Friday, 5 June 2026
ปราชญ์สามสี

‘กัมพูชา’ เมื่อเกมการเมืองกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง ผยองตัดไฟฟ้าประชดไทยสุดท้ายเศรษฐกิจชายแดนเจ๊ง

จากที่เฝ้าติดตามมาตลอดตั้งแต่ช่วงต้นจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่ากัมพูชาเดินเกมทางการเมืองเหมือนจะดูดุดันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วกลับออกแนว 'ร้อน' เหมือนคนแก่เล่น Facebook อารมณ์ไม่นิ่ง เดี๋ยวดิ้น เดี๋ยววีน แล้วก็พลาดซ้ำซาก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับ

เริ่มกันที่กรณี 'ตัดไฟฟ้าประชดไทย' ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และตอนนี้กำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองอย่างชัดเจน

การที่กัมพูชาตัดไฟในเขตปอยเปตนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นมาตรการตอบโต้ทางการเมืองที่แข็งกร้าว แต่เบื้องหลังก็เต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดซ้ำซ้อน และความพยายามเล่นเกมทูตแบบย้อนแย้งไร้แผนรองรับ

ต้องย้อนกลับไปดูช่วงแรกของวิกฤตชายแดน กัมพูชามีท่าที 'ชะล่าใจ' ค่อนข้างมาก ขุดคูเลตทหาร โชว์กำลัง กดดันไทยว่าเขามีสิทธิ์ในพื้นที่ โดยเชื่อว่าไทยจะไม่กล้าตอบโต้แรง เพราะตอนนั้นรัฐบาล โดยเฉพาะคุณแพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ยังนิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่แสดงท่าทีแข็งกร้าวใด ๆ ทำให้ฝั่งเขาเชื่อไปว่าไทยไม่กล้าปิดด่านจริงจัง

ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารและความมั่นคงของไทยกลับแสดงท่าทีขึงขัง ชัดเจนว่า “อธิปไตยไทยไม่ใช่ของเล่น” มีการใช้มาตรการเบื้องต้น เช่น ปรับเวลาเข้า–ออกด่าน และเตือนว่า “หากกัมพูชายังคุกคาม จะตัดไฟ”

แต่ฝั่งกัมพูชากลับคิดว่าไทยไม่กล้า ด้วยความมั่นใจที่อาจมาจากความสัมพันธ์ทางเครือญาติ จึงตัดสินใจบลัฟกลับ โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายจะปิดด่านก่อน แล้วก็เลยตัดไฟฟ้าเอง เป็นการ “ประชดกลับ” แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง

แต่การ “อ่านเกมผิด” ครั้งนี้ ทำให้พังทั้งกระดาน

แม้รัฐบาลไทยจะลังเลในตอนแรก แต่เมื่อแรงกดดันจากสังคมและภาครัฐเพิ่มขึ้น การปิดด่านก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคืนวันที่ 23 มิ.ย. 68

สิ่งที่ตามมาคือ “ภาวะช็อก” ของผู้นำกัมพูชา ที่ประเมินผิดทุกจุด

แก๊งพนันออนไลน์ในปอยเปตเริ่มอพยพออกจำนวนมาก ระบบเศรษฐกิจชายแดนกลายเป็นอัมพาตทันที

แม้กัมพูชาจะพยายามปล่อยข่าวว่าตัวเองมีไฟฟ้าใช้ได้ตามปกติ แต่ข้อเท็จจริงคือ ไฟฟ้าในประเทศมีไม่เพียงพอ (ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของประเทศถูกนำเข้ามาจากประเทศไทย  การตัดไฟที่โชว์ไปแต่แรกก็เป็นเพียงแค่การบลัฟ เพียงเล็กน้อย เพราะยังซื้อไฟฟ้าจากประเทศไทยอยู่อีกหลายจุดแต่ไม่ปรากฏเป็นข่าว) และการจะหันไปซื้อไฟจากเวียดนามก็เป็นไปไม่ได้ ทั้งจากข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและปริมาณกำลังผลิต

การบลัฟว่ามีไฟสำรองจ่ายนั้น หลอกได้แค่คนที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เพราะ…
1. ไฟฟ้าในเวียดนามผลิตได้พอใช้แค่ภายในประเทศ
2. ไม่มีเส้นทางส่งไฟฟ้าจากเวียดนามมายังฝั่งตะวันตกของกัมพูชา
3. หากจะสร้างโครงข่ายสายส่งใหม่ ต้องใช้เวลาหลายปีและเงินมหาศาล
และที่พังยิ่งกว่าคือ การกระทำของกัมพูชา กลับไปกระทบเวียดนามอย่างจัง

