Friday, 5 June 2026
ปราชญ์สามสี

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

หลักฐานจากหนังสือพิมพ์เก่าฝรั่งเศสยืนยัน ‘เกาะกูด’ เป็นของไทย ตามสนธิสัญญา 1907

(3 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ถึงเรื่องราวการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิของสยามเหนือเกาะกูด ทำให้เราได้พบเอกสารร่วมสมัยที่มีคุณค่ามาก ทั้งจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมและเอกสารสนธิสัญญาทางการ ซึ่งต่างก็ยืนยันในสาระเดียวกัน

เอกสารแรกที่ได้ถ่ายไว้คือ หน้าหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal Militaire, Maritime, Colonial ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นรายงานด้านทหาร–เรือ–อาณานิคม และมักจะติดตามความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในอินโดจีน เนื้อหาที่เราพบอยู่ในหัวข้อ Le Nouveau Traité Franco-Siamois พร้อมแผนที่ที่ทำเครื่องหมายเส้นเขตแดนใหม่ แผนที่ดังกล่าวระบุชัดเจนถึงพื้นที่ที่ฝรั่งเศสได้ไปจากอนุสัญญา 1904 และพื้นที่ที่คืนให้สยามตาม พิธีสารวันที่ 29 มิถุนายน 1904 ในบรรดาพื้นที่เหล่านี้ มีการขีดเส้นล้อมหมู่เกาะในอ่าวไทยใต้ แหลมลิง (Cap Lemling) ซึ่งรวมถึง เกาะกูดและเกาะช้าง ที่ถูกยืนยันว่าเป็นของสยาม

เอกสารชิ้นถัดมาที่ได้ถ่ายคือ ตัวบทสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม 23 มีนาคม 1907 หรือ Texte du Traité Franco-Siamois du 23 mars 1907 ซึ่งลงพิมพ์ในแถลงการณ์ทางการทูต มาตรา 2 ของสนธิสัญญาฉบับนี้ระบุข้อความสำคัญที่สุดว่า ฝรั่งเศสยอมคืนด่านซ้ายและตราดแก่สยาม “รวมถึงเกาะทั้งปวงที่อยู่ใต้แหลมลิง จนถึงและรวมทั้งเกาะกูด (Koh-Kut)” ข้อความนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เอ่ยชื่อเกาะกูดโดยตรง และเป็นการรับรองสิทธิของสยามในระดับระหว่างประเทศ

เมื่อนำเอกสารทั้งสองชุดมาเทียบกัน—ทั้ง หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และ สนธิสัญญาทางการปี 1907—เราจะเห็นภาพต่อเนื่องที่สอดคล้องกันว่า…ตั้งแต่ปี 1904 ในพิธีสาร 29 มิถุนายน เกาะกูดอยู่ในเขตที่คืนให้สยาม

และในปี 1907 สิทธิของสยามเหนือเกาะกูดได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนอีกครั้งในตัวบทสนธิสัญญา

ดังนั้น การค้นพบและถ่ายเอกสารเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการนำหลักฐานร่วมสมัยจาก “ปากคำของฝรั่งเศสเอง” มายืนยันว่าประเทศไทยได้รับเกาะกูดมาตั้งแต่ปี 1904 ไม่ใช่เรื่องที่อ้างฝ่ายเดียว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกลงในสื่อและกฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศสอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ปล. ขอบคุณการเก็บข้อมูลของคุณไกรฤกษ์นานาในหนังสือสยามในโลกสากล ที่ช่วยทำให้การค้นหาเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร ด้วยยึดหลักมนุษยธรรมแม้ในวันที่โลกทอดทิ้ง

“ปี 1979 – วันที่คนไทยเปิดประตูให้คนเขมร”
ปี 1979 (พ.ศ. 2522) เป็นปีที่โลกจารึกความโหดร้ายไว้กลางหัวใจของคนกัมพูชาเอง — ช่วงที่ระบอบเขมรแดงเพิ่งล่มสลาย เสียงปืนยังดังไม่หยุด แต่เสียงร้องไห้ของผู้ลี้ภัยดังกว่า คนเป็นแสนเป็นล้านหนีตายข้ามเขตแดนเข้ามาไทย ทุกวัน ทุกชั่วโมง ไม่มีแผน ไม่มีอาหาร ไม่มีอนาคต มีเพียงชีวิตที่อยากรอด

