Friday, 16 October 2026
Columnist

“แก้มลิง” เมืองหลวงถูกตั้งคำถาม!! หลังบึงคู้บอนหลุดผังเมือง จับตาผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ การพัฒนาอสังหาฯ แทนพื้นที่รับน้ำ ผู้นำต้องรับผิดชอบชัดเจน

เมื่อ "แก้มลิง" เมืองหลวง “ถูกปล้น” คนกรุงเทพฯ จมน้ำ ตราบาปนี้ใครรับผิดชอบ?

โครงการ “แก้มลิงบึงคู้บอน” ที่มีเนื้อที่กว่า ๑๓๐ ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “บึงรับน้ำสำคัญ” ที่เคยมีแผนเตรียมเวนคืน แต่กลับไม่ปรากฏในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จนกลายสภาพเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ได้จุดประเด็นตั้งคำถามสำคัญว่า หากแก้มลิงตามแนวพระราชดำริถูกถอดถอนออกจากผังเมืองจนหมดสิ้น ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?

ต้องทราบกันก่อนว่า เมืองกรุงเทพมหานครมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ และยังคล้ายแอ่งกระทะ มีระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง การระบายน้ำจึงต้องพึ่งพาระบบปั๊มและการหน่วงน้ำเป็นหลัก หากแก้มลิง “หายไปจากผังเมือง” และฝนยังคงตกหนักไม่หยุดคล้ายหนัง “Hard Rain” ในปี 1998 น้ำก็จะท่วมเมืองเหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน

หากไร้ “แก้มลิง” อย่างเช่น “บึงคู้บอน” ถ้าฝนตกหนักสะสมก็จะมุ่งลงสู่ถนน ชุมชน รวมถึงคลองสายหลักทันที ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรวดเร็ว ที่สุดก็จะท่วมทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

น้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะทำลายระบบขนส่งทางบก และทรัพย์สินของประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ประชาชนในเขตลุ่มต่ำจะกลายเป็นผู้ประสบภัยถาวร

การปรับเปลี่ยนผังเมืองหากทำโดยละเว้นหรือไม่รอบคอบ จนส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่อสาธารณะ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการปล่อยให้ “แก้มลิง” ถูกปล้นหายไปจากผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
.
คนไทยต้องช่วยกันอย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายน้ำ

“แก้มลิงคู้บอน” จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากฝ่ายบริหารเลือกที่จะตัดพื้นที่รับน้ำออกไปจากร่างผังเมืองใหม่เพื่อเหตุผลใดก็ตาม โดยไร้โครงการรับน้ำทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่า เมื่อภัยธรรมชาติมาเยี่ยมเยียน ประชาชนคนกรุงเทพฯ คือผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความผิดพลาดเชิงนโยบายนี้ ย่อมเป็น “ตราบาปประทับไว้บนหน้าผาก” เพื่อประจานความรับผิดชอบที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ได้เลย

บางเรื่องอาจต้องรอน้ำลดเราถึงจะเห็นตอ แต่สำหรับเรื่อง “ปล้นแก้มลิง” ต้องรอน้ำท่วมสถานเดียว

แจ็ค รัสเซล

จากสหายสู่ศัตรู! ย้อนรอยจีน–โซเวียตแตกคอ!! ศึกอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่เปลี่ยนสมการสงครามเย็น สาดกระสุนที่เกาะ Zhenbao ผลักดันความสัมพันธ์โลก เปลี่ยนเกมสงครามเย็น

เมื่อ...จีนขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต

หลายท่านอาจสงสัยว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกันทั้งคู่นั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร รายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ มีดังนี้:

คู่ขัดแย้งทั้งสองประเทศต่างก็ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ของ (อดีต) สหภาพโซเวียตก่อตั้งเมื่อ 1 มกราคม 1912 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในเดือนตุลาคมปี 1917 กลายเป็นสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922 ถึง 1991 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย จึงกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อำนาจน้อยเล็กกว่าเดิมมากมาย เป็นเพียงพรรคการเมืองหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของสหพันธรัฐรัสเซีย ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นก่อตังเมื่อ 1921 ปฏิวัติยึดอำนาจสำเร็จในปี 1949 และอยู่ในอำนาจมาจนปัจจุบัน 77 ปี

แน่นอน สิ่งซึ่งประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มีเหมือนกันคือ การยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยอุดมการณ์และขบวนการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ อันมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การสถาปนาสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นระเบียบทางสังคมบนพื้นฐานของความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Common ownership) ในปัจจัยการผลิต (Means of production) และปราศจากชนชั้นทางสังคม เงินตรา และรัฐ หากสำเร็จจะจัดได้ว่าเป็นสังคมในอุดมคติ (Ideology) เลยทีเดียว ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีประเทศคอมมิวนิสต์ใด ๆ ในโลกนี้ทำได้สำเร็จ

สหภาพโซเวียตเคยใช้ทั้งระบบคอมมูน (Commune) จัดตั้งขึ้นเมื่อ 1917 ลักษณะเป็นชุมชนเกษตรกรรม ต่อมาเป็น นารวม (Collective farms) และวิธีการแบ่งสันปันส่วนทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น ชาวสหภาพโซเวียตยังคงอดยากและขาดแคลนตลอดช่วงเวลาที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต เช่นเดียวกับจีนใช้ระบบคอมมูน โดย ประธานฯ เหมา เจ๋อ ตุง ได้นำคอมมูนไปใช้ โดยกำหนดให้แต่ละคอมมูน มีสมาชิกประมาณ 30,000 คน คอมมูนในจีน ต่างจากรัสเซียที่เป็นลักษณะเกษตรกรรม ซึ่งจีนมุ่งหวังจะให้คอมมูนมีลักษณะที่เป็นองค์การบริหาร แทนที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เคยมีมา ทั้ง เกษตร อุตสาหกรรม จัดเป็นแบบคอมมูน ดำเนินไปแบบรวมโดยแบ่งปัน ทีมการผลิตต่าง ๆ กันลดหลั่นกัน แต่เมื่อสิ้นยุคประธานฯ เหมา เข้าสู่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง เจ้าของวาทะที่ว่า “แมวจะมีสีอะไรขอให้มันจับหนูได้ก็พอ” ยุคนี้ คอมมูน (ซึ่งไม่ค่อยประสบความสำเร็จ) เริ่มสูญหายไปตามแนวทางท่านเติ้งที่ต้องการเปิดจีนสู่โลก แต่ชุมชนที่มีลักษณะคล้ายกันที่เกิดขึ้นจริงและยังคงมีอยู่ได้แก่ คิบบุตซ์ (Kibbutz หรือ นิคมการเกษตร) ซึ่งเป็นรวมตัวกันของคนที่เริ่มจากตั้งแต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของส่วนรวม ผลตอบแทนที่ร่วมกันผลิตใช้วิธีการแบ่งปันกันในประเทศอิสราเอล

ความขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์เกิดจากการตีความลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเขียนขึ้นโดย Karl Heinrich Marx (นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎีการเมือง นักสังคมวิทยา นักหนังสือพิมพ์และนักสังคมนิยมปฏิวัติชาวเยอรมัน) ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเรื่องของ ลัทธิความเชื่อ ศาสนา ฯ ลฯ ด้วยประธานฯ เหมามองว่า สิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ของ(อดีต)สหภาพโซเวียตปฏิบัตินั้นไม่ตรงกับเจตจำนงของลัทธิคอมมิวนิสต์ ประธานฯ เหมาถือว่าเรื่องเหล่านี้เป็น “ลัทธิแก้” (Revisionist) และการปฏิวัติวัฒนธรรมก็เกิดจากข้ออ้างในการกำจัดพวก “ลัทธิแก้” ของประธานเหมาฯ

หลังจากการพบปะในปี 1959 ระหว่าง Nikita Sergeyevich Khrushchev เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต กับ Dwight D. Eisenhower ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อลดความตึงเครียดทางการเมือง สหภาพโซเวียตได้ยกเลิกความช่วยเหลือในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน และไม่ได้เข้าข้างจีนในสงครามจีน-อินเดีย ปี 1962

ประธานฯ เหมาคาดว่า จะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงจาก เลขาธิการฯ Khrushchev ในกรณีเครื่องบินสอดแนม แบบ U-2 ถูกกองทัพสหภาพโซเวียตยิงตก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1960 น่าจะทำให้สหภาพโซเวียตเลิกคิดที่จะอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชาติตะวันตก เลขาธิการฯ Khrushchev เรียกร้องคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี Eisenhower ในที่ประชุมสุดยอดปารีส 1960 แต่ประธานาธิบดี Eisenhower ปฏิเสธ ประธานฯ เหมา และเลขาธิการฯ Khrushchev ต่างตีความการกระทำเช่นนี้ว่า ประธานาธิบดี Eisenhower ปรามาสประเทศสังคมนิยมทั้งหมด จีนตอบโต้ด้วยเรียกร้องให้ เลขาธิการฯ Khrushchev ใช้กองกำลังกระทำการต่อต้านการรุกรานของอเมริกา เมื่อ เลขาธิการฯ Khrushchev ไม่ตอบสนองก็เกิดถกเถียงกันในที่ประชุมบูคาเรสต์ของโลกคอมมิวนิสต์และภาคีแรงงาน จบลงด้วยแต่ละฝ่ายต่างเปิดฉากโจมตีอุดมการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง

ในที่สุด ปี 1962 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพโซเวียตก็ตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยประธานฯ เหมาได้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเลขาธิการฯ Khrushchev ในวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา 1962 ทำให้เลขาธิการฯ Khrushchev ตอบโต้กลับด้วยความโกรธว่า ความคิดแบบประธานฯ เหมาจะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์ และในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็สนับสนุนอินเดียในสงครามพรมแดนระหว่างจีน-อินเดียในปี 1962 ความแตกหักระหว่างจีน–โซเวียต จึงเริ่มตั้งแต่บัดนั้น โดยสหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วยการสั่งให้ถอนนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคของโซเวียตจำนวน 1,400 คน เดินทางออกจากประเทศจีนที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการมากกว่า 200 โครงการในจีน รวมถึงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการอวกาศ การถอนตัวจากประเทศจีนของนักวิทยาศาสตร์และช่างเทคนิคชาวโซเวียตดังกล่าวทำให้เกิดความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจีน และแผนการก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้าล้มเหลว แต่ระยะแรกของสงครามเวียตนาม สหภาพโซเวียตใช้การลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านจีน และต่อมาใช้วิธีการขนส่งทางเรือโดยไปยังท่าเรือไฮฟองแทน

หลังจากนั้นจีนได้มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมกวาดล้างสิ่งที่ทำให้เกิดการหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่อประเทศทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อมาภายหลังจากการฟื้นตัว จีนจึงได้แข่งขันความเป็นใหญ่กับสหภาพโซเวียตในกลุ่มคอมมิวนิสต์สากล จีนสามารถทดลองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จในวันที่ 16 ตุลาคม 1964 อละกลายเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอีกประเทศหนึ่ง ต่อมาความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต โดย Leonid Brezhnev เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตต่อจาก Khrushchev) นำไปสู่สงครามชายแดนระหว่างจีน-โซเวียต ในปี 1969 (2 มีนาคม–11 กันยายน) กองกำลังชายแดนของสหภาพโซเวียตประกอบด้วยกำลังทหาร 375,000 นาย เครื่องบิน 1,200 ลำ และขีปนาวุธพิสัยกลาง 120 ลูก กองกำลังชายแดนของจีนมีกำลังทหาร 1.5 ล้านนาย และมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองแล้ว วิวาทะทางการเมืองของสองฝ่ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งกองทัพสหภาพโซเวียตบุกเช็คโกสโลวาเกีย วันที่ 20–21 สิงหาคม 1968 และด้วยการประกาศหลักการของ Brezhnev ว่า สหภาพโซเวียตมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใด ๆ ที่แยกออกจากลัทธิคอมมิวนิสต์ตามที่สหภาพโซเวียตกำหนด ประธานฯ เหมาเห็นว่าลัทธิ Brezhnev เป็นเหตุผลทางอุดมการณ์ในการรุกรานจีนของโซเวียตเพื่อโค่นล้มประธานฯ เหมา และเปิดตัวการโฆษณาชวนเชื่อขนาดใหญ่ด้วยการโจมตีการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ในวันที่ 21 สิงหาคม 1968 Nicolae Ceaușescu ผู้นำโรมาเนียกล่าวสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงในจัตุรัสปฏิวัติในกรุงบูคาเรสต์ประณามการรุกรานเช็คโกสโลวาเกีย ซึ่งแพร่หลายทั้งในโรมาเนียและในทุก ๆ ประเทศ ซึ่งถือเสมือนเป็นการประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต โรมาเนียเริ่มถอยห่างจากการอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของโซเวียตมาอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของจีน โดยคำปราศรัยในงานเลี้ยงที่สถานทูตโรมาเนียในปักกิ่ง โดยวันที่ 23 สิงหาคม 1968 โจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีจีนได้ประณามสหภาพโซเวียตว่า เหมือนกับเวียดนามทำสงครามกับอเมริกันและนโยบายของ Adolf Hitler ที่มีต่อเช็คโกสโลวาเกียในปี 1938–1939 นายกฯ โจวจบคำปราศรัยของเขาด้วยการเรียกร้องให้ชาวเช็คโกสโลวาเกียทำสงครามกองโจรกับกองทัพแดง

