Thursday, 4 June 2026
นายหัวไทร

ปัญหาซ้ำซ้อนในเขตเมือง!! กำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองต้องชัด จี้มหาดไทยเลิกสองมาตรฐาน หลังศาลวางบรรทัดฐานให้ยุติทันที ถึงเวลารัฐบาลชี้ขาดสถานะกำนันผู้ใหญ่บ้าน

จะยกเลิกหรือคงอยู่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง รัฐบาลเอาให้ชัด ไม่เหลื่อมล้ำ

น่าจะยังสับสนกันต่อไปสำหรับแนวทางปฏิบัติ ที่ “เหลื่อมล้ำ”ของมหาดไทย กับตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ง่ายๆคือบางพื้นที่ยังมีกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ บางพื้นที่ยกเลิกไปแล้ว ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เขตเทศบาลเมืองเกาะสมัย ยกเลิกไปนานนับสิบปีแล้ว เทศบาลสิงหนคร ยกเลิกไป 1 ปี หลังยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองสิงหนคร แต่เขตติดกับเทศบาลเมืองม่วงงาม ยังมีกำนันผู้ใหญ่อยู่

คำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี (คดีหมายเลขแดงที่ 189/2567) คดีเทศบาลเมืองจอมพลนี้ ถือเป็น "บรรทัดฐานทางกฎหมาย (Legal Precedent)" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยอย่างรุนแรง เพราะเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ที่ฝ่ายปกครองเคยใช้ตีความเข้าข้างตนเองมาโดยตลอด

สรุปสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลปกครอง (คดีเทศบาลเมืองจอมพล) ให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย สำหรับนำไปใช้อ้างอิง มี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. พ้นตำแหน่ง "ทันที" โดยอัตโนมัติ

ศาลชี้ขาดว่า เมื่อพื้นที่ถูกยกฐานะเป็น "เทศบาลเมือง" ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านต้อง สิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมาย (ตาม พ.ร.บ.เทศบาลฯ) โดยฝ่ายปกครองอ้างไม่ได้ว่าต้องรอให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศยกเลิกก่อน

2. การแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อ ถือว่า "ผิดกฎหมาย"

เมื่อตำแหน่งถูกยุบเลิกโดยอัตโนมัติไปแล้ว การที่นายอำเภอหรือผู้ว่าฯ ไปออกคำสั่ง "แต่งตั้งคนใหม่" เข้ามาแทน หรือ "สั่งให้คนเดิมทำงานต่อ" จึงถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ) ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจึงไม่มีสิทธิปฏิบัติหน้าที่หรือรับเงินเดือน

3. นัยยะต่องานวิจัย: ยืนยันหลักการ "เมืองต้องให้เทศบาลดูแล"

คำพิพากษานี้เป็นการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐให้ชัดเจน เพื่อยุติความขัดแย้งและแก้ปัญหาการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน โดยยืนยันว่าเมื่อเป็น "เขตเมือง" แล้ว ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล) บริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ และต้องถอดกลไกภูมิภาค (กำนันผู้ใหญ่บ้าน) ออกไป

สรุปสั้นๆ สำหรับนำไปอ้างอิง:

"ศาลปกครองวางบรรทัดฐานว่า การเป็นเทศบาลเมืองทำให้ตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านสิ้นสุดลงทันทีโดยอัตโนมัติ การฝืนแต่งตั้งหรือให้อยู่ต่อถือเป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งคำพิพากษานี้ช่วยแก้ปัญหาระบบบริหารราชการที่ซ้ำซ้อนกันในเขตเมืองได้อย่างเด็ดขาด"

แต่แม้จะมีคำพิพากษาศาลปกครองเพชรบุรี วางบรรทัดฐานไว้แล้ว แต่ยังมีหลายพื้นที่มหาดไทย ยังปล่อยให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน โดยความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชจังหวัด

เทศบาลโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จะ.พังงา เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อไม่นานมานี้ จึงเกิดความสับสนถึงแนวทางปฏิบัติว่าจะทำอย่างไรต่อ จะยกเลิก หรือให้มีการเลือกตั้งแล้วแต่งตั้งต่อไป ทางผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา จึงมีหนังสือหารือไปยังกรมการปกครองถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

รณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ปฏิึหน้าที่แทนอธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือตอบไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอยต่อไป

