Friday, 5 June 2026
ปราชญ์สามสี

กัมพูชาขึ้นป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้าน ทั่วกรุงพนมเปญ อวย!! ‘ฮุน มาเนต’ ในชุดเครื่องแบบทหารแทนที่ ‘ฮุน เซน’

(13 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…กัมพูชาขึ้นบิลบอร์ดขนาดยักษ์ 3 ด้านทั่วกรุงพนมเปญ พร้อมภาพ 'ฮุน มาเนต' ในเครื่องแบบทหารทำความเคารพ ฉากหลังธงชาติและสัญลักษณ์ปราสาท พร้อมข้อความภาษาขแมร์ความหมายว่า “ทุกคนไว้วางใจรัฐบาล และกองทัพของเรา” โดยป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งในทำเลสำคัญ เพื่อให้ประชาชนในเมืองหลวงเห็นอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

วิเคราะห์ในทัศนะของข้าพเจ้า

แม้จะเป็นเพียงบิลบอร์ด แต่เนื้อหาและภาพที่ใช้สะท้อนเป้าหมายที่ลึกกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทั่วไป ข้อความที่เชื่อมคำว่า 'รัฐบาล' และ 'กองทัพ' เข้าด้วยกัน พร้อมภาพฮุน มาเนตในฐานะผู้นำ ทำให้เกิดการรับรู้ว่าความมั่นคงของประเทศผูกติดกับตัวเขาโดยตรง การสื่อสารเช่นนี้มีลักษณะเป็น “สงครามความคิด” (Mind War) ภายในพรรคและโครงสร้างอำนาจ

ที่สำคัญ การตัดภาพและการกล่าวถึงฮุน เซนออกไปทั้งหมด สามารถตีความได้ว่าเป็นการลดทอนอิทธิพลและรัศมีทางการเมืองของอดีตผู้นำ เพื่อเบนสายตาประชาชนและกองทัพให้ยอมรับฮุน มาเนตในฐานะศูนย์กลางอำนาจใหม่ พร้อมกันนั้นยังเป็นการ 'แทรกแซง' พื้นที่ทางอำนาจของฮุน เซนอย่างแนบเนียน ผ่านการครอบครองพื้นที่สื่อสาธารณะและการสร้างความคุ้นชินทางจิตวิทยา

นี่จึงไม่ใช่แค่ป้ายโฆษณาเชิงปลุกใจ แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสถาปนาความชอบธรรมใหม่ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ รุกคืบและสั่นคลอนบัลลังก์อำนาจของฮุน เซนจากภายใน

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

ตัวอย่างทั่วโลกชี้ชัด!! รั้วชายแดนป้องกันอาชญากรรม ‘ไทย’ จะทำบ้างกลับถูก ‘กัมพูชา’ วิจารณ์สิทธิมนุษยชน

(19 ส.ค. 68) เฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์เมื่อเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การปักรั้วลวดหนามหรือสร้างกำแพงกั้นแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก ตรงกันข้าม นี่คือวิธีการที่หลายประเทศเลือกใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในของตน

ตัวอย่างจากทั่วโลก
อินเดีย–บังกลาเทศ
อินเดียสร้างรั้วยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่รัฐบาลอินเดียยังยืนยันว่ารั้วนี้คือเกราะป้องกันประชาชนของตน

ตุรกี–ซีเรีย
ตุรกีสร้างกำแพงคอนกรีตและลวดหนามยาวกว่า 760 กิโลเมตร เพื่อกันผู้ก่อการร้ายและการลักลอบค้าอาวุธจากฝั่งซีเรีย แม้เป็นรั้วที่แข็งแรงที่สุดเส้นหนึ่งในโลก แต่ตุรกีก็อธิบายชัดว่านี่คือการป้องกันประเทศ ไม่ใช่การรุกราน

ปากีสถาน–อัฟกานิสถาน
หลังจากเกิดการก่อการร้ายต่อเนื่อง ปากีสถานเลือกปักรั้วลวดหนามยาวกว่า 2,600 กิโลเมตร บนเส้น Durand Line เพื่อควบคุมความมั่นคง แม้จะมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน แต่รั้วนี้ช่วยลดความเสี่ยงในพื้นที่เปราะบางได้จริง

ลิทัวเนีย–เบลารุส
เมื่อวิกฤตผู้อพยพถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุโรป ลิทัวเนียเร่งสร้างรั้วลวดหนามยาวกว่า 500 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการไหลบ่าของผู้ลี้ภัยโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

แล้วไทยผิดตรงไหน?
เมื่อประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากใช้กำแพงและรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันตัวเอง ทำไมเมื่อไทยทำบ้างจึงถูกกัมพูชาตีความว่า “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”?