ในเวลานั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะ "ผู้รุกราน" แต่อยู่ในฐานะ "ประเทศเจ้าบ้านที่ไม่พร้อมจะเป็นเจ้าบ้าน" เพราะตามกฎหมายของไทย ผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งต้องถูกผลักดันกลับ แต่เราก็รู้ดีว่า “กลับไป” หมายถึง “ตาย”

รัฐบาลไทยจึงเลือกทางที่ยากที่สุด คือ ยอมฝืนใจตามหลักมนุษยธรรม เปิดพื้นที่ชายแดนให้สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยดูแล ตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว — ซึ่งในเอกสารของทางการไทยขณะนั้นเรียกว่า “ศูนย์ลักลอบเข้าเมือง” — เพื่อคัดกรอง ตรวจโรค และจัดการส่งต่อไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของ UNHCR ตลอดแนวชายแดนฝั่งไทยทั้งหมด

ค่ายแห่งแรกที่ถูกตั้งขึ้นคือ ค่ายสระแก้ว (Sa Kaeo Refugee Camp) ใกล้ตัวเมืองสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนในปลายปี 1979 เพื่อรองรับผู้หนีตายจากฝั่งปอยเปตและพระตะบอง ภายในไม่กี่สัปดาห์ มีผู้ลี้ภัยกว่า สี่หมื่นคน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินแดงแห้งแล้งที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีระบบสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องระดมทหารเข้ามาสร้างศูนย์พักพิงกลางทุ่งเพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคระบาด ก่อนจะทยอยย้ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปอยู่ในค่ายที่ใหญ่และมั่นคงกว่าซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตไทย

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR ตั้งศูนย์ใหญ่ที่ ค่ายเขาอีด่าง (Khao-I-Dang Holding Center) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอรัญประเทศประมาณ 20 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1979 และกลายเป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีประชากรมากกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นคน ในปีถัดมา

ที่นี่เป็นค่ายที่มีระบบที่สุด มีโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์แจกอาหาร และระบบตรวจสุขภาพครบถ้วน ภายใต้การดูแลร่วมของกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ UNHCR ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ไทยในเวลานั้นทำหน้าที่ “เจ้าภาพโดยจำใจ” แต่เต็มไปด้วยเมตตาและภาระหนักหน่วง

ขณะเดียวกันยังมีค่ายอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดน เช่น ค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet Camp) ใกล้ตำบลคลองน้ำใส ซึ่งกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของ “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเขมร” (KPNLF) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเฮง สัมรินที่เวียดนามหนุนหลัง และ ค่ายหนองจันทร์ (Nong Chan Camp) ใกล้อำเภอโคกสูง ที่ต่อมาถูกกองทัพเวียดนามโจมตีในปี 1983–1984 ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องหนีตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะถูกย้ายไปยัง “Site Two” ซึ่งเป็นค่ายถาวรแห่งใหม่

ในค่ายเหล่านี้มีทั้งเด็กที่ผอมจนเห็นกระดูก หญิงชราที่แบกลูกหลานข้ามแดน และชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากสงครามกลางป่า หลายคนเล่าว่าเดินเท้ามาหลายวันโดยไม่มีอาหาร บางคนหนีมากับคนที่ไม่รู้จักเพราะคนในครอบครัวถูกสังหารหมดแล้ว

นักข่าวตะวันตกในเวลานั้น เช่น Sydney Schanberg จาก The New York Times และ Richard Dudman จาก St. Louis Post-Dispatch ต่างบันทึกไว้ตรงกันว่า

> “หากไม่มีการเปิดชายแดนของไทย คนเขมรนับแสนอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้”
ภาพข่าวและสารคดีจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นความห่วงใยของสังคมไทย — ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ นายแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครนับไม่ถ้วน ต่างผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่สระแก้วจนถึงสังขละบุรี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายและความมั่นคงของชาติอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” กับ “เสี่ยงอธิปไตยของตนเอง”

และสุดท้าย ประเทศไทยก็ไม่เคย “ผลักไส” ใครกลับไปตาย เราเลือกช่วย ทั้งอาหาร ยา และพื้นที่อาศัย — ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ศัตรู

หลายสิบปีผ่านไป เด็กในค่ายเหล่านั้นบางคนเติบโตในอเมริกา บางคนได้สัญชาติฝรั่งเศส บางคนกลับมาตั้งรกรากอยู่ในไทยอย่างเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ของกัมพูชาควรรู้คือ — ครั้งหนึ่งคนไทยเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกท่านไว้ ไม่ใช่เพื่อหวังบุญคุณ