วันที่ 2 มีนาคม 1969 กองกำลังของกองทัพปลดแอกประชาชน (PLA) ได้ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตบนเกาะ Zhenbao แหล่งข่าวของจีนระบุว่า ทหารโซเวียตเสียชีวิต 58 นายรวมทั้งนายทหารอาวุโส และบาดเจ็บอีก 94 คน มีรายงานความสูญเสียของจีนว่า เสียชีวิต 29 ศพ แต่แหล่งข่าวของโซเวียต/รัสเซียระบุว่า ทหารจีนไม่น้อยกว่า 248 นายถูกสังหารบนเกาะและในแม่น้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาชายแดนโซเวียต 32 คนถูกสังหารบาดเจ็บ 14 คน วันที่ 2 มีนาคม 1969 เกาะ Damansky (Zhenbao) ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียตโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนของสหภาพโซเวียตลาดตระเวนเป็นประจำ มีการรุกล้ำของชาวนาและชาวประมงจีนเป็นครั้งคราวโดยได้ถูกสกัดกั้นและขับไล่โดยไม่ใช้กำลังรุนแรง การโจมตีของจีนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมนำโดยกองทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ 3 หน่วย โดยได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่หนึ่งกระบอกและหน่วยปืน ค. สองหน่วย เริ่มต้นโดยไม่มีข้อพิสูจน์ด้วยการข้ามพรมแดนชิโน-โซเวียตอย่างผิดกฎหมายของกลุ่มทหาร PLA 77 นาย และทำให้ทหารโซเวียตประหลาดใจ เมื่อกลุ่มทหาร 7 นายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโทอาวุโส Ivan Strelnikov ได้เข้าไปหาทหารจีนเรียกร้องทหารจีนให้ออกจากเกาะด้วยวาจา กองทหารจีนได้เปิดฉากยิงสังหารทหารโซเวียตทั้งหมด เริ่มต้นวันแห่งการสู้รบที่กองทหารประจำการของจีนโจมตีหน่วยยามชายแดนโซเวียตกลุ่มเล็ก ๆ สองกลุ่มซึ่งประกอบด้วยทหารไม่เกิน 30 นาย

สหภาพโซเวียตตอบโต้ด้วย รถถัง และยานลำเลียงพลหุ้มเกราะ (APCs) และระดมยิงด้วยปืนใหญ่กว่าสามวัน PLA สามารถหยุดการรุกของโซเวียตได้สำเร็จ และในที่สุดก็ขับไล่กองทัพโซเวียตทั้งหมดออกจากเกาะ Zhenbao ในระหว่างการชุลมุนนี้จีนได้ส่งกองทหารราบเสริมสองกองร้อยพร้อมปืนใหญ่เข้าไปสนับสนุน แหล่งข่าวของจีนระบุว่า โซเวียตได้ส่งทหาร 60 นายและ APC แบบสะเทินน้ำสะเทินบก BTR-60 จำนวน 6 คัน และในการโจมตีครั้งที่สอง กำลังทหาร 100 นาย สนับสนุนโดยรถถัง 10 คันและ APC 14 คััน รวมทั้งปืนใหญ่ PLA ได้เตรียมการสำหรับการเผชิญหน้านี้เป็นเวลาสองถึงสามเดือน บรรดาหน่วยต่างๆ ของ PLA ได้คัดเลือกทหาร 900 นาย ซึ่งรับคำสั่งจากนายทหารที่มีประสบการณ์การรบของกองทัพ พวกเขาได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษพร้อมด้วยอุปกรณ์พิเศษ จากนั้นพวกเขาก็ถูกส่งไปวางกำลังบนเกาะ Zhenbao ล่วงหน้าอย่างลับ ๆ นายพล Chen Xilian ของจีนระบุว่า จีนได้รับชัยชนะในสนามรบโดยเด็ดขาด ในวันที่ 15 มีนาคม โซเวียตส่งทหารอีก 30 นายและยานรบหกคันไปยังเกาะ Zhenbaoหลังจากการต่อสู้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงจีนได้ทำลายยานพาหนะของโซเวียตสองคัน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาโซเวียตส่งทหารบุกเป็นระลอกที่สองพร้อมการยิงปืนใหญ่สนับสนุน จีนได้ทำลายยานรบของโซเวียตอีกห้าคัน คลื่นลูกที่สามตีโต้ด้วยปืนใหญ่ที่แม่นยำของจีนซึ่งทำลายรถถังโซเวียตหนึ่งคันและ APC อีก 4 คันในขณะที่สร้างความเสียหายให้กับ APC อีกสองคัน ในตอนท้ายของวันโดยจีนเป็นผู้ควบคุมเกาะโดยสมบูรณ์ คำสั่ง “ลับ” ของนายพล O.A. Losik กองทัพโซเวียตสั่งติดตั้งเครื่องยิงจรวด BM-21 "Grad" กองทัพโซเวียตยิงปืนใหญ่และจรวดกว่า 10,000 นัดในการรบ 9 ชั่วโมงกับจีน พร้อมกับโจมตีก่อกวนอีก 36 ครั้ง การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ของจีน กองทหารของจีนต้องถอนออกจากเกาะ หลังจากนั้นโซเวียตก็ถอนตัวกลับไปยังตำแหน่งของพวกเขาบนฝั่งแม่น้ำอุสซูรีของรัสเซีย ในวันที่ 16 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตก็เข้ามาที่เกาะเพื่อเก็บศพทหารของพวกเขา ทหารจีนยังคงยิงรบกวน ในวันที่ 17 มีนาคม 1969 ทหารโซเวียตพยายามกู้รถถัง T-62 ที่เสียหายออกจากเกาะ แต่ความพยายามของพวกเขาถูกโต้ตอบโดยปืนใหญ่ของจีน วันที่ 21 มีนาคมโซเวียตส่งทีมรื้อทำลายเพื่อพยายามทำลายรถถังคันดังกล่าว จีนเปิดฉากยิงและขัดขวางอีก ด้วยความช่วยเหลือของนักดำน้ำของกองทัพเรือจีน PLA จึงดึงรถถัง T-62 ขึ้นฝั่ง ต่อมารถถังถูกส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์กองทัพจีน เกาะนี้ยังคงประเด็นขัดแย้งระหว่างสองชาติคอมมิวนิสต์จนถึงปี 1991