รั้วลวดหนามที่ไทยสร้างขึ้นไม่ได้มีเจตนาเอาชีวิตใคร ไม่ได้ซ่อนกับระเบิด ไม่ได้ทำให้ใครต้องสูญเสียแขนขา มันเป็นเพียงเส้นแบ่งเขตที่บอกว่า “ตรงนี้คือไทย ตรงนั้นคือกัมพูชา” ตรรกะตรงไปตรงมาเหมือนกับที่หลายประเทศทั่วโลกทำมาแล้ว

สิทธิมนุษยชนที่ถูกบิดเบือน
สิทธิในการมีชีวิตและความปลอดภัยคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่สุด แต่กัมพูชากลับละเลยปัญหาทุ่นระเบิดที่ทำให้ทหารและชาวบ้านไทยบาดเจ็บล้มตาย กลับกันเมื่อไทยใช้วิธีที่ไม่รุนแรงกว่ามาก—แค่ขึงรั้วลวดหนาม—กลับถูกโจมตีว่า “ละเมิดสิทธิ”

นี่จึงไม่ใช่การพูดถึง “สิทธิมนุษยชน” อย่างจริงใจ แต่คือการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกดดันและโจมตีไทยเท่านั้น

บทสรุป
โลกพิสูจน์แล้วว่า รั้วลวดหนามและกำแพงชายแดนคือเครื่องมือที่ประเทศต่าง ๆ ใช้ป้องกันตนเองอย่างชอบธรรม การที่ไทยจะใช้วิธีเดียวกันเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ไม่อาจถูกตีความว่าเลวร้ายกว่าการซ่อนกับระเบิดใต้ดินที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ หากเพื่อนบ้านไม่น่ารัก การสร้างรั้วคือสัญลักษณ์ของการปกป้อง ไม่ใช่การรุกราน

ส่องรหัสบนตัวถัง MK 84 ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ตัวเลขบ่งชัดผลิตปี 1996 ซ้ำไม่เคยมีประวัติใช้ในอาเซียน

ระเบิด 2,000 ปอนด์ : ความจริงที่รหัสบนตัวถังบอกเรา

ช่วงความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา มีข่าวลือออกมาว่าพบลูกระเบิดหนัก 2,000 ปอนด์ (ประมาณเกือบ ๆ 1 ตัน) อยู่ในพื้นที่สู้รบ แล้วก็มีลือทางโซเชียลมีเดียการพยายามโยนความผิดว่าเป็นฝีมือกองทัพไทยที่เพิ่งใช้ไปหมาด ๆ ไปโจมตีที่บ้านเรือนของชาวกัมพูชา

แต่พอไปดู 'รหัส' ที่เขียนอยู่บนตัวถังระเบิด กลับเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ
รหัสที่บอกความจริง บนตัวระเบิดมีข้อความว่า
BOMB MK 84 MOD 4 GP 2000 LBS
30003 - 923AS105
LOT NO. 1M 96G015 = 011

ถ้าอ่านผ่าน ๆ คนทั่วไปก็คงมองว่าเป็นแค่ตัวเลขธรรมดา แต่ถ้าแปลออกมาแล้วจะเห็นว่า :
BOMB MK 84 → คือชื่อรุ่นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้
MOD 4 GP → บอกว่าเป็นระเบิดแบบทั่วไป (General Purpose) รุ่นดัดแปลงครั้งที่ 4
LOT NO. 1M 96G015 = 011 → ตรงนี้สำคัญที่สุด มันบอกว่า ระเบิดถูกผลิตขึ้นใน ปี ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)

สรุปง่าย ๆ คือ ลูกนี้มันถูกทำออกมานานกว่า 29 ปีแล้ว ไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งผลิตแน่นอน

ระเบิดเก่าแบบนี้ไปโผล่ได้ยังไง?
ในปี 1996 กัมพูชายังไม่สงบ ยังมีเขมรแดงสู้รบกับรัฐบาลฮุนเซน มีการยิงกันในป่า มีรัฐประหารในเมืองหลวง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าใครเคยใช้ระเบิด MK-84 รุ่นนี้ในกัมพูชา