หนังสือจากกรมการปกครอง ตอบข้อหารือของผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาให้ยังคงมีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมืองโคกกลอย น่าจะขัดหรือแย้งในสองประเด็น

1.ขัดต่อพระราชบัญญัติเทศบาล ที่ให้ยกเลิกกำนันผู้ใหญ่ทันทีเมื่อยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง

2.ขัดต่อคำพิพากษาของศาลปกครองจังหวัดเพชรบุรี ที่วางกรอบเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่า ให้ยกเลิก

คำตอบข้อหารือของกรมการปกครองจึงนำมาสู่การเคลื่อนไหวของ #ยงยศ_แก้วเขียว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านสารวัตรกำนันผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที เรียกร้องให้มหาดไทยปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ประเด็นปัญหาตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่ในเขตเทศบาลเมืองว่ายังสมควรมีต่อไป หรือควรยกเลิก เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี แต่ยังไม่เห็นฝ่ายการเมือง รัฐบาล ฝ่ายค้าน สส.หยิบยกขึ้นมาหารือเพื่อแก้ไขกฎหมาย เห็นดิ้นรนจะเป็นจะตายอยู่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จะมีหรือไม่มีกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง ก็ไปแก้กฎหมายให้ชัด และปฏิบัติในแนวทางเดียวกันปัญหาจะได้จบไป จริงไหม #อนุทิน

เดือดปมโรงกลั่นกำไรอื้อ!! “พิพัฒน์” ถูกจี้เห็นใจนายทุนมากกว่าประชาชน ย้อนแนวคิดโรงกลั่นเพื่อประชาชน หลังไทยออยล์กำไรหนัก รัฐบาลยังเกรงใจทุนพลังงาน

“พิพัฒน์”ออกอาการเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นมากกว่าประชาชน ทั้งๆที่ 3 เดือนแรก ฟันกำไรไปเกือบ 20,000 ล้าน

น่าสนใจผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน หลังพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเห็นอกเห็นใจโรงกลั่นน้ำมัน

“ต้องให้ขอความยุติธรรมให้กับโรงกลั่นน้ำมันด้วย“ เป็นการสะท้อนมุมคิดของพิพัฒน์ชัดเจนว่า ยืนอยู่ข้างนายทุนมากกว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

แต่เมื่อพลิกดูผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน พบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ไตรมาสแรก (4 เดือน) ของปี 2569 มีกำไรเกือบ 20,000 ล้าน และบริษัทแจกแจงว่า เป็นกำไรมาจากสต๊อกน้ำมัน แปลความง่ายๆว่า เอาน้ำมันเก่าในสต๊อกออกมาขายในช่วงน้ำมันแพง

ลองมาดูรายละเอียดกันนิดครับ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 มีกำไร 

เพียง 90 วันแรกของปี  2569 กำไร 19,500,000,000 บาท

มากกว่ากำไรทั้งปีของทุกปีที่ผ่านมา 

ถามว่า เรามีโรงกลั่นเพื่ออะไร โรงกลั่นไทยเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากภาษีของคนไทยทั้งสิ้น ทั้งจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงกลาโหมในอดีต วัตถุประสงค์ คือเพื่อความมั่นคงของชาติและประชาชน โดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีแนวทางว่า วิสาหกิจพลังงานของชาติไม่ควรมีกำไรมากเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ให้พอเลี้ยงตัวเองอยู่ได้

แต่ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา รัฐบาลหลายชุดก็มีนโยบายขายหุ้นโรงกลั่นลงจนพ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างว่ารัฐวิสาหกิจกำไรน้อยเพราะไม่มีประสิทธิภาพ จึงขายหุ้นออกไปในราคาถูก ลืมสิ่งที่พลเอกเปรมท่านทำไว้จนหมดสิ้น

มาในวันนี้โรงกลั่นเหล่านั้นทำกำไรบนวิกฤติของชาติและประชาชนกันอย่างเต็มที่ ไม่ต้องพูดถึงความปราณีเพราะไม่มีอยู่ในตำราการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และที่หนักไปกว่านั้นก็คือบางโรงกลั่นข่มขู่ว่า หากจะมีมาตรการมาลดกำไรโรงกลั่น จะฟ้อง หรือจะไม่กลั่นน้ำมันขายคนไทย

แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่รัฐบางคนกล่าวถึงโรงกลั่น จะออกอาการเกรงอกเกรงใจเห็นใจมากกว่าเห็นหัวประชาชน ใช่หรือไม่? 