แต่เพื่อเตือนว่า “ความดีไม่ควรถูกลืม”

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่มีเลือดและน้ำตาเหล่านั้น กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่บิดเบือนในโลกออนไลน์
เพราะความจริงก็คือ 

> “เมื่อปี 1979 ที่โลกทอดทิ้งเขมร... ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร”

‘พัค มิน-โฮ’ นักศึกษาผู้ถูกทรมานจนเสียชีวิต จุดไฟเดือดกลางกรุงโซล สะเทือนสัมพันธ์เกาหลีใต้–กัมพูชา

'เดือดถึงโซล!' เกาหลีใต้ปะทุโกรธ หลังนักศึกษาถูกแก๊งสแกมกัมพูชาทรมานตาย — ผู้นำสั่งลุยทุกทางปกป้องพลเมือง โซล / 14 ตุลาคม 2025 — เกาหลีใต้ระอุทั้งประเทศ หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญ 'นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลี' ถูกหลอกลวงไปกัมพูชา ก่อนถูกแก๊งสแกมจับขัง ทรมานจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม — จุดชนวนให้ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง สั่งระดม 'ปฏิบัติการทางการทูตเต็มรูปแบบ' และยกระดับคำเตือนการเดินทางไปกัมพูชาเป็นระดับพิเศษ พร้อมประกาศกร้าว “ชีวิตของพลเมืองเกาหลีทุกคน คือความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐ!”

🔥 คดี 'พัค มิน-โฮ' จุดไฟเดือด — เหยื่อถูกทรมานจนตายกลางค่ายสแกม
เหยื่อคือ พัค มิน-โฮ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยจากกรุงโซล ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกขังในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พยานผู้รอดชีวิตเล่าว่า “เขาถูกซ้อมด้วยท่อเหล็ก ถูกช็อตไฟ จนเดินไม่ได้ หายใจไม่ออก และตายในรถระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล” ศพของพัคยังคงถูกเก็บในห้องเย็นที่พนมเปญมานานกว่าสองเดือน ขณะที่ครอบครัวร่ำไห้เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างลูกชายกลับบ้าน “อย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์” อัยการกัมพูชาได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับผู้ต้องสงสัยชาวจีน 3 คน และยังมีอีก 2 รายที่หลบหนีไปได้ — จุดกระแสโกรธแค้นในเกาหลีใต้ราวกับระเบิดเวลา!

🧨 โซลตั้งโต๊ะพิเศษในพนมเปญ — สส.เสนอ 'ถึงขั้นใช้กำลังทหาร'
ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด่วน พร้อมสั่งตั้ง 'ทีมเฉพาะกิจฉุกเฉิน' ภายใต้การกำกับของที่ปรึกษาความมั่นคง วี ซอง-รัก (Wi Sung-lac) เพื่อเร่งช่วยเหลือและนำพลเมืองกลับประเทศโดยเร็วที่สุด รัฐบาลเตรียมส่งตำรวจชุดพิเศษไปตั้ง “โต๊ะตำรวจเกาหลี (Korean Desk)” ในพนมเปญ เพื่อร่วมสอบสวนกับตำรวจท้องถิ่นโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการและขอคำชี้แจงเร่งด่วน แต่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด คือคำกล่าวของ อี อึน-จู สส.พรรคประชาธิปไตย ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กอย่างดุเดือดว่า
> “ถ้ากัมพูชาไม่รับผิดชอบต่อชีวิตพลเมืองของเรา รัฐบาลเกาหลีควรพิจารณาทุกมาตรการ — แม้แต่การปฏิบัติการทางทหาร!”

⚠️ ยกระดับเตือนภัยกัมพูชา “ห้ามเดินทางถ้าไม่จำเป็น!”
หลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีใต้ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา — รวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ — ขึ้นเป็น “ระดับพิเศษ” (Special Advisory) รัฐบาลประกาศชัดให้พลเมือง “หลีกเลี่ยงการเดินทางทุกกรณีที่ไม่จำเป็น” และให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง “รีบออกจากประเทศทันที”

📊 ตัวเลขสะท้อนวิกฤต — คดีเพิ่ม 20 เท่าภายใน 2 ปี!
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้:
ปี 2023 มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียง 17 ราย
ปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 220 ราย และในปี 2025 จนถึงเดือนสิงหาคม ตัวเลขทะลุ 330 รายแล้ว! หลายคดีมีลักษณะคล้ายกัน — ถูกหลอกให้มาทำงาน, ถูกยึดพาสปอร์ต, ขังในค่าย, และบังคับให้ร่วมหลอกลวงออนไลน์