ในทางกลับกัน ระเบิดรุ่นนี้มักใช้ในสงครามตะวันออกกลาง เช่น อิรัก หรืออัฟกานิสถาน ไม่ค่อยมีประวัติว่าใช้ในอาเซียนเลย

เพราะงั้น พออยู่ ๆ เจอลูกที่ผลิตตั้งแต่ปีค.ศ. 1996 มาตกอยู่ตรงชายแดน (เขต บ้านเรือน) ในปี ค.ศ.2025 (2568)มันเลยชวนให้สงสัยว่ามีใคร “เอามาจัดฉาก” มากกว่าจะเป็นการโจมตีจริง ๆ หรือไม่?

ข้อสรุป
รหัสบนตัวระเบิดพูดแทนทุกอย่าง — มันถูกผลิตตั้งแต่ปี 1996 สภาพก็ขึ้นสนิมชัด ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนเป็นการ 'จัดฉาก' มากกว่า เพื่อสร้างภาพว่าไทยใช้ระเบิดหนักถล่มกัมพูชา ทั้งที่ความจริง มันคือระเบิดเก่าที่ไม่ควรไปโผล่ตรงนั้นด้วยซ้ำ

‘ทรัมป์’ เปิดศึกกับมหาเศรษฐี ‘จอร์จ โซรอส’ ขู่เอาผิดฐานอยู่เบื้องหลังการประท้วงทั่วโลก

(28 ส.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์เฟซบุ๊กว่า…ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานว่า โซรอสมีส่วนสนับสนุนการจลาจลในสหรัฐฯ และควรเผชิญหน้ากับคดีอาญา

วันที่ 27 สิงหาคม 2025 สหรัฐอเมริกา — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ใจบุญเชื้อสายฮังการี ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญในทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์กล่าวว่า โซรอสและลูกชาย อเล็กซ์ ควรถูกฟ้องข้อหาสนับสนุนการจลาจลรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาไร้มูลที่เขาเคยพูดซ้ำหลายครั้งแล้ว

ทรัมป์แนะนำให้ใช้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งโดยทั่วไปใช้กับคดีอาชญากรรมองค์กร เพื่อฟ้องโซรอส

> “จอร์จ โซรอส และลูกชายหัวรุนแรง ควรถูกดำเนินคดีด้วย RICO เพราะการสนับสนุนการประท้วงรุนแรง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั่วสหรัฐฯ” ทรัมป์เขียน

“โซรอสและกลุ่มโรคจิตของเขาได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศเรา! รวมถึงเพื่อนบ้า ๆ ทางฝั่งตะวันตกของเขาด้วย ระวังไว้ เรากำลังจับตาดูอยู่!”

บุคคลฝ่ายขวาหลายราย เช่น นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ต่างก็ยกเอาทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหาว่าตระกูลโซรอสสนับสนุนการจลาจลและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศของตน

ทรัมป์เองก็เคยอ้างทฤษฎีนี้ เช่น ช่วงที่เขาเสนอชื่อเบรตต์ คาวานาห์ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในปี 2018 เขากล่าวหาว่าการประท้วงต่อต้านคาวานาห์ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

โซรอสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มักตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดเชิงต่อต้านยิวจากฝ่ายขวาจัด

เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations (OSF) ที่สนับสนุนภาคประชาสังคมทั่วโลก ส่งเสริมประชาธิปไตย การสาธารณสุข ความยุติธรรมทางอาญา และการศึกษา โดยในปี 2023 มีรายงานว่า อเล็กซ์ โซรอส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแทนบิดา

แม้ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อโซรอส แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทางการเมือง พร้อมผลักดันอำนาจประธานาธิบดีให้กว้างขวางมากที่สุด

ด้านโฆษกของ Open Society Foundations ตอบโต้คำกล่าวหาของทรัมป์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า

> “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่เป็นความจริง มูลนิธิของเราไม่ได้สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่การประท้วงรุนแรงใด ๆ ภารกิจของเราคือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ตัวอย่าง “เงินทุนโซรอส” และการเปลี่ยนแปลงการเมือง

แม้ OSF จะปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ในหลายประเทศ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเงินทุนจากเครือข่ายโซรอสถูกใช้เป็นแรงสนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่างกรณีที่ “ทุนโซรอส” ถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันการทำลายประเทศ

1. จอร์เจีย – การปฏิวัติกุหลาบ (พ.ศ. 2546)
เงินทุนจาก Open Society Georgia Foundation ถูกใช้หนุน NGO และสื่อมวลชนที่ออกมาโหมกระแสต่อต้านรัฐบาล จนเกิดการลุกฮือและบังคับให้ประธานาธิบดีเอ็ดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ ต้องลาออก

2. ยูเครน – การปฏิวัติสีส้ม (พ.ศ. 2547)
เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก OSF มีบทบาทขับเคลื่อนเยาวชนและมวลชนบนท้องถนน จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลเดิมสูญเสียอำนาจ

3. ตะวันออกกลาง – อาหรับสปริง (พ.ศ. 2554)
กลุ่มสื่อออนไลน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเงินทุนจากโซรอส มีบทบาทอย่างชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ส่งผลให้ระบอบการปกครองหลายประเทศล่มสลาย กลายเป็นความโกลาหลและสงครามกลางเมือง

4. พม่า และกัมพูชา
เงินทุนจาก OSF ถูกส่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดกระบวนการกดดันและบ่อนทำลายเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ

5. ประเทศไทย (พ.ศ. 2553–2563)
โครงการจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโซรอส มีส่วนสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อพลเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวการแก้ไขกฏหมายและล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนสังคมไทยแตกแยกและเกิดการประท้วงหลายระลอก

BBC พยายามตีแผ่สารคดีดราม่า ‘ด้านมืดของประเทศไทย’ แต่โดนชาวเน็ตจวกยับ!! บอกไทยปลอดภัยกว่าอังกฤษเยอะ

(12 ก.ย.68)  เพจเฟซบุ๊ก 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา BBC อังกฤษได้เผยแพร่สารคดี Thailand: The Dark Side of Paradise ผ่าน iPlayer โดยมี ซาร่า แม็กเดอร์ม็อตต์ (Zara McDermott) นักแสดงจากรายการเรียลลิตี้ Love Island และ Made in Chelsea เป็นผู้ดำเนินเรื่อง สารคดีพยายามสะท้อน “ด้านมืด” ของเมืองไทย โดยโฟกัสไปที่การค้าประเวณีและย่านท่องเที่ยวกลางคืน เช่น ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดวัยรุ่นอังกฤษหลายแสนคนจึงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี

อย่างไรก็ตาม แทนที่สารคดีจะสร้างแรงกระเพื่อมโจมตีประเทศไทย กลับถูก “ทัวร์ลง” ใส่ BBC อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการโปรโมตตัวอย่างผ่าน TikTok เมื่อ 9 กันยายน ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์กว่า 800 ข้อความ ส่วนใหญ่หันมาวิจารณ์การทำงานของ BBC ว่า “พยายามจงใจทำให้ไทยดูอันตราย”

ตัวอย่างคอมเมนต์ เช่น “ฉันเดินเล่นตีสี่ในกรุงเทพฯ ถือโทรศัพท์ตลอดเดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่ลองทำแบบนี้ในอังกฤษสิ ไม่มีทางรอด” 

“อยู่ไทยมา 5 ปี สิ่งเดียวที่อันตรายคือหมาไล่เวลาออกไปวิ่ง” 

“BBC ทำเหมือนเมืองไทยน่ากลัว ทั้งที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรอีก” 

“ทำไม BBC ถึงชอบตีตราไทยในแง่ลบ ทั้งที่แทบไม่เคยทำสารคดีแบบนี้กับประเทศตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีคอมเมนต์แนวประชด เช่น “ฉันต้องรีบหนีออกจากไทย… เดินช้า ๆ แล้วถ่ายต่อไป” ขณะที่บางความเห็นเปรียบเทียบความปลอดภัย เช่น การทิ้งร้านขายของกลางแจ้งในเกาะสมุยโดยไม่ล็อก แต่กลับไม่มีใครขโมย ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง

กระแสนี้ไม่เพียงวิจารณ์เนื้อหาที่ถูกมองว่า “เลือกมุมมืดมาขยาย” เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงจริยธรรมสื่อของ BBC ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีอคติและอาจ “เจตนาสร้างความขัดแย้ง” ในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า BBC กำลัง “เข้าข้างกัมพูชา” หลังพบว่ามีชาวกัมพูชาหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขิงใส่ว่า “ไทยอันตราย แต่กัมพูชาปลอดภัยกว่า”