ความเจ็บปวดครั้งนี้พวกเราจะต้องไม่ลืมง่ายๆและสักวันหนึ่งเราจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้อง ความอยุติธรรมนี้ต้องให้มันจบที่รุ่นเราครับ

“หมอวรงค์” สส.หนึ่งเดียวไทยภักดี บทบาท “หมอวรงค์” นักการเมืองสายข้อมูลที่ชนทุกดอก เปิดศึกตัดงบอภิสิทธิ์นักการเมือง ลดภาระภาษีคนไทย สร้างแรงสะเทือนสภา ชนเลิกข้าวฟรี ลุยต่อรื้อบำนาญ–ลดผู้ช่วยการเมือง

"หมอวรงค์" สส.หนึ่งเดียวของไทยภักดี แต่บทบาทสูงเด่นยิ่ง ชนจนเลิกข้าวเลี้ยง สส./สว.ฟรี ลุยต่อเลิกบำนาญ ลดจำนวนผู้ช่วยฯลง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี และเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เป็น สส.หนึ่งเดียวที่มีพลังสูงมาก อ่านกระแสสังคมและความรู้สึกของประชาชนได้เป็นอย่างดี

เข้าสู่สภาเมื่อมีโอกาสเขาจึงพูดสะท้อนปัญหาทันที ประเด็นแรกที่หมอวรงค์หยิบขึ้นมาพูดคือให้ยกเลิก #อาหารเลี้ยง สส./สว. โดยให้เหตุผลว่า สส.มีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้องให้ประชาชนมาจ่ายเงิน (ภาษี)เลี้ยง สส.อีก กระแสตอบรับพุ่งกระฉูดจนกระทั่งนำมาสู่การพิจารณายกเลิกอาหารเลี้ยง สส./สว.ที่มีอัตราต่อหัวสูงมาก มื้อหนึ่งเป็น 1000 บาท ทำให้ประหยัดงบประมาณได้หลายร้อยล้านบาท

หมอวรงค์ กำลังขยับไปถึงการยกเลิกเงินบำนาญ (เลี้ยงชีพ) อดีต สส./สว.ที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้ากองทุนด้วยส่วนหนึ่ง สส./สว.จ่ายเดือนละ 3500 บาท

หมอวรงค์ยังเห็นความเหลื่อมล้ำอีกมาก กำลังจะเปิดเกมรุกไปสู่ตำแหน่ง ผู้ช่วย สส./ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ที่ สส.1 คน มีทีมงานเหล่านี้ถึง 8 คน แต่หมอวรงค์ เสนอตั้งแค่ 3 คน

หมอวรงค์ เป็นหนึ่งในหมอที่ผันตัวเข้าสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว จนกลายเป็น “นักสู้สายข้อมูล” ที่คนการเมืองไทยรู้จักกันดี โดยเฉพาะบทบาทตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังรัฐประหาร 2557

หมอวรงค์เกิดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2507 ที่จังหวัดพิษณุโลก เติบโตในครอบครัวคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วในต่างจังหวัด บรรยากาศแบบบ้านร้านค้า คนใต้ถุนบ้านคุยเรื่องราคาข้าวกับการเมืองไปพร้อมกัน

หมอวรงค์ จบมัธยมจาก โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม สอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต รุ่นแพทย์ชนบทกระแสแรง

ช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ คนใกล้ชิดมักเล่าว่าเป็นคนพูดตรง สนใจการเมืองและปัญหาชนบทพอสมควร ไม่ใช่หมอสายเงียบในห้องแลบ แต่เป็นแนวเดินคุยกับชาวบ้านตามโรงพยาบาลชุมชนมากกว่า

หลังเรียนจบแพทย์ศาสตร์ เขา และแฟนสาว เลือกที่จะไปเป็นแพทย์ตามโรงพยาบาลในชนบทในภาคอิสานและในพิษณุโลก โดยเฉพาะงานด้านสูตินรีเวช

ภาพจำยุคนั้นคือ “หมอวรงค์” เป็นหมอบ้าน ๆ ขับรถลุยต่างอำเภอ ทำคลอด ตรวจคนไข้กลางดึก ใช้ชีวิตคลุกกับชาวบ้านจริง ๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกับกลิ่นโคลนติดรองเท้ามาด้วยกัน

