Saturday, 18 July 2026
Columnist

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง!! จากสงครามที่ถูกลืมสู่เกมมหาอำนาจ จีนขยับคุมสมดุลคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ตอกย้ำจีนถือไพ่เกาหลีเหนือ ท่ามกลางสงครามเกาหลีที่ยังไม่จบ 73 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนเกาหลีเหนือ
รู้หรือไม่ว่า สงครามเกาหลียังไม่สงบ แต่อยู่ในสถานะหยุดยิงชั่วคราวมา 73 ปีแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งประเด็น การเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบเจ็ดปี โดยมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างมาก

แม้ว่าปักกิ่งและเปียงยางจะระบุอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลอง "มิตรภาพที่แข็งแกร่งและไม่มีวันแตกสลาย" โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มองว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเดินทางด้วยตนเอง ด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วเดินทางไปเพียงประมาณ 6 ครั้งต่อปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 การที่เขาเป็นฝ่ายเดินทางไปเปียงยาง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จีนให้กับการเยือนครั้งนี้ โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดังนี้:
1. เป็นการยืนยันอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนืออีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญที่สุดดูเหมือนจะเป็นความกังวลของปักกิ่งที่ว่า คิม จองอุน ได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และสหพันธรัฐรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางทหารของเกาหลีเหนือกับรัสเซียขยายตัว ทำให้เปียงยางมีแหล่งสนับสนุนทางเศรษฐกิจและทางทหารทางเลือก การเยือนของสี จิ้นผิงส่งสัญญาณว่า จีนต้องการคงสถานะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ
2. เป็นการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าแก่ดั้งเดิม การเยือนครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาไมตรี ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือปี 1961 ซึ่งยังคงเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของจีน รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างอธิบายการเดินทางครั้งนี้ว่า เป็นการยืนยันพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ในสงครามเกาหลี จีนส่งทหารจำนวนมหาศาลเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อช่วยเกาหลีเหนือ โดยทหารจีนเสียชีวิตตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเกือบ 200,000 นาย แต่เลขของฝ่ายตะวันตกอยู่ที่ 4-600,000 นาย บาดเจ็บอีกหลายล้านนาย
3. เป็นการจัดการความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค จีนต้องการเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปักกิ่งกังวลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่กำลังขยายตัวของเกาหลีเหนืออาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเปียงยางทำให้จีนรักษาช่องทางอิทธิพลในช่วงวิกฤตไว้ได้
4. เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานาธิบดีสี เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านสิ่งที่แถลงการณ์ของจีนและเกาหลีเหนืออธิบายว่าเป็น "การครอบงำ" และแรงกดดันจากภายนอก จีนมองว่า เกาหลีเหนือเป็นกันชนทางยุทธศาสตร์ระหว่างตนเองกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเดินทางของประธานาธิบดีสี เกิดขึ้นหลังจากมีการเจรจาทางการทูตระดับสูงในปักกิ่ง ซึ่งเขาได้ต้อนรับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมือง การปรากฏตัวในเปียงยาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการแสดงให้วอชิงตันเห็นว่า จีนเป็นผู้ถือไพ่ตายสำคัญที่สุดในด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออก อันเป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ไขปัญหาทางการทูตอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีหรือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคจะต้องผ่านปักกิ่งโดยตรง
5. เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในการทูตระดับโลก การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีการประชุมระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และรัสเซีย การรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเปียงยางทำให้ปักกิ่งมีอิทธิพลเพิ่มเติมในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค การคว่ำบาตร ประเด็นนิวเคลียร์ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวงกว้าง

