Tuesday, 1 September 2026
Columnist

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

‘หว่อง’ ชูภาษามลายู!! พลิกมุมมองภาษามลายูในสิงคโปร์ เชื่อมวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจใหม่ ธุรกิจ SME ใช้ภาษาเปิดตลาดอาเซียน ไทยควรเรียนรู้จากแนวคิดนี้

เมื่อ ‘ภาษามลายู’ ไม่ได้เป็นแค่ภาษา

นายกฯ สิงคโปร์ชวนคนทั้งชาติเรียนภาษาของเพื่อนบ้าน เปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียน

หนึ่งในช่วงที่น่าสนใจของ National Day Rally 2026 ของสิงคโปร์ อาจไม่ใช่เรื่องเงินช่วยเหลือครอบครัว บ้าน หรือเทคโนโลยี AI

แต่กลับเป็นช่วงที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เลือกกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษามลายู และส่งสารที่มีความหมายไกลกว่าเรื่องภาษา

เขาย้ำว่า ภาษามลายูคือภาษาประจำชาติ เป็นภาษาของเพลงชาติ เป็นภาษาที่ใช้ในการออกคำสั่งของกองทัพ และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์สิงคโปร์ ก่อนจะเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า จากที่ตั้งของสิงคโปร์ในภูมิภาคนี้ การที่ชาวสิงคโปร์เรียนภาษามลายูและเข้าใจวัฒนธรรมมลายูมากขึ้น ย่อมมีคุณค่าอย่างยิ่งและนี่คือประโยคสำคัญ

ความเชื่อมโยงดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในเรื่องมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังช่วยให้สิงคโปร์สร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและธุรกิจสิงคโปร์ได้อีกด้วย

พูดอีกแบบหนึ่งคือสิงคโปร์กำลังมอง “ภาษาและวัฒนธรรมมลายู” ไม่เพียงในฐานะอัตลักษณ์ แต่ในฐานะทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ 

‘ภาษามลายู’ จากเรื่องวัฒนธรรม สู่ประตูของตลาดภูมิภาค

สิงคโปร์ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกมลายู

ทางเหนือคือมาเลเซีย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 280 ล้านคนอยู่รอบพื้นที่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ ส่วนบรูไนก็เป็นอีกตลาดที่มีความใกล้ชิดทางภาษาและวัฒนธรรม

ดังนั้น สิ่งที่หว่องกำลังพูดถึงจึงไม่ใช่การเรียนภาษาเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คือการมองว่า คนที่เข้าใจภาษา เข้าใจอาหาร เข้าใจวัฒนธรรม และเข้าใจวิธีคิดของเพื่อนบ้าน ย่อมมีต้นทุนในการทำธุรกิจข้ามพรมแดนต่ำกว่าคนที่ไม่เข้าใจ

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถึงกับนำตัวอย่างธุรกิจจริงมาเล่าในสุนทรพจน์ นั่นคือ Pondok Abang

ธุรกิจซึ่งเริ่มต้นจากร้านอาหาร hawker เพียงหนึ่งร้านของ Abdul Rahman bin Yad Ali ก่อนขยายเป็นหลายสาขา พัฒนาเป็นครัวกลางและผู้ผลิตอาหารฮาลาล และปัจจุบันบริหารต่อโดย Hasan ลูกชายของเขา

เมื่อมองเห็นว่าตลาดอาหารมลายูแบบดั้งเดิมกำลังเติบโต Pondok Abang จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดสิงคโปร์

ปัจจุบันธุรกิจเข้าไปทำตลาดใน มาเลเซียและบรูไน และมีแผนขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นต่อไป

นี่เป็นเหตุผลที่หว่องเลือกยกธุรกิจเล็ก ๆ แห่งนี้ขึ้นพูดบนเวทีระดับชาติเพราะมันสะท้อนแนวคิดว่า

วัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาคได้ไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่เริ่มเชื่อม ‘ชุมชน’ กับ ‘SME’ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคำพูด คือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังสร้างกลไกให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

หว่องกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง PERGAS หรือสมาคมนักวิชาการและครูสอนศาสนาอิสลามแห่งสิงคโปร์ กับ Association of Small & Medium Enterprises หรือ ASME โมเดลนี้มีสองด้าน กิจการที่ดำเนินการโดยกลุ่ม asatizah สามารถเข้าถึง คำปรึกษาธุรกิจ เครื่องมือดิจิทัล และเครือข่ายธุรกิจ ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจทั่วไปก็สามารถใช้ ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนมลายู–มุสลิม เพื่อช่วยในการขยายตลาดออกไปยังประเทศในภูมิภาคได้

จุดนี้สะท้อนวิธีคิดของสิงคโปร์อย่างชัดเจนแทนที่จะมองชุมชนชนกลุ่มน้อยเพียงในมิติว่า “รัฐจะช่วยเหลือชุมชนนี้อย่างไร” สิงคโปร์กำลังถามเพิ่มอีกคำถามว่า “ความสามารถที่มีอยู่ในชุมชนนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศได้อย่างไร” จาก Diversity จึงกลายเป็น Economic Capability เตรียมคนรุ่นใหม่มลายูเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่

อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์กำลังตั้ง Committee for Economic Resilience ซึ่งนำโดย ส.ส. Wan Rizal และ Saktiandi Supaat เพื่อทำงานกับชุมชนมลายู–มุสลิมโดยเฉพาะ

เป้าหมายสำคัญคือช่วยเยาวชนพัฒนาทักษะ เพิ่มประสบการณ์ และเข้าไปคว้าโอกาสจาก อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

CNA รายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกำลังพิจารณาทั้งเรื่องการเพิ่ม employability การเชื่อมคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรม และแม้กระทั่งการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตสำหรับคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ

นั่นหมายความว่า สิงคโปร์ไม่ได้ต้องการเพียงรักษาอัตลักษณ์มลายูไว้แต่ต้องการให้คนในชุมชนสามารถก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ไปพร้อมกัน ‘ความเป็นมลายู’ จึงเป็นเรื่องของสิงคโปร์ทั้งประเทศ คำพูดอีกช่วงหนึ่งที่มีนัยสำคัญคือ หว่องไม่ได้บอกว่า “คนมลายูควรเรียนภาษามลายู” แต่พูดว่าชาวสิงคโปร์ควรเรียนภาษามลายู และเข้าใจวัฒนธรรมมลายูให้มากขึ้น

ความแตกต่างอยู่ตรงนี้ เพราะเมื่อผู้นำประเทศพูดแบบนี้ ภาษามลายูจึงไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเรื่องของประชากรกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น ความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับคนสิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องอาศัยตลาดที่อยู่รอบตัวเองในการเติบโต

มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน รวมถึงตลาดมุสลิมและอุตสาหกรรมฮาลาลที่กว้างออกไป ล้วนเป็นพื้นที่ซึ่งความเข้าใจด้านภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจได้

ประเทศเล็ก จึงต้องใช้ ‘ทุกอย่างที่มี’ ให้เป็นข้อได้เปรียบ หากมองให้ลึกกว่าสุนทรพจน์เรื่องภาษา สิ่งที่ลอว์เรนซ์ หว่องกำลังสื่ออาจเป็นวิธีคิดแบบสิงคโปร์ที่เห็นได้มาตลอด ประเทศที่มีประชากรและพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปล่อยให้ทรัพยากรใดเป็นเพียง “ของที่มีอยู่” แต่ต้องคิดต่อว่า สิ่งนั้นสามารถเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างไรท่าเรือกลายเป็น Logistics Hub ตำแหน่งที่ตั้งกลายเป็น Financial Hub

ความหลากหลายทางเชื้อชาติกลายเป็นความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลก และครั้งนี้ ภาษาและวัฒนธรรมมลายู ก็กำลังถูกเชื่อมเข้ากับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค

แล้วประเทศไทยล่ะ?

