Sunday, 18 October 2026
เศรษฐกิจไทย

‘สรรเพชญ’ เผยผลงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย!! 9 เดือนแรกปี 69 รายได้ 12,649 ล้าน กำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาทเพิ่มขึ้น ท่าเรือเชียงแสนครองแชมป์โตสูงสุด ตั้งเป้ารายได้ปี 70 โตต่อเนื่อง

“สรรเพชญ” เผยผลงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย 9 เดือน รายได้ 12,649 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท คาดทั้งปีรายได้ 16,797.53 ล้านบาท

วันนี้ (8 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผลการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 การท่าเรือแห่งประเทศไทยมีรายได้รวม 12,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.38% และมีกำไรสุทธิ 5,397 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้ของรัฐวิสาหกิจและบทบาทสำคัญในการรองรับการค้าระหว่างประเทศ

ในช่วงดังกล่าว มีเรือเข้าเทียบท่ารวม 11,591 เที่ยว เพิ่มขึ้น 2.76% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 97.61 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.44% และตู้สินค้าผ่านท่า 9.06 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 6.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 โดยท่าเรือแหลมฉบังเป็นกำลังหลัก มีตู้สินค้าผ่านท่า 8.10 ล้านทีอียู เพิ่มขึ้น 7.39% ขณะที่ท่าเรือภูมิภาคเติบโตอย่างโดดเด่น โดยท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนมีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น 165.59% และท่าเรือระนองเพิ่มขึ้น 81.08%

นายสรรเพชญกล่าวว่า สำหรับประมาณการทางการเงินตลอดปี 2569 คาดว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีรายได้รวม 16,797.53 ล้านบาท โดยเอกสารประมาณการระบุค่าใช้จ่าย 9,710 ล้านบาท และกำไร 7,087 ล้านบาท ก่อนพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในเดือนกันยายน รวม 562,970,016 บาท ซึ่งเอกสารประเมินว่าอาจทำให้กำไรทั้งปีปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 6,524,374,466 บาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นประมาณการ ไม่ใช่ผลประกอบการสิ้นปีที่เกิดขึ้นแล้ว

สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป ตามประมาณการทางการเงิน คาดว่าปี 2570 การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะมีรายได้ 17,145.13 ล้านบาท และกำไร 7,210 ล้านบาท ก่อนที่รายได้จะเพิ่มขึ้นเป็น 20,269.10 ล้านบาท และกำไร 8,272 ล้านบาทในปี 2574 ส่วนปี 2575 คาดว่าจะมีรายได้ 22,498.12 ล้านบาท และกำไร 10,092 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2578 ประมาณการรายได้อยู่ที่ 26,177.52 ล้านบาท และกำไร 12,766 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และรายได้ค่าสัมปทานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปี 2580 คาดว่าจะมีรายได้ 28,018.94 ล้านบาท และกำไร 12,973 ล้านบาท หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 66% เมื่อเทียบกับประมาณการปี 2569 ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวขึ้นอยู่กับการดำเนินโครงการและผลการดำเนินงานจริงในแต่ละปี
.
นายสรรเพชญย้ำว่า จะเดินหน้ากำกับและเร่งรัดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แก้ปัญหาคอขวดด้านการขนส่ง และผลักดันโครงการพัฒนาท่าเรือให้เป็นไปตามแผน เพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น ลดเวลารอและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ คือระบบขนส่งที่รองรับการค้าและการลงทุนได้มากขึ้น พร้อมกับฐานรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการนำส่งรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรที่รัฐสามารถนำไปจัดบริการสาธารณะและพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขนส่งที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เกษตรกรและผู้ผลิตมีช่องทางนำสินค้าเข้าสู่ตลาด ผู้ส่งออกสามารถบริหารต้นทุนและส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ส่วนธุรกิจขนส่ง คลังสินค้า และบริการในพื้นที่มีโอกาสรับงานเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนการจ้างงานและกระจายรายได้ไปยังชุมชนที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของท่าเรือ

นายสรรเพชญกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของการกำกับดูแลคือทำให้ความก้าวหน้าของท่าเรือส่งผลถึงการทำมาหากินของประชาชน ตั้งแต่สินค้าเกษตรที่ขนส่งถึงผู้ซื้อได้ทันเวลา ผู้ประกอบการที่ลดต้นทุนและขยายตลาดได้ ไปจนถึงแรงงานและธุรกิจในพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประตูการค้าของประเทศเป็นประตูแห่งโอกาสที่ช่วยให้คนไทยทำมาหากินได้ดีขึ้น และนำรายได้กลับมาสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวและเศรษฐกิจของประเทศ

บอร์ด EV เปิดเกมใหม่!! 'เอกนิติ' นำประชุมบอร์ดยานยนต์ไฟฟ้า 'วราวุธ' ร่วม หนุนไทยฐานผลิตยานยนต์ ปรับ EV3/EV3.5 รับเทคโนโลยีและตลาด เร่งลงทุน ส่งออก เพิ่ม Local Content ภายในประเทศ

“เอกนิติ” เรียกประชุมบอร์ด EV นัดแรก “วราวุธ” ร่วม เร่งเครื่องยานยนต์ไทยสู่ฐานผลิตแห่งอนาคต ดัน Local Content–ลงทุน–ส่งออก พร้อมปรับมาตรการ EV3/EV3.5 รับการเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 10 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายเกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ตลอดจนผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงการคลัง

การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีและแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญควบคู่กันทั้ง การต่อยอดความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม และการสร้างขีดความสามารถรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตที่ครบวงจร

ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร รถเพื่อการพาณิชย์ แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีอัดประจุและสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ พร้อมพิจารณาแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยี HEV/MHEV ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วน Local Content และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ทั้งการขยายโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลด้านการอัดประจุ การยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ เครื่องอัดประจุ และความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากยานยนต์ ตั้งแต่การรวบรวม การถอดแยก การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการรีไซเคิล ตลอดจนการพัฒนากลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและยกระดับขีดความสามารถด้านการรีไซเคิลภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากภาคเอกชนมาประกอบการกำหนดทิศทางนโยบาย โดยครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานและการทดสอบ มาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ การส่งเสริม Local Content และ Common Parts การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ การยกระดับผู้ประกอบการไทย การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นอย่างสมดุล ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตเดิม นักลงทุนรายใหม่ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

ในด้านมาตรการภาครัฐ ที่ประชุมได้หารือแนวทาง ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับการลงทุน การผลิต การส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ รวมถึงการเตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน และการปรับแนวทางการดำเนินมาตรการ EV3 และ EV3.5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และทิศทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป จะดำเนินการผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และ คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการผลิต การลงทุน ตลาด มาตรฐาน กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบข้อมูล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ‘ดร.ณรงค์ชัย’ เปรียบ AI คือ ‘ไฟฟ้ายุคใหม่’ จะใช้ AI ก็ต้องมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนยุคก่อนอยากใช้ไฟฟ้า ก็ต้องมีโรงไฟฟ้า ชี้ไทยควรเร่งลงทุน ก่อนโอกาสไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เสนอให้ไทยมอง AI กำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เปรียบได้กับยุคที่โลกเริ่มใช้ไฟฟ้า ชี้ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยต้องการใช้ AI พร้อมเสนอวางนโยบายทั้ง Data Center ไฟฟ้า น้ำ ระบบทำความเย็น และโครงข่ายไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของรายการ “มั่นใจไทยแลนด์” ที่ดำเนินรายการโดย ดร.คณิศ แสงสุพรรณ คืออนาคตของ AI และ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามทั้งในแง่ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การใช้พลังงาน การใช้น้ำ และมูลค่าที่ไทยจะได้รับจากการลงทุน

ดร.คณิศตั้งข้อสังเกตว่า กระแส AI เริ่มส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยแล้ว โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีกลับมามีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งการลงทุนด้าน Digital และ AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ดร.ณรงค์ชัยมองเรื่องนี้โดยอธิบายว่า AI ควรถูกมองว่ากำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ เทียบเท่าการเข้ามาของไฟฟ้าในอดีต

เมื่อโลกมีไฟฟ้า ก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า   ขณะที่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ก็จำเป็นต้องมี Data Center สำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และก็ต้องมีไฟฟ้า มีน้ำ มีอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูง เป็นปัจจัยสนับสนุน

ดังนั้น การบอกว่าต้องการใช้ AI แต่ไม่ต้องการ Data Center จึงเป็นไปไม่ได้ ดร.ณรงค์ชัยเปรียบเทียบสถานการณ์เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ประชาชนต้องการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้ตัว พร้อมตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ยอมให้มี Data Center แล้วจะเอาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปไว้ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือประเทศอื่นหรือทั้ง ๆ ที่ข้อมูลของไทยนั้นที่คนไทยเป็นคนใช้

อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อมูลของประเทศไทย ซึ่งดร.คณิศชี้ว่า หาก Data Center และข้อมูลจำนวนมากอยู่ต่างประเทศ ไทยจะมีทั้งต้นทุนในการเคลื่อนย้ายข้อมูล และข้อจำกัดในการนำข้อมูลของประเทศกลับมาต่อยอดสร้าง Application และบริการใหม่