การเยือนของสี จิ้นผิง มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มั่นใจว่า เกาหลีเหนือยังคงอยู่ในอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีน และไม่ห่างเหินไปทางรัสเซียมากเกินไป พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า สถานะปัจจุบันของสงครามเกาหลี (1950–1953) ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ด้วยสถานะปัจจุบัน ในทางเทคนิคแล้วสงครามยังคงดำเนินอยู่ แต่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเกาหลี ผู้ลงนามได้แก่ กองบัญชาการสหประชาชาติ (นำโดยสหรัฐอเมริกา) กองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีน แต่ผู้ไม่ลงนามคือ ประธานาธิบดีซิงมัน รี แห่งเกาหลีใต้ (ในขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนาม เนื่องจากเขาคัดค้านการแบ่งแยกคาบสมุทร ทำให้การหยุดยิงถูกออกแบบมาเพื่อ "รับประกันการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์" จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ เนื่องจากไม่เคยมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า เกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิงได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร ทอดยาวประมาณ 250 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรใกล้เส้นขนานที่ 38 แยก เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ ออกจากกัน ยังคงเป็นหนึ่งในพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี:
· เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการและมีรัฐบาล กองทัพ และเศรษฐกิจแยกจากกัน
· สหรัฐฯ คงกำลังทหารประมาณ 28,500 นายในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน เกาหลีเหนือได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
· มีการเจรจาทางการทูตเป็นระยะ (รวมถึงการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และคิมในปี 2018-2019) แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืน โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำและได้เพิ่มระดับการข่มขู่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
· ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย (รวมถึงมีรายงานว่าจัดหาลูกกระสุนปืนใหญ่และกำลังพลสำหรับสงครามในยูเครน) และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับท่าทีด้านความมั่นคงของตนเอง

สำหรับสหรัฐอเมริกา สงครามนี้มักถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม" แต่สถานะที่ยังไม่ยุติของสงครามนี้ยังคงส่งผลต่อภูมิศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

จีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา!! จับตาเกมยุทธศาสตร์ปักกิ่ง ท่ามกลางชายแดนไทย–กัมพูชาระอุ สะท้อนโจทย์ใหญ่ภูมิรัฐศาสตร์ เมื่ออาวุธกลายเป็นเครื่องผูกมิตร

จีนยืนยันเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า ได้ส่งมอบรถถัง T-59D จำนวน 39 คันให้กับเขมรแล้ว โดยระบุว่าเป็นล็อตแรกจากทั้งหมด 93 คันที่ส่งไปภายใต้โครงการความร่วมมือทางทหารประจำปี รถถัง T-59D ได้รับการอัพเกรดด้วยปืนขนาด 105 มม. ที่ใหญ่กว่า (จาก 100 มม.) เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทวิภาคีระยะยาว ยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาค และความตึงเครียดบริเวณชายแดนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดจีนจึงส่งมอบรถถังเหล่านี้ และจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ สถานการณ์ต้องได้รับการประเมินผ่านมุมมองที่แตกต่างกันสองประการ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาว และความขัดแย้งระดับภูมิภาคในทันที 

1. เหตุใดจีนจึงมอบรถถังให้แก่เขมร? การมาถึงของรถถัง T-59D ชุดแรกจากจีน (รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ทันสมัยกว่ารถถังหลักของจีนรุ่นเก่า) ที่ท่าเรือเขมร เกิดจากข้อผูกพันตามสัญญาและการวาง

1.1 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์: การปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนแล้ว: เจ้าหน้าที่กลาโหมของทั้งจีนและไทยยืนยันว่า การส่งมอบครั้งนี้ไม่ใช่การกระทำที่ฉับพลันหรือเป็นการตอบโต้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความช่วยเหลือทางทหารและการฝึกร่วมกันระยะยาวที่มีอยู่ระหว่างปักกิ่งและพนมเปญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2016 เป็นอย่างน้อย (มักเห็นได้ในระหว่างการฝึกซ้อมทางทหารร่วมประจำปี "มังกรทอง") ข้อมูลด้านความมั่นคงบ่งชี้ว่า คำสั่งซื้อทั้งหมดครอบคลุมรถถังมากถึง 93 คัน โดยการส่งมอบครั้งแรกนี้ประกอบด้วยรถถังประมาณ 39 ถึง 40 คัน 

1.2 พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ "เหล็กกล้า": เขมรเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและน่าเชื่อถือที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน ในทางกลับกัน เขมรได้รับการลงทุนทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงกองทัพจากจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือทางการทูตที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