ต่อมาศึกษาเฉพาะทางสูตินรีเวช และกลายเป็นสูตินรีแพทย์ประจำจังหวัดพิษณุโลก

หมอวรงค์ตัดสินใจเดินเข้าสู่การเมืองกับ พรรคประชาธิปัตย์ โดยลงสมัคร สส.ครั้งแรกช่วงปี 2540 และได้รับเลือกเป็น สส.พิษณุโลกหลายสมัย

จุดเด่นของเขาในสภา คือสไตล์อภิปรายแบบถือเอกสารหนาเป็นตั้ง 

น้ำเสียงไม่ได้เร้าอารมณ์มาก แต่ใช้ข้อมูล ตัวเลข และเอกสารราชการเป็นอาวุธ

ชื่อของหมอวรงค์พุ่งขึ้นระดับประเทศจากการอภิปรายเรื่อง การทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ในยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เขาเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่ตรวจสอบประเด็นการระบายข้าว

สต๊อกข้าว การทุจริตในโกดัง ความเสียหายทางการคลัง

ช่วงนั้นภาพของหมอวรงค์แทบกลายเป็น “นักแกะรอยโกดังข้าว” เดินตรวจคลังข้าวทั่วประเทศ ฝุ่นข้าวปลิวเต็มรองเท้า แต่ข้อมูลแน่นเหมือนนักบัญชีนิติวิทยาศาสตร์

หลายประเด็นที่เขาอภิปราย ถูกนำไปใช้ในการไต่สวนขององค์กรตรวจสอบภายหลังด้วย

หลังรัฐประหาร 2557 การเมืองเปลี่ยนผ่าน หมอวรงค์ยังอยู่กับประชาธิปัตย์ช่วงหนึ่ง และเคยลงชิงหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้รับเลือก

ต่อมาจุดยืนทางการเมืองของเขาเริ่มชัดขึ้นในแนว

ต่อต้านระบอบทักษิณ

สนับสนุนแนวอนุรักษนิยม เน้นประเด็นความจงรักภักดีต่อสถาบันและความมั่นคงทางการเมือง

ถึงจุดหนึ่งหมอวรงค์เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และก่อร่างตั้งพรรคไทยภักดีปี 2563 มีจุดยืนชัดเจนเรื่องปกป้องสถาบัน ต่อต้านการแก้ ม.112 คัดค้านแนวคิดบางส่วนของกลุ่มเคลื่อนไหวเยาวชนในช่วงนั้น

พรรคไทยภักดีอาจไม่ได้มี สส.จำนวนมาก แต่หมอวรงค์ยังมีบทบาททางสื่อและโซเชียลสูง โดยเฉพาะการไลฟ์ วิเคราะห์การเมือง และเปิดข้อมูลเอกสารต่าง ๆ

หมอวรงค์เป็นนักการเมืองที่มีภาพจำเฉพาะตัวมาก พูดเร็ว ตรง ใช้ข้อมูลเอกสารหนัก อธิบายแบบครูแพทย์

มีฐานแฟนคลับสายอนุรักษนิยมเหนียวแน่น

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ยืนคนละขั้วกับกระแสเสรีนิยมยุคใหม่อย่างชัดเจน

การเมืองของหมอวรงค์จึงเหมือนมีดผ่าตัดเล่มเก่า คมมากในสายตาคนที่เชียร์ แต่ก็ทำให้เกิดแรงปะทะสูงในสังคมไทยเสมอ

ก่อนการเลือกตั้งปี 69 หมอวรงค์เปิดร้านข้าวแกงที่จังหวัดนนทบุรี โดยขายราคาถูก กับข้าวอย่างละ 10 บาท ข้าวจานละ 10 บาท โดยมีสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าสำนักสถาบันทิศทางไทย สื่อสายฮารดคอเป็นเพื่อนคู่คิด พรรคไทยภักดี ร้านข้าวแกง 10 บาท จึงอยู่ในอาคารชื่นฤทัยในธรรมของสนธิญาณนั้นเอง

น่าจับตายิ่งสำหรับบทบาทของหมอวรงค์อันเป็นหนึ่งเดียวของไทยภักดีว่าจะเดินไปได้แค่ไหนในท่ามกลางกระแสตอบรับที่พุ่งแรงมาก