เรื่องนี้จึงน่าสนใจสำหรับไทยไม่น้อย ประเทศไทยมีพรมแดนเชื่อมต่อกับหลายประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และจีนตอนใต้ เรามีชุมชนที่พูดภาษาต่าง ๆ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นจำนวนมาก และยังอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนแผ่นดินใหญ่

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาความหลากหลายเหล่านี้อย่างไร แต่อาจต้องถามต่อว่า

เราจะเปลี่ยนความหลากหลายที่มี ให้กลายเป็นความสามารถของประเทศไทยในการทำธุรกิจ เชื่อมตลาด และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคได้อย่างไร

เพราะสิ่งที่สิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นคือ Soft Power อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการส่งวัฒนธรรมของตัวเองออกไปขายให้โลกเสมอไป บางครั้ง Soft Power และ Economic Power อาจเริ่มจากการ “เข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราให้ดีกว่าคนอื่น” และเปลี่ยนความเข้าใจนั้นให้เป็นโอกาส

นี่อาจเป็นสารสำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในสุนทรพจน์ภาษามลายูของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ใน National Day Rally 2026

THE STATES TIMES

เวียดนาม รื้อกติกาที่ดิน!! เซ็ตเป้าหมาย GDP โต 10% ลดขั้นตอนเวนคืนที่ดินทันใจ ปลดล็อกโรงงาน ถนน ดึงทุนลงทุน เปิดเกมแข่งไทยในอาเซียนธุรกิจ

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดิน

เพื่อนบ้านเดิมพัน GDP 10% ปลดล็อกที่ดิน เร่งโรงงาน–ถนน–เงินลงทุนเดินหน้า

ขณะที่หลายประเทศในเอเชียกำลังถามว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้โตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เวียดนามกลับกำลังตั้งเป้าที่แรงกว่านั้น เศรษฐกิจต้องโตระดับ 10% และสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามเลือกทำ ไม่ได้มีแค่แจกเงิน ลดภาษี หรือออกมาตรการกระตุ้นระยะสั้นแต่กำลังหันไปรื้อ “คอขวดของระบบ” ที่ทำให้โครงการลงทุนเดินช้า หนึ่งในนั้นคือ กติกาเรื่องที่ดิน

เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับกฎหมายและกลไกด้านที่ดินครั้งใหญ่ เพื่อเร่งการจัดหาที่ดิน ลดขั้นตอนเวนคืน แก้ปัญหาการชดเชย และปลดล็อกโครงการที่ติดค้างอยู่ในระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ

ทำให้ที่ดินพร้อมใช้เร็วขึ้น ทำให้โรงงานเริ่มสร้างเร็วขึ้น ทำให้ถนนและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าเร็วขึ้น

และทำให้เงินลงทุนเปลี่ยนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่าเดิม

สิ่งที่เวียดนามกำลังทำจึงไม่ใช่เพียงการ “แก้กฎหมายที่ดิน” แต่กำลังพยายามแก้คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าทำอย่างไรให้ประเทศเดินได้เร็วขึ้น ปัญหาของเวียดนาม ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจสูงที่สุดจากนักลงทุนต่างชาติในเอเชีย โรงงานใหม่เข้ามา, นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว, ธุรกิจเทคโนโลยีตั้งฐาน, เมืองขนาดใหญ่เติบโต รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่การมี “เงินลงทุน” ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะเดินหน้าได้ทันที เพราะหนึ่งในปัญหาที่เวียดนามเผชิญมานานคือ การได้มาซึ่งที่ดิน หลายโครงการต้องติดอยู่กับขั้นตอนการเวนคืน การเจรจาค่าชดเชย การจัดหาพื้นที่ทดแทน

การตั้งถิ่นฐานใหม่ และกระบวนการราชการที่กินเวลายาวนาน

บางโครงการมีเงินพร้อม ผู้ลงทุนพร้อม แบบพร้อมแต่สร้างไม่ได้เพราะ “ที่ดินยังไม่พร้อม” นี่คือจุดที่เวียดนามกำลังพยายามรื้อใหม่ เวียดนามกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง ‘ที่ดิน’ แนวคิดสำคัญของรัฐบาลเวียดนามคือ ไม่มองที่ดินเพียงในฐานะทรัพย์สินที่รัฐต้องควบคุมหรือบริหาร แต่ต้องมองว่า ที่ดินคือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะที่ดินเชื่อมโยงโดยตรงกับ โรงงาน, นิคมอุตสาหกรรม, บ้าน, เมือง, ถนน, รถไฟ, สนามบิน, ท่าเรือ, Data Center, คลังสินค้า, พลังงาน และอุตสาหกรรมใหม่หากขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดินใช้เวลานานเกินไป สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่เวลาของเจ้าของโครงการ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเวียดนามกำลังพยายามทำให้กลไกการจัดหาที่ดินและการดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น

เป้าหมาย GDP 10% ทำให้ ‘ความเร็ว’ กลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเวียดนามตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเพียง 5-6% การปล่อยให้โครงการหนึ่งล่าช้าอาจยังพอยอมรับได้

แต่เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับขึ้นไปถึง 10% ต่อปี ทุกคอขวดจะกลายเป็นปัญหาทันที เพราะเศรษฐกิจจะโตระดับนั้นไม่ได้ หากโรงงานใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้าง ถนนสร้างไม่ได้เพราะเวนคืนไม่เสร็จ

นิคมอุตสาหกรรมมีนักลงทุนรอ แต่ไม่มีพื้นที่พร้อมหรือโครงการเมืองใหม่ติดอยู่กับข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐบาลเวียดนามจึงกำลังเชื่อมเรื่อง “ที่ดิน” เข้ากับเรื่อง “GDP” โดยตรง พูดง่าย ๆ คือ

ถ้าที่ดินเดินช้า เศรษฐกิจก็เดินช้า เร็วขึ้น แต่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ดินเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของเวียดนามมานานเพราะทุกครั้งที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น ย่อมมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมดังนั้นโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ได้มีแค่