ผลพวงจากความขัดแย้งทำให้จีนได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเห็นว่า จีนจะเป็นพันธมิตรที่มีขีดความสามารถในการต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น การสังหารชีวิตของทหารโซเวียตบริเวนชายแดนส่งสัญญาณให้สหรัฐฯ ทราบว่า จีนมีพร้อมที่จะเจรจา ภายหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ แสดงความสนใจในการกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน การเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ กับสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นการถ่วงดุลยุทธศาสตร์กับสหภาพโซเวียต โดยส่ง Henry Kissinger รัฐมนตรีต่างประเทศไปยังจีนเพื่อพบปะเจรจากับนายกรัฐมนตรี Zhou Enlai อย่างลับ ๆ ในปี 1971 ในช่วงที่เรียกว่า Ping Pong Diplomacy ปูทางให้ประธานาธิบดี Richard Nixon ไปเยี่ยมเยือนจีนและพบกับประธานฯ เหมา เจ๋อ ตง ในปี 1972 แม้ว่า ความสัมพันธ์ของจีนกับสหภาพโซเวียตยังคงดำเนินต่อไปหลังจากความขัดแย้ง แม้จะมีการเจรจาเรื่องพรมแดนซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1969 และยังคงไม่สามารถสรุปได้นานร่วมทศวรรษ และสหภาพโซเวียตได้เพิ่มกองกำลังตามแนวชายแดนชิโน–โซเวียต และในสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลียอีกด้วย โดยรวมแล้ว การเผชิญหน้าระหว่างชิโน–โซเวียตซึ่งมาถึงจุดรุนแรงระดับสูงสุดในปี 1969 กระทั่งหลังจากยุคประธานฯ เหมาความตึงเครียดก็จึงเริ่มลดลง ก่อนที่ความสัมพันธ์จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งในปี 1989 ในยุคเลขาธิการฯ Mikhail Sergeyevich Gorbachyov กับท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งดำเนินมาด้วยดีจนปัจจุบัน

การเจรจาชายแดนปี 1990–ปัจจุบัน การเจรจาเกี่ยวกับส้นแบ่งเขตแดนไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง จนกระทั่งก่อนการสิ้นสุดของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ไม่นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเกาะ Zhenbao เป็นของจีน (เดิมทั้งสองฝ่ายอ้างว่าเกาะนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของตนในช่วงเวลาของข้อตกลง) ในวันที่ 17 ตุลาคม 1995 มีการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับพรมแดนที่ขยายออกไป 54 กิโลเมตรสุดท้าย (34 ไมล์) แต่ยังมีประเด็นที่ค้างคาเกี่ยวกับการควบคุมเกาะสามแห่งในแม่น้ำอามูร์และอาร์กุน ด้วยข้อตกลงพรมแดนระหว่างรัสเซียและจีนที่ลงนามเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2003 ข้อพิพาทนั้นได้รับการแก้ไขในที่สุด จีนได้รับอนุญาตให้ควบคุมเกาะ Tarabarov (เกาะ Yinlong) เกาะ Zhenbao และประมาณ 50% ของเกาะ Bolshoy Ussuriysky (เกาะ Heixiazi) ใกล้ Khabarovsk คณะกรรมการประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติของจีนให้สัตยาบันข้อตกลงนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2003 โดยมีสภาดูมาของรัสเซียเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมปีเดียวกัน และวันที่ 2 มิถุนายน Li Zhaoxing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย Sergei Lavrov ได้แลกเปลี่ยนเอกสารการให้สัตยาบันจากรัฐบาลของตน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2008 Yang Jiechi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและนาย Sergei Lavrov คู่เจรจาจากรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงเส้นเขตแดนระหว่างจีน–รัสเซียเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยอมรับการแบ่งเขตทางตะวันออกของชายแดนจีน–รัสเซีย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีการลงนามข้อปฏิบัติเพิ่มเติมพร้อมแผนที่ด้านตะวันออกของพรมแดนทั้งสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการที่ PRC ได้รับกรรมสิทธิ์ในเกาะ Yinlong และ Tarabarov และครึ่งหนึ่งของเกาะ Heixiazi / Bolshoi Ussuriysky วันนี้ชาติที่ถูกมองว่า เป็นศัตรูร่วมของจีนและรัสเซียคือ สหรัฐฯ ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียจึงแนบแน่นผูกพันมากยิ่งขึ้นโดยปริยาย โดยรัสเซียได้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้กับจีนมากมาย

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

จีนแจงฐานบ้านเกินเป็นศูนย์ฝึก จีน–ลาว!! ฐานบ้านเกินถูกพัฒนาเป็นฐานทัพใหม่ รอยเตอร์เปิดภาพดาวเทียมเมื่อต้นต.ค. จีน-ลาวร่วมมือเปิดศูนย์ฝึกการบิน สหรัฐแสดงความกังวลท่ามกลางความขัดแย้งภูมิภาค

ฐานบ้านเกิน จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนในลาว กับการตั้งรับของไทย

เป็นข่าวดังในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาเมื่อรอยเตอร์ออกรายงานว่ากองทัพจีนได้ใช้ฐานบ้านเกินซึ่งอดีตทางสหรัฐเคยใช้ฐานทัพนี้ในสงครามเวียดนามมาเป็นฐานทัพของจีน แต่ทางจีนก็ไม่รอช้าสวนฉับพลันว่าฐานบ้านเกินนั้น ทางจีนกับลาวมีแผนการเปิดเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วม (China–Laos Joint Support and Training Center ) และ โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน–ลาว (China–Laos Friendship Aviation Academy) แต่สิ่งที่รอยเตอร์รายงานระบุว่าในวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมาภาพดาวเทียมที่รอยเตอร์ตรวจสอบพบ เครื่องบิน K-8/JL-8 ประมาณ 8 ลำ และรถสนับสนุนทางทหารมากกว่า 20 คัน อยู่ที่สนามบิน ขณะที่โครงสร้างสนามบินยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งคำถามว่าศูนย์แห่งนี้อาจมีบทบาทมากกว่าการฝึกนักบินก็เป็นได้ และนั่นทำให้ทางอเมริกาสนใจว่าทางจีนจะมีการเสริมสิ่งอื่นๆเช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ คลังเชื้อเพลิง คลังยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านข่าวกรองหรือสอดแนมรวมถึงเครื่องบินขนาดใหญ่ด้วยหรือไม่ เพราะถ้าเป็นจริงการพัฒนาฐานบ้านเกินแห่งนี้ก็ไม่ใช่พัฒนาเป็นแค่โรงเรียนฝึกการบินแล้ว แต่น่าจะเป็นฐานทัพอากาศนอกประเทศของจีน รอยเตอร์ยังระบุอีกว่านักวิเคราะห์พบว่าการออกแบบทางวิ่งอาจเปิดทางให้ ต่อรันเวย์เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่กว่าในอนาคต รวมถึงเครื่องบินข่าวกรองและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้