โดยเฉพาะข้อมูลภาษาไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอยู่ในประเทศย่อมเอื้อต่อการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์คนไทยมากกว่า

ดร.ณรงค์ชัยยังชี้ว่า Data Center ไม่ได้จบอยู่ที่อาคาร Server แต่จะสร้างธุรกิจต่อเนื่องทั้ง ไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบทำความเย็น ระบบ Grid และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งไทยเองมีความสามารถในหลายด้านอยู่แล้ว

ข้อเสนอจากการสนทนาจึงไม่ใช่การเปิดรับ Data Center อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ควรมี นโยบาย Data Center แห่งชาติ ว่าควรตั้งอยู่ที่ใด ใช้ไฟจากแหล่งใด ระบบน้ำต้องเป็นอย่างไร และโครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับอย่างไร

ในช่วงท้าย ดร.คณิศสรุปแนวคิดดังกล่าวว่า ไทยอาจมอง AI เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยมี Data Center เป็น Infrastructure และถือโอกาสวางแผนพัฒนาพลังงาน และน้ำ ของประเทศทั้งระบบ เพื่อนำประเทศไปสู่อนาคต  ซึ่งดร.ณรงค์ชัยเห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม ควรจะถือโอกาสนี้เร่งการลงทุน ไม่ควรปล่อยให้โอกาสการลงทุนในรอบนี้ไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ

รัฐ–เอกชน เร่งเครื่องปฏิรูปเศรษฐกิจไทย!! ไทยตั้งเป้ารายได้สูงปี 2580 ผนึกกำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง เน้นลงทุนเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมหลัก เสริมเสถียรภาพรับปธ.อาเซียน 2571

นับถอยหลังสู่ปี 2580 ภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังเดินหน้าผลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ตั้งเป้าเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสองเท่า

กรุงเทพมหานคร — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

ต่อยอดจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา วาระดังกล่าวได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว เสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ supply chain โลกและสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลางของประเทศ เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาเท่าทันสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตามเพื่อบรรลุสถานะการเป็นประเทศรายได้สูง สถาบันระดับนานาชาติได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร โดยเทียบกับค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษหน้า โดยมาตรการเชิงปฏิบัติการต้องมีความชัดเจนและเด็ดขาด และเงินทุนต้องถูกจัดสรรผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงอย่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย

จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ต่อยอดจากข้อเสนอและการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ที่จัดทำร่วมกันกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC โดยมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

และได้มีการวางหมุดหมายกำหนดให้ภายในช่วงระยะเวลา 24 เดือนนับจากปี 2569 ถึง 2571 เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกเชิงประจักษ์ที่สามารถติดตามวัดผลได้จริงและเชื่อถือได้

แผนงานเศรษฐกิจเชิงปฏิบัติฉบับนี้จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก ทั้งนี้เป้าหมายในภาพรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจะสามารถสร้างโอกาสให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ SMEs ชาวไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมใน supply chain ใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น

การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิตต้นทุนต่ำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจของไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ supply chain เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า หากประเมินความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับความพร้อมที่ 5 จาก 10 และจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจเดิมซึ่งมีอัตราการเติบโตที่จำกัด ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต

และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีขยายความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง นายผยง กล่าวเสริมถึงแนวคิดแบบ “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้ผู้นำองค์กรขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันยกระดับทักษะ และพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งใน supply chain ที่อยู่ต้นน้ำตลอดจนปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่ value chain

แนวทางดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนใหม่ๆ และโอกาสจากตลาดโลกให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
ประเทศไทยยังคงเดินหน้าสู่การยกระดับมาตรฐานในระดับโลก โดยการประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย

ในขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรับมือกับความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัย เพราะพื้นที่บริเวณนี้คือหัวใจหลักของการสร้าง GDP ประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล

ด้วยการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลของสภาพภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับการนำเสนอวาระสำคัญข้างต้นต่อเวทีการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เมื่อประเทศไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571

GC-SCGC แจ้งความคืบหน้าร่วมทุน!! เร่งศึกษาจัดตั้งร่วมทุนในปิโตรเคมี ตั้งเป้าสรุปภายในตุลาคม 2569 ยกระดับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไทย เสริมความแกร่งตลาดภูมิภาคและโลก

GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน
เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569

กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจ โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. ชี้ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ!! AI จะเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุน บุคลากร–งบฯ–ข้อมูลยังขาดแคลน SMEs ต้องการเครื่องมือ-แพลตฟอร์มใช้งาน AI เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจใน 3-5 ปี

ส.อ.ท. ชี้ AI จ่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3–5 ปี เร่งเติม “คน–ข้อมูล–เงินทุน” ปลดล็อกการใช้งาน

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว ทั้งในบางหน่วยงานหรือบางกระบวนการ และในหลายกระบวนการพร้อมขยายผลอย่างเป็นระบบ โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไป

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งการลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือการช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจรวดเร็วและแม่นยำขึ้น ตลอดจนเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังคาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้

อย่างไรก็ตาม แม้การสนับสนุนจากผู้บริหารจะเป็นด้านที่สถานประกอบการมีความพร้อมสูงที่สุด แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI และงบประมาณลงทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

จากข้อจำกัดดังกล่าว ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ และส่งเสริมผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกัน พร้อมจัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ SMEs รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน

สำหรับในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจ ในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการสำคัญ อาทิ Smart SMEs Digital & AI Camp, โครงการยกระดับศักยภาพสำนักงานสภาจังหวัดด้วย AI, โครงการ INTELLIGENT INDUSTRY เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สามารถสรุปผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 จาก 8 คำถาม ได้ดังนี้

1) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการใช้ AI ในระดับใด
อันดับ 1 : ใช้งานจริงในบางหน่วยงาน / บางกระบวนการ 30.5%
อันดับ 2 : ทดลองใช้บางส่วน 22.5%
อันดับ 3 : อยู่ระหว่างศึกษา / วางแผน 20.5%
อันดับ 4 : ใช้งานจริงในหลายกระบวนการ และมีการขยายผลอย่างเป็นระบบ 17.5%
อันดับ 5 : ยังไม่มีแผนนำ AI มาใช้ 9.0%
2) สถานประกอบการของท่านมีความพร้อมสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตในแต่ละด้านอยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5)
3) ปัจจุบันสถานประกอบการของท่านมีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในแต่ละด้านต่อไปนี้อยู่ในระดับใด (คะแนนเต็ม 5) .
4) ท่านคาดว่าการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านใดมากที่สุด


อันดับ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เช่น ลดต้นทุน ลดเวลา และลดขั้นตอน 85.0%
การทำงาน

อันดับ 2 : ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น 75.0%

อันดับ 3 : เปลี่ยนแปลงทักษะที่องค์กรต้องการ และลดความต้องการใช้แรงงาน 51.5%
ในบางกระบวนการ

อันดับ 4 : เพิ่มคุณภาพหรือยกระดับสินค้าและบริการ 41.0%

5) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการของท่านยังไม่สามารถนำ AI มาใช้ หรือขยายการใช้งาน AI ได้อย่างเต็มที่ คืออะไร

อันดับ 1 : ข้อจำกัดด้านบุคลากรและทักษะ AI 76.5%
อันดับ 2 : ความพร้อมด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุน 50.0%
(ROI ยังไม่ชัดเจน)
อันดับ 3 : ความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน 48.0%
อันดับ 4 : ข้อกังวลด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 42.5%

6) ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า สถานประกอบการของท่านสนใจนำ AI มาใช้หรือขยายการใช้งาน
ในด้านใดมากที่สุด

อันดับ 1 : งานสำนักงาน การบริหาร และบริการลูกค้า เช่น Chatbot, 72.0%
การสร้าง Web App, การวิเคราะห์และพยากรณ์ธุรกิจ
อันดับ 2 : การผลิต การควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และการบำรุงรักษาเครื่องจักร 59.5%
(Predictive Maintenance)
อันดับ 3 : การจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และบริหารห่วงโซ่อุปทาน 51.5%
อันดับ 4 : การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ 36.0%

7) ท่านเห็นว่าภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในสถานประกอบการด้านใด

อันดับ 1 : พัฒนาทักษะบุคลากรและสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่ 76.5%
สถานประกอบการ (AI Consulting) รวมทั้ง สนับสนุนผู้พัฒนาโซลูชัน AI ของไทย
อันดับ 2 : สนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนด้าน AI 66.0%
อันดับ 3 : จัดหาแพลตฟอร์ม เครื่องมือ หรือโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานสำหรับ 57.0%
ผู้ประกอบการ SMEs
อันดับ 4 : จัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง 30.5%
เช่น AI Testbed, Sandbox
.
8) ท่านคาดการณ์ว่า AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอีก 3-5 ปี ข้างหน้าในระดับใด