ข้อมูลบางส่วนระบุว่า กัมพูชาอาจปิดด่านล่วงหน้าโดยหวังโยนความผิดให้ไทย แล้วหวังว่าไทยจะเปิดก่อน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ตัวเองในสายตาต่างประเทศ

แต่กลายเป็นว่า “ไทยไม่เดือดร้อน” กลับเป็น “เวียดนามซวยแทน”

เพราะเส้นทางนำเข้าสินค้าจากไทยไปเวียดนามจำนวนมากต้องผ่านกัมพูชา เมื่อด่านปิด เวียดนามก็ถูกตัดเส้นทางทันที ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับความขัดแย้งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

อีกด้านหนึ่ง กัมพูชาก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไทยลังเลจะปิดด่าน จึงรีบ “แสดงบทแข็ง” หวังจะชิงพื้นที่สื่อและปลุกกระแสภายในประเทศ เพื่อเอาใจฐานเสียงเดิมและฟื้นภาพลักษณ์ของตระกูลฮุน

แต่ผลที่ได้ คือ คนเวียดนามและไทย “พร้อมใจกันไม่ประทับใจ”

สิ่งที่สำคัญคือ การปิดด่านนี้ทำลายเศรษฐกิจของกัมพูชาเองอย่างจัง เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของฝั่งปอยเปต มาจากระบบเศรษฐกิจ “สีเทา” ไม่ว่าจะเป็นบ่อนพนันออนไลน์, call center, hacker ฯลฯ ซึ่งเมื่อช่องทางเข้า–ออกถูกตัด รายได้พวกนี้ก็เหือดหายไปทันที และหากปิดยาว ก็ยิ่งเจ็บลึก

ขณะที่การคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันจากไทยก็เป็นอีกการตัดสินใจที่ย้อนแย้ง เพราะน้ำมันไม่ใช่สินค้าที่สั่งวันนี้ได้พรุ่งนี้

ในตลาดโลกตอนนี้ ประเทศต่าง ๆ เริ่มอั้นน้ำมันเพื่อใช้ภายใน การจะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นต้องใช้เวลา 3–6 เดือน เพราะเป็นระบบสัญญาล่วงหน้า ราคาก็สูงกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด

แม้จะหันไปสิงคโปร์ ก็ยังต้องรอขนส่งอีกหลายเดือน ขณะที่กัมพูชาไม่มีระบบน้ำมันสำรองเหมือนไทย จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนเขมรแห่กักตุนจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่เรื่อย ๆ

สุดท้าย ท่าทีของกัมพูชาที่ดึงดันเดินเกมนี้นานขึ้น ยิ่งทำให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคหมดความอดทน โดยเฉพาะเวียดนามและลาว

การกระทำของกัมพูชาจึงไม่ใช่แค่พลาดทางยุทธศาสตร์ แต่กำลังเร่งให้ภูมิภาคหมดความเกรงใจในตัวเขา

สุดท้ายแล้ว คนที่ควรได้รับผลกระทบจากเรื่องทั้งหมดนี้ ไม่ควรเป็นแค่ประชาชนตาดำ ๆ ที่หาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องเดินทางข้ามแดนไทย–กัมพูชาเพื่อเอาตัวรอด แต่กลับต้องกลายเป็นผู้รับกรรมในเกมการเมืองที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

ไม่ใช่พวกชนชั้นนำหรือครอบครัวตระกูลฮุนหรอกครับที่จะลำบากอะไร
พวกเขายังอยู่ในคฤหาสน์ มีไฟฟ้าใช้ มีรถกันกระสุน มีน้ำมันเติม

แต่ชาวบ้าน? ต้องอยู่กับความเสี่ยง ไฟดับ น้ำไม่ไหล น้ำมันแพง และข้าวของขึ้นราคาแบบทวีคูณ
ทั้งหมดนี้เพียงเพราะ 'อีโก้' ของผู้นำประเทศ ที่อยากเอาชนะให้ได้ในเกมที่ตัวเองเป็นคนเริ่ม

และหากพูดถึงเรื่อง 'ดินแดน' — ถ้าไทยยืนยันหนักแน่นว่านั่นคือแผ่นดินไทย กัมพูชาก็ไม่มีวันได้อยู่ดี ต่อให้กดดันแค่ไหน ก็เท่ากับทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้นเอง