“ทำอย่างไรให้เวนคืนเร็ว” แต่ต้องตอบอีกคำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนที่เสียที่ดิน ยังสามารถมีชีวิตที่ดีหลังการพัฒนา” แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการชดเชยที่เหมาะสม พื้นที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่อยู่อาศัยทดแทนและการลดความแตกต่างของค่าชดเชยในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขใกล้เคียงกัน

นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะหากรัฐเร่งโครงการอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจัดการผลกระทบต่อประชาชนได้ดี

ความเร็วที่ได้มา อาจแลกด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอีกเกมหนึ่งคือ ‘ข้อมูลที่ดิน’

เวียดนามไม่ได้แก้เฉพาะตัวกฎหมายแต่ยังเดินหน้าสร้างระบบข้อมูลที่ดินระดับประเทศเป้าหมายคือทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิการใช้ที่ดิน ราคา, ผังเมือง, การใช้ประโยชน์ เขตพัฒนาและพื้นที่ลงทุน เชื่อมโยงกันมากขึ้นในระบบดิจิทัลหากทำได้จริง ประโยชน์จะมีมากกว่าแค่ลดเอกสารราชการ เพราะจะช่วยให้ นักลงทุนตัดสินใจเร็วขึ้น รัฐวางผังได้แม่นขึ้น ประเมินราคาได้โปร่งใสขึ้น ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และลดพื้นที่ของการใช้ดุลพินิจในโลกที่นักลงทุนเปรียบเทียบประเทศแบบวันต่อวัน ข้อมูลที่ช้า ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือการต้องวิ่งหลายหน่วยงาน อาจกลายเป็นเหตุผลให้เงินลงทุนเลือกไปที่อื่นได้ทันที

เวียดนามไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของที่ดิน แต่เปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินแม้จะเดินหน้าปฏิรูปครั้งใหญ่ เวียดนามยังคงหลักการพื้นฐานเดิมไว้ที่ดินยังเป็นทรัพย์สินของประชาชนโดยรวม โดยรัฐเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเปิดเสรีกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเต็มรูปแบบแต่คือการพยายามทำให้

ทรัพยากรที่ดินถูกนำไปใช้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเปลี่ยนจาก“มีที่ดินแต่ใช้ไม่ได้” ไปสู่ “มีที่ดินและพร้อมนำไปใช้สร้างเศรษฐกิจ”

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับไทย ไม่ใช่ว่าเราต้องทำเหมือนเวียดนามประเทศไทยกับเวียดนามกำลังแข่งขันกันมากขึ้นในหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการดึงโรงงานจากจีน EV, อิเล็กทรอนิกส์, Data Center, โลจิสติกส์, พลังงาน, อุตสาหกรรมอาหาร และฐานการผลิตเพื่อส่งออก การแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้วัดกันแค่ว่า ใครให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าแต่กำลังวัดกันด้วยว่าใครทำให้โครงการเริ่มได้เร็วกว่า หากประเทศหนึ่งลดภาษีให้นักลงทุน 5% แต่อีกประเทศทำให้โรงงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วกว่า 2 ปี นักลงทุนอาจเลือกประเทศที่สองเพราะสำหรับธุรกิจระดับโลกเวลา คือ ต้นทุน

ไทยปลูกกล้วย เวียดนามรื้อกติกาที่ดินพาดหัวนี้อาจฟังดูแรงแต่สารสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กล้วย” และไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรทำภาคเกษตร สิ่งที่ควรถามคือ

ในวันที่เราออกโครงการใหม่ ๆ กันอยู่เรื่อย ๆ

เราได้ใช้พลังมากพอหรือยังกับการแก้ระบบเดิมที่ทำให้โครงการเหล่านั้นเดินไม่ได้?

เพราะสิ่งที่เวียดนามกำลังทำคือแทนที่จะถามเพียงว่า “ปีนี้จะมีโครงการอะไรเพิ่ม?” เขากำลังย้อนกลับไปถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้โครงการเดิมเดินช้า?” และเมื่อพบว่าหนึ่งในคำตอบคือ “ที่ดิน” รัฐบาลก็เลือกแตะปัญหานั้นโดยตรง ถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้เดินช้า นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดจากเวียดนาม

การเติบโตระดับสูงไม่ได้เกิดจากการมีโครงการจำนวนมากเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการทำให้ เงิน, คน, ที่ดิน, กฎหมาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบราชการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เวียดนามกำลังเดิมพันว่าถ้าปลดล็อกที่ดินได้โรงงานจะมาเร็วขึ้น การลงทุนจะเกิดเร็วขึ้นโครงสร้างพื้นฐานจะเดินเร็วขึ้นและ GDP จะโตเร็วขึ้นตามไปด้วยผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์

เพราะการปฏิรูปที่ดินเป็นเรื่องซับซ้อน และมีความเสี่ยงทั้งด้านสิทธิประชาชน ราคาที่ดิน การเก็งกำไร และความโปร่งใส

แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือเวียดนามไม่ได้กำลังรอให้เศรษฐกิจโตเองเขากำลังพยายามรื้อสิ่งที่เชื่อว่า “ขวางไม่ให้ประเทศโต” และนี่คือสิ่งที่ประเทศไทยน่าจับตามอง เพราะในสมรภูมิใหม่ของอาเซียน การแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโครงการมากกว่า แต่อยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนโครงการให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วกว่า

THE STATES TIMES

หมายเหตุ: แนวทางแก้ไขกฎหมายและกลไกด้านที่ดินของเวียดนามบางส่วนยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและจัดทำรายละเอียด จึงต้องติดตามตัวบทสุดท้ายและการบังคับใช้ต่อไป

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ!! เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง จับตา “NATO แห่งโลกมุสลิม” ผู้นำ 3 ชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน ลงนามข้อตกลงป้องกันร่วมครั้งยิ่งใหญ่ ย้ำเป้าหมายสันติภาพและเสถียรภาพ

"NATO แห่งโลกมุสลิม" ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement)

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) เป็นสนธิสัญญาความมั่นคงระดับไตรภาคีที่ลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้นำและผู้แทนจาก 3 ประเทศมุสลิมหลักร่วมลงนาม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และปากีสถาน

สนธิสัญญานี้ได้รับการเปรียบเปรยจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น "NATO แห่งโลกมุสลิม" เนื่องจากโครงสร้างเน้นการป้องปรามและเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงป้องกันร่วมเชิงยุทธศาสตร์ก่อนหน้านี้ที่ลงนามระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 แล้วจึงมีการรวมตุรกีเข้าไปด้วย การให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการท่ามกลางสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ปี 2026 

