวครั้งสำคัญในหัวข้อ “เปิดโปงหลักฐาน: ขบวนการโกง สว.” พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ไฮไลต์ของการแถลงข่าวคือการนำเสนอประเด็น “ขบวนการโกง สว. คือขบวนการล้มล้างการปกครอง: ใครคือไอ้โม่ง? ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง” โดยผู้จัดระบุว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงลึก พร้อมตั้งคำถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการวางแผนและขับเคลื่อนขบวนการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองและเจตจำนงของประชาชน

การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารรัฐสภา โดยผู้จัดเชิญชวนภาคประชาชน สื่อมวลชน สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวและติดตามการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เป็นอีกเวทีที่จะแฉความจริงของกลโกง ขั้นตอนล็อคให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้า

กสทช.เสี่ยงสูญญากาศ!! ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. เขย่าบอร์ด วาระค้างสะเทือนผู้ประกอบการ เผือกร้อนถึงมือ ‘อนุทิน’ เร่งหรือยื้อ ล้วนมีแรงกดดันทางการเมือง

กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)มีการร้อนเรียนว่า ศ.คลีนิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติในการเป็นบอร์ด กสทช. คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า หมอสรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ขาดคุณสมบัติ ไม่แก้ไขคุณสมบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หมอสรณแก้ต่างว่า เป็นการทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายเลขาฯกรรมการสรรหา ต้องส่งมติให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดเกล้าให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

เวลานี้รอนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า แต่ฝ่ายหมอสรณยังดื้อนั่งหัวโต๊ะประชุมอ้างยังไม่โปรดเกล้า ยังอยู่ในตำแหน่ง ทำให้กรรมการ กสทช.คนอื่น 4 คน วอล์คเอ้าท์ ไม่ประชุมร่วมด้วยมาสองครั้งแล้ว วาระการประชุมจะตกค้างเยอะ มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เผือกร้อนอยู่ในมืออนุทินจะโยนลูกอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์ของ กสทช. กำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกได้ว่า “สุญญากาศเชิงปฏิบัติ” คือยังมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยพฤตินัย แต่การใช้อำนาจถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ฉากทัศน์ที่มีโอกาสมากที่สุด คือ “รอโปรดเกล้า แล้วจบ”
หากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา ส่งมติให้นายกรัฐมนตรีครบถ้วนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องก็จะสิ้นสุดในทางปกครองทันที
ระหว่างนี้ หมอสรณอาจยังยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการ แต่ปัญหาคือ “ความชอบธรรม” ในการใช้อำนาจถูกตั้งคำถามไปแล้ว

2. ปัญหาใหญ่คือ “องค์ประชุม”หากกรรมการ กสทช. คนอื่นเลือกวอล์กเอาต์ ไม่เข้าประชุม ผลที่ตามมาคือ
-วาระสำคัญอนุมัติไม่ได้
-แผนแม่บทการประมูลคลื่นโทรทัศน์ชะงักกระทบผู้ประกอบการ
-การอนุมัติใบอนุญาต
-กองทุน USO
-การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล

หลายเรื่องอาจต้องเลื่อนออกไป ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
-ผู้ประกอบการมือถือ
-ผู้ประกอบการทีวี
-ผู้ประกอบการดาวเทียม
-นักลงทุน

เพราะหลายเรื่องต้องใช้มติบอร์ด กสทช.

3. หมอสรณมีทางสู้อีกหรือไม่ ยังพอมีทางในทางกฎหมาย เช่น
-โต้แย้งว่ามติกรรมการสรรหาไม่ชอบ
-ฟ้องศาลปกครอง
-ขอคุ้มครองชั่วคราว

แต่การฟ้องศาล ไม่ได้หยุดขั้นตอนของฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้น แม้จะเข้าสู่กระบวนการศาล ก็อาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ในระยะสั้น
.
4. เผือกร้อนอยู่ที่นายกรัฐมนตรี /รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ในทางการเมือง ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง หากเร่งดำเนินการ ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัด

อีกด้านหนึ่ง หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็จะถูกตั้งคำถามว่า ยื้อเวลาปล่อยให้ กสทช. เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อระบบกำกับดูแลและภาคธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว การปล่อยเรื่องค้างไว้นาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าลดแรงกดดัน

5. ตอนจบที่เป็นไปได้
หากไม่มีเหตุแทรกสำคัญ ผมมองว่ามี 3 ทาง
1. โอกาสสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอน เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
2. หมอสรณฟ้องศาลปกครอง พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทางปกครอง หากศาลไม่ให้คุ้มครอง ขั้นตอนของฝ่ายบริหารก็ยังเดินหน้าต่อได้
3. หากการดำเนินการล่าช้า ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมประชุม ภาวะชะงักงันของ กสทช. จะยืดเยื้อ กระทบการตัดสินใจด้านนโยบายและผู้ประกอบการมากขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่ท่าทีของหมอสรณ แต่คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งมติถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาเท่าใดในการเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าภาวะชะงักงันของ กสทช. จะจบลงเร็ว หรือยืดเยื้อออกไป

เผือกร้อนจะถูกส่งถึงมือนายกฯอนุทิน ไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่อนุทินจะตัดสินใจอย่างไร

‘นิพนธ์’ ชนะคดีปกครอง!! ชัยชนะทางปกครอง ไม่ได้หมายถึงพ้นคดีทุจริต ยังต้องสู้ต่อในศาลอาญา ปมข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ม.157

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่

การเมืองสลายขั้ว? สูตร “ส้ม–แดง–เขียว” ถูกจับตา พรรคประชาชน เจอโจทย์ใหญ่ หากร่วมรัฐบาลกับอดีตคู่ขัดแย้ง ฐานเสียงจะรับได้แค่ไหน

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top