1.3 การเข้าถึงทางภูมิศาสตร์การเมือง (ฐานทัพเรือเรียม): นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ของขวัญทางทหารอย่างต่อเนื่องของจีน ตั้งแต่รถถังเหล่านี้ไปจนถึงการบริจาคเรือรบก่อนหน้านี้ เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาและคงไว้ซึ่งการเข้าถึงสถานที่ทางยุทธศาสตร์ในระยะยาว เช่น ฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำให้ปักกิ่งมีฐานที่มั่นสำคัญใกล้กับอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ 

2. การส่งมอบครั้งนี้ "จำเป็น" ในตอนนี้หรือไม่? ความจำเป็นของการส่งมอบนั้นขึ้นอยู่กับว่า ถามกับใคร เพราะช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวอย่างมากในภูมิภาค ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไม่จำเป็น / ทำให้เกิดความไม่มั่นคง" จากมุมมองด้านความมั่นคงภายนอกและเสถียรภาพในภูมิภาค

2.1 การส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก: ทำให้ความตึงเครียดชายแดนปะทุขึ้น: รถถังมาถึงท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปราะบางอย่างเหลือเชื่อตามแนวชายแดนไทย-เขมร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการโต้แย้งกันมาอย่างยาวนาน เช่น บริเวณปราสาทพระวิหารและเขตแดนทางทะเล) หลังจากการปะทะกันตามแนวชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์จำนวนมากอาจเสี่ยงต่อการกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธหรือการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ แม้ว่าหน่วยข่าวกรองไทยจะระบุว่ารถถังถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือและยังไม่ได้เคลื่อนไปยังแนวหน้าก็ตาม 

2.2 การปลุกปั่นชาตินิยมภายในประเทศ: เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยชี้ให้เห็นว่าผู้นำเขมรอาจใช้การมาถึงของยุทโธปกรณ์ทางทหารขนาดใหญ่เพื่อปลุกปั่นความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศและสร้างคะแนนทางการเมือง แทนที่จะจัดการกับภัยคุกคามภายนอกที่ถูกต้องและเร่งด่วนซึ่งจำเป็นต้องใช้ยุทโธปกรณ์หนัก 

3. ข้อโต้แย้งเรื่อง "ความจำเป็น" (มุมมองของเขมรและจีน) จากมุมมองการปฏิบัติการของพนมเปญและปักกิ่ง การส่งมอบครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้: 

3.1 การแก้ไขความไม่สมดุลทางทหาร: ในอดีต ผู้นำเขมรแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถพัฒนากองทัพให้ทันสมัยเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับเขมร การอัพเกรดกองเรือที่ล้าสมัยด้วยรถถัง T-59D ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับการป้องกันประเทศขั้นพื้นฐานและการสร้างสมดุลขีดความสามารถทางทหารในภูมิภาค 

3.2 กำหนดเวลาตามสัญญา: สำหรับจีน การหยุดการส่งมอบยุทธภัณฑ์ที่วางแผนไว้ระยะยาวเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนในท้องถิ่น จะเป็นการส่งสัญญาณถึงการขาดความมุ่งมั่นต่อพันธมิตรในภูมิภาคที่ภักดีที่สุด การส่งมอบฮาร์ดแวร์เป็นการส่งสัญญาณว่าปักกิ่งยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่เบื้องหลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมกับเขมร โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไป 

สรุป แม้ว่า การส่งมอบจะเป็นเพียงการดำเนินการตามสัญญาหลายปีที่มีอยู่แล้ว แต่จังหวะเวลาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลใจอย่างเข้าใจได้ ขณะที่เขมรมองว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่รอคอยมานานสำหรับการป้องกันประเทศและการพัฒนาให้ทันสมัย โครงสร้างความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านกลับมองว่า การไหลเข้าของยุทโธปกรณ์ในช่วงที่มีข้อพิพาทชายแดนอย่างรุนแรงเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพทางการทูตซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะการส่งมอบในช่วงที่มีการหยุดยิงที่เปราะบาง  ในขณะที่จีนกำลังจัดหายุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าให้กับไทยไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ว่า ปักกิ่งสนใจเสถียรภาพในภูมิภาคน้อยกว่าการทำให้ทุกฝ่ายต้องพึ่งพายุทโธปกรณ์และไมตรีจิตจากจี

