Thursday, 4 June 2026
เอกนัฏพร้อมพันธุ์

‘พีระพันธุ์’โพสต์ภาพสัมพันธ์แน่น ‘เลขาขิง’ ขอบคุณที่ยืนเคียงข้างต่อสู้กับทุนใหญ่ ที่กระหน่ำโจมตีทุกทาง พร้อมจับมือเดินหน้าทำงานเพื่อชาติและประชาชนต่อ

(13 มิ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า...

ผูกพันและเชื่อใจ
การที่มีคนกล่าวหาขิงว่าจะไปขอให้มาโค่นทำลายผมจากหัวหน้าพรรค ผมได้แต่ขำ

ขิงกับผม เราผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมามาก คำพูดแบบนี้จึงเป็นเรื่องขำๆ ของคนที่คิดคำแก้ตัวไม่ออก

ผมกับท่านเลขาฯขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เรารู้จักกันมานาน ตั้งแต่ขิงยังไม่เข้ามาวงการเมือง จนมาทำงานการเมืองร่วมกัน 

ขิงเป็นคนหนุ่มที่มุ่งมั่นทำงานการเมืองเพื่อประชาชนไม่ใช่มาเล่นการเมือง เป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

เมื่อผมจะทำพรรคการเมือง คนแรกที่ผมคิดถึงจึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก 'ขิง'

ผมหารือกับขิงว่าอยากชวนเขามาทำพรรคการเมืองตามแนวทางที่เราอยากทำอยากให้เป็น คือเป็นพรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชน เข้ามาแก้ไขปัญหาทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อจะมีสถานะหรือมีตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อหารือตกผลึกกันแล้วก็ลงมือทำ 'พรรครวมไทยสร้างชาติ' มาด้วยกันตั้งแต่ก้าวแรก ผมเป็นหัวหน้าพรรคและขิงเป็นเลขาธิการพรรค ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาจนถึงวันนี้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจ ไม่หวั่นไหว ไม่ย่อท้อ

ผมกับขิงไม่ได้คบหากันด้วยผลประโยชน์แต่เราร่วมกันด้วยอุดมการณ์และความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองมีพรรคการเมืองดี ๆ ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ 

ผมกับขิงตกลงกันว่าเราจะทำพรรคที่ประชาชนอยากได้ อยากมี แต่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นพรรคที่สู้เพื่อประชาชน

แน่นอนระหว่างการลงมือสร้างด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจแรงกาย มันไม่ง่าย เจอปัญหาระหว่างทางมากมาย แต่ด้วยความมั่นคงและมั่นใจ ทำไม่หยุดหย่อน ทำแม้ระหว่างทางมีคนทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ เอาความจริงใจ ความสุจริตและประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลักชัย

วันนี้ผมต่อสู้กับทุนขนาดใหญ่ที่มีทั้งเงินและอิทธิพล จนถูกรุมกระหน่ำจากสมุนทุกแขนง เมื่อขิงยืนเคียงข้างผมอย่างไม่หวาดหวั่นจึงต้องโดนหางเลขไปด้วย ก็เท่านั้น 

ต้องขอบคุณขิงที่แข็งแกร่ง มั่นคง  อดทน ไม่หวั่นไหว และยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ตกลงกันมา  

เราจะสู้กับความไม่ถูกต้องนี้อย่างเข้มแข็งที่สุด

แต่ที่น่าอนาถใจคือการพยายามใส่ร้ายป้ายสีการทำงานของขิงกับทีม 'สุดซอย' ทีมที่ได้รับคำชื่นชมจากพี่น้องประชาชนว่าเก่งกล้าสามารถในการฟันกระบวนการสีเทาที่สร้างความเสียหายให้กับวงการอุตสาหกรรม ก่อมลพิษและทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศ แถมการกล่าวหากลับมาจากอะไรที่เทา ๆ ดำ ๆ เสียเองอีก ตรงนี้ที่น่าอนาถ

การพูดใส่ร้ายคนมันง่าย เพราะลิ้นไม่มีกระดูก แต่การกระทำจะบอกด้วยตัวเองว่าใครกันแน่ที่ยึดประโยชน์ชาติ ใครกันแน่ที่น่าเคลือบแคลงว่ามีเอี่ยวในประโยชน์สีดำสีเทาพวกนี้