แม้สารคดีตั้งใจขายความดราม่าเพื่อเรียกคนดู แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม กระแสสังคมออนไลน์จำนวนมากหันมาโจมตี BBC เอง ว่า “ขาดความรับผิดชอบทางจริยธรรม” และ “พยายามทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกินจริง”

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง

สนธิสัญญาปี 1907 ระบุชัด ‘เกาะกูด’ เป็นของสยาม เขมรควรเลิกฝันกลางวัน หยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ

ช่วงนี้ฝั่งกัมพูชาเริ่มมีการอ้างอิงเอกสารเก่า 2 ฉบับ คือ สนธิสัญญา 23 มีนาคม ค.ศ. 1907 และ พิธีสารปักปันเขตแดน ที่แนบท้าย โดยพยายามหยิบมาใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์เหนือ เกาะกูด พร้อมพูดทำนองว่าอาจนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันไทยในเวที ICJ หากวันหนึ่งมีการต่อสู้คดีขึ้นมา

แต่เมื่อเปิดเอกสารทั้งสองฉบับอ่านอย่างละเอียด จะเห็นได้ชัดว่า ตรงกันทั้งคู่ ว่าเกาะกูดเป็นของสยาม (ประเทศไทยปัจจุบัน) ไม่ใช่ของอินโดจีนฝรั่งเศส และยิ่งไม่ใช่ของกัมพูชาเลยด้วยซ้ำ

มาตรา II ของสนธิสัญญา 1907 ที่ลงนามโดย V. Collin de Plancy (ฝ่ายฝรั่งเศส) และ สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ฝ่ายสยาม) เขียนไว้ชัดเจนว่า:

> “Le Gouvernement Français cède au Siam … toutes les îles situées au sud du cap Lemling, jusqu’aux et compris Koh Kut.”

แปล: รัฐบาลฝรั่งเศสยกเกาะทั้งหมดที่อยู่ทางใต้ของแหลมเลมลิง รวมทั้งเกาะกูด ให้แก่สยาม

พิธีสาร Section I ก็ระบุแนวเขตแดนโดยใช้ “ยอดสูงสุดของเกาะกูด” เป็นจุดอ้างอิง เส้นเขตแดนลากจากทะเลขึ้นฝั่งไปยังสันเขาพนมกระวาน ซึ่งยืนยันอีกครั้งว่าเกาะนี้อยู่ในเขตแดนสยาม

เอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เพียง “บันทึก” แต่เป็น สนธิสัญญาทางการระหว่างประเทศ ที่มีการลงนามและให้สัตยาบันแล้ว ดังนั้น กัมพูชาจะหยิบมาอ้างสิทธิ์ใน ICJ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ฝันกลางวัน” เพราะตัวบทเองระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 1907 ว่า ฝรั่งเศสยกเกาะกูดให้ไทย เรื่องนี้ชัดเจนเกินกว่าจะตีความบิดเบือนได้

สรุป: เกาะกูด ยังไงก็เป็นของไทย

‘เดนมาร์ก’ กับก้าวสำคัญของกองทัพ เปิดทางให้ผู้หญิงเกณฑ์ทหารเป็นครั้งแรก

(22 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…เดนมาร์กกับก้าวสำคัญของกองทัพ: เกณฑ์ทหารหญิงครั้งแรก

กลางปีที่ผ่านมา โลกหันมาจับตาเดนมาร์ก เมื่อรัฐสภาในกรุงโคเปนเฮเกนลงมติเปิดทางให้ผู้หญิงอายุ 18 ปี เข้าสู่ระบบการเกณฑ์ทหารอย่างเสมอภาคกับผู้ชายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแรงผลักดันด้านสิทธิเพศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแรงกดดันจากสถานการณ์ความมั่นคงในยุโรปที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

จากเดิมที่กองทัพเดนมาร์กพึ่งพาอาสาสมัครหญิงเป็นหลัก ปัจจุบันผู้หญิงที่เข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบจับฉลากเกณฑ์เช่นเดียวกับผู้ชาย การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ ทั้งการเพิ่มระยะเวลารับราชการจาก 4 เดือนเป็น 11 เดือน และการลงทุนด้านกลาโหมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการใช้จ่ายทางทหารแตะเกิน 3% ของจีดีพี