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

รัสเซีย–อาเซียน 2026!! เปิดเกมระเบียบโลกหลายขั้ว ‘ปูติน’ ชูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์มอสโก “หันสู่เอเชีย”

ทิศทางความสัมพันธ์รัสเซีย–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระเบียบโลกใหม่หลัง
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน 2026

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ณ เมืองคาซาน ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียน การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เริ่มต้นขึ้นภายหลังพิธีถ่ายภาพร่วมของผู้นำและคณะผู้แทน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เดินทางมาร่วมประชุมในเมืองคาซาน พร้อมทั้งกล่าวย้อนถึงการประชุมรัสเซีย–อาเซียนครั้งก่อนเมื่อปี ค.ศ. 2021 ซึ่งในขณะนั้น ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศดังกล่าวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2025

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัสเซียในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ ประธานาธิบดีรัสเซียยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนได้พัฒนาไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) และในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ผู้นำรัสเซียระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีดิจิทัล การคมนาคม และการลงทุน นอกจากนี้ รัสเซียยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศในภูมิภาค ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังเน้นย้ำแนวคิด “ระเบียบโลกหลายขั้ว” (Multipolar World Order) โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งครอบงำระบบระหว่างประเทศเพียงลำพัง พร้อมยกย่องบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียได้แสดงความพร้อมในการขยายเครือข่ายคมนาคมและการเชื่อมต่อทางอากาศกับประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค

หลังจากนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมของการประชุมในฐานะประเทศประธานอาเซียนประจำปี ค.ศ. 2026 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า “เราเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันว่าความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพ” มาร์กอสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ 35 ปีก่อน การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุง Kuala Lumpur ของรัสเซีย ได้วางรากฐานให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้เสนอ 3 ลำดับความสำคัญหลัก สำหรับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในอนาคต โดยประเด็นแรกคือ สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ มาร์กอสกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่อาจประเมินคุณค่าได้ต่ำเกินไปผู้นำฟิลิปปินส์จึงเน้นย้ำว่า อาเซียนและรัสเซียควรขยายความร่วมมือในด้าน สันติภาพและความมั่นคง ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับโลก ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. กล่าวถึงลำดับความสำคัญประการที่สองว่า คือ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มีความกระตือรือร้นและพลวัตมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า อาเซียนและรัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สำหรับลำดับความสำคัญประการที่สาม คือ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ตามข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สินค้าส่งออกหลักของรัสเซียไปยังประเทศอาเซียนยังคงเป็น ทรัพยากรแร่ พลังงาน และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ รัสเซียยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำมันพืช ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในด้านการท่องเที่ยว ปี ค.ศ. 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 37% รวม 1.8 ล้านคน ซึ่งกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่เดินทางเยือนรัสเซียเพิ่มขึ้น 34% เป็น 70,600 คน เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 รัสเซียได้ขยายระยะเวลาพำนักภายใต้ระบบ วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) จากเดิมเป็น 30 วัน

ในด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม รัสเซียได้จัดตั้ง ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO (มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา ได้มีการจัด การประชุมสุดยอดเยาวชนรัสเซีย–อาเซียน รวมถึง การประชุมและแลกเปลี่ยนนักการทูตรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง ประวัติการประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนจัดมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 การประชุมสุดยอด รัสเซีย–อาเซียน ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุง Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในขณะนั้นและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเข้าร่วม ก่อนการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านความร่วมมือทางการเมืองและการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีอยู่ก่อนแล้ว การประชุมครั้งดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างรัสเซียกับอาเซียน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการรัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2005–2015 ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่