ถึงจุดนี้สิ่งที่รอยเตอร์พยายามจะบอกให้โลกรู้คืออะไร เอย่าตอบได้เลยคะ มันคือความกลัวของกองทัพสหรัฐและการที่สหรัฐพยายามส่งข่าวนี้ผ่านทางรอยเตอร์ให้จีนทราบว่าฉันรู้นะว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่นั่นเอง ซึ่งจุดนี้ถามว่าจีนรู้ไหมว่าทำไมสหรัฐถึงแสดงท่าทีความกลัวออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้ก็เพราะว่าที่ฐานบ้านเกินนี้เอง ในอดีตที่นี่คือ Lima Site 44 ในช่วงสงครามเวียดนาม เป็นสนามบินที่ Air America ใช้งาน โดย Air America เป็นสายการบินที่มีความเชื่อมโยงกับ CIA และใช้สนับสนุนกำลังฝ่ายที่สหรัฐฯ สนับสนุนในลาว กล่าวง่ายๆคือ สหรัฐฯ เคยใช้พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายปฏิบัติการลับในลาวจากนั้นหลายสิบปีต่อมา จีนกำลังสร้างศูนย์ทางทหารร่วมกับลาวบนพื้นที่เดียวกัน ถามว่าสิ่งที่สหรัฐรู้ว่าที่นี่มีข้อดีอย่างไร จีนและลาวก็ย่อมรู้เช่นกัน

ประเด็นคือ ณ วันนี้เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าจีนกับอเมริกากำลังใช้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่รบในอนาคตในการขัดขวางการขยายอำนาจของจีนสังเกตได้จากฝั่งจีนนอกจากที่ลาวก็มีฐานทัพเรือเรียมในกัมพูชา ส่วนฝั่งสหรัฐก็มีฐานทัพในสิงคโปร์และฟิลิปินส์ ซึ่งหกมองฐานบ้านเกินที่มีที่ตั้งห่างจากพรมแดนไทยเพียง 50 กิโลเมตรนี้แล้วละก็ ในระยะสั้นอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบใดๆด้านความมั่นคง แต่หากจีนเลือกใช้ฐานบ้านเกินนี้เป็นสนามบินจีนนอกประเทศแล้วละก็ ย่อมมีผลกระทบด้านความมั่นคงแน่ เพราะไทยเราดำเนินนโยบายเป็นกลางระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้มาตลอด หากวันหนึ่งเราถูกบีบให้จำเป็นต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมไม่ส่งผลดีกับทางฝ่ายไทยเป็นแน่แท้ไม่ว่าจะถือหางข้างใคร เอย่าหวังว่ากลาโหมไทยคงตระหนักและรู้ทันถึงเหตุการณ์นี้และมีแผนรับมือหากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดินไทยในอนาคตไว้แล้วนะคะ

ที่มา : AYA

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

‘อนุทิน’ ฟังและเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี!! ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง ยกเลิกคำสั่งหลังเสียงวิจารณ์แรง ต้องตรวจสอบให้รอบด้าน

“อนุทิน”ฟัง และเชื่ออดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ที่เคยตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา ตัดสินใจย้าย-ด่านายอำเภอบ้านสร้าง

ลองสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประวัติบางเรื่องของวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เพิ่งเกษียณเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา พบประเด็นน่าสนใจว่า เคยตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็นที่ปรึกษา

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วีระพันธ์เคยลงนามแต่งตั้งนักธุรกิจชาวจีนเป็น “ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด”

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
วันที่ 21 เมษายน 2568 จังหวัดปราจีนบุรีออกคำสั่งที่ 1327/2568 แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมี Mr. Juncheng Zhu (จู เจิ้นเฉิง/จู จวินเฉิง) นักธุรกิจชาวจีน รวมอยู่ด้วย

คำสั่งลงนามโดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีในขณะนั้นเหตุผลที่ระบุไว้คือ ให้คำปรึกษาและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารและการขับเคลื่อนงานของจังหวัด โดยมีประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ไทย-จีนและการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ตามคำชี้แจงที่ปรากฏอยู่ด้วย

ต่อมาหลังเกิดกระแสรุนแรงในโลกโซเชี่ยลวิพากษ์วิจารณ์หนัก วันที่ 29 เมษายน 2568 วีระพันธ์ตัดสินใจลงนามคำสั่งที่ 1434/2568 ยกเลิกการแต่งตั้ง โดยระบุว่าการแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นที่ปรึกษา “ไม่เหมาะสม” และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ นี้คิดประเด็นก่อนทำไม่คิดว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2568 วีระพันธ์ออกมาชี้แจงและยอมรับว่าเป็นความไม่เหมาะสม พร้อมขอโทษต่อสังคม โดยมีรายงานว่า ประธานหอการค้าจังหวัดเป็นผู้เสนอชื่อ และนายจูเสนอตัวเข้ามาช่วยประสานงานด้านการลงทุน

หลังจากนั้นนายจูคนเดียวกันนี้ปรากฏชื่ออีกครั้งในปี 2569 ในคำสั่งของ อบจ.ปราจีนบุรี ให้เป็น ที่ปรึกษาพิเศษด้านการพาณิชย์และการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 11 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบุคคลเดียวกับที่เคยได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ วีระพันธ์ในปี 2568

คนระดับผู้ว่าราชการจังหวัดยังขาดวุฒิภาวะในการตัดใจ ไม่คิดให้รอบคอบรอบด้าน ในการตั้งที่ปรึกษา แต่เมื่อถูกวิจารณ์หนัก จึงรู้ว่า อ๋อ…ไม่เหมาะสม เสียหาย

อนุทินได้ตรวจสอบประเด็นนี้หรือไม่ คงจะยังไม่ตรวจสอบ ถึงยังเชื่อฟัง และคล้อยตามข้อมูลที่ผู้ว่าคนนี้รายงาน และเห็นดีเห็นงามด้วยกับการย้ายนายอำเภอ "เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ" นายอำเภอบ้านสร้าง พร้อมยังด่ายับคาวงประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

“มันน่าอายที่มีคนแบบนี้อยู่ในระบบราชการ” ผมว่า ประเทศชาติน่าอายที่มีชื่อ “อนุทิน” เป็นนายกฯมากกว่า

สถิติ 28 ล้านปอนด์ ที่พังไม่เป็นท่า จากคำสรรเสริญของเพื่อนร่วมทีมสู่ฝันร้ายใน พรีเมียร์ลีก เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นอุปสรรค “เวรอน” ดีลที่ล้มเหลว หรือเหยื่อของแท็กติก ?