⚖️ Amnesty ชี้ 'กัมพูชาเพิกเฉย' ต่อค่ายสแกมกว่า 50 แห่ง
องค์กร Amnesty International เปิดเผยรายงานล่าสุด ระบุว่ามีค่ายสแกมขนาดใหญ่กว่า 53 แห่งทั่วกัมพูชา และกล่าวหาว่ารัฐบาลพนมเปญ “ปล่อยปละละเลย” จนปัญหาลุกลามเป็นระดับภูมิภาค ในโซล กระแสสังคมกำลังกดดันอย่างหนักให้รัฐบาลใช้ “มาตรการตอบโต้เชิงรุก” ต่อกัมพูชา — บางสำนักข่าวถึงกับพาดหัวว่า “เกาหลีอาจไม่ทนอีกต่อไป”

📍สรุป:
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ 'คดีอาชญากรรม' อีกต่อไป แต่กลายเป็น 'จุดแตกหักทางการทูต' ที่สั่นสะเทือนระหว่าง เกาหลีใต้–กัมพูชา และอาจกลายเป็นครั้งแรกที่กรุงโซล “ขู่ใช้มาตรการทางทหาร” ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากรัฐบาลพนมเปญยังคงนิ่งเฉยต่อชีวิตคนเกาหลี!

📰 อ้างอิง:
The Guardian (14 Oct 2025) — Student’s alleged torture death by Cambodia scammers sparks turmoil in South Korea
Yonhap News Agency (Oct 2025)
Reuters (10 Oct 2025) — South Korea summons Cambodian ambassador over job scams

'ปราชญ์ สามสี' โพสต์วิจารณ์ กมธ.ทหาร ชี้ทำให้ 'ประชาชน-ทหาร' เกลียดกันแทนที่จะร่วมมือ ทั้งที่ทุกฝ่ายกำลังสามัคคีรบกัมพูชา

เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์เมื่อวันที่ (31 ต.ค. 68) ถึงประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า “สรุปผล กมธ.ทหาร คือเพื่อให้ประชาชนกับทหารเกลียดกันเท่านั้น หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายสามัคคีกันรบกับกัมพูชา”

เขมรไม่ถอนทหาร!! ‘ปราชญ์ สามสี’ เปิดข้อเท็จจริงใหม่ ‘กัมพูชา’ ถอนกำลังหลอกชาวโลก ขัดข้อตกลงสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ

(5 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์ข้อเท็จจริงเรื่องโพสต์กัมพูชาได้โพสต์อ้างว่า “ไม่มีการซ้อมถอนทหารออกจากพื้นที่ชายแดน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ ขัดกับข้อตกลงสันติภาพและมาตรการลดความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายเคยยืนยันร่วมกัน ตามหลักการของสนธิสัญญาสันติภาพ 

กัมพูชามีพันธกรณีต้องถอนกำลังออกจากเขตพิพาท และไม่ดำเนินการทางทหารที่เปลี่ยนสถานะพื้นที่เดิม แต่กลับมีการเผยแพร่คลิปยืนยันว่าจะ “ไม่ถอนทหาร” ซึ่งถือเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามพันธะที่ให้ไว้ในระดับระหว่างประเทศ ประเทศไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ และรอให้กัมพูชาเคารพคำมั่นที่ให้ไว้ต่อประชาคมโลก

‘ปราชญ์ สามสี’ จวกส้ม!! ‘พรรคประชาชน’ ด่ากองทัพไม่เว้นวัน แต่ปัดความผิดตัวเอง ด้วยคำว่า “เสรีภาพ” ถึงเวลาส่องกระจก ก่อนจะชี้นิ้วว่าใคร

(8 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์…ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”

แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”

ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน

กองทัพในฐานะองค์กร 
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ

การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ

ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต

เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ” 
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”

ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น

คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น” 
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ

ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง

หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?

ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน... 
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย

สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก 
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

Meta ถูกแฉ! โกยรายได้ 10% จากโฆษณาหลอกลวง กว่า 4.8 แสนล้านบาท แม้รู้ปัญหาแต่ไม่จัดการแลกกับรายได้มหาศาล ชี้ ขาดทั้งจริยธรรมและความรับผิดชอบ

Meta ถูกแฉ! เอกสารภายในเผยรายได้ 10% มาจาก “โฆษณาหลอกลวง” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

สำนักข่าว Reuters รายงานอ้างเอกสารภายในของบริษัท Meta (เจ้าของ Facebook, Instagram, WhatsApp) ระบุว่า รายได้ของบริษัทในปี 2024 ถึง 10% หรือราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) มาจากโฆษณาที่เข้าข่าย “Scam” หรือโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์และสินค้าปลอม

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า Meta แบนผู้ลงโฆษณาได้เฉพาะเมื่อระบบ “มั่นใจเกิน 95%” ว่าเป็นการละเมิดกฎเท่านั้น หากระบบไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว บริษัทจะไม่ลบโฆษณา แต่จะ “ขึ้นราคาค่าโฆษณา” เพื่อเป็นการลงโทษแทน ซึ่งหมายความว่า Meta ยังคงได้ประโยชน์จากโฆษณาผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ดี

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่าในแต่ละวัน มีโฆษณาประเภทหลอกลวงถูกแสดงบนแพลตฟอร์มของ Meta มากกว่า 15,000 ล้านครั้ง และผู้ใช้ที่เผลอคลิกโฆษณาเหล่านี้จะถูกระบบแนะนำโฆษณาอื่น ๆ ต่อเนื่องผ่านอัลกอริทึม personalization ของบริษัท

ด้านโฆษก Meta ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียง “มุมมองบางส่วน” ของการประเมินภายใน และตัวเลข 10% อาจสูงเกินจริง โดยบริษัทเชื่อว่าตัวเลขจริง “ต่ำกว่านั้นมาก”

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารภายในของ Meta เองก็ยอมรับว่า แพลตฟอร์มของตน “มีส่วนเกี่ยวข้องกับโฆษณาหลอกลวงในสหรัฐฯ สูงถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด” และย้ำว่า “มันง่ายกว่ามากที่จะยิงโฆษณาหลอกลวงบน Meta มากกว่า Google”

หลังข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกมา รัฐบาลมาเลเซีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสาร ดาโต๊ะ ฟาห์มี ฟัดซิล (Datuk Fahmi Fadzil) ประกาศว่า จะเรียก Meta เข้าชี้แจงต่อรัฐบาลมาเลเซียโดยตรง พร้อมระบุว่า “ตัวเลข 10% ที่ Reuters รายงาน แม้ Meta จะปฏิเสธว่าเกินจริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายต่อสาธารณะ”

ฟาห์มีกล่าวเสริมว่า หลัง Online Safety Act (ONSAR) มีผลบังคับใช้ แพลตฟอร์มอย่าง Meta จะมี “พันธะทางกฎหมายในการป้องกันเนื้อหาที่เป็นอันตราย” หากละเมิดอาจถูกดำเนินการทางกฎหมายได้

> “คนมาเลเซียสมควรได้รับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัย บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่บนระบบของตนเอง” — ฟาห์มี ฟัดซิล กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาโฆษณาหลอกลวงบน Facebook และ Instagram เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ทั่วโลกรับรู้กันมานาน แต่การหลุดของเอกสารภายในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ยืนยันว่า Meta “รู้ถึงปัญหาและยอมปล่อยให้เกิดขึ้น” เพื่อแลกกับรายได้มหาศาล


สรุปตัวเลขสำคัญ
รายได้จากโฆษณา Scam: ~10% ของรายได้ทั้งหมด (≈15,000 ล้านดอลลาร์)
ปริมาณการแสดงโฆษณาหลอกลวง: 15,000 ล้านครั้ง/วัน
สัดส่วน Scam ในสหรัฐฯ: 1/3 ของทั้งหมด

ในหลวง ร. 9 ผู้ริเริ่มระบบโคนมไทย ทรงเห็นโอกาสจากการเสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก สู่ฟาร์มโคนมแห่งแรก “ไทย–เดนมาร์ก” ช่วยให้เด็กไทยได้ดื่มนมสด -ลดพึ่งพานำเข้านมผง

เวลาพูดถึงการเสด็จฯ เยือนยุโรปของ #ในหลวงรัชกาลที่9 เรามักคิดถึงภาพพระองค์ในชุดสูทเรียบร้อย เสด็จฯ เคียงคู่ #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดินท่ามกลางบรรยากาศเมืองใหญ่ของยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังการเดินทางนั้นไม่ใช่เรื่องพิธีการทางการทูตเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงใช้ทุกเมืองที่เสด็จฯ ไปเป็นเหมือนห้องเรียนกว้างใหญ่ในการเก็บข้อมูล เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศไทยแบบเป็นระบบ