ผมอยากจะบอกว่าตอนที่ขิงก้าวมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ผมได้หารือแนวทางการทำงานกันหลายอย่าง ที่สำคัญคือต้องเอาประโยชน์ชาติประชาชนนำหน้าปรากฏว่าขิงทำงานได้ดีกว่าที่บอกกับผมไว้อีก ผลงานที่ปรากฏออกมาเป็นระยะได้รับเสียงชื่นชมจากทุกภาคส่วน ที่สำคัญคือ ไม่เคยมีข้อกล่าวหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการกระทำที่มิชอบใด ๆ เลย 

ผมมั่นใจในตัวขิงเป็นที่สุด
อยู่ ๆ ก็มาบอกว่ามีทีมอะไรที่ไปคอยเรียกเก็บเงิน ถ้ามีจริงทำไมไม่ดำเนินการทางกฎหมายเลย ไปแจ้งความ ไปกล่าวหาให้ตรวจสอบหรือสอบสวนก็ได้ แน่จริงทำไมไม่ทำ 

นี่ถ้าผมกับขิงตามใจผลประโยชน์ วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องแบบที่เกิดขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจ เป็นกำแพงให้พวกผมพิง 

รวมไทยสร้างชาติ ยังเป็นพรรคที่ทำงานให้ชาติให้ประชาชนอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งต่อไปครับ

‘สำราญ’ แทงสวนข่าวลือ!! มั่นใจ ‘พีระพันธุ์’ ยังได้นั่งพลังงาน ชำแหละ!! รวมไทยสร้างชาติ เหยื่อเกมปรับ ครม. ของทุนใหญ่

(15 มิ.ย. 68) นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส และผู้ดำเนินรายการ TOP HEADLINE ได้กล่าวในรายการ โดยมีใจความว่า ...

สุดซอยสุดทาง พรรครวมไทยสร้างชาติ เหยื่อเกม ปรับคณะรัฐมนตรี เหยื่อของทุนใหญ่

หลังจากที่มีภาพการนัดพบกันของ 21 สส. ล่าสุดก็ได้มีหนังสือยื่นถึงท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมลายเซ็นของ 21 สส. ในหนังสือ ได้ระบุให้ท่านนายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากรัฐมนตรี ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็ได้สวนกลับมาว่า ถ้ารัฐมนตรี ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องรวมถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น ด้วย

ซึ่งในระหว่างนี้ ก็มีการปะทะคารมณ์ กันระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น และนายเอกนัฏพร้อมพันธุ์ โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กล่าวว่า โทรไปหานายสุชาติแล้ว แต่นายสุชาติไม่รับสาย

ทางด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น ก็ได้กล่าวว่า ผมโทรถามเพื่อนผมว่า เลขาขิง โทรหาผมทำไม เพื่อน สส ที่อยู่ใกล้ตัว บอกว่าเขาโทรมาบอกให้รับสาย เลขาขิง ผมบอกว่าจะรับสายได้อย่างไร ความคิดที่เขาจะมาคุยกับผม เป็นความคิดที่ผมนั้นรับไม่ได้ 
เขาว่า ให้จับมือกัน แล้วขับ หัวหน้าพรรคออกไปดีกว่า เดี๋ยวเขาเป็นหัวหน้าพรรคเอง ซึ่งมันแรงไปนะ ผมจึงไม่รับสาย

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จึงโต้กลับมาว่า ผมพูดความจริงก็ได้ เพื่อนเขา เพื่อนคุณสุชาติ มาชวนเอง ถามว่า เลขาขิง คุยกัน รู้เรื่อง ทำไมไม่ขึ้นเป็นหัวหน้าเลย ให้พี่เฮ้ง มาเป็นเลขาธิการพรรค เคยมาชวนผมแบบนี้ แต่ถูกผมปฏิเสธไปแล้ว และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีความพยายาม ทำให้ หัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรคแตกแยกกัน 