อย่ามองเบา!! จับหนุ่มจีนสะสมอาวุธหนัก จุดคำถามความมั่นคงไทย บทเรียนกรุงเทพฯ เกือบวินาศปี 37 เตือนคดีหนุ่มจีนครอบครองซีโฟร์อย่าปิดเกมเร็ว

ย้อนรอยระเบิดซีโฟร์ ปี 37 กรุงเทพเกือบย่อยยับ จับหนุ่มจีนอย่างเพิ่งสรุป
ว่าไม่เกี่ยวกับก่อการร้าย

น่าสนใจยิ่งกับการจับกุมชายชาวจีน พบเครื่องระเบิดเต็มคันรถ ยิ่งไปค้นในบ้านพัก ซึ่งเป็นบ้านเช่าหรู ค่าเช่า 30000 บาทขึ้นที่บางละมุง จ.ชลบุรี ก็พบวัตถุระเบิดมากมาย ประหนึ่งเป็นคลังแสง รวมถึงมีระเบิดซีโฟร์ อันเป็นระเบิดทำลายล้างอยู่ด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เร่งสรุปภายในสองวันว่า “ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นความชอบส่วนตัว” ก็ไม่รู้ว่า ผบ.ตร.ได้ข้อมูลเชิงลึกมาจากไหน ถึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่ารายงานนายรัฐมนตรีแล้วหรือยัง เพราะนายกฯยังสั่งให้สืบสวนในเชิงลึกอยู่

เข้าใจได้ว่าคนชอบอาวุธปืนเมืองไทยเรามีอยู่ไม่น้อย เช่น แอ๊ด คาราบาว ก็มีอยู่เป็น 100 นักการเมืองบ้านเราก็สะสมอาวุธปืนอยู่หลายคน

รายชื่อนักการเมืองที่มีการครอบครองปืนมากที่สุด 
-นางทิวรรณรัตน์ อังกินันทน์ (ส.ส.เพชรบุรี): 48 กระบอก
-นายอนุชา สะสมทรัพย์ (บ้านใหญ่นครปฐม): 40 กระบอก
-นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (อดีต ส.ส.โคราช): 26 กระบอก
-นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (อดีต รมช.มหาดไทย): 23 กระบอก
-นายอนุชา นาคาศัย (ส.ส.เพื่อไทย): 23 กระบอก

จะเห็นว่านักการเมืองที่ครอบครองอาวุธปืนจำนวนมาก ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นบ้านใหญ่ทางการเมือง จึงไม่น่าสะสมอาวุธปืนด้วยความชอบ ส่วนหนึ่งคือไว้ป้องกันตัว

ถ้าพูดถึงซีโฟร์ เราคงจะลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีการจับกุมซีโฟร์ได้จำนวนมาก เรามาย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต

“คาร์บอมบ์ซีโฟร์กลางกรุงเทพฯ ปี 2537” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีวินาศกรรมระหว่างประเทศที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในไทย แต่คนทั่วไปแทบลืมไปแล้ว เพราะระเบิด “ไม่ทันทำงาน” ราวกับหนังสายลับที่ฟิล์มขาดก่อนฉากระเบิด อันเป็นโชคดีของไทย หรือพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง

สาระสำคัญของคดีคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ซุกระเบิดจำนวนมหาศาล ทั้งปุ๋ยยูเรีย ดินระเบิด และระเบิด C4
เป้าหมายถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สถานทูตอิสราเอล” บริเวณถนนวิทยุ กรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนบริเวณแยกชิดลม คนร้ายจึงทิ้งรถหนี รถถูกลากไปเก็บที่ สน.ลุมพินี อยู่หลายวัน ก่อนตำรวจสงสัยและเปิดตรวจค้น
พบวงจรระเบิดขนาดใหญ่ และยังพบศพคนขับรถที่ถูกฆ่าซุกไว้ในแทงก์น้ำด้วย  

จุดที่น่าขนลุกคือ หากระเบิดทำงานจริง ย่านธุรกิจกลางกรุงอาจเสียหายหนักมาก เพราะวัตถุระเบิดมีอานุภาพสูง ระดับ “คาร์บอมบ์เต็มรูปแบบ”  

ต่อมาหน่วยข่าวกรองไทยเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านหลายราย แต่สุดท้ายหลักฐานในชั้นศาลไม่เพียงพอ จึงเอาผิดผู้ต้องหาอะไรไม่ได้