‘ฮุน เซน’ ยอมรับเขมรเสียเปรียบในวิกฤตชายแดน แต่ไร้ทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้า

ฮุน เซนรับตรง ๆ “กัมพูชาเสียเปรียบ” ในวิกฤตชายแดน ชี้ไม่มีทางเลือกนอกจากอดทน พนมเปญ — ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในขณะนี้ เป็นสถานการณ์ที่ กัมพูชาเสียเปรียบ และ “ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้า”

จากรายงานของ Khmer Times ฮุน เซนระบุว่า
> “นี่คือสถานการณ์แบบ lose–lose ที่ไม่มีใครชนะ แต่เราจะทำอย่างไรได้ มันไม่ใช่ปัญหาที่เราสร้างขึ้น กัมพูชาไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้”

อดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงทรงอิทธิพลสูงในรัฐบาลกัมพูชากล่าวว่า ตนได้เสนอแนะต่อลูกชายคือฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีว่า

> “เราไม่ควรกังวลว่าชายแดนจะเปิดหรือปิด สิ่งที่เราต้องการคือการกลับไปสู่ภาวะปกติ เหมือนก่อนวันที่ 7 มิถุนายน 2025 โดยไม่จำเป็นต้องเจรจาใด ๆ”

พร้อมตอกกลับไทยว่า
> “ไทยไม่มีสิทธิจะมาสั่งการกัมพูชา หากพวกเขาอยากเปิดด่าน ก็จงแจ้งให้ประชาชนของตนเองทราบ เราก็จะดำเนินการตามปกติ”

แม้ถ้อยแถลงจะดูแข็งกร้าวในเชิงจุดยืนทางการเมือง แต่ก็สะท้อนชัดว่า ฝ่ายกัมพูชากำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และเสถียรภาพในประเทศ — จนต้องยอมรับว่า “ไม่มีทางเลือก” และอาจต้องอดทนกับความเสียเปรียบในระยะนี้

‘อารยธรรม’ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของรัฐชาติ อย่ามาเคลม ‘ปราสาทขอมต้องเป็นของเขมร’ เท่านั้น

เมื่อใดก็ตามที่มีข้อพิพาทเรื่องโบราณสถานระหว่างไทยกับกัมพูชา มักมีคำกล่าวหนึ่งที่เขมรหยิบมาใช้เสมอ:
> “ปราสาทขอมต้องเป็นของเขมร เพราะขอมคือบรรพบุรุษของกัมพูชา”

คำพูดนี้ฟังดูหนักแน่น แต่เมื่อย้อนกลับไปดู 'กาลเวลา' และ 'ฐานรากของอารยธรรม' จะเห็นชัดว่า ไม่สามารถเอา 'ขอม' ซึ่งเป็นอารยธรรมร่วมภูมิภาค มาอ้างว่าเป็นสมบัติของรัฐชาติหนึ่งโดยเฉพาะได้

ขอม: อารยธรรมร่วมของลุ่มน้ำโขง

อารยธรรมขอม หรือ Khom Empire เริ่มต้นราว พุทธศตวรรษที่ 14–18 (ค.ศ. 800–1400) โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนคร (นครวัด–นครธม) แต่แผ่อิทธิพลไปทั่วทั้ง ลุ่มน้ำโขง–เจ้าพระยา และปริมณฑล ศิลปกรรมขอมปรากฏทั้งในกัมพูชา ไทย ลาว เวียดนาม และแม้แต่ในพม่า
> ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง — ขอมคือ 'อารยธรรมเหนือพรมแดนรัฐชาติ' ที่เชื่อมโยงคนหลายเผ่าพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน

ไทยไม่ได้แยกขาดจากขอม — ไทยกลั่นกรองขอมจนกลายเป็นตนเอง

ก่อนจะมีชาติไทย ชาติสยาม หรือราชอาณาจักรสุโขทัย สิ่งที่อยู่ในพื้นที่ไทยคืออารยธรรมที่ถูกถักทอไว้แล้วหลายชั้น ได้แก่:

ศรีเทพ (พุทธศตวรรษที่ 11–14) อารยธรรมดั้งเดิมของลุ่มเจ้าพระยาตอนบน มีรากอินเดีย–ขอม

ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12–16) ในภาคกลาง — สะท้อนการรับพุทธศาสนาแบบมหายานผสมพราหมณ์ มีวัฒนธรรมร่วมกับขอม