ซึ่งล่าสุด ทางด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ ก็ได้ออกมาพูดแล้ว โดยกล่าวว่า ครั้งแรกที่พวกเรามา อยู่ร่วมกันในพรรคการเมืองนี้ ก็เพราะ ‘ลุงตู่’ แต่ที่สุดแล้ว เราก็เหมือนไม่ใช่ผู้ก่อตั้งพรรค เราเป็นเหมือนผู้ที่มาขออาศัยเขาอยู่

ซึ่งสุดท้ายแล้ว การปรับคณะรัฐมนตรี ก็จะเป็นคำตอบสุดท้าย ว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้จะอยู่กันอย่างไร ซึ่ง นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็กล่าวไว้แล้วว่า ถ้าเขาหักดิบ ยึดกระทรวงพลังงาน ก็เท่ากับว่าไม่เห็นด้วยกับเรา ไม่รักษาข้อตกลง เขาไม่เอาเรา ผมคิดว่า ท่านหัวหน้าพรรคก็คงไม่เล่นด้วย ถ้าเกมมันไหลไปถึงขั้นต้องเป็นฝ่ายค้านก็ว่ากันไป เราต้องรักษาหลักการ อุดมการณ์ และศักดิ์ศรี

ซึ่งเป็นไปได้สูงว่า การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะเป็นการแบ่งกันคนละครึ่งระหว่างกลุ่มของนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กับกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น

ซึ่งในส่วนนี้ นายสำราญ รอดเพชร สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ดำเนินรายการ ได้ฟันธง ว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังได้นั่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อยู่เหมือนเดิม แต่สุดท้ายนี้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องอยู่ในอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณาในการปรับคณะรัฐมนตรี 

‘เอกนัฏ’ นำขุด!! ‘กากพิษ’ ซุกดินเกือบ 5 หมื่นตัน ลั่น!! โรงงานเถื่อน ทุนสีเทา อยู่ร่วมกันไม่ได้

(28 มิ.ย. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ “ทีมสุดซอย” กระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา หลังได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ หลังชาวบ้านร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดสำรวจน้ำใต้ดิน แล้วพบของเหลวสีดำ ถุงบิ๊กแบ็คที่ใส่ขยะกากอุตสาหกรรม ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง สร้างผลกระทบกับสุขภาพและสภาพแวดล้อม

นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากรายงานทราบว่าทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ดำเนินโครงการติดตามคุณภาพน้ำในพื้นที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และจ.ฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง จึงใช้วิธีการเจาะติดตั้งบ่อสังเกตการณ์ เผื่อว่าในอนาคตพื้นที่เฝ้าระวังมีปัญหาสารเคมีรั่วไหลออกมา ก็จะสามารถติดตามตรวจสอบได้ทันสถานการณ์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทราบว่าพื้นที่แห่งนี้เคยมีการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จึงเลือกที่จะมาขุดสำรวจตรวจสอบว่าในปัจจุบันมีลักษณะเป็นอย่างไร

โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม เดิมที่ดินแห่งนี้ ทางอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราและกรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมไปแล้วเมื่อปี 2565 หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงเข้ามาตรวจสอบ และพบกากอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งมีการลักลอบฝัง และกองกากอุตสาหกรรมอันตรายปริมาณมากเอาไว้อย่างผิดกฎหมายจำนวนมาก จึงให้ดำเนินการกำจัดและ ขนย้ายออกนอกพื้นที่ 

“วันนี้ได้มาตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าภายในที่ดิน 11 ไร่แห่งนี้ ยังมีกากอุตสาหกรรมซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งกรมโรงงานฯ ได้ทำการคำนวณคร่าวๆ ว่าหากขุดลงไปไม่ต่ำกว่าสามเมตร อาจจะเจอกากอุตสาหกรรมซ่อนอยู่กว่า 47,399 ตัน ซึ่งจะทำการสอบสวนต่อไปว่าเหตุใดการกำจัดกากอุตสาหกรรมในที่ดินแห่งนี้จึงไม่เป็นไปตามคำสั่ง และจะทำการสอบสวนไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยว่ามีส่วนรู้เห็นหรือละเว้นหรือไม่” นายเอกนัฏกล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องหลังของการขนย้ายลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนี้ คาดว่าเป็นการทำเป็นกระบวนการ ซึ่งต้องใช้ความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษเนื่องจากมีความเชื่อมโยงและซับซ้อน ส่วนเจ้าของที่ดินก็ต้องถูกดำเนินคดี ตอนนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงของการที่จะผลักดันกฎหมายฉบับใหม่คือ พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อจัดระบบใหม่ จัดการช่องโหว่ทางกฎหมาย และการดำเนินคดีจะมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น 