อีกคดีที่คนมักเอามาปะปนกัน คือเหตุระเบิดสุขุมวิท ปี 2555 ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิหร่านและอุปกรณ์ระเบิดแบบแม่เหล็กติดรถ เป้าหมายถูกเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือผลประโยชน์ของอิสราเอลในไทย ไม่ใช่การก่อการทั่วไป  

สรุปว่า “คาร์บอมบ์ปี 2537” รถบรรทุกซุก C4 เป้าหมายโยงสถานทูตอิสราเอล ส่วน“สุขุมวิท 2555” เครือข่ายอิหร่าน ใช้ระเบิดแม่เหล็กโจมตีเป้าหมายอิสราเอล

ทั้งสองคดีทำให้หน่วยความมั่นคงไทยเริ่มจริงจังกับ “ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ” มากขึ้น เพราะไทยเคยถูกใช้เป็นทั้ง “ทางผ่าน” และ “พื้นที่ปฏิบัติการ” ในเกมเงาระหว่างตะวันออกกลางหลายรอบเหมือนกันครับ

ปรากฏการณ์จับกุมชาวจีน พร้อมเครื่องกระสุนปืน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมซีโฟร์ด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และเร่งสรุปว่า ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นการสะสมด้วยความชอบส่วนตัว ไปไล่เช็กประวัติหนุ่มจีนคนนี้ในเชิงลึกให้ดีก่อน ก่อนบ้านเมืองจะพิพาศ เพราะแค่ตำรวจที่เข้าไปค้นบ้าน ยกขาพลาดข้างเดียวก็พินาศแล้ว

ปมร้อน กสทช.!! จับตาถกด่วนสรรหา กสทช. ปมร้อง “หมอสรณ” ขาดคุณสมบัติ กลิ่นการเมืองแรงสะเทือนองค์กรอิสระ เกมการเมืองซ่อนอยู่ในประเด็นนี้

จับตาผลถกกรรมการสรรหากสทช.ประเด็นร้องเรียนประธานขาดคุณสมบัติ

น่าสนใจยิ่งกับการที่จู่ๆสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานัดประชุมด่วน เชิญกรรมการสรรหา กสทช.มาร่วมประชุมด้วย ประเด็นพิจารณาข้อร้องเรียนการขาดคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นประธาน กสทช. ชุดใหม่ที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 

กล่าวถึงหมอสรณเคยสมัครมาตั้งแต่ปี 62 แต่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติมารอบหนึ่งแล้วจากการถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวโยงกับภารกิจของ กสทช. จากนั้นถ่ายเทหุ้นออกและมาสมัครใหม่ ประเด็นข้อร้องเรียนกล่าวหาเรื่องยังทำหน้าที่หมอรักษาคนป่วยอยู่ และรับเงินค่าวิชาชีพอยู่ จะถือว่ายังประกอบอาชีพอื่นอยู่หรือไม่

ประเด็นนี้กลิ่นการเมืองแรงพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่อง “คุณสมบัติ” แบบตัวบทล้วน ๆ แต่เป็นจุดตัดของ อำนาจกำกับดูแล + ความชอบธรรมขององค์กรอิสระ + เกมในวุฒิสภา เลยทีเดียว

ง่ายๆ มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝ่าย กสทช.เองก็ดึงเชงมานาน วาระสำคัญของ กสทช.เลื่อนการพิจารณา ทำให้ภารกิจไม่คืบหน้า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะดูแลงานธุรการของกรรมการสรรหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องดำเนินการ ไม่งั้น ม.157 (ละเว้น) ก็รออยู่

ลองแยกวิเคราะห์เป็นชั้น ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้น

1) ทำไม “เพิ่งถูกหยิบขึ้นมา” ตอนนี้

ข้อร้องเรียนที่ค้างมานาน แต่เพิ่งถูก “เร่งเครื่อง” มีได้ 2 มุมหลัก

(1) จังหวะการเมืองวุฒิสภาชุดปัจจุบันอาจต้องการ “รีเซ็ตอำนาจ” หรือสร้างบทบาท

กสทช. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ทั้งเรื่องคลื่นความถี่ ทีวี โทรคมนาคม มีผลประโยชน์มหาศาล