อันดับ 1 : มีบทบาทมาก โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายอุตสาหกรรม 55.5%
และช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
อันดับ 2 : มีบทบาทมากที่สุด จนเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับและเปลี่ยนแปลง 31.5%
โครงสร้างเศรษฐกิจไทย
อันดับ 3 : มีบทบาทปานกลาง โดยถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในหลายธุรกิจ 9.5%
แต่ยังไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างชัดเจน
อันดับ 4 : มีบทบาทน้อย โดยการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ในบางธุรกิจหรือบางกระบวนการ 2.5%
และมีผลต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด
อันดับ 5 : มีบทบาทน้อยมาก โดยการนำ AI มาใช้ยังไม่แพร่หลาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.0% เพียงเล็กน้อย

“บีโอไอ” จับมือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้!! เลขาฯ บีโอไอหารือสภาอุตฯเกาหลี ชูศักยภาพไทยดึงลงทุน ขยายการร่วมมือภาคธุรกิจ เน้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

บีโอไอหารือสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากขวา) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนไทย โรดโชว์ดึงการลงทุน โดยได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (FKI) เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทย ผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมทั้งขยายความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจเกาหลีใต้ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเร็ว ๆ นี้

'พีระพันธุ์' ฟาดราคาน้ำมันไทยสวนทางตลาดโลก!! ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แต่ไทยกลับพุ่งไม่หยุด ราคาดีเซลทะลุ 42 บาท จี้เลิกอ้างราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมาย ให้ใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

“พีระพันธุ์” กางตัวเลขราคาน้ำมันโลกขาลง แต่ราคาไทยสวนทาง หลังดีเซลพุ่ง 42 บาท/ลิตร ขณะที่เบนซินทะลุ 41 บาท/ลิตร จี้รัฐบาลเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ เร่งออกกฎหมายกำกับธุรกิจน้ำมัน หันใช้ต้นทุนจริงกำหนดราคาที่เป็นธรรม

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตน้ำท่วม โดยระบุว่าจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เผชิญเพียงความเสียหายจากน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง การประกอบอาชีพ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพยายามดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น โดยเฉพาะแนวทางการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากต้นเหตุสำคัญอยู่ที่การนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาน้ำมันภายในประเทศไทย

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ไม่ใช่ราคาน้ำมันดิบ แต่เป็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ผ่านกระบวนการกลั่นแล้ว โดยสิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศกลั่นน้ำมันต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเช่นเดียวกับไทย ก่อนนำมากลั่นและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผลิตน้ำมันเพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก จึงตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการนำราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์อ้างอิง ทั้งที่ไทยมีศักยภาพในการกลั่นน้ำมันภายในประเทศ

“สิงคโปร์ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นแล้วขายน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเขา แต่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นของเราเอง ผลิตน้ำมันเพื่อให้คนไทยใช้ แล้วทำไมเราต้องไปเอาราคาที่สิงคโปร์ขายให้ประเทศอื่นมาเป็นราคาของคนไทย การอ้างอิงราคาสิงคโปร์จึงเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าต้องยกเลิก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า ในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดดูไบและตลาดเบรนท์ ซึ่งปรับลดลงจากระดับกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มาอยู่ที่ประมาณ 109 และ 104 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงในบางช่วง แต่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ใช้การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 41.44 บาท/ลิตร แต่ปัจจุบันกลับเพิ่มขึ้นเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินจาก 39.94 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 41.44 บาท/ลิตร

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ควรได้รับการตรวจสอบในโครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การกำหนดราคาที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตและจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศ มากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

สำหรับสถานการณ์พลังงานระหว่างประเทศ นายพีระพันธุ์ยังระบุว่า แนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย อาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า แนวทางแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันจำเป็นต้องยกเลิกการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ และออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันตามที่ตนเคยเตรียมดำเนินการในระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนในด้านโครงสร้างต้นทุนและหลักเกณฑ์การกำหนดราคา ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง และใช้วิธี Cost Plus คือต้นทุนจริงบวกด้วยกำไรที่เหมาะสม เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ให้ได้ราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความเป็นธรรมด้านพลังงาน

“ผมยืนยันมาตลอดว่าต้องนำต้นทุนที่แท้จริงมาใช้ในการกำหนดราคาน้ำมัน และต้องมีกฎหมายกำกับดูแลการประกอบธุรกิจน้ำมันอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง เราไม่ได้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ผลิตเพื่อให้คนไทยใช้ จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องนำราคาขายของสิงคโปร์มาเป็นเกณฑ์กำหนดราคาภายในประเทศ” นายพีระพันธุ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top