ข้อตกลงเมกกะ ได้วางรากฐานการจัดระเบียบความมั่นคงร่วมกันตามแบบ มาตรา 5 ของ NATO ]โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า "การโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อรัฐทั้งหมด" ข้อตกลงนี้ทำให้ ซาอุดีอาระเบียสามารถจัดหาเงินทุนและโครงการป้องกันประเทศ ตุรกีสามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และปากีสถานสามารถจัดหากำลังคนในแนวหน้า ให้แก่ชาติสมาชิกได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้ ไม่น่าจะขยายการป้องปรามของอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานให้ครอบคลุมถึงซาอุดีอาระเบียหรือตุรกีได้ ข้อตกลงไตรภาคีนี้ได้รับการอธิบายว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง และเป็นข้อตกลงเชิงสถาบันครั้งแรกในลักษณะนี้ในภูมิภาค

การเปรียบเปรยว่า ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เป็น “NATO แห่งโลกมุสลิม” เพราะ (1)มีหลักการป้องกันร่วมกันที่ถอดแบบมาจากมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO และ (2)ข้อตกลงลงนี้ลงนาม ณ นครเมกกะ (Mecca) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองนครศักดิ์สิทธิของศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยอีกแห่งคือ นครมาดีนะห์ (Medina) มี กฎข้อบังคับที่ ห้ามคนต่างศาสนิก (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) เดินทางเข้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นกฎที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทรงดำรง พระอิสริยยศ เป็น องค์ผู้ดูแลและพิทักษ์มัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง (His Majesty the Custodian of the Two Holy Mosques) ได้แก่ มัสยิดอัลฮะรอม (นครเมกกะ) และมัสยิดอัลนะบะวีย์ (นครมะดีนะห์)

การที่ เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีตุรกี และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมกันที่นครเมกกะ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสามรัฐในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เพื่ออนาคตที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ด้วยข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกราน และระบุว่าการโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนั้นจะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในทุกด้านระหว่างสามรัฐอีกด้วย

ตามแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยรัฐบาลทั้งสาม ข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกราน โดยการโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนี้ จะถือเป็นการโจมตีทั้งสามรัฐแถลงการณ์ดังกล่าวอธิบายถึงเป้าหมายที่กว้างขึ้นของข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีทางทหารหรือภาระผูกพันเฉพาะที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันโดยแท้จริง โดยระบุว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ยังคงเปิดกว้างสำหรับรัฐในภูมิภาคอื่นๆ และไม่ได้แทนที่ข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีที่มีอยู่ระหว่างผู้ลงนาม

ลักษณะของข้อตกลง: แม้สื่อตะวันตกจะเรียกขานว่าเป็น "NATO ฉบับมุสลิม" แต่โดยพื้นฐานแล้ว ข้อตกลงนี้ยังเป็นเพียงกรอบความร่วมมือทางการเมือง มากกว่าพันธมิตรทางทหารที่เข้มแข็งเหมือน NATO เนื่องจากยังขาดโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารแบบบูรณาการและกลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจน

จุดยืน: ผู้นำทั้งสามประเทศยืนยันว่าข้อตกลงนี้มีขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ และยังเปิดกว้างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมได้ในอนาคต โดยตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีหลักการคล้ายคลึงกับ "มาตรา 5" ของ NATO ในทางเทคนิค

จุดแข็งของแต่ละประเทศ ข้อตกลงนี้รวมเอาจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างพันธมิตรที่เสริมกันทางยุทธศาสตร์:

-ซาอุดีอาระเบีย: มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน มหาศาล

-ตุรกี: มี กองทัพขนาดใหญ่ (อันดับสองใน NATO) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กำลังเติบโต

-ปากีสถาน: มี แสนยานุภาพทางทหาร ขนาดใหญ่ และยังเป็นมุสลิมชาติเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์

ปฏิกิริยาระหว่างประเทศ: องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ตอบรับข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ก้าวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ" ขณะที่ อิหร่าน ปฏิเสธว่าไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วม แต่ระบุว่าไม่มีเหตุต้องกังวลว่าข้อตกลงนี้จะมุ่งเป้าไปที่ตน

แนวโน้มการขยายตัว: ตุรกีเปิดเผยว่ามีประเทศอื่นสนใจเข้าร่วม โดยเฉพาะ อียิปต์ ที่คาดว่าจะเป็นประเทศต่อไปที่เข้าร่วม (อุปสรรคสำหรับอียิปต์ในการเข้าร่วมข้อตกลงคือข้อตกลงที่มีอยู่กับกรีซและไซปรัส ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นอริกับตุรกี)

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีและสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ตะวันออกกลางพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวกำลังเปลี่ยนไป และยังมีการจับตาว่าอิหร่านอาจเข้าร่วมด้วยหรือไม่ แม้ว่า ข้อตกลงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในการแสวงหาความมั่นคงด้วยตนเองของชาติในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความท้าทายรออยู่ เช่น ความไม่ชัดเจนของเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการกำลังพล และการแบ่งสรรงบประมาณ ซึ่งทำให้ข้อตกลงนี้ยังมีแนวโน้มที่ไม่แน่นอนในระยะยาว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ไทยรักษาสมดุลมหาอำนาจ!! จากสมดุลสงครามเย็น สู่โจทย์ใหม่ในยุคพื้นที่ไม่เลือกข้างแคบลง สนับสนุนกันในสถานการณ์ยุทธศาสตร์ จีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงสืบเนื่อง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (ตอนจบ)

ขณะที่ไทยเผชิญกับ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" อันเนื่องมาจาก การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวียดนาม ลาว และเขมร กอปรกับความเจ็บแค้นของเวียดนามจากการที่ไทยยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศแล้วส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทิ้งระเบิดในเวียดนามจนเสียหายย่อยยับอย่างมากมายมหาศาล ทำให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 หลังจากนั้น จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ เปิดฉาก สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม

ซึ่งแม้เป้าหมายหลักของจีนคือ การปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจของเวียดนาม แต่ผลของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น จากการสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ซึ่งถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโดจีนด้วยความบอบช้ำ คงเหลือแต่ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์เท่านั้น และได้ขนเอาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะอากาศยานที่ทหารเวียตนามใต้ใช้บินหนีมายังไทยกลับไปด้วย โดยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้แก่

- ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: สหรัฐฯ ได้เร่งส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตามแผนความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ไทย รวมถึงการจัดหาเครื่องบินรบ F-5E และอาวุธต่อต้านรถถัง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยต้องจัดซื้อ (ไม่ได้ฟรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา) ด้วยสหรัฐฯ ได้ตัดลดความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับไทยลงเป็นอันมาก

- ด้านข่าวกรองและการเฝ้าติดตาม: มีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกองทัพเวียดนามในเขมร รวมถึงการสนับสนุนการเฝ้าติดตามทางอากาศและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ไทยสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

- ด้านการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อการรุกรานเขมรของเวียดนาม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อกดดันให้เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากเขมร

- ด้านกำลังพลและยุทธศาสตร์ร่วม: สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาประจำการในไทยโดยตรงในช่วงเวลานั้น แต่ได้เพิ่มความถี่ในการซ้อมรบร่วมและแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาทิ การฝึกซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Cobra Gold (คอบร้าโกลด์) ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่า "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ต่อไทยได้ลดลงจนไม่น่าที่จะทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ อันจะส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงนโยบายทางการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ความสัมพันธ์ไทยกับ "สองขั้วมหาอำนาจ" นี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะไทยไม่เคยเลือกข้างเด็ดขาด แต่ปรับสมดุลไปตามสถานการณ์โลกตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้:
1975–1991: จุดเริ่มต้นของ "สองขา" ปี 1975 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน (ในยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเวียดนามและการแพร่ขยายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนหลังไซง่อนแตก จีนกลายเป็น "หลังพิง" ทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยกดดันเวียดนามในกรณีกัมพูชา (สงครามเวียดนาม-กัมพูชา 1978-79) แม้ไทยจะยังเป็นพันธมิตรสนธิสัญญากับสหรัฐฯ (ผ่าน SEATO และแถลงการณ์ถนัด-รัสก์ 1962) มาตั้งแต่สงครามเย็น ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้จีน-สหรัฐฯ เองก็ประสานผลประโยชน์กันในการต้านโซเวียต-เวียดนาม ทำให้ไทยสามารถเดิน "สองขา" ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดแย้งกัน

1991–2014: ยุคเปิดกว้างและเศรษฐกิจนำ หลังสงครามเย็นจบ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนหลักด้านความมั่นคง (ไทยได้สถานะ "พันธมิตรนอกนาโต" หรือ Major Non-NATO Ally ปี 2003) แต่ความสัมพันธ์กับจีนเติบโตเร็วมากด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะหลังจีนเข้า WTO (2001)
2014–2023: จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2014 เป็นจุดหักเหสำคัญ สหรัฐฯ ลดระดับความร่วมมือทางทหารตลอดจนแทรกแซงและกดดันเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ทั้งที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยในอดีตอย่างมากมาย และทุกวันนี้ยังคงสนับสนุนพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบางประเทศไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยเสียด้วยซ้ำขณะที่ จีนไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและยังคงกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ไทยจึงเอียงไปทางจีนมากขึ้น ทั้ง การซื้อเรือดำน้ำจากจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการเข้าร่วม Belt and Road Initiative แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ เพราะยังคงซ้อมรบ Cobra Gold ร่วมกันทุกปี
2023–ปัจจุบัน: "ไผ่ลู่ลม" ท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้พื้นที่การ "ไม่เลือกข้าง" ของไทยแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มาตรการภาษีทรัมป์: ต้นปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไทยโดยตรงในฐานะประเทศส่งออก ทำให้รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองการค้ากับสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับจีนที่เป็นคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: มีนักวิเคราะห์ชี้ว่า การเมืองภายในทำให้ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่มีเวลาลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งลดทอนบทบาทไทยในเวทีภูมิภาค
- แรงกดดันให้เลือกข้างชัดขึ้น: มีการประเมินว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ กำลังกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดวงเสวนาระดับชาติ เช่น Policy Watch Connect และ Economic Forum เพื่อหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย
- สหรัฐฯ ยังคงบทบาทหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค: จากการประชุม Shangri-La Dialogue 2026 มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ยังคงความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในแปซิฟิกอยู่ ขณะที่จีนขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การรักษาสมดุลของไทยในยุคการแข่งขันมหาอำนาจ:
- ไม่เลือกข้าง (Non-alignment): ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- แสวงหาจุดร่วม: ดึงจุดแข็งของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงมาตรฐานสากล และธรรมาภิบาล มาคานกับจุดแข็งของจีนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าขนาดใหญ่ และการท่องเที่ยว
- การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: ผลักดันให้ทั้งสองมหาอำนาจมีบทบาทสร้างสรรค์ผ่านกรอบความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN-led Mechanisms)

ภาพรวมเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน:
- สหรัฐฯ ยังเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง (สนธิสัญญาพันธมิตร, การซ้อมรบร่วม, อาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน) จุดแข็งของสหรัฐฯ คือ โครงสร้างพันธมิตรที่มีรากฐานยาวนาน โดยไทยเป็น Treaty Ally ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1954 และได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally ในปี 2003 ขณะที่ความร่วมมือทางทหาร เช่น Cobra Gold ช่วยสร้าง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นในปี 1975 แต่ปี 1975 เป็นจุดที่ไทยเริ่ม กระจายความสัมพันธ์ไปยังจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ยังคงโครงสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน ไทย–สหรัฐฯ ยืนยันรากฐานของ Treaty Alliance และขยายไปสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น Cyber, Maritime Security, Humanitarian Assistance และ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- จีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1975 ไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้าน การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และ Connectivity โดยเฉพาะแนวคิด One Belt and One Road และโครงการรถไฟไทย–จีน

แต่เส้นแบ่งนี้เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เพราะจีนก็ขยายบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่น การซื้ออาวุธจากจีน การซ้อมรบร่วมกับจีน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี การเจรจาการค้า) เป็นแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ของไทยตอนนี้คือตวามพยายามในการรักษา "นโยบายไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) เพื่อให้อยู่รอดได้ ในยุคที่พื้นที่สีเทาสำหรับการไม่เลือกข้างกำลังหดแคบลงทุกที

วง OZONE กลุ่มเด็กๆจากภูเก็ตที่ฝีมือดนตรีระดับปีศาจ ลมใต้ปีกของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีโลก

ก่อนเสียง Live Golden Buzzer จาก Mel B จะดังก้องเวที America’s Got Talent หลังโชว์ “Black Hole Sun” เพลงแห่งตำนานของ Soundgarden ที่ทำเอาคนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืน…
เนเน่ รอยัล ไม่ได้มายืนตรงนั้นคนเดียว
เพราะเบื้องหลังความมั่นใจสุดขีดบนเวทีระดับโลกของเธอ คือเวทีเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดภูเก็ต ห้องซ้อมแคบ ๆ และเพื่อนร่วมวงอีก 4 คนที่ชื่อ OZONE
วันนี้เราจะพาไปรู้จักพวกเขาทีละคน เด็กกลุ่มนี้ที่กำลังพิสูจน์ว่า “อายุน้อย ไม่ได้แปลว่าฝีมือน้อยตาม”

จุดเริ่มต้น: จากห้องซ้อมเงียบกริบ สู่วงร็อกที่คนทั้งประเทศจับตา
OZONE ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิท แต่เกิดจากสายตาของครูคนหนึ่ง
ครูชาคริต บิลังโหลด ครูสอนดนตรีจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต อยากส่งวงเข้าประกวดรายการ THE POWER BAND 2025 จึงเริ่มมองหาเด็กที่มีศักยภาพมารวมกัน ทีละคน ทีละคน จนครบวง
วันแรกที่ทุกคนมาเจอกัน บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าคุยกันเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง… มีคนชวนเล่น Minecraft หลังซ้อม
ใช่ครับ วงร็อกที่กำลังจะพาเพื่อนไปไกลถึงเวทีโลก เริ่มสนิทกันเพราะเกมออนไลน์ธรรมดา ๆ นี่แหละ

