การเมืองสลายขั้ว? สูตร “ส้ม–แดง–เขียว” ถูกจับตา พรรคประชาชน เจอโจทย์ใหญ่ หากร่วมรัฐบาลกับอดีตคู่ขัดแย้ง ฐานเสียงจะรับได้แค่ไหน

“นิพนธ์”ยังต้องไปลุ้นในศาลทุจริต ข้อหาละเว้น
ในยุครัฐบาล คสช.พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) มีนิพนธ์ บุญญามณี ทีลาออกจากนายกฯอบจ.สงขลามานั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย แต่ช่วงก่อนหน้านิพนธ์ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) คดีอยู่ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างทาง มท.1 มีคำสั่งให้นิพนธ์พ้นจากนายกฯอบจ.สงขลา ทั้งๆที่ลาออกมาก่อนหน้าแล้ว และมานั่งช่วยว่าการมหาดไทยแล้ว

นิพนธ์นำความขึ้นสู่ศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง มท.

คำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ให้นิพนธ์พ้นนายกฯอบจ.สงขลา ไม่ใช่การวินิจฉัยว่า นิพนธ์ บุญญามณี ทำผิดหรือไม่ แต่เป็นการวินิจฉัยว่า คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้พ้นจากตำแหน่ง ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งส่งผลทั้งในทางการเมืองและทางกฎหมาย แต่ผลทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน

1. ผลดีต่อนิพนธ์ในทางการเมืองถือว่าเป็น “ชัยชนะทางคดีปกครอง” ที่มีนัยสำคัญ เพราะทำให้สามารถสื่อสารทางการเมืองกับประชาชนได้ว่า
ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันจะช่วยฟื้นภาพลักษณ์ว่า การถูกปลดในปี 2564 เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในทางการเมือง สิ่งที่นิพนธ์ได้กลับคืนมา คือ
ความชอบธรรม (Political Legitimacy) เพราะสามารถอ้างได้ว่าการถูกปลดเป็นคำสั่งที่ศาลเพิกถอน เครดิตทางการเมือง สำหรับการกลับมามีบทบาทในพื้นที่สงขลาและภาคใต้
เป็นแต้มต่อในการตอบโต้ฝ่ายการเมืองที่เคยใช้ประเด็น “ถูกปลดจากตำแหน่ง” มาโจมตี

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาไม่ได้หมายความว่า ศาลรับรองว่าไม่มีการกระทำผิดในข้อกล่าวหาเดิม แต่เพียงรับรองว่าการใช้อำนาจของฝ่ายปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. มีผลต่อคดีอาญา ม.157 ในศาลทุจริตหรือไม่ ตอบได้ว่ามีผลในเชิงข้อเท็จจริงบางส่วน แต่ไม่ทำให้คดีอาญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

คดีปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละเรื่องกัน ศาลปกครองวินิจฉัยว่า คำสั่งทางปกครองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ส่วนศาลอาญาคดีทุจริตวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

ดังนั้น แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอน ก็ไม่ได้หมายความว่าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 157 จะหายไป

แต่คำพิพากษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายจำเลย
ฝ่ายนิพนธ์สามารถหยิบคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดไปอ้างได้ว่า
-กระบวนการของฝ่ายปกครองมีข้อบกพร่อง
-การใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-ข้อเท็จจริงบางประการที่ ป.ป.ช. และ มท. ใช้อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาจะรับฟังเพียงใด ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานในสำนวนคดีอาญา ซึ่งศาลมีอำนาจวินิจฉัยโดยอิสระ

3. คดี ม.157 จะตกไปเลยหรือไม่ ตอบได้ว่าไม่ตก
เพราะ คดีอาญายังคงดำเนินต่อได้
ศาลทุจริตยังต้องไต่สวนพยานและวินิจฉัยข้อเท็จจริงเอง
-คำพิพากษาศาลปกครองไม่มีผลผูกพันให้ศาลอาญาต้องยกฟ้อง

หากศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด ก็ยังสามารถพิพากษาลงโทษได้ แม้คำสั่งปลดจะถูกเพิกถอนแล้วก็ตาม

มุมการเมืองที่น่าจับตา
สำหรับสถานการณ์การเมืองภาคใต้ คำพิพากษานี้อาจทำให้นิพนธ์มีพื้นที่เคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา และช่วยลดแรงกดดันจากข้อครหาว่า “เคยถูกปลดจากตำแหน่ง” เพราะสามารถชี้แจงได้ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายการเมืองคู่แข่งยังสามารถหยิบยกคดีอาญา มาตรา 157 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลคดีทุจริตฯ มาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ เนื่องจากคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

สรุปว่า ในทางการเมือง: นิพนธ์ได้ “ความชอบธรรม” และฟื้นภาพลักษณ์จากการที่คำสั่งปลดถูกเพิกถอน ในทางกฎหมาย: คดีปกครองชนะ แต่ ไม่ทำให้คดีอาญา มาตรา 157 สิ้นสุดหรือยกฟ้องโดยอัตโนมัติ แต่นิพนธ์ต้องไปลุ้นในศาลทุจริตฯว่า จะพ้นข้อหาละเว้น ม.157 หรือไม่