เพื่อจัดการกับธุรกิจสีเทาสีดําให้หมดไป และหลังจากนี้จะต้องขยายผลการเชื่อมโยงเส้นทางว่ามีการลักลอบขนย้าย นํากากอุตสาหกรรมจากพื้นที่อื่น มากองทิ้งไว้ที่นี่ด้วยหรือไม่ และมอบนโยบายกรมโรงงานอุตสาหกรรมออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องตั้งและขยายโรงงานรีไซเคิลทั่วประเทศ และสั่งชุดสุดซอยตรวจเข้มโรงงานรีไซเคิลทั้งหมดโดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจอีอีซีที่มีการตั้งโรงงานหนาแน่น

‘เอกนัฏ’ ฟาด!! รีไซเคิล EEC เถื่อน นำเข้ากากขยะพิษ อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ลุย!! ธุรกิจรักษ์โลกจอมปลอม ทำลายสิ่งแวดล้อม ลั่น!! ไม่หยุดจนกว่าจะสุดซอย

(5 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการที่กระทำอย่างผิดกฎหมาย โดยมีใจความว่า

‘ปิดประตูตีมาร’

ที่ผ่านมาประเทศไทยปล่อยปละละเลยการควบคุมภาคอุตสาหกรรม จนถูกโลกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์ เป็นที่ดั๊มสินค้าเถื่อนด้อยคุณภาพ เป็นกองขยะ เป็นสวรรค์ของอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญที่ไร้ความรับผิดชอบ

โดยเฉพาะในพื้นที่โซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลสะสมมาหลายปีจนล้นความต้องการ ฉากหน้าเป็นธุรกิจรักษ์โลก แต่ของจริง กลับเป็นธุรกิจรับกำจัดกากแบบเถื่อน ๆ ไม่จัดการของเสียในประเทศอย่างถูกต้อง แถมไปร่วมขบวนการนำเข้ากากพิษผิดกฎหมายมาเพิ่ม

ผมและทีม #สุดซอย ยิ่งขุดยิ่งพบ ล่าสุดพบว่ามีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปฝั่งใต้ดินปริมาณมหาศาลประมาณ 50,000 ตัน ใน อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งๆที่ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตในกลุ่มรีไซเคิลกว่า 40 โรงงาน

เราคงปล่อยให้ความผิดถูกซุกไว้แบบนี้ต่อไปไม่ได้ กรณีนี้ ผมได้สั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและขยายผล ให้ทางบก.ปทส. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ DSI เข้ามาร่วมดำเนินคดี

และอย่าคิดว่าจะรอดพ้นไปได้…

ดูตัวอย่างบริษัท ที แอนด์ ที เวสท์ แมเนจเม้นท์ 2017 จำกัด ขาใหญ่ที่พบหลักฐานการร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ถูกออกคำสั่งให้ปิดและเพิกถอนใบอนุญาต ใช้อำนาจรัฐมนตรีพิจารณายกอุทธรณ์และทำหนังสือแจ้งผลถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัดไฟ ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ส่งคดีให้ DSI ขยายผลไปถึงเครือข่ายอิทธิพล เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งปัจจุบัน อัยการได้ส่งฟ้องต่อศาลแล้ว

ถึงเวลาแล้ว…

ในโซน EEC ที่มีการออกใบอนุญาตเกินความต้องการ และพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการผิดกฎหมายอย่างแพร่หลาย 

ผมให้นโยบาย #ปิดประตูตีมาร ระงับการออกใบอนุญาต ปูพรมตรวจการประกอบกิจการของโรงงานที่ได้ใบอนุญาตไปทั้งหมด หากพบว่าไม่ดำเนินการให้ถูกต้อง ก็ต้องหยุด ปรับปรุง ไม่ก็ปิด เพิกถอนใบอนุญาต ดำเนินคดีตามลำดับ