5 นักดนตรีตัวน้อย หัวใจใหญ่กว่าตัว

แพรว – รัตติกานต์ อำลอย AKA เนเน่ รอยัล(ร้องนำ/กีตาร์)
เสียงร้องที่ทรงพลังติดความแหบพร่าที่ปลายเสียงราวกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย จุดเริ่มต้นของแพรวหรือเนเน่กลับเรียบง่ายมาก เนเน่เลือกเรียนกีตาร์เพราะชุมนุมวิชาการที่โรงเรียนเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ชุมนุมดนตรี
ส่วนการร้องเพลง มาจากภาพที่เธอเห็นตอนเดินตลาดกับพ่อแม่ นักร้องเปิดหมวกที่เห็นมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน เนเน่เลยตัดสินใจว่า “ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน หนูจะทำให้ดู” แล้วเธอก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงควบคู่ไปกับฝึกทักษะควบคุมเส้นลวดทั้ง 6 สายควบคู่กันไปตั้งแต่วันนั้น

เจซี – จาริล คริสเตอร์แคมโป เดอ-คาสโทร (เบส)
ตัวอย่างลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่แท้จริง พ่อของเจซีเป็นนักดนตรีอาชีพชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานและตั้วรกรากในประเทศไทย เจซีเห็นพ่อเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ลองมาแล้วทั้งอูคูเลเล่ คีย์บอร์ด กีตาร์ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักเบสเพราะเห็นพ่อเล่นแล้ว “เท่”

โอสถ – กรฤทธิ์ วายุเวช (กีตาร์/คอรัส)
จุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ของโอสถเพราะ เหตุผลง่ายๆที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้านช่วงโควิด เล่นไปเล่นมาก็ยิ่งอิน ยิ่งฟังยิ่งชอบ จนถอนตัวไม่ขึ้น

เอ็มเค – ญาณกร พูลวโรดม (คีย์บอร์ด/คอรัส)
นักดนตรีสายเกม เริ่มเล่นดนตรีเพราะ “พ่อสั่ง” ให้เลิกติดเกม แต่พอหันมาให้เวลากับทฤษฎีดนตรีอย่างจริงจัง กลับพบว่าตัวเองรักมันเข้าอย่างจัง จากเด็กที่ไม่อยากเล่นดนตรี กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกพ่อเองว่าอยากไปต่อสายนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกคีย์บอร์ดแทนเบสที่เป็นเครื่องดนตรีของพ่อ? “ไม่อยากเจ็บนิ้วครับ” เอ็มเคได้เคยกล่าวไว้

บุ๋น – ณัฐฐ์บุญญ์ บุญรุ่งโรจน์ (กลอง)
มือกลองตัวกลมสาย foodie วัยเพียง 12 ปี ที่ลองมาหมดทั้งเปียโน เบส กีตาร์ ก่อนจะลงเอยที่กลองเพราะ “มันเท่และตีแล้วไม่เจ็บมือเท่าเครื่องอื่น” ช่วงแรกตัวยังเล็กจนเหยียบกระเดื่องไม่ถึง จนต้องปรับเก้าอี้ลงต่ำเกือบสุด
ล่าสุดบุ๋นคว้าแชมป์ Drums Off Thailand 2026 รุ่นเด็ก พร้อม 3 รางวัลรวด และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งระดับเอเชียที่ไต้หวันปลายปีนี้ ในส่วน lifestyle บุ๋นก็ไม่ธรรมดา เห็นลีลาหวดกลองหนักแน่นพริ้วไหวแบบนี้ บุ๋นยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ YouTuber สายกินกับช่อง Boon - Hungry Drummer ให้แฟนๆได้ติดตามกันอีกด้วย

ครูชาคริตเลือกเด็กทั้งห้าคนไม่ใช่แค่เพราะฝีมือ แต่เพราะวัยไล่เลี่ยกันและมุมมองที่ไปด้วยกันได้
“เวลาเล่นก็เล่นกันจริงจัง เวลาผมดุก็เงียบทันที ทุกคนมีวินัยดีมาก เพราะเราสอนเขาเหมือนผู้ใหญ่ จะมางอแงไม่ได้”
เพลย์ลิสต์ของพวกเขาก็ไม่ใช่เพลงเด็กเล่นเบา ๆ ตั้งแต่ Nightmare ของ Avenged Sevenfold, Toxicity ของ System of a Down ไปจนถึงร็อกไทยเพื่อชีวิตอย่างบัวลอย ของคาราบาว

ฝีมือพัฒนาจากการลงสนามจริง
สนามซ้อมที่แท้จริงของ OZONE ไม่ใช่ห้องซ้อมแอร์เย็น ๆ แต่คือตลาดนาคา ภูเก็ต ที่ต้องเล่นให้คนเดินผ่านไปมาหยุดฟัง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครตั้งใจมาดูพวกเขาโดยเฉพาะ ทุกโชว์คือการพิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง
ทักษะนี้เองที่หล่อหลอมให้เนเน่กล้าเล่น กล้าคุยกับคนดูนับล้านผ่านหน้าจอ โดยไม่เสียความเป็นธรรมชาติแม้แต่นิดเดียว
ก่อนบินไปแข่งรอบ Live ที่สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนเน่ยังกลับมาขึ้นเวทีเดิมกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดนาคาอีกครั้ง ท่ามกลางแฟนเพลงที่มารอส่งกำลังใจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที

พลังแห่งทีมเวิร์ค
พวกเขาเคยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่นเป็นวงไว้ว่า เล่นคนเดียวอาจโดดเด่นที่สุดในห้อง แต่เล่นเป็นวงต้องเรียนรู้เรื่องทีมเวิร์ค ความรับผิดชอบ และการแบ่งพื้นที่ให้เพื่อน

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในตัวเนเน่บนเวที AGT กล้าโดดเด่น แต่ยังฟังและสื่อสารกับวงที่เล่นแบ็คอัพและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันและอนาคต
OZONE ไม่ใช่แค่ “วงของเนเน่” เพราะทุกคนในวงกำลังเติบโตไปตามทางของตัวเอง มือกลองวัย 12 กำลังจะไปแข่งระดับเอเชีย เด็กที่เคยไม่อยากแตะดนตรีเลยกลายเป็นคนรักมันที่สุด

และที่สำคัญคือหนึ่งในพวกเขากำลังออกเดินจากตลาดนัดเล็ก ๆ ในภูเก็ต ไปถึงเวที ใหญ่ระดับโลกอย่าง America’s Got Talent และคว้า Live Golden Buzzer มาครองสำเร็จและยังมีเส้นทางที่สว่างสดใสทอดรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่ก่อนเสียงกริ่งแห่งอนาคตนั้นจะดัง ทุกอย่างสิ่งทุกอย่างถูกขัดเกลามาจากเวทีเล็ก ๆ การซ้อมที่ไม่เคยหยุด และเพื่อนร่วมวงที่ชื่อ OZONE