(2) มีชนวนใหม่

-อาจมีข้อมูล/หลักฐานเพิ่มเติม
-หรือมีความขัดแย้งภายใน กสทช.เอง แล้วถูก “ดันขึ้นบนโต๊ะ”

พูดง่าย ๆ คือ เรื่องเก่า แต่ “เวลาใหม่” ทำให้มันมีน้ำหนักขึ้น

2) ปมประธาน กสทช. “ขาดคุณสมบัติ” เรื่องรับเงินรักษาคนไข้

นี่คือจุดที่ต้องดูตัวบทกฎหมายจริงจัง โดยหลักแล้ว ตำแหน่งแบบนี้มักกำหนดว่า
-ต้อง ไม่ประกอบอาชีพอื่นที่อาจขัดกันแห่งผลประโยชน์
-หรือไม่ทำงานที่กระทบความเป็นอิสระ

มีคำถามสำคัญว่า การยังรับเงินจากการรักษาคนไข้ ถือว่าเป็น “การประกอบอาชีพ” หรือไม่?

-ถ้าเป็นการทำต่อเนื่อง มีรายได้ประจำ เสี่ยงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ
-ถ้าเป็นลักษณะช่วยเหลือเป็นครั้งคราว อาจตีความว่าไม่ผิด

ประเด็นนี้จะกลายเป็น “สงครามตีความ“มากกว่าข้อเท็จจริงล้วน ๆ

3) ถ้าผิดจริง ผลจะไปไกลแค่ไหน มี 3 ระดับ

ระดับเบา

-แค่ “ชี้แจงแล้วจบ”
-วุฒิสภาไม่เดินหน้าต่อ

ระดับกลาง

-กดดันทางการเมือง
-ทำให้ความชอบธรรมของประธาน กสทช. สั่นคลอน

ระดับหนัก

-อาจนำไปสู่การ พ้นจากตำแหน่ง
-หรือมีการตีความย้อนหลัง กระทบมติที่เคยตัดสินไป

ระดับนี้แหละที่หลายฝ่ายจับตา เพราะจะ “เขย่า” ทั้งระบบกำกับดูแล ถ้าไม่อยากให้กระทบมาก อาจมีการกดดัน หรือเจรจาให้หมอสรณลาออก

4) ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าที่เห็น

กสทช. ไม่ใช่องค์กรเล็ก ๆ แต่เป็นเหมือน “ศูนย์ควบคุมคลื่นและข้อมูล”

ถ้าประธานถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ

-ความน่าเชื่อถือของการอนุมัติคลื่น/ดีลใหญ่ ๆ จะถูกตั้งคำถามตามมา
-นักลงทุน/เอกชนอาจชะลอการตัดสินใจ เช่น กติกาทีวีดิจิทัล ที่ผู้ประกอบการทวงถามมา 3 ปีแล้ว เพราะสัมปทานจะหมดอายุในอีกสองปีข้างหน้า แต่กติกาจาก กสทช.ยังไม่ออก เข้าระเบียบวาระแล้ว ประธาน กสทช.สั่งปิดประชุม
-อาจเกิด “สุญญากาศเชิงนโยบาย” ชั่วคราว (ในทางปฏิบัติเริ่มเห็นบ้างแล้ว)

5) มองแบบการเมืองล้วน ๆ นี่อาจเป็นเกม 3 ชั้น

-ชั้นบน: ตรวจสอบคุณสมบัติ (ตามกฎหมาย)
-ชั้นกลาง: ต่อรองอำนาจในองค์กรอิสระ
-ชั้นล่าง: ผลประโยชน์ด้านคลื่น/โทรคมนาคม

บางครั้ง “คุณสมบัติ” ก็เป็นเหมือนกุญแจดอกเล็ก ที่ใช้เปิดประตูห้องใหญ่

สรุปเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ “เพิ่งถูกทำให้สำคัญ”
ปมกฎหมายอยู่ที่การตีความคำว่า “ประกอบอาชีพ” รับเงินค่าตอบแทน
ผลลัพธ์มีตั้งแต่จบเงียบ ๆ ไปจนถึงสะเทือนทั้งองค์กร
และมีนัยทางการเมืองแฝงค่อนข้างชัด

จับตาผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งกรรมการสรรหาอาจจะยืนยันผลการสรรหาชอบแล้ว แต่ความผิดเกิดขึ้นหลังจากนั้น 