ละโว้–ลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 15–18) ถูกอิทธิพลขอมครอบคลุมโดยตรงจนกลายเป็นรัฐแบบขอมย่อส่วน ทั้งการวางผังเมือง ปราสาทหิน และอักษรจารึก

สิ่งเหล่านี้กลั่นกรองขึ้นมาเป็น “แก่นกลางของอารยธรรมไทยยุคแรก” ก่อนที่สุโขทัยจะดึงสิ่งเหล่านี้ไปปรุงเป็นความเป็น 'ไทย' ที่เรารู้จักในภายหลัง

> ขอมจึงไม่ใช่ 'ของนอก' สำหรับไทย แต่คือ 'เส้นเลือดสายหนึ่ง' ของร่างประวัติศาสตร์ไทย

เขมร: รัฐใหม่ ไม่ใช่เจ้าของอารยธรรม

กัมพูชาในฐานะ 'รัฐชาติ' เพิ่งเกิดขึ้นหลังปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) เมื่อได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส หลังจากตกเป็นอาณานิคมมากว่า 90 ปี

แม้จะอ้างว่าเป็นทายาทอารยธรรมขอม แต่ความเป็น 'รัฐ' ของกัมพูชาไม่ได้สืบต่อโดยตรงจากจักรวรรดิขอมโบราณ หากแต่ผ่านยุคล่มสลาย–สงคราม–ลัทธิล่าอาณานิคมมาก่อน

> เพราะฉะนั้น การอ้างว่า “ขอมคือเขมร” หรือ “มรดกขอมเป็นของกัมพูชา” จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ หากแต่เป็น “วาทกรรมชาตินิยม” ที่สร้างขึ้นภายหลัง

ถ้าเขมรมีสิทธิ — ไทย ลาว เวียดนาม ก็ควรมีสิทธิด้วย

โบราณสถานขอมในไทยมีมากกว่า 100 แห่ง เช่น พนมรุ้ง เมืองต่ำ ศีขรภูมิ ตาเมือนธม ศรีเทพ และลพบุรี ต่างมีรากทางขอมอย่างชัดเจน

ลาวก็มีปราสาทวัดพู
เวียดนามมีร่องรอยขอมทางใต้

ทุกประเทศมีสิทธิในเชิง 'มรดกร่วม' ไม่ใช่ของใครคนใดคนเดียว

> ถ้าจะถือว่า “มรดกขอม = สมบัติของรัฐกัมพูชา” ก็ต้องยอมให้ประเทศอื่นอ้างสิทธิตามหลักเดียวกันด้วย

ข้อสรุปจากกาลเวลา
อารยธรรม ช่วงเวลาโดยประมาณ ความสัมพันธ์กับไทย
ศรีเทพ พ.ศ. 1100–1400 จุดเริ่มเมืองรัฐในลุ่มเจ้าพระยา มีอิทธิพลขอม
ทวารวดี พ.ศ. 1200–1600 วัฒนธรรมอินเดีย–ขอม–พุทธ
ละโว้ พ.ศ. 1400–1800 เมืองสำคัญของขอมในลุ่มเจ้าพระยา
ขอม (นครวัด) พ.ศ. 1300–1800 ศิลปะขยายมายังสุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ศรีสะเกษ ฯลฯ
กัมพูชา (รัฐชาติ) พ.ศ. 2496 – ปัจจุบัน รัฐใหม่หลังพ้นฝรั่งเศส ไม่ได้สืบสิทธิขอมโดยตรง

ขอมไม่ใช่ของใคร — ขอมเป็นของภูมิภาค

ถ้าจะเคารพประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ต้องยอมรับว่า “อารยธรรม” ไม่ใช่ “สมบัติส่วนตัวของรัฐชาติ”
> ไทยไม่ได้แย่งขอมจากเขมร — เพราะ ขอมก็อยู่ในร่างของความเป็นไทยตั้งแต่ต้นแล้ว

และถ้าจะพูดให้แฟร์ — เขมรก็ไม่ควรแย่งขอมจากไทยเหมือนกัน

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว

รีสอร์ทสุดหรูในกัมพูชา... ไม่ใช่ฐานทัพหรอก แค่ทำไว้เผื่อพี่ใหญ่มาขอจอดเครื่องบินรบ - เรือดำน้ำ