เราต้องเร่งคืนพื้นที่ปลอดภัย บังคับใช้กฎหมายกับทุนเทา เพื่อสร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมสีเขียวในไทย ได้เกิดใหม่ ทุกวันเวลา ทุกวินาทีมีค่า… ผมจะไม่หยุดจนกว่าจะสุดซอยครับ

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘สุดซอย’ ขยายผลกากพิษซุกดิน 50,000 ตัน ที่ฉะเชิงเทรา ค้นโรงงานตัวพ่อ ลักลอบเก็บฝังขยะพิษ ผงะ!! เจอบัญชีส่วยยาวเป็นหางว่าว

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ผู้แทนมูลนิธิบูรณนิเวศ และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เค.เอส.ดี. รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 83 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งประกอบกิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งขยายผลจากกรณีลักลอบฝังขยะอุตสาหกรรมกว่า 50,000 ตัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีการลงพื้นร่วมตรวจสอบ

"จากการขยายผลกรณีลักลอบฝังขยะอุตสาหกรรมจำนวนมากที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา พบการเชื่อมโยงมายัง บริษัทฯแห่งนี้ ซึ่งเป็นของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน จึงส่งทีมงานมาตรวจสอบอย่างเร่งด่วน" นายเอกนัฏกล่าว

ทางด้านนางสาวฐิติภัสร์ ได้กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงงานพบว่า มีเครื่องจักร และกองกากอุตสาหกรรมทั้งบนดินและฝังดิน มีลักษณะการประกอบกิจการคล้ายกับ จุดที่ อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา คือเปิดบริษัทรีไซเคิลรับกำจัดกากอุตสาหกรรม แต่ไม่นำกากอุตสาหกรรมไปกำจัดให้ถูกต้อง แต่กลับใช้วิธีกองเก็บไว้ และฝังกลบไว้ในที่ดินของตนเอง ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าเจ้าของบริษัทแห่งนี้ยังเป็นพ่อของเจ้าของที่ดิน อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา ที่ขุดพบขยะพิษเกือบ 50,000 ตันไปก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งยังพบข้อมูลบัญชีการจ่ายเงินให้กับบุคคลต่างๆ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ตำรวจท้องที่ ข้าราชการ และจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีเทาอื่นๆอีกหรือไม่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาและดำเนินคดีตั้งประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเก็บตัวอย่างดินและน้ำในพื้นที่ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลปนเปื้อนเข้าข่ายเป็นของเสียที่เป็นวัตถุอันตราย เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีเพิ่มเติมข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย

“สิ่งที่น่าสังเกตคือการที่ครอบครัวเดียวกันมีการประกอบกิจการที่ผิดกฎหมายเหมือนกัน เราจึงต้องเร่งสืบหาความเชื่อมโยงว่ามีเครือข่ายอื่นใดอีกหรือไม่ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ลักลอบฝัง-ขนย้ายกากอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่ ที่สำคัญคือพบว่ามีหลักฐานการจ่ายส่วยอย่างชัดเจน ซึ่งเราต้องเร่งเอาผิดและจัดการกับผู้เกี่ยวข้องทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่คอยปกป้องผู้กระทำผิดเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีการเอาเยี่ยงอย่าง การช่วยเหลือผู้ประกอบการสีเทาเหล่านี้” นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ สั่ง!! ‘สุดซอย’ กวาดล้างจับปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เถื่อน-ตกเกรด อายัดสินค้าของกลาง 7.2 ล้านบาท ดำเนินคดี!! มีโทษ ทั้งจำและปรับ

(20 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า เข้าตรวจค้นโกดังและสถานที่ตั้งบริษัทนำเข้าจำนวน 3 แห่ง หลังได้รับรายงานว่าเป็นโกดังจัดเก็บสินค้าไม่มี มอก. และสินค้าตกมาตรฐาน ที่จำหน่ายในร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบทั้ง 3 จุด พบว่า จุดที่ 1 เป็นโกดังของ บริษัท ทีที-วัน เทคโนโลยี จำกัด ตั้งอยู่ในโครงการ ซีทีที ศาลายา ปาร์ค โกดังเลขที่ 52/36-39 และโกดังเลขที่ 52/34 มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 21 ร้านค้า เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ เช่น ปลั๊กไฟ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงค์ หม้อทอดไร้น้ำมัน พัดลม และสินค้าอื่นๆเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ที่ไม่มี มอก. และไม่ได้ขออนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