“ฮวน เซบาสเตียน เวรอน” เมื่อ โคตรจอมทัพไม่ตอบโจทย์ พรีเมียร์ลีก
ย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2001 ซึ่งเป็นยุคที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเดือดพล่าน และมีดีลการซื้อขายนักเตะครั้งสำคัญที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจทุบสถิติค่าตัวย้ายทีมของเมืองผู้ดี กระชากตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน จอมทัพทีมชาติอาร์เจนตินา จาก ลาซิโอ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 28 ล้านปอนด์

ในยุคนั้น เวรอน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก จากทักษะที่ยอดเยี่ยม การผ่านบอลเฉียบขาด วิสัยทัศน์ระดับพระกาฬ ซึ่งทุกคนต่างคิดว่านี่คือการยกระดับ “ปีศาจแดง” ไปอีกขั้นเพื่อล่าแชมป์ยุโรป

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ดีลที่ดูเพอร์เฟกต์ขนาดนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลว จนถูกสื่ออังกฤษยกให้เป็นหนึ่งในการซื้อขายที่น่าผิดหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก
ความหวัง ความตื่นเต้น และคำสรรเสริญจากเพื่อนร่วมทีม

บรรยากาศวันแรกที่ เวรอน ย้ายมาดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยความหวัง สื่อมวลชนต่างฟันธงว่านี่คือการปฏิวัติแท็กติกครั้งสำคัญของ “เฟอร์กี้”

ความเก่งกาจของ เวรอน ไม่ใช่มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดคล้องกับคำพูดของเพื่อนร่วมทีมอย่าง นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางพันธุ์บู๊ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน

“วันแรกที่ เวรอน เดินเข้ามาที่สโมสร ผมนั่งดูเขาซ้อมแล้วคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่มีทางได้ลงสนามให้อีกแล้วล่ะ เพราะ เวรอน คือคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา การจ่ายบอล การคุมจังหวะ เทคนิค วิสัยทัศน์ ในสนามซ้อมมันเหนือชั้นจริง ๆ” บัตต์ เปิดใจ

ช่วงเปิดฤดูกาล เวรอน ลงเล่น 8 นัดแรก ยิงไปถึง 4 ประตู พร้อมคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน (Player of the Month) ของ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้ทันที ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา

ทำไม เซอร์ อเล็กซ์ ถึงอยากได้ เวรอน ?
เหตุผลที่ทำให้กุนซือระดับตำนานอย่าง เฟอร์กูสัน ดึงดันอยากได้ เวรอน มาร่วมทีม ทั้งที่มี รอย คีน และ พอล สโคลส์ ยืนในแดนกลางอยู่แล้ว มีต้นเหตุมาจากความเจ็บปวดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000

ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-3 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย “เฟอร์กี้” มานั่งคิดทบทวนถึงระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมที่ใช้มาตลอด และมองเห็น มาดริด เล่นระบบ 4-3-3 โดยมี กองกลาง 3 คน อย่าง ซาวิโอ, สตีฟ แม็คมานามาน และ เฟร์นานโด เรดอนโด คุมเกมได้อย่างไหลลื่น จน รอย คีน กับ สโคลส์ เล่นไม่ออก

เฟอร์กี้ มองว่า หากต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดในยุโรป ทีมต้องมีกองกลางระดับโลกที่มีสไตล์แตกต่างออกไป และชื่อของ เวรอน คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานั้น
เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นฝันร้าย
ปัญหาใหญ่ของนักเตะจากอเมริกาใต้หรือ กัลโช เซเรีย อา ในยุคนั้นเมื่อย้ายมาอังกฤษ คือ สปีดบอล และ ความเข้มข้นทางกายภาพ

ฟุตบอลอิตาลีเน้นแท็กติก การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และไม่ได้วิ่งสู้ฟัดตลอด 90 นาที แต่พอมาพรีเมียร์ลีก เวรอน แทบไม่มีเวลาจับบอล และหาไอเดียในการสร้างสรรค์เกม เพราะถูกคู่แข่งพุ่งเข้าใส่ ปะทะ และประชิดตัวตลอดเวลา

เวรอน เคยเปิดใจในภายหลังว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ สภาพร่างกาย ฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีช่วงพักฤดูหนาวเหมือนอิตาลี โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส และปีใหม่ที่โปรแกรมชุกมาก
เวรอน ยอมรับว่าช่วง 6 เดือนแรกเขายังพอประคับประคองตัวได้ แต่พอพ้นเดือนธันวาคม ร่างกายก็เริ่มล้าจนรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอไม่ได้อีกต่อไป

4-4-2 กลับมา และคำปกป้องจากป๋า
หลังจากเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านให้กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 1-2 เฟอร์กี้ เริ่มตระหนักว่า การฝืนปรับระบบทีมเพื่อรองรับ เวรอน อาจไม่คุ้มค่า สุดท้ายจึงตัดสินใจพับแผน แล้วกลับไปใช้ระบบดั้งเดิมอย่าง 4-4-2 โดยให้ คีน ยืนคู่กับ สโคลส์ เหมือนเดิม

เมื่อระบบเปลี่ยน โอกาสลงสนามของ เวรอน ก็ลดน้อยลง ฟอร์มการเล่นเริ่มดร็อปลง จนกลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่น่าจดจำที่สุดคือ การแสดงออกของ เฟอร์กี้ ในงานแถลงข่าวเดือนพฤษภาคม เมื่อนักข่าวจี้ถามถึงฟอร์มการเล่นของ เวรอน
เฟอร์กี้ ถึงกับฟิวส์ขาด “เขา (เวรอน ) เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาก และพวกคุณก็เอาแต่วิจารณ์เขา พวกคุณมันเป็นไอ้พวกโง่”

พูดจบ เฟอร์กี้ ก็ลุกเดินออกจากห้องแถลงข่าวทันที นั่นคือการปกป้องลูกทีมที่แข็งกร้าว แต่สุดท้ายความรัก และการปกป้องของผู้จัดการทีมก็ไม่อาจฝืนกระแสฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังในสนามได้
การอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ด และรอยแผลที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ในปี 2003 เซอร์ อเล็กซ์ ตัดสินใจปล่อยตัว เวรอน ให้กับ เชลซี ด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ ขาดทุนจากตอนซื้อมาเกือบครึ่ง หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับพาดหัวว่า เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ชีวิตการค้าแข้งของ เวรอน ที่ลอนดอนก็ไม่ได้ดีขึ้น เขาลงเล่นให้ เชลซี ไปเพียง 7 นัด ยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะถูกส่งให้ อินเตอร์ มิลาน ยืมตัว และย้ายกลับบ้านเกิดไปอยู่กับ เอสตูเดียนเตส จนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 2017