(15 ก.ค. 68) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จุดเล็ก ๆ บนแผนที่อย่าง “ดาราสากอร์” ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลกัมพูชา กลับกลายเป็นจุดที่สายตาของทั้งโลกหันมาจับจ้อง เพราะแม้จะถูกเสนอให้เป็นโครงการพัฒนาเมืองตากอากาศ รีสอร์ต สนามบินและท่าเรือพาณิชย์ แต่ด้วยรันเวย์ที่ยาวเกินจำเป็น ความลึกของท่าเรือที่สามารถรองรับเรือรบขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนเตรียมพร้อมทางทหาร—ทุกสิ่งนี้ล้วนชี้นำไปในทิศทางเดียวกันว่า “จีนอาจกำลังวางหมากใหญ่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้นิ่งเฉยต่อพัฒนาการดังกล่าว และเลือกตอบโต้ผ่านการคว่ำบาตรโดยตรง โดยเจาะเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของกัมพูชา รวมถึงผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนได้เสียส่วนตัวจากการพัฒนาโครงการท่าเรือเรียม ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังประกาศห้ามการส่งออกอาวุธให้กับกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าการอนุญาตให้จีนตั้งฐานที่มั่นในภูมิภาคคือ “การละเมิดอธิปไตย” และเป็นแผนแฝงเพื่อผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่ท่าทีแข็งกร้าวของวอชิงตันกลับไม่ได้ส่งผลเท่าที่คาดในระดับภูมิภาค นักยุทธศาสตร์อาเซียนจำนวนมากยังคงรักษาความสงบและวางท่าทีอย่างระมัดระวัง หลายคนยอมรับว่าการที่จีนมีอิทธิพลลึกซึ้งในกัมพูชาเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้เสนอทางเลือกที่น่าดึงดูดหรือช่วยเหลือในระดับที่เท่าเทียมกัน พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจหากกัมพูชาจะเอนเอียงไปในทิศทางที่ผลประโยชน์พาไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่กึ่งกลางของแรงกดดันจากทั้งสองขั้ว—จีนผู้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรายใหญ่ และสหรัฐฯ ผู้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงยาวนาน—สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสมดุลและวางตัวเป็นกลางอย่างมียุทธศาสตร์ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ เองก็เริ่มเข้าใจว่าการบีบให้ไทยเลือกข้างอย่างชัดเจนนั้นอาจไม่เป็นผลดีในระยะยาว เพราะไทยมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพของภูมิภาค

สิ่งที่น่าจับตาในขณะนี้คือแม้จีนจะยังไม่ส่งทหารเข้าประจำการที่ดาราสากอร์หรือเรียมแบบเปิดเผย แต่โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังสร้างขึ้นนั้นก็พร้อมรองรับการใช้งานทางทหารทันทีหากเกิดความจำเป็น และแม้จีนจะอ้างว่าเป็นเพียงการ “ป้องกันตัว” ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหมากนี้ส่งผลกระทบต่อสมดุลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในโลกที่กำลังเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากการช่วงชิงอิทธิพล การไม่เปิดโอกาสให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ยังพอรักษาความสงบสุขของภูมิภาคไว้ได้ และหากจะมีบทบาทใดที่ไทยควรรับเอาไว้ในห้วงเวลานี้ คงไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการ “ค้ำเสถียรภาพ” อย่างที่เคยทำมาตลอดในประวัติศาสตร์การทูตไทย

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

กัมพูชาเอาอีกแล้ว!! กล่าวหาไทยใช้ ‘ระเบิดลูกปราย’ แต่ดันใช้รูปปี 60 ของสหรัฐฯ สุดท้ายต้องรีบลบโพสต์ออก

(25 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…โทษนะที่กูแคปทัน!!! กัมพูชาแถลงกล่าวหาไทยใช้ลูกปราย แต่พลาดเผยแพร่ภาพเก่า ก่อนลบโพสต์ออก

เมื่อช่วงเวลา 10.55 น. ทางหน่วยงาน Cambodian Mine Action and Victim Assistance Authority (CMAA) ของกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์กล่าวหากองทัพไทยว่าใช้ 'ลูกปราย' หรือกระสุนย่อย ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามสนธิสัญญานานาชาติ โดยระบุว่าตรวจพบอาวุธดังกล่าวในพื้นที่ บ้านพนมขมุช และ บ้านเตโชธรรมชาติ ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนกัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.05 น. พบว่าเพจ CMAA ซึ่งเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว ได้ลบภาพประกอบออก เหลือไว้เพียงข้อความแถลงการณ์เท่านั้น