จุดที่ 2 ได้เข้าตรวจสถานที่จำหน่าย ของบริษัท เอ็นทีพี อิเล็กทรอนิก 2019 จำกัด ตั้งอยู่บนถนนพุทธมณฑลสาย 3 เขตบางแค กรุงเทพฯ มีร้านค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 3 ร้านค้าชื่อ ONESAM เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง เจ้าหน้าที่ สมอ. ได้เข้าตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของประชาชนและได้นำตัวอย่างชุดปลั๊กพ่วงที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้ยี่ห้อ ONESAM ไปตรวจสอบ ผลทดสอบผลิตภัณฑ์ชุดสายพ่วง ปรากฏไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จึงลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโกดังสินค้าเพิ่มเติม พบว่ามีการจำหน่ายเครื่องจ่ายไฟฟ้าสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือแท็บเล็ตและชุดสายพ่วงด้วย จึงได้ทำการอายัดสินค้าดังกล่าวไว้ทั้งหมด 

และเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจากตัวแทนของบริษัท เอ็นทีพีฯ จำกัด ทราบว่ามีการสั่งซื้อสินค้านำเข้ามาจากประเทศจีน โดยผ่าน บริษัท เอ็ม จี ที อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบยังจุดที่ 3 คือ บริษัท เอ็ม จี ที ฯ เพิ่มเติม พบผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และแท็บเล็ตพร้อมเครื่องจ่ายไฟฟ้า นำเจ้าจากประเทศจีน ไม่พบการแสดงเครื่องหมายมาตรฐานที่ตัวเครื่องจ่ายไฟฟ้า จึงทำการยึดอายัดสินค้าทั้งหมด

โดยเจ้าหน้าที่สั่งให้ทั้ง 3 บริษัทฯ นำสินค้าที่ไม่มี มอก. และสินค้าที่ตกมาตรฐานออกจากระบบการซื้อขายในร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐาน มีโทษทั้งจำและปรับ

"ตามนโยบายปราบดัมพ์ สู้ ทรัมป์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่สั่งกวาดล้างสินค้าเถื่อน ไม่มีมาตรฐาน นำเข้ามาดัมพ์ตลาดในไทย ทั้งปลั๊กพ่วง ปลั๊กราง สายไฟ เพาเวอร์แบงค์ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ที่นำเข้ามาขายราคาถูก ไม่มีการขอ มอก. ซ้ำยังมีบางสินค้า แอบแปะสัญลักษณ์ มอก. เอง แบบไม่ถูกต้อง นอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ซื้อไปใช้แล้ว ผู้นำเข้าบางรายยังใช้ไทยเป็นทางผ่านหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี บางรายมีการนำชิ้นส่วนรวมไปถึงฉลากมาประกอบในไทย แต่แอบติดตรา Made in Thailand ทำให้เกิดความเสียหาย ทำลายชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือประเทศไทยแล้ว ยังทำลายผู้ประกอบการไทยที่ทำสินค้าดีมีมาตรฐานในประเทศอีกด้วย" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย ปราบปลั๊กไฟ-สวิตช์ไฟเถื่อน ‘ตราแรด’ พบแปะ มอก. ปลอม!! หลอกขายทั่วประเทศกว่า 6 แสนชิ้น

(23 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้ “ทีมสุดซอย” ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าตรวจค้นคลังสินค้าย่านบางขุนเทียน หลังพบเบาะแสการลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานให้ร้านค้าตามต่างจังหวัด

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัท ดีเอส ทูลส์ จำกัด มีการนำเข้าปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ เต้ารับ และอุปกรณ์อื่นๆ รวมกว่า 6 แสนชิ้น โดยไม่มีเครื่องหมาย มอก. หรือแสดงหมายเลข มอก. ปลอม รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดสินค้าและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สินค้าที่ตรวจยึดได้เป็นยี่ห้อ "ตราแรด" และ "SWORDFISH" ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของแบรนด์ และใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) นำเข้าสินค้าจากจีน ก่อนกระจายขายทั่วประเทศผ่านร้านวัสดุก่อสร้างและร้านค้าเบ็ดเตล็ด