เสียงสะท้อนจากทหารหญิงรุ่นใหม่อย่าง แคทริน วัย 20 ปี ที่สมัครเข้าประจำการด้วยความสมัครใจ สะท้อนความเข้าใจต่อบทเรียนจากสงครามยูเครน–รัสเซีย เธอบอกว่า “ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน มันจำเป็น และยุติธรรมที่ผู้หญิงควรมีส่วนร่วมเท่าเทียมกับผู้ชาย”

แม้เดนมาร์กจะเป็นประเทศเล็กเพียง 6 ล้านคน แต่การก้าวสู่การเกณฑ์ทหารหญิงครั้งนี้ นับเป็นการปรับสมดุลทางสังคมและเสริมความมั่นคงทางทหารไปพร้อมกัน แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับเพื่อนบ้านในสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์และสวีเดน ที่บังคับใช้การเกณฑ์ทหารไม่แบ่งเพศมาก่อนหน้านี้แล้ว

เวลาผ่านมาจนถึงห้วงกันยายนปี 2568 เราจึงเห็นชัดว่าการตัดสินใจของเดนมาร์กไม่ได้เป็นเพียงแค่การเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในเรื่องสิทธิเพศ แต่ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าโลกยุคปัจจุบันไม่อาจมองความมั่นคงเป็นเรื่องไกลตัว ทุกประเทศล้วนต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

‘ระบอบฮุนเซน’ ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติ กลายเป็นสมบัติส่วนตัว!! ของตระกูลเดียว

(23 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…ระบอบฮุนเซน : ราชวงศ์ธุรกิจที่ทำให้ชาติทั้งชาติกลายเป็นสมบัติส่วนตัว

กัมพูชาในวันนี้คือภาพสะท้อนของการผูกขาดประเทศโดย business dynasty ครอบครัวและเครือข่ายของฮุนเซนได้สานใยอำนาจที่แน่นหนา กองทัพอยู่ในมือของ ฮุน มานิต ที่กำกับข่าวกรองและสายทัพภักดี 

รัฐบาลและพรรค CPP อยู่ภายใต้การนำของ ฮุน มาเนต ลูกชายที่สืบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนและโทรทัศน์ถูกควบคุมโดย ฮุน มานา ลูกสาวคนโต ส่วน บุน ราณี ภริยา ใช้สภากาชาดและงานการกุศลครอบงำสังคม ลูกสาวคนเล็ก ฮุน มาลี เริ่มปักธงในธุรกิจการค้าและการบริโภค ขณะที่เศรษฐกิจมืดและธุรกิจสีเทาเชื่อมโยงกับพันธมิตรอย่าง ก๊ก อัน, ฮุน โตก และลียง พัด ที่ครองสัมปทานและคาสิโนตามชายแดน

นี่ไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งลูกหลาน แต่คือการสร้าง business dynasty ที่รวมอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไว้ในตระกูลเดียว คล้ายราชวงศ์แต่ไร้การถ่วงดุล โครงสร้างธุรกิจและการเมืองถูกร้อยเข้าด้วยกันจนไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน ผู้คนในระยะยาวย่อมรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรม เพราะโอกาสในการเติบโตของสังคมถูกผูกขาดโดยสายเลือดและนามสกุล

ผลที่ตามมาคือ สถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชา ถูกทำให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ในพิธีการ ไม่ต่างจากฉากหลังที่เคลื่อนไหวไม่ได้ จากที่ควรเป็นตัวกลางถ่วงดุลและเป็นเสียงแทนประชาชน กลับกลายเป็นเพียงตราประทับความชอบธรรมให้ระบอบฮุนเซนยืนยาว

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าห่วงคือการเริ่มเห็นการเลียนแบบ หากโครงสร้างถ่วงดุลอย่างการลดอำนาจ กองทัพ องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาถูกแก้ไขจนหมดสิ้นผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องแตะหมวด 1 หรือหมวด 2 เลย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะถูกทำให้อ่อนแอโดยปริยาย แต่ถ้าวันใดหมวด 1–2 ถูกแก้ไขจริง ประเทศไทยก็จะเลื่อนไถลเข้าสู่ระบอบ business dynasty แบบฮุนเซน อย่างเต็มรูปแบบ อำนาจทั้งหมดถูกรวบศูนย์อยู่ในมือเครือข่ายนักการเมืองและทุนใหญ่ โดยไม่เหลือเสาหลักใด ๆ ให้ประชาชนพึ่งพา

ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมห่วงทั้งหมดนี้ จะเป็นเพียงแค่ความไม่ประสีประสาของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top