1) นโยบายต่างประเทศ
2) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
3) การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ
4) การจัดการภัยพิบัติ
5) วัฒนธรรม
6) ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การประชุมภาคธุรกิจรัสเซีย–อาเซียน และ นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ณ กรุง Hanoi ประเทศเวียดนาม ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่อาเซียนสนับสนุนความตั้งใจของรัสเซียในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งถือเป็นการยอมรับบทบาทของรัสเซียในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมได้ยืนยันจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับโลก โดยสนับสนุนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START Treaty) และผลการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT Review Conference) รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เข้าร่วมพิธีสารของ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) โดยเร็ว ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อการที่รัสเซียเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เอเชีย–ยุโรป (ASEM) และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Pacific Economic Cooperation ในปี ค.ศ. 2012 ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานความร่วมมือด้านพลังงาน ค.ศ. 2010–2015 ครอบคลุม พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ในด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการลงนาม ความตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และเปิด ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO ณ กรุงมอสโก

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ณ Sochi ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ผลสำคัญของการประชุมคือการลงนาม ปฏิญญา “สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” และการรับรอง แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ค.ศ. 2016–2020 เอกสารดังกล่าวมุ่งส่งเสริม 1) การขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ 2) การลงทุนด้านพลังงาน 3) ความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ขณะเดียวกันรัสเซียได้เสนอแนวทางความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานแก่ประเทศอาเซียน ได้แก่ 1) การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระยะยาว 2) การส่งออกพลังงานไฟฟ้า 3) โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการประชุมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากการหารือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ 1) กับ Indonesia มีการลงนามความตกลงด้านกลาโหม การประมง และวัฒนธรรม 2) กับ Thailand มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางทหาร 3) กับ Vietnam มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือแนวคิด “การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” (Integration of Integrations) โดยมีการหารือเกี่ยวกับ 1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่าง Eurasian Economic Union กับอาเซียน 2) การประสานความร่วมมือกับ Shanghai Cooperation Organization และ 3) การเชื่อมโยงกับโครงการ Economic Belt of the Silk Road หรือเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้ มี 6 ประเทศอาเซียนที่แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ณ ประเทศSingapore กิจกรรมสำคัญที่สุดคือการประชุมเต็มคณะที่มีประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วม โดยเน้นประเด็น 1) การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน 2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และ3) การเชื่อมโยงกระบวนการบูรณาการของอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ผลการประชุมมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และ 2) แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Security) นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Commission)

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน มีสถานที่หลักในการจัดงานคือศูนย์นิทรรศการและการประชุม Kazan Expo โดยการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 ตามคำกล่าวของนายยูริ อูชาคอฟ «Юрий Ушаков» ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านกิจการต่างประเทศและถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน การประชุมครั้งนี้มีแผนที่จะรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน (Kazan Declaration) 2) แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2026–2030 3) แถลงการณ์ร่วมด้านพลังงาน 4) แถลงการณ์ร่วมด้านวัฒนธรรม พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการสำหรับผู้นำและคณะผู้แทนจัดขึ้น ณ อาคารใหม่ของ Kamal Theatre โดยทางการตาตาร์สถานได้เตรียมโรงแรมรองรับแขกกว่า 30 แห่ง รวมถึงประดับเมืองด้วยดอกไม้กว่า 1.3 ล้านต้น และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับคณะผู้แทนต่างประเทศ

ประเด็นวิเคราะห์ด้านความมั่นคง

1) รัสเซียให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ สุนทรพจน์ของปูตินสะท้อนความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและรับมือกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก

2) การผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียพยายามดึงประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงสมาชิกอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

3) ความร่วมมือด้านพลังงานและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของรัสเซีย การเสนอความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นช่องทางสำคัญที่รัสเซียใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียนในระยะยาว

4) ไทยควรติดตามทิศทางความร่วมมือรัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจและโอกาสความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อสังเกต สาระสำคัญของสุนทรพจน์สะท้อนว่า รัสเซียมองอาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของมอสโกเกี่ยวกับการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ณ เมืองคาซานในปี ค.ศ. 2026 สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” และแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้ว ขณะที่อาเซียนยังคงรักษาบทบาทความเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และดำเนินนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความร่วมมือที่ได้รับการผลักดันในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รัสเซียเผชิญอยู่ รวมถึงพลวัตการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สำหรับประเทศไทย การติดตามพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิดจะมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top