เวรอน ล้มเหลวจริงหรือ ?
หากมองย้อนกลับไปในวันนี้ เรื่องราวของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน กับ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า “ล้มเหลว” เพราะมันเกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งความกดดันจากค่าตัวมหาศาล การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และสปีดฟุตบอลอังกฤษที่ไม่รอใคร

เวรอน อาจไม่ใช่ดีลที่ประสบความสำเร็จในแง่ของถ้วยรางวัล หรือฟอร์มการเล่นระยะยาว แต่สำหรับแฟนบอล “ปีศาจแดง” หลายคนที่ทันดูยุคนั้น เชื่อว่ายังคงจดจำภาพกองกลางจอมเทคนิคสวมเสื้อเบอร์ 4 วิ่งคุมเกมในสนามด้วยความสง่างามได้เสมอ แม้สุดท้ายมันจะไม่ใช่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโรงละครแห่งความฝันก็ตาม

เรื่อง : Che GuevarA

ไทยพีบีเอส ทุนหนาสุด ใช้เงินปีละ กว่า 2,000 ล้าน แต่ยังขาดทุน!! เปิดตัวเลขรายจ่ายทีวีดิจิทัลปี 2568 ทะลุสูงสุด 2,625.5 ล้าน ทิ้งห่างช่อง 7HD กว่า 600 ล้าน เนชั่นฯ ลดค่าใช้จ่าย ทำกำไรบ้างแล้ว

เปิดตัวเลขทีวีดิจิทัล ใครควักจ่ายหนักสุด
ไทยพีบีเอส รายจ่ายปี 2568 ทะลุ 2,600 กว่าล้านบาท จ่ายหนักสุด 7 เท่าของช่องเนชั่นทีวี

เปิดตัวเลขรายจ่ายรวมปี 2568 ของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลไทย พบว่า ไทยพีบีเอสมีรายจ่ายรวมสูงสุด 2,625.5 ล้านบาท ทิ้งห่างสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ช่อง 7HD ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยรายจ่าย 2,005.6 ล้านบาท

ข้อมูลจากกราฟิกที่เผยแพร่โดย Nation Online แสดงให้เห็นตัวเลขรายจ่ายของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลหลายแห่ง โดยเรียงจากรายจ่ายสูงไปต่ำ ดังนี้

-ไทยพีบีเอส 2,625.5 ล้านบาท
-ช่อง 7HD 2,005.6 ล้านบาท
-ช่อง 3 1,506 ล้านบาท
-อสมท 1,395.8 ล้านบาท
-ไทยรัฐทีวี 1,333 ล้านบาท
-ช่อง 8= 1,037.4 ล้านบาท
-อมรินทร์ทีวี 1,003.3 ล้านบาท
-PPTV 804.5 ล้านบาท
-TNN 585.6 ล้านบาท
/เนชั่นทีวี 389.6 ล้านบาท
-ช่องวัน 31 =272.1 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยพีบีเอสเป็นสถานีที่มีรายจ่ายรวมสูงที่สุดในกลุ่มที่นำเสนอ โดยสูงกว่าช่อง 7HD ซึ่งอยู่ในอันดับ 2 ประมาณ 619.9 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รายจ่ายรวมเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถชี้วัดประสิทธิภาพการบริหารหรือความคุ้มค่าในการดำเนินงานได้ จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดงบประมาณ แหล่งรายได้ ภารกิจของแต่ละสถานี และผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายประกอบด้วย

กล่าวสำหรับเนชั่นทีวี เดิมน่าจะมีรายจ่ายปีละ 500 กว่าล้าน หรือตกเดือนละ 47-48 ล้าน แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้าง ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดมากขึ้น รายจ่ายจึงลดลงเหลือ 387 ล้านบาท จึงมีฐานะมีกำไรบ้างแล้ว

“MBS” เผชิญศึกสองด้าน!! ราชวงศ์ซาอุดีซบเศรษฐกิจและการเมือง ยุค MBS รวบอำนาจปกครองกลางเดียว ปัญหาความขัดแย้งภูมิภาคผนวกแรงต้านใน ซาอุดีเจอวิกฤติทั้งนอกในกดดันสูง

ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียภายใต้เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS)

ในขณะที่กลุ่มกบฏฮูตี (Houthis) ในเยเมนได้ยกระดับการโจมตีใส่เป้าหมายในซาอุดีอาระเบียขีด้วยปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์โจมตี สนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด ซึ่งสร้างความเสียหายและแรงกดดันทางการเมืองและความมั่นคงต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) และราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียอย่างหนัก
โดนสถานการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในปัจจุบันได้แก่

-การโจมตีสนามบินริยาด: เกิดเหตุขีปนาวุธและวัตถุพุ่งชนอาคารผู้โดยสารและพื้นที่สนามบินในกรุงริยาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12-13 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 300 คน
- ผลกระทบด้านการบินและเศรษฐกิจ: เครื่องบินแอร์บัส A320 ของสายการบินซาอุดีอาระเบียได้รับความเสียหาย ส่งผลให้หลายสายการบินระงับเที่ยวบินเข้าสู่กรุงริยาดชั่วคราว และสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
-ปฏิกิริยาของเจ้าชาย MBS และซาอุดีอาระเบีย: มกุฎราชกุมาร MBS ยืนยันว่าซาอุดีอาระเบียจะไม่ประนีประนอมต่อความมั่นคงของประเทศ และได้กดดันให้สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงสหราชอาณาจักร เข้ามาช่วยพิจารณาปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กลุ่มฮูตี
-ความซับซ้อนทางการเมืองและภูมิภาค: สถานการณ์ในครั้งนี้เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดกับอิหร่าน รวมถึงความขัดแย้งในเยเมนที่ปะทุความรุนแรงขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลง

นอกจากความตึงเครียดอันเกิดจากปฏิบัติการของฮูตีแล้ว เจ้าชาย MBS ยังต้องเผชิญแรงกดดัน
ภายในประเทศอันเนื่องมาจากการบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียของเจ้าชาย MBS อีกด้วย เพราะพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองแบบกระจายอำนาจตามสายตระกูลแบบดั้งเดิมไปสู่การปกครองแบบรวมศูนย์ที่ศูนย์กลางมาอยู่ที่ตัวพระองค์เอง โดยได้ปรับโครงสร้างอำนาจภายในราชวงศ์อย่างเป็นระบบโดยการกำจัดคู่แข่งที่มีศักยภาพ ลดบทบาทของสถาบันศาสนา และปรับโครงสร้างสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจของราชวงศ์ โดย:การถ่ายโอนอำนาจ: จาก "การสืบทอดตำแหน่งจากพี่น้อง" สู่ "การรวมศูนย์อำนาจจากบิดาสู่บุตร" การขึ้นครองอำนาจของเจ้าชาย MBS ยุติประเพณีการสืบทอดตำแหน่งจากพี่น้องสู่พี่น้องที่มีมายาวนานของซาอุดีอาระเบีย หลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน พระราชบิดาของเจ้าชาย MBS ขึ้นครองราชย์ในปี 2015 เจ้าชาย MBS ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองมกุฎราชกุมารก่อน และต่อมาในปี 2017 ได้พระองค์ได้เข้ามาแทนที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พระญาติของพระองค์เอง ในตำแหน่งมกุฎราชกุมาร การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงถึงการถ่ายโอนอำนาจจากกลุ่ม "ซูดาอิรี เซเว่น" ไปสู่สายการสืบทอดโดยตรงของกษัตริย์ซัลมาน เจ้าชาย MBS เริ่มต้นเข้าสู่อำนาจด้วยการกำจัดผู้เห็นต่าง โดย

1. ทำลายล้างกองกำลังฝ่ายตรงข้ามที่มีศักยภาพ มกุฎราชกุมาร MBS กำจัดผู้ท้าทายภายในราชวงศ์อย่างเป็นระบบผ่านการกระทำหลายประการ:
- การโค่นล้มคู่แข่งระดับสูง: ในปี 2017 ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการต่อต้านการทุจริต พระองค์ได้ควบคุมตัวเจ้าชาย รัฐมนตรี และนักธุรกิจผู้มั่งคั่งหลายร้อยคนไว้ที่โรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน รวมถึงเจ้าชายผู้ทรงอิทธิพลหลายพระองค์ เพื่อยึดทรัพย์สินที่สะสมไว้คืนและป้องปรามฝ่ายตรงข้าม
- การลดอิทธิพลของราชสกุลภายนอก: พระองค์ได้ลดสิทธิพิเศษและเงินช่วยเหลือของสมาชิกราชวงศ์ลงอย่างมาก และยึดคืนที่ดินและทรัพย์สินอื่นๆ ที่เคยได้รับมอบให้ ซึ่งเป็นการลดพื้นที่การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของสาขาภายนอกของราชวงศ์ทั้งหมด

2. การปรับโครงสร้าง: การรวมอำนาจส่วนบุคคลและการทำให้ระบบอ่อนแอลง
- เจ้าชาย MBS ได้รวมอำนาจไว้ในมือของตนเองอย่างมาก จากเดิมที่กระจายอยู่ตามราชสกุลต่างๆ ของราชวงศ์
- ควบคุมตำแหน่งหลัก: พระองค์ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารเท่านั้น แต่ยังดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี (ตั้งแต่ปี 2022) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งดูแลโดยตรงในด้านหลักๆ เช่น ความมั่นคง การทหาร และการปฏิรูปเศรษฐกิจ
- ทำลายกลไกแบบดั้งเดิม: "สภาความจงรักภักดี" ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2006 เพื่อควบคุมการสืราชบัลลังก์ มีประสิทธิภาพลดลงอย่างมากในช่วงที่เจ้าชาย MBS รวบรวมอำนาจ อำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานและเจ้าชาย MBS

3. การปราบปรามสถาบันศาสนา: การตัดขาดแหล่งที่มาของความชอบธรรมแบบดั้งเดิม เนื่องจากในอดีต ราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียและสถาบันศาสนาวะฮาบีมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกัน หลังจากมกุฎราชกุมาร MBS ขึ้นครองอำนาจ พระองค์ได้ลดอำนาจของตำรวจศาสนาลงอย่างมาก และจำกัดการแทรกแซงของชนชั้นนำทางศาสนาในชีวิตทางสังคม พระองค์พยายามสร้างความชอบธรรมใหม่ผ่านวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ "วิสัยทัศน์ 2030" และลัทธิชาตินิยม โดยแสวงหาการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่มากกว่าที่จะพึ่งพาอำนาจทางศาสนาแบบดั้งเดิม

ราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียคือ ราชวงศ์ซะอูด () เป็นพระราชวงศ์ที่ปกครองประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยสืบตระกูลมาจากมุฮัมมัด อิบน์ ซะอูด ผู้ก่อตั้งเอมิเรตดิรอียะฮ์ ที่รู้จักกันในชื่อ รัฐซาอุดีแรก (1727–1818) และพี่น้องของพระองค์ผ่านฝ่ายปกครองของวงศ์ตระกูลเป็นส่วนหลักที่ทำให้เกิดลูกหลานของสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลอะซีซ อิบน์ ซะอูด ผู้ก่อตั้งประเทศซาอุดีอาระเบียยุคใหม่ ตำแหน่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดของราชวงศ์คือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยรวมแล้วมีเจ้าชายและเจ้าหญิงประมาณ 15,000 พระองค์ อย่างไรก็ตาม กลุ่มเจ้าชายและเจ้าหญิงที่มีอำนาจ อิทธิพล และทรัพย์สินมีเพียงประมาณ 2,000 พระองค์

ในเดือนมิถุนายน 2015 Forbs ได้ระบุว่า เจ้าชายอัลวะลีด บิน เฏาะลาล เป็นบุคคลที่ร่ำรวยในอันดับที่ 34 ของโลก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 22.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เจ้าชายอัลวะลีดมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ 20.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 และในปี 2016 รายงานจาก TeleSUR ระบุว่า สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน "ทรงมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 17.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ" ปี 2020 มีการแระเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งพระราชวงศ์อยู่ที่ประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในบรรดากษัตริย์ทั้งหมดและเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

การบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียของเจ้าชาย MBS นั้น โดยพื้นฐานแล้วใช้มาตรการในการบังคับและการกระจายผลประโยชน์ในรูปแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนการปรึกษาหารือภายในครอบครัวและการตรวจสอบถ่วงดุลให้กลายเป็นอำนาจส่วนบุคคลฝ่ายเดียว (โดยเจ้าชาย MBS) ในขณะที่วิธีการนี้ทำให้พระองค์มีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จในระยะสั้น แต่ก็ทำให้เสถียรภาพของราชวงศ์ผูกติดอยู่กับการตัดสินใจส่วนตัวของพระองค์อย่างแยกไม่ออก นั้นจึงเป็นการสร้างอำนาจในการบริหารจัดการราชวงศ์ซาอุดีอาระเบียอย่างเด็ดขาดและเกิดเสถียรภาพสำหรับเจ้าชาย MBS เองจนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top