จากการตรวจสอบของฝ่ายไทย พบว่าภาพที่ทาง CMAA แนบในโพสต์ก่อนลบนั้น เป็นภาพเก่าเมื่อปี 2560 ที่เคยใช้ประกอบข่าวการโจมตีสหรัฐอเมริกา กรณีประกาศ ยุติเงินสนับสนุนการกู้ระเบิดในกัมพูชาเมื่อปี 2018 โดยแหล่งอ้างอิงข่าวต้นฉบับชัดเจนตามลิงก์ที่ปรากฏในระบบสืบค้นออนไลน์

กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายไทยด้วยข้อมูลเท็จ และการลบภาพอย่างเงียบ ๆ อาจยิ่งตอกย้ำว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง พร้อมกันนี้มีการเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบเจตนาแถลงข่าวบิดเบือนของ CMAA อย่างเป็นทางการ

เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ‘ทหารกัมพูชา’ กับความ “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

(30 ก.ค. 68) [ข่าวลือวงใน] เสียงสะท้อนจากแนวหน้า ทหารกัมพูชา “น้อยเนื้อต่ำใจ” เหมือนถูกทอดทิ้งกลางสมรภูมิ

ท่ามกลางความเงียบเชียบของแนวปะทะที่เพิ่งสงบลง กระแสความไม่พอใจและความน้อยเนื้อต่ำใจในหมู่ทหารแนวหน้ากัมพูชายังคงคุกรุ่น โดยแหล่งข่าวภายในที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า มีกระแสตัดพ้ออย่างหนักจากกำลังพลระดับล่าง ที่รู้สึกว่า “ถูกทอดทิ้ง” และ “ไม่มีใครเห็นคุณค่า” ของพวกเขาในสมรภูมิจริง

หนึ่งในคำกล่าวที่สะท้อนความรู้สึกนี้ได้ดีที่สุด คือคำพูดของทหารนายหนึ่งที่กล่าวว่า
“ตอนออกรบเราอยู่แนวหน้า ตอนเจ็บเจียนตายไม่มีใครถามหา แต่พอได้หน้า ได้กล้อง ได้คำชมกลับเป็นของคนอื่น”

ความรู้สึกนี้เกิดจากหลายเหตุการณ์สะสม โดยเฉพาะการที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเคยให้คำมั่นสัญญาว่า หากกองทัพอากาศไทยโจมตีอีกครั้ง จะใช้จรวด KS-1C ยิงตอบโต้ทันที และจะไม่ลังเลในการใช้ระบบ PHL-03 เพื่อปกป้องแนวหน้า แต่เมื่อถึงเวลาจริง ไม่เพียงแต่ไม่มีการยิงตอบโต้ จรวดและระบบอาวุธกลับถูกเก็บเงียบไว้ราวกับไม่เคยมีคำมั่นนั้นอยู่เลย

ผลที่ตามมาคือความสูญเสียจำนวนมาก ทหารหลายสิบรายได้รับบาดเจ็บ บางส่วนเสียชีวิตโดยไม่มีแม้แต่การสนับสนุนจากเบื้องหลัง ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการปะทะตรงหน้าและความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจากข้างหลัง

ไม่เพียงเท่านั้น การปรากฏตัวของหน่วย BHQ – หน่วยรบพิเศษที่ได้รับการฝึกอย่างดีและมีอาวุธล้ำสมัย – ในช่วงท้ายของการสู้รบเพียงไม่กี่นาทีก่อนเวลาหยุดยิง ก็ยิ่งสร้างบาดแผลในใจของทหารแนวหน้า หลายคนรู้สึกว่าพวกเขาถูกใช้เป็น “เกราะ” รองรับแรงปะทะตั้งแต่ต้น โดยไม่มีใครมาช่วยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องทนดูหน่วยพิเศษเหล่านี้ “คว้าชัย” ไปพร้อมเสียงปรบมือจากผู้บัญชาการและประชาชน

แรงกดดันที่ถาโถมจากทั้งศัตรู การขาดการสนับสนุน และภาพลักษณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาติ หากแต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองท่ามกลางความเย็นชาและความเฉยเมยของผู้มีอำนาจ

แม้ทั้งหมดจะยังเป็นเพียง “ข่าวลือวงใน” แต่เสียงสะท้อนนี้อาจสะท้อนความปริแตกภายในกองทัพกัมพูชาที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบ ๆ และไม่อาจมองข้ามได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top