แม้อายุอาจยังน้อย แต่พลังของเด็กไทยบนเวทีดนตรี ไม่ได้เล็กตามตัวเลยสักนิด ในวันนี้ เนเน่และผองเพื่อนในนาม OZONE อาจยังเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีตัวเล็กๆที่ยังมีเมฆหมอกแห่งอนาคตอันคลุมเครือห่มคลุมอยู่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในเมฆหมอกนั้น มีแสงสว่างอันเรืองรองส่องประกายได้ทอดยาวออกไปไกลแสนไกลแล้วในวันนี้ ใครจะรู้ ในอนาคต OZONE กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้อาจขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั้งชั้นบรรยากาศให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงดนตรีที่มีจุดกำเนิดมาจากเกาะเล็กๆจากประเทศไทยแห่งนี้ก็เป็นได้

วันนี้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาได้ออกบินไปสู่เป้าหมายระดับโลกแล้วอย่างสวยงาม รอแค่เวลาที่สมาชิกคนอื่นจะก้าวตามกันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

จาก 7 เซียน สู่ทีมชุดประวัติศาสตร์ เส้นทางสู่โอลิมปิกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ถมทับด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน คือคืนที่ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการกีฬาไทยถูกเขียนขึ้น เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะเจ้าภาพจีนไปอย่างสุดมัน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าทั้งแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และถือเป็นกีฬาประเภททีมชนิดแรกของไทยที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ภาพที่กระตุกต่อมน้ำตาแฟนกีฬาไทยทั้งประเทศไม่ใช่แค่ลูกตบปิดเกมในเซตตัดสิน แต่คือภาพของชายวัย 60 ปีที่วิ่งพุ่งเข้าไปกลางสนามพร้อมน้ำตาที่อาบใบหน้า พร้อมเสียงตะโกนที่ปลดปล่อยความอัดอั้นและความผิดหวังซ้ำๆออกมาอย่างสุดเสียง เขาคือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ใช้เวลาเกือบ 30 ปีของชีวิตวนเวียนอยู่กับความฝันใหญ่เพียงสิ่งเดียวร่วมกับคนทั้งชาติ นั่นคือการพาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปยืนบนเวทีโอลิมปิกให้ได้สักครั้ง
เพราะกว่าจะมาถึงคืนแห่งชัยชนะคืนนี้ เส้นทางของทีมชุดนี้ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความหวัง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ

ยุคทองของ ‘7 เซียน’ และความฝันที่เริ่มต้น

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมอบหมายให้โค้ชอ๊อตออกเสาะหาดาวรุ่งจากทั่วประเทศ นำมาเก็บตัวฝึกซ้อมและใช้ชีวิตร่วมกัน จากเด็กสาวกลุ่มนั้น ชื่อของ วรรณา บัวแก้ว, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, นุสรา ต้อมคำ, ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเพื่อนร่วมรุ่น ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นแกนหลักของยุคทองที่แฟนกีฬาไทยรู้จักกันในนาม ‘7 เซียน’

จากทีมที่เคยแพ้มากกว่าชนะ พวกเธอค่อยๆ เติบโตจนกล้าต่อกรกับจีน, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทีมระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อทีมแข็งแกร่งขึ้น ความฝันก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย นั่นคือประตูบานที่ชื่อว่า ‘โอลิมปิก’ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดลงใส่หน้าพวกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

2012 ลอนดอน: เข้าใกล้ที่สุด แต่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับทีมอื่น

ปี 2012 ในศึกคัดเลือกโอลิมปิกที่โตเกียว ทีมชาติไทยปิดภารกิจของตัวเองด้วยชัยชนะเหนือคิวบา ก่อนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผลการแข่งขันคู่สุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ทีมไทยตกรอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะต้องแพ้เซอร์เบียด้วยสกอร์ 3-2 เซ็ตเท่านั้น ซึ่งด้วยอันดับโลกของญี่ปุ่นที่สูงกว่าเซอร์เบียมากในเวลานั้น ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าสกอร์ที่คนไทยทุกคนหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจ ท้ายที่สุดเซอร์เบียเอาชนะญี่ปุ่นไป 3-2 เซตจริงๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคว้าโควตาโซนเอเชียไปครองได้ด้วยอัตราส่วนคะแนนที่ดีกว่าไทยเพียงเล็กน้อย ประตูสู่ลอนดอน 2012 ปิดลงตรงหน้า ทั้งที่นี่คือวันที่ลูกยางสาวไทยเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2016 ริโอ: นำอยู่ 12-6 แล้วพลิกจบด้วยน้ำตา พร้อมการตัดสินอันเป็นที่กังขา

สี่ปีต่อมา โค้ชอ๊อตพาทีมกลับไปตามหาตั๋วอีกครั้งในศึกคัดเลือกริโอ 2016 และคราวนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เกมกับเจ้าภาพญี่ปุ่นเดินทางถึงเซตที่ 5 ไทยขึ้นนำไปถึง 12-6 ก่อนจะเกิดปัญหากับระบบแท็บเล็ตสำหรับเปลี่ยนตัวและชาเลนจ์ ตามมาด้วยการที่โค้ชอ๊อตได้รับใบแดงถึงสองครั้ง รวมทั้งทีมไทยถูดตัดแต้มไป 2 แต้ม ทำให้เกมที่ไทยเคยกุมความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ พลิกกลับมาจบลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น 15-13 ไทยพลาดตั๋วริโอ 2016 อย่างเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่ง

ไม่กี่เดือนต่อมา โค้ชอ๊อตตัดสินใจวางมือจากทีมชาติ หลังทำงานร่วมกับทีมมายาวนานถึง 18 ปี เพื่อไปรับงานสโมสรในประเทศจีนและใช้เวลากับครอบครัว เขาต้องเดินจากไปโดยไม่มีโอกาสพาทีมที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือไปถึงโอลิมปิก ส่วนความฝันนั้นถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อ

2020 โตเกียว และหลังจากนั้น: ประตูที่ยังคงเปิดไม่ออก

วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นักกีฬายุค 7 เซียนทยอยอำลาทีมชาติ ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ แต่ประตูแห่งความฝันบานเดิมก็ยังคงเปิดไม่ออก ไทยพลาดตั๋วโตเกียว 2020 หลังพ่ายเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศคัดเลือกโซนเอเชียคาบ้าน 3-0 เซ็ต ก่อนที่เส้นทางสู่ปารีส 2024 จะจบลงด้วยความผิดหวังซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เกือบ 30 ปีของความพยายาม ยังไม่มีครั้งไหนที่ประตูโอลิมปิกยอมเปิดออกให้วอลเลย์บอลหญิงไทยเดินผ่าน