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เตือนว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อประชาชน พร้อมเตรียมแจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ประสานกรมศุลกากรเพิ่มมาตรการตรวจเข้มการนำเข้าสินค้าประเภทปลั๊กไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่อไป

‘เอกนัฏ’ หนุนเต็มที่!! กองทัพเดินหน้า ลุยต่อ ไม่ต้องหวั่น!! ‘ภาษีทรัมป์’ ลั่น!! พร้อมซัพพอร์ต เป็นกำลังใจให้ แบบสุดซอย เพื่อปกป้องคนไทย

(27 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ” ที่ จ.อุบลราชธานี โดยมีเนื้อความว่า

พร้อมรบเป็น ‘กองหลัง’

เรื่องที่ไทยถูกกดดันให้หยุดยิง เพื่อเจรจาภาษีทรัมป์

ทั้งๆที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธสงคราม ยิงใส่เรา ยิงใส่โรงพยาบาล ยิงใส่บ้านเรือนผู้บริสุทธิ์ ของเราก่อน ทำให้พลเรือนที่บริสุทธิ์ รวมถึงเด็กๆ ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย จนกระทั่งเช้านี้ (27 ก.ค.) ก็ยังยิงใส่เราไม่หยุด

ในฐานะรัฐมนตรีฯอุตสาหกรรม ผมได้เตรียมแผนรับมือ กับผลของภาษีตอบโต้จากทรัมป์ ไม่ว่าเรทภาษีจะจบลงที่เท่าไหร่

เพราะไม่ว่าผลการเจรจา “นอกบ้าน” จะออกมาเช่นไร จะมัวแต่ภาวนาให้สหรัฐฯเมตตา ลดภาษีให้กับเราอย่างเดียวไม่ได้  แต่ควรจะจัดการกับปัญหา “ในบ้าน” ใกล้ตัว ที่อยู่ในอำนาจของเราเองก่อน

1. จัดการของด้อยคุณภาพที่นำเข้ามาดัมพ์ตลาด ธุรกิจ0เหรียญ
2. รณรงค์ซื้อ-ใช้ของที่ไทยผลิต Made By Thai ช่วยธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs)
3. จัดระบบอุตสาหกรรมใหม่ ไม่พึ่งแต่บุญเก่า ยุคใหม่ ทันสมัย ทันเวลา โปร่งใส ทำให้สะอาด ทำให้ถูกต้อง

ภาษีตอบโต้จะเป็นเท่าไหร่ ผมรับมือได้ แต่รับไม่ได้ ที่จะไม่ให้เราตอบโต้ทางทหาร เพื่อปกป้องชีวิตอันบริสุทธิ์ของประชาชนคนไทย 

ขอให้กองทัพ ได้ทำหน้าที่แนวรบ “กองหน้า” ปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง

กระทรวงอุตสาหกรรม จะเป็นแนวรบ ”กองหลัง“ ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ สู้ในสงครามเศรษฐกิจให้เอง

วันนี้มาทำหน้าที่ส่วนเล็กๆ เปิดศูนย์รวบรวมความช่วยเหลือจากอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ เพื่อส่งข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นให้ศูนย์พักพิงและพี่น้องทหารไทยครับ

“กองหลัง” คนนี้ พร้อมซัพพอร์ต และเป็นกำลังใจให้กองทัพ แบบสุดซอย ไม่ต้องยั้งครับ

‘เอกนัฏ’ ส่งสุดซอย!! ขยายผล ฟัน!! เครือข่ายลักลอบฝังกลบขยะพิษ ลั่น!! ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างภาระให้ประเทศชาติ

(2 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด 49/5 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แจ้งประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก และบดย่อยเศษพลาสติก หลังพบเบาะแสความเชื่อมโยงกับกรณีการลักลอบฝังกลบขยะพิษใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตนได้นำทีมลงตรวจสอบเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นการขยายผลจากกรณีขยะพิษ 50,000 ตัน ฝังกลบในที่ดิน 11 ไร่ ที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา มาจนถึงที่ดินบริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยพื้นที่บริเวณนี้ใกล้กันกับโฉนดที่ดิน ที่เจ้าหน้าที่เคยพบการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากของเสีย เมื่อช่วงปี 2555 เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการลักลอบฝังกลบในบริเวณนี้เพิ่มเติม 