‘นิพนธ์’ ดัน ‘สรรเพชญ’ !! เปิดสัญญาใจสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี สรรเพชญรัฐมนตรีช่วยคมนาคมอายุน้อยที่สุด สัมพันธ์นิพนธ์-เนวินแน่นแฟ้นยาวนาน ฐานเสียงสงขลาขยายภูมิใจไทยได้อีกแรง

เปิดสัมพันธ์-สัญญาใจ “นิพนธ์-เนวิน”เปิดประตูให้ “สรรเพชญ”นั่ง รมช.คมนาคม รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุด

ขอแสดงความยินดีกับ “สรรเพชญ บุญญามณี” สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม โดยไม่มี สส.ในมือเป็น

กลุ่มก้อน

จะมีก็แค่นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย แต่ก็มีแค่ 3คน คือ สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอนุกูล พฤษภานุศักดิ์ (จริงๆอนุกูลอยู่ในกลุ่มของ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ด้วยซ้ำ)

ถ้าคิดตามโควต้าสัดส่วน สส.ก็ไม่น่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 9:1 แต่การได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยคมนาคมของสรรเพชญ น่าจะมาจากสัญญาใจระหว่าง “นิพนธ์” กับครูใหญ่ภูมิใจไทย ”เนวิน ชิดชอบ“มากกว่า

ถ้ายังจำกันได้เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล ”อนุทิน 1” สายบุญญามณี ยอมสละไม่รับตำแหน่ง ทั้งนิพนธ์เอง สรรเพชญ และพี่สาวของสรรเพชญ ทั้งๆที่ตำแหน่งมาอยู่ในมืออยู่แล้ว

ครั้งนั้นสรรเพชญน่าจะอายุยังไม่ถึง 35 ปี จึงยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ กฎหมายกำหนดต้องอายุ 35 ปี เมื่อสรรเพชญยังเป็นไม่ได้ ลูกสาวคนโตของนิพนธ์จึงถูกทาบทาม แต่เมื่อถูกวิจารณ์มาก เจ้าตัวจึงปฏิเสธ นิพนธ์ก็ไม่ได้ส่งใครไปแทน และน่าจะเป็นสัญญาใจ “ไว้คราวหน้า”

“นายจะได้เป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด” ครูใหญ่ส่งสัญญาณต่อหน้าสรรเพชญ และนิพนธ์

นอกจากสัญญาใจแล้ว สรรเพชญน่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในโควต้าของครูใหญ่ที่ไม่มีใครในภูมิใจไทยกล้าโต้แย้งอยู่แล้ว

สัมพันธ์รัก “นิพนธ์-เนวิน”ก็ไม่ธรรมดา เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งเนวินนั่ง รมช.เกษตร สมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่นิพนธ์ช่วยงานนายกฯชวน ที่ต้องประสานใกล้ชิดกับรัฐมนตรี

สัมพันธ์แน่นขึ้นเมื่อเนวิน นำทัพกลุ่มเพื่อนเนวิน จับมือกับมวลสมาชิกพรรคประชากรไทย มายกมือสนับสนุนชวนเป็นนายกฯสมัยสอง ไม่ใช่แค่นั้นเมื่อนิพนธ์ต้องการทำทีมฟุตบอลที่สงขลา เนวินมีทีมฟุตบอลอยู่ในมือสองทีม จึงยกให้นิพนธ์ไปหนึ่งทีม 

เมื่อภูมิใจไทยต้องการขยายฐานภาคใต้ ขบวนขันหมากโดยการนำของเนวินจึงถูกแห่ไปยังบ้านเขารูปช้าง ในระหว่างที่นิพนธ์ก็สองจิตสองใจกับการจะอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไปในห้วงเวลาที่พรรคตกต่ำหนัก ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยังเป็นหัวหน้าพรรคนำทีมบริหารพรรคอยู่ และมีเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเลขาธิการพรรค หรือจะออกไปหาบ้านใหม่ อันเป็นช่วงเวลาที่เฉลิมชัยยังไม่ถอย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ยังไม่กลับมา

เมื่อขันหมากจากเนวินไปถึงบ้าน พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นิพนธ์จะตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่พรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ในกลุ่ม ที่ได้กลับเข้าสภาเกือบหมด ยกเว้น “ราชิต สุดพุ่ม” สอบตกเขต 1 นครศรีธรรมราช

นายหัวไทร

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top