2024 การกลับมาของชายคนเดิม

กระทั่งปี 2024 ชื่อของชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศให้เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังวางมือไปแล้ว 8 ปี การกลับมาหนนี้ โค้ชอ๊อตไม่ได้เจอทีมที่มี ‘7 เซียน’ อยู่เหมือนเดิม หากแต่ตรงหน้าเขาคือนักกีฬารุ่นใหม่ที่เติบโตและรับช่วงต่อจากยุคทองที่เขาเคยสร้างไว้ ขณะเดียวกัน ตัวโค้ชเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทั้งเรื่องแนวทางการทำทีม วิธีการเล่น ไปจนถึงคำถามว่าโค้ชที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตจะยังพาทีมเดินหน้าในวอลเลย์บอลยุคใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงต้นศึกเนชั่นส์ลีก 2026 เมื่อผลงานของทีมไม่สู้ดีจนสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ทั้งนักกีฬาและตัวโค้ชต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โค้ชอ๊อตเลือกขอโอกาสและขอเวลาจากแฟนวอลเลย์บอลให้กับนักกีฬาชุดนี้ ด้วยประโยคที่ว่า ย้อนไปปี 1997 เด็กกลุ่มนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทีมระดับโลกในทันที พวกเขาต้องแพ้ ต้องซ้อม และต้องแก้ปัญหาอยู่หลายปี เกือบ 30 ปีหลังจากวันที่เขาเคยสร้างนักกีฬากลุ่มหนึ่งขึ้นมาจนกลายเป็นยุคทอง โค้ชคนเดิมกำลังขอสิ่งเดียวกันให้กับนักกีฬาอีกเจเนอเรชัน นั่นคือ ‘เวลา’ ที่จะให้พวกเธอได้เติบโต

2026 เทียนจิน: คืนที่ประตูแห่งความหวังบานนั้นเปิดออกในที่สุด

หลังจากนั้น ผลงานในสนามเริ่มตอบคำถามแทนโค้ชอ๊อต ลูกยางสาวไทยค่อยๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนมุ่งหน้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน ผ่านเกาหลีใต้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ สยบญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเดินเข้าสู่เกมสุดท้ายกับเจ้าภาพจีน เกมที่มีทั้งตำแหน่งแชมป์เอเชียและตั๋ว LA 2028 วางอยู่ตรงหน้า
ทีมสาวไทยเปิดฉากเก็บเซตแรกได้ก่อน 25-20 ก่อนโดนจีนสวนกลับเบียดชนะสองเซตรวด ทำให้ไทยตามหลัง 1-2 เซต แต่นักกีฬาไทยไม่ยอมแพ้ กลับมาตีเสมอ 2-2 ก่อนปิดบัญชีในเซตตัดสินได้สำเร็จ 15-10 คะแนน สรุปผลการแข่งขัน ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 25-20, 11-25, 23-25, 25-18 และ 15-10 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมตั๋วโอลิมปิกใบแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

ข้างสนามในค่ำคืนนั้น ชายวัย 60 ปีที่รู้ดีว่าตั๋วใบนี้มีความหมายมากเพียงใด ไม่ต้องนั่งรอผลการแข่งขันของทีมอื่นเหมือนปี 2012 ไม่ต้องเดินออกจากสนามพร้อมคำถามและความเจ็บปวดเหมือนปี 2016 อีกต่อไป เพราะนักกีฬารุ่นใหม่ที่เขาเคยขอโอกาสและขอเวลาให้เติบโต ได้พาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้วด้วยฝีมือของพวกเธอเอง

คุณค่าของตั๋วใบนี้

แน่นอนว่าตั๋วใบนี้ไม่ได้เป็นผลงานของโค้ชอ๊อตเพียงคนเดียว มันมีชื่อของนักกีฬา ทีมงาน สมาคมฯ รวมถึงโค้ชทุกยุคที่ช่วยกันสร้างวอลเลย์บอลหญิงไทยขึ้นมาตลอดหลายสิบปี แต่สำหรับคนที่เข้าใจทั้งความสุขและความหมายของความสำเร็จครั้งนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คงหนีไม่พ้นชายที่เคยยืนอยู่ทั้งในวันที่เข้าใกล้ วันที่ต้องผิดหวัง และวันนี้ที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เพราะความผิดหวังในปี 2012, 2016 และ 2020 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์กีฬา แต่คือบทเรียนที่ถูกสะสมไว้ทีละน้อย เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงความมุ่งมั่นของนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเหตุผลว่าทำไมตั๋วใบเดียวสู่ลอสแอนเจลิส 2028 จึงมีน้ำหนักมากกว่าตั๋วเดินทางธรรมดา มันคือการปิดเรื่องราวที่ถูกเขียนค้างไว้เกือบ 30 ปี และเป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดกี่ครั้ง สุดท้ายย่อมพาไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

ใดๆdigest ขอแสดงความคารวะและความขอบคุณต่อความเสียสละ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกชุด รวมถึงสตาฟโค้ช ทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับพวกเราคนไทยทุกคน

ความภูมิใจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ นครลอสแองเจลลิส

พรพรรณ เกิดปราชญ์ Setter — กัปตันทีม
ณัฏฐณิชา ใจแสน Setter
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ Opposite
อัจฉราพร คงยศ Opposite
ทัดดาว นึกแจ้ง Middle Blocker
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ Middle Blocker
กัญญารัตน์ ขุนเมือง Middle Blocker
แก้วกัลยา กมุลทะลา Middle Blocker
ชัชชุอร โมกศรี Outside Hitter
ศศิภาพร จันทวิสูตร Outside Hitter
วริศรา สีทาเลิศ Outside Hitter
จิดาภา นาหัวหนอง Outside Hitter
ปิยะนุช แป้นน้อย Libero
กัลยรัตน์ คำวงษ์ Libero

เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (โค้ชอ๊อด) Head Coach
Feng Kun (เฟิง คุน) Assistant Coach
ธีรศักดิ์ นาคประสงค์ Assistant Coach
อรอุมา สิทธิรักษ์ Assistant Coach
Shin Yoshida (ชิน โยชิดะ) Assistant Coach

อัมรินทร์ บุญคง ผู้จัดการทีม
พ.ต.นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำทีม
ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา
ดร.นาทรพี ผลใหญ่ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เอกลักษณ์ ปิติสา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
สุฑามาศ สุทธิวิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
พรรณิภา ฉิมฉาค นักกายภาพบำบัด

นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยยุค 7 เซียน

ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว
นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งมือเซต
วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตำแหน่งหัวเสาและกัปตันทีม
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวหัวเสา
มลิกา กันทอง ตำแหน่งบีหลัง
อำพร หญ้าผา ตำแหน่งบอลเร็ว
วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร่

ใดๆdigest ขอบันทึกไว้ด้วยความขอบคุณและภาคภูมิใจครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top