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในพื้นที่ตั้งบริษัทฯ พบร่องรอยการประกอบกิจการบดย่อยและอัดเศษพลาสติก และพบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ และกากของเสีย กองอยู่ทั้งภายในอาคารและภายนอกโรงงาน จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ โดยใช้รถแบคโฮขุดสำรวจทั้งหมด 9 จุด ขุดลึกลงไปไม่ถึง 50 เซนติเมตร พบทั้งเศษคล้ายยิปซั่ม เศษสายไฟ เศษพลาสติก และเศษขี้เถ้าจากเตาหลอม รวมประมาณ 20,000 ตัน โดยทุกจุดที่มีการขุดตรวจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมดและส่งไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายด้วยหรือไม่ หากเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายจะถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย ซึ่งรวมกับกรณีที่ผ่านมาแล้วนับกว่า 70,00 ตัน

เบื้องต้นคาดว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกิจรีไซเคิลผิดกฎหมาย นับเป็นกลุ่มอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสร้างภาระให้ประเทศชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI จัดการทั้งขบวนการนี้ให้เด็ดขาด" นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

‘เอกนัฏ’ สั่งปิด!! ‘ซีโน่ไทย’ ใช้ขยะพลาสติกจากบ่อขยะทำเม็ดพลาสติก ส่งขายบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

(3 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ โรงงานซีโนไทย มารีน โปรตักส์ จำกัด เลขที่ 277/4  ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ภายหลังได้รับรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า โรงงานซีโนไทย มารีนฯ ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติกจากเศษพลาสติกเก่าที่ใช้แล้ว และบดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วและเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนพบว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินเครื่องจักรในการประกอบกิจการ โดยมีนายเฉิน จุ้นสง สัญชาติจีน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทยกว่า 20 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ประกอบกิจการ โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีโกดังที่อยู่ในรั้วเดียวกันทั้งสิ้น จำนวน 7  โกดัง มีลักษณะการประกอบกิจการโรงงาน 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.โรงงานที่ประกอบกิจการ บด ย่อย ยางเก่า 2.โรงงานประกอบกิจการ บด ย่อย ล้าง พลาสติก ซึ่งนายเฉิน จุ้นสง เป็นเจ้าของโรงงานและเจ้าของที่ดิน

นอกจากจะประกอบกิจการโรงงานของตนเองแล้ว นายเฉินยังให้ นายลี ยงปิง สัญชาติจีน เช่าโกดังและพื้นที่บางส่วนภายใน โรงงานซีโนไทย มารีนฯ เช่าตั้งโรงงานบด ย่อย ล้าง หลอม พลาสติก ซึ่งไม่ได้มีการขอออนุญาตที่ถูกต้อง 

นายเฉินให้การว่า ขยะพลาสติกรับซื้อจากรถขายของเก่าวันละมากกว่า 10 เที่ยว โดยจะนำขยะพลาสติกมาล้างแล้วนำเข้าเครื่องทำเม็ดพลาสติก จากนั้นจะมีรถจากบริษัทผลิตของใช้พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆมาซื้อไปเป็นวัตถุดิบ โดยยอมรับว่าดำเนินกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต และมีการทำผิดเงื่อนไขในท้ายใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายเฉิน ส่งที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ดำเนินคดีแจ้งข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาต และตั้งโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาตพร้อมยึดอายัดเครื่องจักรทั้งหมด

"นอกจากดำเนินคดีในส่วนของ พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังอบต.บางหญ้าแพรก เพื่อพิจารณาให้เพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สั่งให้โรงงานต้องแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียที่ปล่อยออกนอกโรงงาน และสั่งให้โรงงานระงับการรับขยะจากบ่อขยะเข้ามาภายในโรงงานด้วย ถือเป็นการยกระดับความเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อดำเนินการกับผู้ประกอบการที่มีเจตนาประกอบกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top