ในตอนนั้นประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เกษตรกรพึ่งพาฝน รายได้ไม่แน่นอน เด็กไทยจำนวนมากเติบโตด้วยอาหารพื้นฐานที่อิ่มท้องแต่ไม่ครบคุณค่าทางโภชนาการ มีความเชื่อฝังใจว่านมวัวคือของแพงของฝรั่ง เฉพาะคนรวยในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ดื่มได้ วัวถูกใช้เป็นแรงงาน ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ และเมื่อคนไทยลองดื่มนมที่นำเข้ามาแบบไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนก็ท้องเสีย กลายเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า “นมไม่เหมาะกับคนไทย”

พอถึงปี 2503 เมื่อ #ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จฯ ไปเยือนประเทศเดนมาร์ก—แผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของการทำฟาร์มโคนม—สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนั้นเหมือนเป็นอีกจักรวาลหนึ่งของการเกษตร ฟาร์มโคนมมีระบบชัดเจน วัวได้รับการเลี้ยงอย่างมีวิทยาศาสตร์ เครื่องรีดนมทันสมัยสะอาดเป็นระเบียบ เกษตรกรเดนมาร์กทำงานกันในรูปแบบสหกรณ์ซึ่งเข้มแข็งและเป็นธรรม เด็กเดนมาร์กดื่มนมสดทุกวัน คุณภาพชีวิตของชุมชนจึงดีทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ดูผ่านสายตาแบบผู้มองวิว แต่ทรงลงไปคลุกคลีกับคอกวัวจริง ๆ สอบถามเกษตรกรว่าเลี้ยงอย่างไร ให้อาหารแบบไหน ตรวจดูเครื่องมือ ดูระบบรวบรวมน้ำนมดิบ สำรวจการบริหารจัดการของสหกรณ์ และสนทนากับผู้เชี่ยวชาญโคนมเดนมาร์ก ในบริบทนี้พระองค์ทรงเป็นทั้งกษัตริย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้มองการณ์ไกลในคนเดียวกัน

สิ่งที่พระองค์เห็นถูกกลั่นออกมาเป็นความคิดว่า “ถ้าเรานำแนวคิดและระบบแบบนี้มาปรับใช้ในประเทศไทยได้ เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง และเด็กไทยก็จะมีสุขภาพดีเทียบเท่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกษตรกรรมไทยไปตลอดกาล

เมื่อเสด็จฯ กลับไทย พระองค์ไม่ได้เก็บความคิดเหล่านั้นไว้เฉย ๆ แต่ทรงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก จนเกิดเป็นฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์กที่มวกเหล็กในปี 2505 และท่ามกลางพิธีเปิดฟาร์ม มีภาพประวัติศาสตร์ที่พระองค์ทรงยืนเคียงคู่กับ #เจ้าหญิงอันนามารี แห่งเดนมาร์ก แสดงถึงมิตรภาพที่เด่นชัดของสองประเทศ

การก่อตั้งฟาร์มนี้ไม่ใช่เพียงการนำวัวพันธุ์ดีเข้ามาเลี้ยง แต่เป็นการสร้าง “ระบบโคนมทั้งประเทศ” ตั้งแต่การตั้งสหกรณ์ การอบรมเกษตรกร การจัดระบบรับซื้อน้ำนมดิบ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์นมสด “นมวัวแดงไทย–เดนมาร์ก” ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ของพระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือเกษตรกรไทยจำนวนมากมีอาชีพที่มั่นคง เด็กไทยมีนมสดดื่มทุกวัน ประเทศไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้านมผงอย่างในอดีต วัฒนธรรมการดื่มนมค่อย ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง

'ปราชญ์ สามสี' ชี้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดกลางแผ่นดินไทย! ตั้งคำถาม “สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด” — ชี้จุดเกิดเหตุห้วยตามาเรียลึกในเขตไทย เท่ากับกัมพูชารุกราน

(12 พ.ย. 68) เพจ ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย  เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด....ห้วยตามาเรียอยู่แผ่นดินไทย ลึกเข้ามาจากเส้นเขตแดนมาก แบบนี้เท่ากับกัมพูชา รุกราน ประเทศไทยแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top